Find Other Sides of Thai Politic. Update you on the political turmoil in Thailand.

อ่าน ทวิตเตอร์

Upcoming

Showing posts with label Black October. Show all posts
Showing posts with label Black October. Show all posts

Thursday, September 10, 2009

‘พัชรวาท’ ทิ้งเก้าอี้ ปิดฉากชีวิตขรก.

โพสต์ ทูเดย์ - การเมือง - ‘พัชรวาท’ทิ้งเก้าอี้ปิดฉากชีวิตขรก.
“พัชรวาท” ลาออกจากราชการหลังถูกเด้งประจำทำเนียบรัฐบาล นายกฯ ตั้ง “ธานี” รักษาการผบ.ตร.

พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งแล้ววานนี้ หลังนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี มีคำสั่งให้มาช่วยราชการประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและตั้ง พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รองผบ.ตร. รักษาราชการแทน

พล.ต.อ.พัชรวาท เปิดเผยว่า ได้ยื่นหนังสือลาออกจากราชการต่อนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีแล้ว โดยให้มีผลทันทีตั้งแต่วานนี้เป็นต้นไป

“ตามปกติอีก 22 วัน จะเกษียณอายุราชการ จะขอไปพักผ่อน นอกจากนั้นการลาออกยังเพื่อให้นายกฯ ทำงานได้ต่อไปด้วยดี ส่วนเรื่องคดีความขอปล่อยเป็นไปตามกระบวนการ อย่างไรก็ตามขอบคุณตำรวจทุกนายที่ทำงานร่วมกันมา” พล.ต.อ.พัชรวาท กล่าว

ด้านนายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การย้ายพล.ต.อ.พัชรวาท เป็นผลจากมติของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ชี้มูลความผิดกรณีเหตุการณ์ 7 ต.ค. 2551 ซึ่งกฎหมายระบุ จะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ นับแต่วันที่มีมติคือเมื่อวันที่ 7 ก.ย. แต่ป.ป.ช. ยังไม่ได้แจ้งมติมา ซึ่งอาจจะเกิดปัญหาช่องว่างขึ้น และเพื่อไม่ให้เกิดความวุ่นวายสับสน เพราะจะเกิดการโต้แย้งเกี่ยวกับการสั่งราชการต่างๆ จึงขอให้ผบ.ตร. มาช่วยราชการที่ทำเนียบรัฐบาล

วันเดียวกัน ศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งรับฟ้องคดีที่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ยื่นฟ้องป.ป.ช. ที่ปฏิเสธไม่เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับคำให้การพยานในคดีดังกล่าว ตามพ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของทางราชการ แต่ไม่รับฟ้อง ข้อหาการดำเนินกระบวนพิจารณาชี้มูลของป.ป.ช. ไม่ชอบ และสั่งให้ป.ป.ช. ชะลอการลงมติเพื่อชี้มูลความผิดคดีนี้ไว้

ขณะที่พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รองผบช.น. กล่าวว่า ขอถามกลับไปยังป.ป.ช. ว่าในอนาคตจะใกล้หรือไกล แล้วแต่ว่าหากมีกลุ่มผู้ชุมนุมมาชุมนุมปิดล้อมสถานที่ราชการ ปิดล้อมทำเนียบรัฐบาลหรือไปปิดล้อมป.ป.ช.เอง แล้วมีท่าทีจะก่อความวุ่นวาย ใช้รั้วลวดหนาม ใช้ยางรถยนต์ ใช้น้ำมันราดพื้น ใช้กุญแจไปปิดคล้องประตูสถานที่ราชการ ขู่ว่า “ฆ่ามัน ฆ่ามัน” ถามว่าป.ป.ช. จะให้ตำรวจทำได้แค่ไหน ขอให้กำหนดกรอบมาจะได้ทำถูกต้อง

“อย่าว่าตำรวจเกียร์ ว่างนะ คำว่าเกียร์ว่าง คือมีเกียร์ให้เข้าแต่ไม่เข้า แต่นี่ไม่มีเกียร์ ไม่มีเกียร์คือไม่มีกติกา แผนกรกฎท่านบอกว่าใช้ไม่ได้ ท่านบอก ว่าเกินกว่าเหตุ ท่านก็เขียนมาให้ผมสิ” พล.ต.ต.อำนวย กล่าว

นายจตุพร พรหมพันธุ์ สส.พรรคเพื่อไทย แกนนำคนเสื้อแดง กล่าวว่า การนำพล.ต.อ.ธานี มารักษาการแทนนั้นจะเป็นผลดีต่อการชุมนุม เพราะจะทำให้คนเสื้อแดงลุกฮือยิ่งขึ้น

ขณะที่ นายปรีชา สุวรรณทัต อดีตส.ส.ประชาธิปัตย์ กล่าวว่าหาก นายกฯอนุมัติใบลา พล.ต.อ.พัชรวาทอาจผิดต่อกฎหมายป.ป.ช.เนื่องจากยังไม่มีการสอบวินัย

ด้่านนายวิชา มหาคุณ กรรมการป.ป.ช. กล่าวว่า ไม่ขอตอบว่า นายกฯจะผิดกฎหมายหรือไม่ เพราะนายกฯและที่ปรึกษาน่าจะรู้กฎหมายดี


เรียงคนมาเป็นข่าว - "วิหคเหินฟ้า" - (กรณี ปปช ชี้มูล เหตุการณ์ 7 ตุลาคม 2551)

หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน
คอลัมน์ เรียงคนมาเป็นข่าว
โดย "วิหคเหินฟ้า"

.........จะเรียกว่า "ซื้อเวลา" ก็ไม่ได้ เพราะไม่เคย "จ่าย" เลย พรรคประชาธิปัตย์เล่นเกมยื้อ "แก้ไขรัฐธรรมนูญ" มาตลอด เพราะคิดว่ายิ่ง "ช้า" ยิ่งเป็นคุณกับพรรค แต่ถึงวันนี้ยื้อไม่ไหวแล้ว เพราะพรรคร่วมรัฐบาลเอาจริง

.........ไล่เรียงปฏิทินการเมืองเดือนกันยายนแล้วบอกได้คำเดียวว่า "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" เหนื่อยแน่ ตั้งแต่การเปิดสภาเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ 19 กันยาฯ "คนเสื้อแดง" ชุมนุมใหญ่ และ 21 กันยาฯตัดสินคดี "กล้ายาง"

.........ยังมีเรื่องตั้ง "ผบ.ตร." คนใหม่ที่ "อภิสิทธิ์" เล่นเกม "หมาป่ากับลูกแกะ" มาตลอด แต่ "เช็คเสียง" ณ วันนี้ แม้จะไม่มีชื่อ "พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ" เสียงหนุน "พล.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย" ก็ยังเหนือกว่า

.........คนที่ไม่ใช่ "คอการเมือง" สงสัยว่า "ข้อมูลใหม่" ของ "นิพนธ์ พร้อมพันธุ์" คืออะไร เรื่องนี้ไม่ยากให้ใส่ชื่อ "นิพนธ์ พร้อมพันธุ์" ใน "กูเกิล" และคลิกที่ "วิกิพีเดีย" อ่านประวัติรอบเดียวก็รู้แล้วว่า "นิพนธ์" นั้น "ของจริง" หรือ "ของปลอม"

