Find Other Sides of Thai Politic. Update you on the political turmoil in Thailand.

อ่าน ทวิตเตอร์

Upcoming

Showing posts with label Thaksin Corruptions. Show all posts
Showing posts with label Thaksin Corruptions. Show all posts

Thursday, March 4, 2010

"กรณ์"เปิดใจแฟนคลับผ่านเฟซบุ๊กคำตัดสินยึดทรัพย์พิสูจน์ความยุติธรรม [posttoday]

"กรณ์" เปิดใจแฟนคลับผ่านเฟซบุ๊ก คำตัดสินยึดทรัพย์พิสูจน์ความยุติธรรม

กรณ์เปิดใจผ่านเฟซบุ๊กหลังศาลยึดทรัพย์ทักษิณ ชี้คำตัดสินพิสูจน์ศาลยุติธรรมจริง ห่วงคนไทยไม่ได้เรียนรู้เชิงลึกจากคำพิพากษา

นายกรณ์ จาติวานิช รมว.คัลงเปิดใจผ่าน Facebook เป็นครั้งแรก หลังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษายึดทรัพย์กว่า 4.6 หมื่นล้านบาท ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยเล่าถึงความเกี่ยวข้องของตัวเองกับกรณีการซุกหุ้นของพ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งมีเนื้อหาดังนี้

แด่เพื่อน FB:

เวลาผ่านไป 4 วันแล้วหลังจากคำพิพากษาคดียึดทรัพย์ พตท.ทักษิณ ผมยังไม่ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อใดแม้แต่คำเดียวเกี่ยวกับผลของคดีนี้ ส่วนหนึ่งเพราะผมมีความรู้สึกว่าคนพูดเรื่องนี้เยอะแล้ว แต่ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเรื่องนี้ใกล้ตัวผมมากในฐานะเป็นคนหนึ่งที่ต่อสู้เรื่องนี้มายาวนาน จึงมีความรู้สึกอยากให้ความคิดและอารมณ์ตกผลึกก่อนที่จะแสดงความคิดเห็นออกมา

จนถึงวันนี้ความคิดเริ่มนิ่งแล้วแต่ก็ยังสลับซับซ้อนอยู่

ผมเองเข้ามาเกี่ยวข้องจริงๆ ก็ตอนที่ทักษิณขายหุ้นให้ Temasek ในเดือนมกราคม 2549 หนึ่งปีเต็มๆ หลังจากที่ผมเป็น ส.ส. ฝ่ายค้าน จำได้ว่าพฤติกรรมทั้งหมดของทักษิณ ชี้ให้เห็นว่าเขาเป็นเจ้าของที่แท้จริงและได้ “ซุก” หุ้นทั้งหมดไว้โดยตลอด

เขาไปเจรจากับสิงค์โปรโดยอ้างว่าไปเที่ยว เขารีบแก้กฎหมายสัดส่วนการถือหุ้นโดยต่างชาติในบริษัทโทรคมนาคมเพื่อเขาจะได้ขายหุ้นได้ และเขาทำทุกอย่างเพื่อที่จะหลีกเลี่ยงการเสียภาษีแม้แต่บาทเดียว

ช่วงนั้นผมทำสองอย่าง อย่างแรกคือผมได้วิเคราะห์ว่ามีหลักฐานที่ กลต. ที่ชี้ให้เห็นว่าเขาแอบถือหุ้น Shin อยู่ที่บัญชีสิงค์โปรในธนาคาร UBS และอย่างที่สองผมได้ไปร้องเรียนกับอธิบดีกรมสรรพากร ณ ขณะนั้นว่าการซื้อมาขายไปโดยลูกของทักษิณทั้งสองคนเป็นนิติกรรมที่ควรต้องมีภาระภาษีให้แผ่นดิน

ผมจำได้ว่าความร่วมมือโดยหน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบได้มาด้วยความยากเย็น ซ้ำแล้วยังมีความพยายามขุดคุ้ยว่าผมเคยมีพฤติกรรมอันใดในสมัยที่ผมยังอยู่ในวงการหุ้นที่จะเป็นจุดอ่อน ที่จะให้กับฝ่ายตรงข้ามหรือไม่และเจ้าหน้าที่สรรพากรเองก็แอบปล่อยประวัติภาษีผม (ซึ่งเป็นความลับ ส่วนตัว) ให้กับ ส.ส.ไทยรักไทย
ก็โชคดีที่ผมไม่เคยทำอะไรไว้ให้ตัวเองมีแผลแต่ญาติในตระกูลเกือบทุกคน โดนข่มขู่หมดในระยะนั้น

วันนี้สิ่งที่ผมคิด คือ ถ้าไม่มีการปฏิวัติในปี ‘49 และไม่มี คตส. เราจะเห็นความยุติธรรมปรากฏในคดีนี้หรือไม่?

พอมี คตส. ผมก็หอบข้อมูลทั้งหมดไปให้เขาและเข้าไปช่วยวิเคราะห์ ข้อมูลเหล่านั้น รวมทั้งอธิบายชี้แจงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับหุ้นและการซื้อขายหุ้นซึ้งค่อนข้างซับซ้อนและเข้าใจยาก ผมจำได้ว่าวันที่ผมเดินเข้าไปที่ คตส. ซึ่งยืมสำนักงานของ สตง. อยู่ชั่วคราวมีกลุ่มกองเชียร์ทักษิณ (สมัยนั้นยังไม่ใส่เสื้อแดง) มารออยู่กันเต็มและตะโกนด่าว่าผมหยาบคาย วันนั้นคุณแก้วสรร ซึ่งเป็นคน คตส. คนหนึ่งและเป็นคนที่รับผิดชอบเรื่อง “ซุกหุ้น” โดยตรง เดินเข้าไปในเวลาไล่เลี่ยกันและโดนด่าทอรุนแรง ว่า “อ้ายหน้าหมา”

วันนี้ หัวใจของคดีนี้ คือการพิสูจน์ว่า ทักษิณ ซุกหุ้นจริง หลังจากนั้นจึงเป็นการพิสูจน์ว่าเข้าเอื้อต่อหุ้นที่เขาซุกอยู่ด้วย คำพิพากษาของ ศาลฎีกา สรุป โดยเอกฉันท์ว่าซุกหุ้นจริง

ผมนึกย้อนกลับไปช่วงปี ‘49 นั้นทักษิณ อ้อ โอ๊ค เอม ทุกคนออกมา โกหก ครั้งแล้วครั้งเล่าว่าไม่ได้ซุกแต่สุดท้ายก็ต้องจำนนต่อหลักฐาน

แต่ย้อนกลับมาที่ประเด็นสำคัญคือถ้าไม่ปฏิวัติจะได้เห็นคำพิพากษานี้ไหม และทำไม สังคมไทยจึงกลับไม่สามารถ