.........เห็นคำตัดสินของ ป.ป.ช.คดี "7ตุลาฯเลือด" แล้วต้องหยิบหนังสือ "บันทึกคนข่าว 7 ตุลา ข้อเท็จจริงที่แตกต่าง" ของสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยมาอ่าน เพราะเป็น "ความจริง 2 ด้าน" ไม่ใช่ "ความจริง 2 มาตรฐาน" ที่ฝ่ายหนึ่งถูกทั้งหมด แต่อีกฝ่ายทำอะไรก็ผิด

.........ย้อนไปอ่านข่าวหนังสือพิมพ์วันที่ 8-9 ตุลาคม 2551 ทุกฉบับยังสับสนอยู่เลยว่า "แก๊สน้ำตา" ทำให้คนบาดเจ็บได้อย่างไร กว่าจะพิสูจน์ได้ว่า "แก๊สน้ำตา" รุ่น "เมด อิน ไชน่า" มีประสิทธิภาพการทำลายเหนือความคาดหมายก็ใช้เวลาอีกหลายวัน

.........คำถามก็คือ ในสถานการณ์ที่สับสนเช่นนั้น "พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ-พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว" ที่รับคำสั่งจากรัฐบาลจะรู้ไหมว่า "แก๊สน้ำตา" ทำให้คนบาดเจ็บ เพราะตอนนั้นบางฝ่ายยังเชื่อว่าเป็นผลจาก "ระเบิดปิงปอง" ที่ "ม็อบ" พกพามา

.........แม้แต่ "นักข่าว" หลายคนที่เขียนใน "บันทึกคนข่าวฯ" ก็ไม่คิดว่า "แก๊สน้ำตา" ทำให้คน "แขนขาด-ขาขาด" ได้ แต่ ป.ป.ช.กลับสรุปว่าตำรวจ "รู้" ว่ามีคนบาดเจ็บอยู่แล้วแต่ทำไมยังทำซ้ำ การกระทำโดย "เจตนา" กับ "ไม่เจตนา" ระดับความผิดต้องแตกต่างกัน

.........มี "คนบาดเจ็บ" จากการสลายม็อบตั้งแต่เช้า ทำไมยังทำซ้ำในช่วงบ่าย ถ้าใช้ "หลักการ" นี้เป็น "เหตุผล" ลงโทษ "ตำรวจ" ปฏิบัติการสลายม็อบของ "ทหาร" ในวันสงกรานต์ที่มีคนบาดเจ็บตั้งแต่เช้า แต่ตอนบ่ายก็ยังทำซ้ำแบบเดิมก็คงเข้าหลักการเดียวกัน

.........แค่ "จอม เพชรประดับ" สัมภาษณ์ "ทักษิณ ชินวัตร" ก็ป่วนไปทั้งทำเนียบรัฐบาล "วิหคเหินฟ้า" ตั้งคำถามเล่นๆ ว่าถ้า "บิน ลาเดน" อาชญากรสงคราม ศัตรูหมายเลข 1 ของสหรัฐอเมริกาจะให้สัมภาษณ์ ท่านคิดว่า "ซีเอ็นเอ็น" หรือ "สื่อ" ทั้งหลายจะบินไปสัมภาษณ์หรือไม่??

.........หรือ "ออง ซาน ซูจี" นักโทษของพม่า ถ้าเธอมีโอกาสโทรศัพท์คุยกับสื่อได้ ถามว่า "สื่อเมืองไทย" หรือ "สื่อต่างชาติ" จะสัมภาษณ์ "นักโทษการเมือง" คนนี้หรือไม่?

.........และถาม "สาทิตย์ วงศ์หนองเตย" ตรงๆ ว่าในความเห็นของท่านรัฐมนตรีคิดว่า "เสรีภาพ" ของ "สื่อรัฐ" กับ "สื่อเอกชน" เท่าเทียมกันหรือไม่ เพราะอ่านหนังสือ "ร้อยฝันวันฟ้าใหม่" ของ "อภิสิทธิ์" ตอนเป็นฝ่ายค้านเขายืนยันว่าเท่าเทียมกัน

.........ในเรื่อง "ปฏิรูปช่อง 11" หน้า 212 "อภิสิทธิ์" ยืนยันว่าแม้ช่อง 11 จะเป็นสื่อของรัฐก็สามารถทำหน้าที่เป็นสื่อมวลชนคุณภาพได้ "หากผู้มีอำนาจรัฐเคารพในการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน" ไม่รู้ว่าวันนี้ "อภิสิทธิ์" ยังคิดเหมือนเดิมหรือเปล่า?

.........หน้าที่ของ "สื่อมวลชน" คือการค้นหาความจริง เมื่อทุกฝ่ายแม้แต่รัฐบาลยังยอมรับว่า "ทักษิณ" คือตัวแปรสำคัญที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งในประเทศ การทำข่าวเรื่องความเห็นของ "ทักษิณ" จึงไม่ใช่เรื่องแปลก


TDMZ ^^ เอ่อ ถ้าบิน ลาเดนให้สัมภาษณ์ ก็อาจมีสื่อไปสัมภาษณ์ แต่อเมริกาคงไม่ยอมให้ออกสดโดยไม่ผ่านการกลั่นกรอง เพราะใน message สามารถแฝงอะไรไว้ได้มากมาย เป็นต้นว่าให้สัญญาน attack ระลอกใหม่ (อย่างที่ทักษิณให้สัญญานกับเสื้อแดง เมื่อเมษา 52) แต่ถ้ารู้ที่อยู่จริง อเมริกาคงไม่รอให้นักข่าวไปสััมภาษณ์ก่อนหรอก

บทสัมภาษณ์ของทักษิณ กับ จอม ถ้าเป็นเสื้อแดงก็คงจะเชื่อทุกคำ ทุกตัวอักษร แต่ในความจริง คำสัมภาษณ์ทุกคำ ใช่ว่าจะจริงไปทั้งหมด การใช้สื่อของรัฐ ซึ่งใช้เงินภาษีของประชาชนทั้งประเทศ มาให้คนที่หลีกเลี่ยงที่จะจ่ายภาษีทุกทางที่จะทำได้ มาใช้เพื่อพูดเท็จบ้าง จริงบ้าง ไม่รู้ว่าเหมาะสมแค่ไหนกัน??

Tuesday, September 8, 2009

ป.ป.ช. ฟันคดี7ตุลา

โพสต์ ทูเดย์ - Breaking News - ป.ป.ช.ฟันคดี7ตุลา
ป.ป.ช.ลงดาบสมชาย-จิ๋ว-พัชรวาท-สุชาติบิ๊กตร.เจอ2เด้งผิดวินัย

วันนี้(7กันยายน) นายวิชา มหาคุณ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยหลังการประชุม ป.ป.ช.พิจารณาสำนวนการไต่สวนคดีการสลายผู้ชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อ ประชาธิปไตย (พธม.) เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 จนมีผู้เสียชีวิต และบาดเจ็บจำนวนมากว่า ที่ประชุมมีมติให้ชี้มูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบกับนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ในฐานะนายกรัฐมนตรี และพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ในฐานะรองนายกรัฐมนตรี ขณะนั้นฐานเป็นผู้สั่งการให้สลายการชุมนุม

นอกจากนั้น ยังมีมติให้ชี้มูลความผิดทางอาญา และวินัยร้ายแรงในฐานความผิดเดียวกับพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.)และพล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ในฐานะผู้บัญชาตำรวจนครบาล (ผบช.น.) ซึ่งเป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ แต่กลับไม่มีการสั่งให้หยุดการสลายการชุมนุม ทั้งที่มีผู้บาดเจ็บและชีวิตในช่วงเช้า

สำหรับผู้ถูกกล่าวหาอีก 5 คน ระดับรองผบ.ตร. และรองผบช.น. คณะกรรมการฯ เห็นว่าไม่มีความผิด เนื่องจากเป็นผู้ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ซึ่งรายละเอียดทั้งหมดจะแถลงในเวลา 15.00 น. วันนี้โดยนายกล้านรงค์ จันทิก กรรมการ และโฆษก ป.ป.ช.

ด้านนายกล้านรงค์ จันทิก โฆษกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. เปิดเผยว่า ที่ประชุม ป.ป.ช.ได้มีการพิจารณาข้อเสนอของคณะอนุกรรมการไต่สวนเหตุสลายการชุมนุม และเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้อง ในวันที่ 7 ตุลาคม 2551 โดยที่ประชุมมีมติ 8 ต่อ 1 ชี้มูลความผิดคดีอาญา มาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ กับนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ฐานสั่งการให้ตำรวจสลายการชุมนุม

ส่วนพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจนครบาลในขณะนั้น ถือว่ามีความผิดทางอาญาและวินัยร้ายแรง

ขณะที่ผู้ถูกกล่าวหาอีก 5 คน ประกอบด้วย พล.ต.อ.วิโรจน์ พหลเวชช์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ต.ลิขิต กลิ่นอวล พล.ต.ต.เอกรัตน์ มีปรีชา พล.ต.ต.วิบูลย์ บางท่าไม้ และ พล.ต.ต.จักรทิพย์ ชัยจินดา รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ไม่ถูกชี้มูลความผิด เนื่องจากทำตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา

อย่างไรก็ตาม ผู้ถูกชี้มูลความผิดทางคดีอาญา ป.ป.ช.จะส่งเรื่องให้อัยการส่งฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จะอยู่ในเวลาดำเนินการ 7-15 วัน ส่วนความผิดทางวินัยร้ายแรง จะส่งเรื่องถึงผู้บังคับบัญชาให้พิจารณาภายใน 3 วัน


ฟัน 4บิ๊ก ฆ่า7ตุลา อัปยศ!'ชาย-จิ๋ว-ป๊อด'โทษลูกน้อง

ฟัน 4บิ๊ก ฆ่า7ตุลา อัปยศ!'ชาย-จิ๋ว-ป๊อด'โทษลูกน้อง | ไทยโพสต์
ป.ป.ช.เชือดคนสั่งฆ่าประชาชนในเหตุการณ์ 7 ตุลาแล้ว "สมชาย-บิ๊กจิ๋ว" ผิดอาญา ส่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมืองลงทัณฑ์ ส่วน "พัชรวาท-สุชาติ" ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง อ่วมทั้งอาญาและวินัยร้ายแรง โทษต้องออกสถานเดียว ประเทศไทยสุดชีช้ำ โคตรอัปยศ! หาชายชาตรีไม่ได้ พบคำให้การโยนเป็นทอดๆ "ชายกระโปรง" ป้ายขี้ให้ตำรวจ อ้างยังไม่แถลงนโยบายสั่งตำรวจไม่ได้ "ป๊อด" เหลวไหลโทษลูกน้อง "สุชาติ" รับสภาพ "ดีแล้วที่ความผิดสุดท้ายจบลงที่ผม ไม่มีความผิดไปถึงน้องๆ" ฝ่ายค้านจุดไฟต่อ ปูดเป็นแผนตั้ง ผบ.ตร.คนใหม่

เมื่อวันจันทร์ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ประชุมนัดพิเศษ พิจารณาข้อกล่าวหานายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และพวก รวม 9 คน กระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่กรณีสั่งให้มีการสลายการชุมนุมผู้ชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย บริเวณหน้ารัฐสภา เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 จนทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตหลายราย โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างเคร่งเครียด ใช้เวลานานถึง 6.30 ชั่งโมง

จากนั้น นายกล้านรงค์ จันทิก โฆษก ป.ป.ช. แถลงผลการประชุมว่า ป.ป.ช.ได้พิจารณาข้อเท็จจริง ตลอดจนได้แจ้งข้อกล่าวหาให้ผู้ถูกกล่าวหารับทราบและเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงข้อกล่าวหาแล้วเห็นว่า

1.นายสมชาย ได้เรียกประชุม ครม.เป็นนัดพิเศษเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2551 เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ของผู้ชุมนุม โดยเรียก พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. เข้าประชุม และสั่งการให้ไปดำเนินการให้สมาชิกรัฐสภาเข้าประชุมเพื่อรับฟังการแถลงนโยบายต่อรัฐบาลให้ได้ นอกจากนี้ ครม.ได้มีมติมอบหมายให้ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รองนายกฯ ติดตามตรวจสอบสถานการณ์และกำกับดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยในวันประชุมร่วมรัฐสภา โดยให้ประสานสั่งการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หน่วยงาน และบุคคลที่เกี่ยวข้อง

ซึ่งหลังการประชุม พล.อ.ชวลิตได้เดินทางไปมอบนโยบายให้ สตช.ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล โดยให้นโยบายสรุปว่า "พรุ่งนี้ต้องใช้รัฐสภาเป็นที่ประชุม โดยพยายามเอาตำรวจเข้าไปเพื่อรักษาสถานที่ก่อน จะทำอย่างไร จะเอากำลังเข้าไปเท่าไรก็ได้ สิ่งที่สำคัญจะต้องเปิดเส้นทางให้ ส.ส.และ ส.ว.เข้าไปให้ได้ในเวลา 09.30 น." เมื่อ พล.อ.ชวลิตเดินทางกลับ สตช.จึงต้องปฏิบัติตามคำสั่งของนายกฯ และรองนายกฯ

นายกล้านรงค์แถลงว่า นายสมชายได้ชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาว่า 1.มิได้เรียก พล.ต.อ.พัชรวาทมาพบ 2.ไม่มีคำสั่งให้เปิดทางให้สมาชิกรัฐสภาเข้าประชุม 3.การดำเนินคดีกับผู้ชุมนุมที่กระทำผิดกฎหมาย และหน้าที่และดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ตำรวจ 4.แม้ ครม.จะมอบหมายให้ พล.อ.ชวลิตเป็นผู้ควบคุมการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ แต่อยู่ในฐานะกำกับนโยบาย อำนาจยังเป็นของเจ้าหน้าที่ตามแผนกรกฎ 48 5.ครม.ยังมิได้แถลงนโยบายต่อสภา จึงไม่มีอำนาจในการบริหารและสั่งการตำรวจ

โฆษก ป.ป.ช.กล่าวว่า ป.ป.ช.ได้พิจารณาการแก้ข้อกล่าวหาของนายสมชายแล้ว มิอาจหักล้างข้อเท็จจริงที่ได้จากการไต่สวนได้ เนื่องจากพบว่ามีคำให้การของพยานบุคคลที่เป็น ส.ส.คนหนึ่งยืนยันว่า นายสมชายเป็นคนสั่งให้โทรศัพท์ไปเรียก พล.ต.อ.พัชรวาทไปพบที่ทำเนียบรัฐบาลชั่วคราว นอกจากนี้ พล.ต.อ.พัชรวาทยังยืนยันว่า ได้รับคำสั่งจาก พล.อ.ชวลิตให้เปิดทางให้สมาชิกรัฐสภาเข้าประชุม และเข้าพบนายสมชายเพื่อขอคำยืนยัน

"ปรากฏจากรายงานการประชุม ครม. ระบุว่ามีมติมอบหมายให้ พล.อ.ชวลิตประสานกับ สตช.เพื่อสั่งการให้ตำรวจเปิดเส้นทางให้สมาชิกรัฐสภาเข้าประชุมให้ได้ จึงต้องถือว่าเป็นมติของ ครม.ภายใต้การกำกับดูแลของนายสมชายนายกฯ ขณะนั้น"

มติ 8 ต่อ 1 ฟัน "สมชาย"

นายกล้านรงค์กล่าวว่า การที่นายสมชายอ้างว่ายังไม่มีอำนาจนายกฯ เนื่องจากยังไม่ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา เห็นว่าอำนาจนายกฯ ได้นับแต่วันที่โปรดเกล้าฯ พร้อมถวายสัตย์ฯ แล้ว จึงถือว่านายกฯ มีอำนาจของนายกฯ สมบูรณ์ มีอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดิน เหนือข้าราชการทุกกระทรวง ทบวงและกรม และมีอำนาจยับยั้งการปฏิบัติการใดๆ ได้

"ข้อเท็จจริงปรากฏว่า เหตุการณ์ในตอนเช้าวันที่ 7 ตุลาคม 2551 มีประชาชนได้รับบาดเจ็บจากการสลายการชุมนุมจนขาขาด ดังนั้นนายกฯ จึงควรยับยั้งไม่ให้ตำรวจปฏิบัติหน้าที่เช่นนั้นอีก แต่นายสมชายก็หาได้สั่งการไม่ กลับปล่อยให้เจ้าหน้าที่กระทำซ้ำอีกในช่วงบ่ายและค่ำ ฉะนั้นการกระทำของนายสมชายที่ควรบริหารให้บ้านเมืองมีความปลอดภัย เคารพสิทธิการแสดงออกของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ"

เขาระบุว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.จึงมีมติด้วยคะแนนเสียง 8 ต่อ 1 ว่าการกระทำหรือละเว้นการกระทำของนายสมชาย มีมูลความผิดทางอาญาฐานปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

2.พล.อ.ชวลิต คืนวันที่ 6 ตุลาคม 2551 เมื่อ พล.อ.ชวลิตเดินทางกลับยังได้มอบหมายให้ พล.ต.อ.บุญฤทธิ์ รัตนพร นายตำรวจนอกราชการ พล.ต.ต.สุรพงศ์ สิริภักดี ผู้บังคับการตำรวจรถไฟ อยู่ติดตามและตรวจสอบสถานการณ์ การดำเนินการตามคำสั่งของ พล.อ.ชวลิตได้ใช้กำลังเพื่อเปิดทางให้สมาชิกรัฐสภาเข้าประชุมได้ โดยเริ่มตั้งแต่เวลา 06.00 น. และการเปิดทางดังกล่าว ทำให้ประชาชนได้รับบาดเจ็บ แม้ต่อมา พล.อ.ชวลิตจะประกาศความรับผิดชอบด้วยการลาออกเวลา 09.00 น.

พล.อ.ชวลิตได้ชี้แจงข้อกล่าวหาโดยสรุปว่า 1.รัฐบาลนายสมชายยังไม่ได้แถลงนโยบายต่อสภา จึงไม่มีอำนาจในการสั่งการ การดำเนินการใดๆ จึงเป็นอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานตามกฎหมาย 2.ก่อนประชุม ครม. พล.อ.ชวลิตมิได้เรียก พล.ต.อ.พัชรวาทไปสั่งการเปิดทางเข้ารัฐสภาโดยวิธีการสลายการชุมนุม และมิได้สั่งการเช่นเดียวกับที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล 3.เมื่อเกิดเหตุการณ์ในช่วงเช้าวันที่ 7 ตุลาคม พล.อ.ชวลิตได้ลาออกจากตำแหน่ง ซึ่งเป็นการแสดงการรับผิดชอบทางการเมือง มิใช่การยอมรับผิดตามที่กล่าวหา 4.ครม.มอบหมายให้ พล.อ.ชวลิต อำนวยการและควบคุม แต่ไม่มีอำนาจในการสั่งการเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ผลักดันผู้ชุมนุม

คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า พล.อ.ชวลิตสั่งให้เปิดทางเข้าประชุมในเวลา 09.30 น. ของวันที่ 7 ต.ค.ให้ได้ สอดคล้องกับเทปบันทึกเสียงที่ พล.อ.ชวลิตสั่งการว่า "จะต้องเปิดเส้นทางให้ ส.ว.และ ส.ส.เราเข้าไปให้ได้" โดยการสั่งการดังกล่าวย่อมเล็งเห็นผลได้ว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องสลายการชุมนุมเพื่อเปิดทางเข้าสู่ประตูปราสาทเทวฤทธิ์

"คำปฏิเสธว่าลาออกแล้ว พิจารณาจากผลการกระทำของตำรวจจนทำให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง การแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออก หาได้พ้นความรับผิดในฐานะเป็นผู้สั่งการไม่ ซึ่งการกระทำดังกล่าว พล.อ.ชวลิตได้ติดตามโดยตลอด โดยให้ พล.ต.อ.บุญฤทธิ์ และ พล.ต.ต.สุรพงศ์ เป็นผู้ติดตามสถานการณ์โดยตลอด การที่ พล.อ.ชวลิตอ้างว่า ไม่ได้รับรายงานและทราบข่าวจากสื่อมวลชนตอนเช้านั้นจึงฟังไม่ขึ้น การตัดสินใจลาออกจึงเป็นการหลีกหนีความรับผิดชอบ คณะกรรมการ ป.ป.ช.จึงมีมติด้วยเสียง 6 ต่อ 3 ว่ามีมูลความผิดทางอาญา ฐานปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157"

"ป๊อด"โยนให้"สุชาติ"

3.พล.ต.อ.พัชรวาท เมื่อ พล.ต.อ.พัชรวาทเดินทางไปถึงทำเนียบรัฐบาลชั่วคราว ก็ได้พบกับ พล.อ.ชวลิต และได้รับการแจ้งว่า การประชุมวันที่ 7 ตุลาคม จะต้องมีการประชุมรัฐสภาให้ได้ พล.ต.อ.พัชรวาทแสดงความเห็นว่าน่าจะเปลี่ยนสถานที่หรือเลื่อนการประชุม แต่ไม่มีการตอบสนองแต่อย่างใด หลังจากนี้ พล.อ.ชวลิตได้เดินทางไปที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล และสั่งการให้เปิดทางให้สมาชิกรัฐสภาเข้าฟังการแถลงนโยบายในเวลา 19.30 น.

พล.ต.อ.พัชรวาทได้ปฏิเสธและชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาสรุปได้ว่า การสั่งการของนายสมชายและ พล.อ.ชวลิต ถือเป็นคำสั่งของผู้บังคับบัญชาที่ต้องปฏิบัติตาม ส่วนการใช้แก๊สน้ำตาถือเป็นอุปกรณ์ที่ไม่มีความรุนแรง การเสียชีวิตของนางสาวอังคณา ระดับปัญญาวุฒิ ไม่ได้เกิดจากแก๊สน้ำตา นอกจากนี้ พล.ต.ท.สุชาติ ผู้บัญชาการเหตุการณ์เป็นผู้สั่งการตามแผนกรกฎ 48 โดยไม่ต้องเสนอผู้บังคับบัญชา นอกจากนี้หน่วยที่สลายการชุมนุมไม่ใช่หน่วยอรินทราช 26 หรือหน่วยนเรศวร 261 ซึ่งจะต้องได้รับอนุมัติจาก ผบ.ตร. และเหตุการณ์ 7 ตุลาคมไม่เคยได้รับรายงานหรือขอให้สลายการชุมนุมตามแผนกรกฎ 48 แต่อย่างใด

คณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณาจากการโยนและยิงแก๊สน้ำตาเข้าใส่ผู้ชุมนุมจนทำให้มีเสียหายในตอนเช้า และกระทำซ้ำในตอนบ่าย พล.ต.อ.พัชรวาทมีอำนาจบังคับบัญชาใน สตช.และแต่งตั้งให้ พล.ต.ท.สุชาติเป็นผู้บังคับบัญชาเหตุการณ์ แม้แผนกรกฎ 48 พล.ต.อ.พัชรวาทจะมิได้ลงนาม แต่ก็จัดทำในนาม ผบ.ตร. ฉะนั้นเมื่อทราบว่าในการผลักดันผู้ชุมนุมมีเหตุรุนแรง ผบ.ตร.ย่อมมีอำนาจสั่งการให้หยุดยั้งการกระทำที่เป็นอันตรายต่อประชาชนได้ การกล่าวอ้างว่าไม่เคยได้รับรายงานหรือขออนุมัติในการใช้กำลังสลายการชุมนุม ไม่มีเหตุผลให้พ้นความผิดได้

คณะกรรมการ ป.ป.ช.จึงเห็นด้วยคะแนนเสียง 8 ต่อ 1 ว่า พล.ต.อ.พัชรวาทได้กระทำการใดๆ อันเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง และเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ มาตรา 79 (5) (6) และปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

4.พล.ต.ท.สุชาติ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ผบช.น. ในฐานะผู้บังคับบัญชาเหตุการณ์ ตามแผนกรกฎ 48 ได้ปฏิบัติหน้าที่เกิดกว่าเหตุจนทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต เมื่อทราบเหตุการณ์ในช่วงเช้าวันที่ 7 ต.ค.แล้วมีผู้บาดเจ็บเป็นจำนวนมาก แต่เวลา 16.00 และ 19.00 น. พล.ต.ท.สุชาติก็ยังคงสั่งให้ใช้แก๊สน้ำตาผลักดันผู้ชุมนุมอีก จนทำให้มีผู้บาดเจ็บ เสียชีวิต ขาขาด มือขาด โดยไม่ดำเนินการทบทวนวิธีการหรือหยุดยั้งการกระทำดังกล่าว คณะกรรมการ ป.ป.ช.จึงมีมติด้วยคะแนนเสียง 8 ต่อ 1 เห็นว่า การกระทำของ พล.ต.ท.สุชาติ มีมูลความผิดฐานทำร้ายประชาชนและประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ มาตรา 79 (3) (5) (6) และมีมูลความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

สำหรับ พล.ต.ต.ลิขิต กลิ่นอวล รอง ผบช.น., พล.ต.ต.เอกรัตน์ มีปรีชา รอง ผบช.น., พล.ต.ต.วิบูลย์ บางท่าไม้ รอง ผบช.น., พล.ต.ต.จักรทิพย์ ชัยจินดา รอง ผบช.น. รวมทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ออกปฏิบัติการสลายการชุมนุมทั้งหมด เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ตามการสั่งการของ ผบช.น. ในฐานะผู้บัญชาการเหตุการณ์ และ ผบ.ตร. ส่วน พล.ต.อ.วิโรจน์ พหลเวชช์ รอง ผบ.ตร. ไม่พบพยานหลักฐานว่ามีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงต่อเหตุการณ์ดังกล่าว

นายกล้านรงค์กล่าวว่า หลัง ป.ป.ช.มีมติชี้มูล สำหรับความผิดทางอาญาก็จะส่งสำนวนให้อัยการสูงสุดดำเนินการส่งฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งการเมืองต่อไป ส่วนความผิดทางวินัย ก็จะส่งให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาบทลงโทษภายใน 30 วัน โดยคาดว่าจะสามารถส่งเอกสารทั้งหมดได้ในเวลา 2 สัปดาห์

โทษ"พัชรวาท"ออกสถานเดียว

สำหรับโทษของ พล.ต.อ.พัชรวาท ในความผิดทางวินัยฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง มีโทษเพียงปลดออกหรือไล่ออกเท่านั้น ซึ่งจะส่งผลต่อบำเหน็จบำนาญด้วย ส่วนการพิจารณาให้พักราชการ ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ มาตรา 55 เป็นอำนาจของผู้บังคับบัญชาจะพิจารณาต่อไป

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี เปิดแถลงข่าวทันทีโดยบอกว่า มั่นใจเป็นผู้บริสุทธิ์ โดยในวันที่มีการชุมนุม ระหว่างที่ตนจะแถลงนโยบายต่อรัฐสภานั้น นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้นัดให้คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภาในวันที่ 7 ตุลาคม ซึ่งในคืนวันที่ 6 ตุลาคม ได้มีกลุ่มผู้ชุมนุมเข้าไปปิดล้อมอาคารรัฐสภาเป็นจำนวนมากอย่างผิดปกติ ตนจึงได้เชิญ ครม.มาหารือ โดยมีการบันทึกการประชุม ครม.ในคืนนั้นด้วย ซึ่งตนได้แจ้งกับที่ประชุม ครม.และรัฐมนตรีหลายคนได้ให้ความเห็นว่า น่าจะมีการย้ายการประชุม ครม.หรือเลื่อนการแถลงนโยบาย

อดีตนายกรัฐมนตรีกล่าวอีกว่า ตนก็ได้ให้นายชูศักดิ์ ศิรินิล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี โทรศัพท์หารือกับนายชัย ซึ่งนายชัยก็ระบุว่าให้ดำเนินการไปตามที่สั่งไว้ ตนจึงสั่งให้รัฐมนตรีไปดูข้อเท็จจริงที่สภาว่าเข้าประชุมได้หรือไม่ หากเข้าไม่ได้ ก็ให้รอคำสั่งจากประธานสภาฯ เมื่อเช้าวันรุ่งขึ้นก็ทราบข่าวว่ามีการใช้แก๊สน้ำตากับผู้ชุมนุม จึงได้ให้ ผบ.ตร.มาให้ข้อมูลกับ ครม.อีกครั้ง ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ต้องรักษาสถานการณ์บ้านเมืองตามหน้าที่

"เราในฐานะที่เป็น ครม.ไม่สามารถสั่งการอะไรได้ เพราะยังไม่มีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา" นายสมชายโยนความผิดไปให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ

เขายังบอกว่า เช้าวันนั้นได้รับแจ้งให้เข้าสู่สภาจนตนแถลงนโยบายเสร็จประมาณ 11 นาฬิกา ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ตำรวจให้รีบออกจากสภา เพราะจะมีผู้ชุมนุมบุกเข้ามาทำร้าย โดยจะเปิดทางข้างหน้า แต่จะทำหรือไม่ทำ จะใช้แก๊สหรือไม่ ก็เป็นอำนาจหน้าที่ของตำรวจ ไม่ใช่ว่าตำรวจทำแล้วจะมีความผิด เพราะเป็นการทำไปตามอำนาจหน้าที่

"ผมยอมเสียศักดิ์ศรีความเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ใช้อำนาจบาตรใหญ่กับผู้ชุมนุม โดยปีนออกไปข้างหลังยังพระที่นั่งวิมานเมฆ แต่ยังออกไปไม่ได้เพราะมีการปิดทุกประตู จนสุดท้ายก็ต้องมีการประสานงานเจ้าหน้าที่พระที่นั่งวิมานเมฆให้เฮลิคอปเตอร์มารับผมออกไป หลังจากออกมา ไปประชุมที่กองทัพไทย ก็ได้รับแจ้งว่ากลุ่มผู้ชุมนุมจะบุกเข้าไปทำร้าย ส.ส.และ ส.ว. แต่ผมไม่อยู่ในอำนาจ ที่จะสั่งการให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการได้ เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจมีแผนกรกฎที่ได้วางเอาไว้ตั้งแต่ก่อนหน้าแล้ว" อดีตนายกฯ พยายามปัดความผิดให้พ้นตัว

นายสมชายกล่าวว่า ได้ไปแก้ข้อกล่าวหาโดย ป.ป.ช.ที่ไม่ได้มีการเรียกให้ตนไปให้การใดๆ เลย ซึ่งตนเป็นผู้ถูกกล่าวหาก็ต้องมีสิทธิในการแก้ข้อกล่าวหาและดูเอกสารหลักฐานการกล่าวหา ตนได้ไปร้องอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการข้อมูลข่าวสาร โดยได้มีหนังสือกลับมาถึงตน 2 ฉบับในการเร่งตัดสินว่า ตนสามารถดูเอกสารจากทาง ป.ป.ช.ให้เร็วที่สุด

"และในปลายเดือนสิงหาคม คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารนัดให้ ป.ป.ช.ไปให้ข้อมูลวันที่ 8 กันยายน แต่ ป.ป.ช.กลับนัดลงมติกรณีผมในวันที่ 7 กันยายน จนกระทั่งวันที่ 4 กันยายน ผมก็ได้ไปยื่นฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อให้พิจารณาว่าผมมีสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ ที่จะมีสิทธิตรวจสอบเอกสาร พยาน และหลักฐานตามที่ ป.ป.ช.ใช้ในการกล่าวหา เพราะเท่าที่ปรากฏข้อเท็จจริงกับผมนั้น ไม่มีสิ่งที่ ป.ป.ช.กล่าวหาอยู่ แต่สุดท้าย ป.ป.ช.ก็รีบเร่งมีมติและชี้มูลออกมาในวันที่ 7 กันยายนโดยไม่รอฟังคำสั่งศาล ทำให้ตนไม่ได้รับความเป็นธรรมในการต่อสู้ โดยแสดงให้เห็นว่า ป.ป.ช.ไม่ยอมรับระบบของความยุติธรรมตามกฎหมาย และไม่สนใจการดำเนินการของศาลปกครอง"

"ชายกระโปรง"สู้ต่อ

นายสมชายได้ยืนยันว่า หลังจากนี้จะแต่งตั้งทนายความเพื่อต่อสู้คดี แต่จะไม่ฟ้องกลับไปที่ใครทั้งนั้น แต่จะสู้คดีไปตามที่ตนมีสิทธิ์ต่อสู้คดีต่อไป

เขายังได้ออกแถลงการณ์ระบุว่า "ข้าพเจ้าจึงเห็นว่าการกล่าวหาข้าพเจ้าในครั้งนี้ ถือเป็นคดีทางการเมือง"

ขณะที่ พล.ต.อ.พัชรวาท ยืนกรานที่จะปฏิบัติหน้าที่ต่อไป โดยบอกว่า "ทำไมจะปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้ ไม่มีข้อห้าม จะปฏิบัติหน้าที่ต่อไป จนกว่าจะมีคำสั่งตามกฎหมายออกมา ไม่มีข้อห้ามตรงไหนในการปฏิบัติ"

ด้าน พล.ต.ท.สุชาติบอกว่า เคารพกติกา เพราะเป็นนักกีฬา ผลออกมาอย่างไรก็เคารพ เพราะได้ทำหน้าดีที่สุดแล้ว จะตัดสินอย่างไรก็ว่าไปตามนั้น

"ดีแล้วที่ความผิดสุดท้ายจบลงที่ผม ไม่มีความผิดไปถึงน้องๆ ผู้ใต้บังคับบัญชา เพราะต้องได้รับคำสั่งมาจากผม ซึ่งถูกต้องตามสายบังคับบัญชาและทำตามกฎหมาย แต่ผมได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาเหนือกว่าผม แต่ก็ดีที่ผมยังมีที่ยืน"

ด้าน พล.ต.อ.วิสุทธิ์ กิตติวัฒน์ นายกสมาคมตำรวจ กล่าวว่า คิดว่าต้องดูถ้อยคำแถลงและคำสั่งของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ว่ามีเหตุผลอย่างไร มีการพิจารณาพยานหลักฐานครอบคลุมทุกด้านหรือไม่ และได้ให้ความเป็นธรรมกับผู้ที่ถูกชี้มูลพอเพียงหรือไม่ มีการสอบปากคำเจ้าหน้าที่รัฐสภา ส.ส.ที่มีชีวิตอยู่ใกล้อันตรายเพียงใด รวมทั้งมีการสอบปากคำเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ด้วยหรือไม่ สมาคมตำรวจซึ่งมีนักกฎหมาย และที่ปรึกษาที่มีความรู้ด้านกฎหมายจะมีการช่วยเหลือแนะนำในเรื่องพยานหลักฐานใหม่ เพื่อใช้ในการต่อสู้ในเรื่องนี้

"ขอเตือนสังคมต้องช่วยกันดูแลตำรวจให้ดีพอสมควร เพราะตำรวจเป็นเครื่องมือรักษาความสงบเรียบร้อย จัดระเบียบสังคม อย่าให้รู้สึกว่าตำรวจไม่ได้รับความเป็นธรรมจากสังคม มีการบีบคั้นจนตำรวจไม่มีทางออก อย่าทำกันถึงขั้นนั้นเลย"

เขายังบอกว่าข้อสังเกตการชี้มูลของ ป.ป.ช. จงใจให้ออกมาเพื่อให้นัดประชุม ก.ต.ช.แต่งตั้ง ผบ.ตร.คนใหม่ โดยมีการแต่งตั้งรักษาการ ผบ.ตร.เข้ามาเป็นกรรมการ ก.ต.ช.แทน พล.ต.อ.พัชรวาท หาเสียงสนับสนุนการตั้ง ผบ.ตร.ของนายอภิสิทธิ์เป็นที่น่าสังเกตว่ามีความเป็นไปได้เหมือนกัน

พ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ ส.ส.นครราชสีมา คณะทำงานด้านยุทธศาสตร์และการเมืองของพรรคเพื่อไทย ตั้งข้อสังเกตว่า พล.ต.อ.พัชรวาทจะหมดโอกาสเข้าร่วมประชุม ก.ต.ช. เพื่อเลือก ผบ.ตร.ทันที ทำให้คะแนนที่สนับสนุนนายตำรวจคนที่นายอภิสิทธิ์เสนอเท่ากับคะแนนฝ่ายตรงข้าม ล่าสุดทราบว่าจะมีขบวนการบีบให้นายวิชัย ศรีขวัญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะ ก.ต.ช. ลงคะแนนเลือกคนที่นายกฯ เสนอ หากไม่ยอมทำตามจะถูกเล่นงานในกรณีที่ดินอัลไพน์ ที่อาจจะถูกเด้งไปช่วยราชการ และไม่มีสิทธิ์เข้าประชุม ก.ต.ช.

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการทำหน้าที่ ผบ.ตร.ของ พล.ต.อ.พัชรวาทว่า ถ้า ป.ป.ช.ชี้แล้วก็ต้องเป็นไปตามกฎหมาย ซึ่งตนจะไปดูคำวินิจฉัยก่อน

ถามว่า จะมีการแต่งตั้งผู้รักษาการแทนหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ถ้าปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้ก็จะมีการพิจารณาแต่งตั้งรักษาการแทน ส่วนจะเป็น พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ที่ปรึกษา สบ.10 หรือไม่ ขอไปดูคำวินิจฉัยก่อน.


เปลว สีเงิน | แล้ว"พัชรวาท"ก็ไม่พ้นอาถรรพณ์ผบ.ตร.!

แล้ว"พัชรวาท"ก็ไม่พ้นอาถรรพณ์ผบ.ตร.! | ไทยโพสต์
แค่วันที่ ๗ เดือน ๙ เท่านั้น ยังไม่ถีงวันที่ ๙ เดือน ๙ เลย "ปรากฏกรรม" ก็ผ่าเปรี้ยงลงที่ "สำนักงานตำรวจแห่งชาติ" ทีเดียว ๒ ครั้งซ้อน นายตำรวจดำเป็นตอตะโกคาที่ไป ๑๑ นาย ทราบชื่อเพียง ๒ คือ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีต ผบช.น. ส่วนอีก ๙ นายยังไม่ทราบชื่อ!?

ครับ..ท่านคงงงว่าผมพูดถึงอะไร ก็เมื่อวานนี้ไงครับ (๗ ก.ย.๕๒) ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดทั้งทางอาญา และทางวินัย พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ไปเรียบร้อยแล้ว ในคดี "ตำรวจฆ่าประชาชน ๗ ตุลาคม ๒๕๕๑" ที่หน้ารัฐสภา และบริเวณลานพระบรมรูปทรงม้าครั้งนั้น

นอกจากต้องถูกดำเนินคดีทางอาญาด้วยความผิดตามมาตรา ๑๕๗ แล้ว ทั้ง พล.ต.อ.พัชรวาท และ พล.ต.ท.สุชาติ ซึ่งยังอยู่ในราชการ ป.ป.ช.ชี้มูลว่ามีความผิดทางวินัยขั้นร้ายแรงด้วย

ตามกฎระเบียบบอกว่า ความผิดทางวินัยร้ายแรง ฐานกระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง และฐานละเว้นการกระทำใดๆ อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรงอย่างนี้ ไม่ต้องไปฟ้องให้ศาลลงโทษ ป.ป.ช.ส่งเรื่องไปยังผู้บังคับบัญชาของนายตำรวจทั้ง ๒ ให้พิจารณาโทษทางวินัยได้ทันที

ผู้บังคับบัญชาของตำรวจก็คือ "นายกรัฐมนตรี" นั่นก็คือ ป.ป.ช.ส่งเรื่องให้นายกฯ อภิสิทธิ์ปุ๊บ ภายใน ๓ วัน ๗ วัน นายกฯ ก็ต้องนำเรื่องลงโทษวินัยร้ายแรงกับ พล.ต.อ.พัชรวาทเข้าที่ประชุม ก.ต.ช.ซึ่งตามกฎ "ผิดวินัยร้ายแรง" มีโทษ ๒ สถานเท่านั้น คือ ปลดออก หรือไล่ออกในทันที!

ตรงนี้-ถ้าเราอยากจะรู้ว่าอภิสิทธิ์ "มีความรู้สึกอย่างไร" ต่อผู้ทำผิดวินัยขั้นชั่วร้ายแรงที่ชื่อ พล.ต.อ.พัชรวาท ก็คอยสังเกตบทลงโทษ ถ้ามีเยื่อใยไมตรี ก็คงลงโทษแค่ "ปลดออก" นับว่ายังได้รับบำเหน็จ-บำนาญอยู่

แต่ถ้าตัดบัวไม่เหลือใย เฉียบขาดตามเจตนารมณ์ของคำว่า "ผิดวินัยร้ายแรง" จะฟันฉับด้วยโทษ "ไล่ออก" สถานเดียว ซึ่งจะทำให้ไม่ได้รับบำเหน็จ-บำนาญเลย!

ส่วน พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ซึ่งเป็น ผ.บชภ.๔ อยู่ขณะนี้ ก็เหมือนกัน ก.ตร.จะพิจารณาโทษภายใน ๓๐ วัน โทษก็มี ๒ สถานเหมือนกัน คือถ้าไม่ปลดออก ก็ไล่ออก บทอวสานของ "บิ๊กเบื๊อก" นรต.รุ่น ๒๖ เพื่อนร่วมรุ่นของ "บิ๊กแม้ว" ก็เป็นประการฉะนี้

พูดถึง พล.ต.อ.พัชรวาท ในที่สุดท่านก็ไม่สามารถ "ลบอาถรรพณ์" สำนักงานตำรวจแห่งชาติไปได้ คือยังไม่มี ผบ.ตร.คนไหนที่อยู่ในตำแหน่งจนถึงวันเกษียณได้สักราย ล้วนแล้วแต่ "มีอันเป็นไป" ดีบ้าง-ร้ายบ้างกระเด็นไปจากเก้าอี้ก่อนทั้งนั้น แต่ส่วนมากกระเด็นไปแบบร้าย มากกว่าแบบดี!

ที่เห็นชัดๆ พล.ต.อ.สันต์ ศรุตานนท์ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส แล้วก็มา พล.ต.อ.พัชรวาทนี่แหละ ที่อีก ๒๓ วันจะครบเกษียณคาตำแหน่ง "ล้างอาถรรพณ์" ได้อยู่แล้ว แต่ก็ต้องตกเก้าอี้ไปจนได้ "กงกรรม-กงเกวียน" ของคนในวงการตำรวจโดยแท้

คงไม่ต้องลุ้นหรอกครับว่า นายกฯ อภิสิทธิ์รับเรื่องจาก ป.ป.ช.แล้วจะแกล้ง "ดึงๆ ดองๆ" เอาไว้จนเลย ๓๐ กันยา.เพื่อช่วยให้ พล.ต.อ.พัชรวาทได้ชื่อว่า "เกษียณอายุในตำแหน่ง" แล้วค่อยนำเรื่องเข้าที่ประชุม ก.ต.ช. เพราะขืนทำอย่างนั้น ก็จะต้องมีนายกรัฐมนตรีอีกคนที่เจออาญา มาตรา ๑๕๗ ฐานจงใจละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่มิชอบ

พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี คงทั้งสร้างและทั้งทำลายสถิติ "ผบ.ตร.รักษาการ" มากสมัยที่สุด ช่วงไม่ถึงเดือนมั้ง ได้เป็น "ผบ.ตร.รักษาการ" ไปแล้ว ๒ ครั้ง และนี่ทำท่าว่าจะต้องปฏิบัติหน้าที่ ผบ.ตร.รักษาการอีกเป็นครั้งที่ ๓!?

นายกฯ อภิสิทธิ์น่ะ เรื่องเก่งคงไม่เท่าไร แต่เรื่องเฮงน่ะ...ผมว่า "ก๊กเฮง" ยังต้องชิดซ้าย ก็เมื่อฟ้าผ่า ผบ.ตร.คาที่ไปต่อหน้า-ต่อตาอย่างนี้ การประชุม ก.ต.ช.เพื่อเลือกตัว "ผู้บัญชาการตำรววจแห่งชาติ" คนใหม่ที่เต็มไปด้วยขวากหนาม จากนี้ก็คงโล่ง-โปร่งสบาย อย่างน้อยที่สุด ในเมื่อ พล.ต.อ.วิเชียรมานั่งเก้าอี้ ก.ต.ช.แทนพัชรวาท

เสียงสนับสนุนนายกฯ ที่เสนอ "พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ" เป็น ผบ.ตร.ก็เป็นที่วางใจได้!

พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ หรือ พล.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย ใครคือ...ผบ.ตร.นาทีนี้คงไม่ต้องพูด แต่เมื่อยังไม่ถึงวันที่ ๑ ตุลา. "ระบบเมืองไทย" นั้น จะฟันธงโครมครามคนใดลงไปเห็นจะยังไม่ได้

เพราะ "ข้อมูลใหม่" กับเมืองไทย เป็นของคู่กัน!

ผมบอกไว้ข้างต้นว่าฟ้าผ่านายตำรวจ ๑๑ นาย อ่านถึงตรงนี้เห็นมีแค่ ๒ นาย แล้วอีก ๙ ที่ไม่ทราบชื่อนั่นคือใคร คืออย่างนี้ครับ เมื่อวาน-วันเดียวกัน ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ คณะอุนกรรมการ ก.ตร.ชุดพิเศษ ที่ตั้งขึ้นสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีซื้อขายตำแหน่ง พล.ต.อ.นพดล สมบูรณ์ทรัพย์ ในฐานะโฆษกฯ ท่านก็แถลงผลสอบว่า

"เชื่อว่ามีการแทรกแซงอำนาจการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรววจประจำปี ๒๕๕๑"

และเชื่อว่า..."การแต่งตั้งส่อไปในทางทุจริตและแสวงหาผลประโยชน์"!

ประมาณ ๘-๙ นายตำรวจครับที่คณะอนุฯ ก.ตร.เสนอว่ามีความผิดในการแต่งตั้งโยกย้ายครั้งนั้น ส่วนจะเป็นใครบ้าง "ก็...รู้ๆ กันอยู่" จะมีอีจ๋อย..อีจ่อย..อะไรนั่นด้วยหรือไม่ รอเขาเสนอเรื่องถึง "รองฯ สุเทพ" ก่อน แล้วให้เขาแถลงออกมา

ตอนนี้กลัวอยู่อย่างเดียวคือ กลัวสองชายม่วงปิดห้องกอดกันแล้วยิงตัวตายหนีคดีรุ้มเร้า!!!

ปีที่แล้ว "๗ ตุลาคม ๒๕๕๑" ฟ้าผ่าหน้ารัฐสภา และบริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) เจ็บ-ตายเกลื่อนกลาด

ปีนี้ "๗ กันยายน ๒๕๕๒" ฟ้าผ่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ส.ต.ช.) ทั้ง ผบ.ตร.และทั้งคณะแก๊งผู้มีความประพฤติชั่วร้ายตายเกลื่อนกลาด!

ปรากฏกรรม หรือ กรรมติดจรวด นั่นแล!

แต่ก็ต้องขอแสดงความยินดีกับนายตำรวจอีก ๕ นาย ที่อยู่ในวงเวียนเดียวกัน แต่โชคดี-รอดจากการถูกฟ้าผ่าตายไปได้ชนิดต้องจำไปจนตาย ก็มี พล.ต.อ.วิโรจน์ พหลเวชช์ รอง ผบ.ตร., พล.ต.ต.ลิขิต กลิ่นอวล, พล.ต.ต.เอกรัตน์ มีปรีชา, พล.ต.ต.วิบูลย์ บางท่าไม้ และ พล.ต.ต.จักรทิพย์ ชัยจินดา รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายที่ออกปฏิบัติหน้าที่สลายม็อบวันนั้น

ป.ป.ช.ชี้มูลว่า "ไม่มีความผิด" เพราะเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา!

สรุปก็คือ ในคดี ๗ ตุลา.มีผู้ถูกกล่าวหารวม ๙ นาย ป.ป.ช.ชี้มูลว่าไม่มีความผิดไป ๕ นายข้างต้น และชี้มูลว่ามีความผิดทั้งอาญาและทั้งวินัยร้ายแรง ๔ นาย คือ

๑.นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ในฐานะหัวหน้ารัฐบาล ซึ่งเรียกประชุม ครม.นัดพิเศษในคืนวันที่ 6 ตุลาคม 2551 โดยมอบหมายให้ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นผู้สั่งการ และเปิดทางให้ ส.ส.และ ส.ว.เข้าสู่รัฐสภา

ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิด 8 ต่อ 1

๒.พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกฯ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ฐานเป็นผู้รับผิดชอบเหตุการณ์ และสั่งการให้ตำรวจผลักดันผู้ชุมนุมโดยใช้แก๊สน้ำตา

ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิด 6 ต่อ 3

๓.พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ในฐานะ ผบ.ตร.ซึ่งรับผิดชอบตามอำนาจหน้าที่ เมื่อเกิดเหตุรุนแรงจนถึงขั้นผู้ชุมนุมบาดเจ็บสาหัส ถึงขนาดขาขาด-แขนขาด ก็ต้องยับยั้งมิให้เหตุการณ์ลุกลามต่อไป และมีการให้การจากพยานว่า เป็นผู้สั่งการสลายการชุมนุม จึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และมีความผิดวินัยร้ายแรง ตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๗ มาตรา ๗๙ (๕) (๖)

ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิด 8 ต่อ 1

๔.พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีต ผบช.น.ในฐานะผู้บัญชาการเหตุการณ์ และเป็นเจ้าของพื้นที่ มีความผิดวินัยร้ายแรงตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๗ มาตรา ๗๙ (๓) (๕) (๖) และอาญา เช่นกัน

ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิด 8 ต่อ 1

สรุปถึงขั้นตอนปฏิบัติ ในด้านข้อหาอาญา ป.ป.ช.จะส่งสำนวนให้อัยการสูงสุดพิจารณา แล้วนำตัวทั้ง ๔ ส่งฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมือง เฉพาะ พล.ต.อ.พัชรวาท กับ พล.ต.ท.สุชาติ มีความผิดวินัยร้ายแรงด้วย ป.ป.ช.จะส่งเรื่องให้นายกฯ จัดการ "ปลดออก-ไล่ออก" ต้องรู้ผลภายใน ๑๕ วัน!

แหม..เหลือที่ข้างท้ายนี้ ....



Label Cloud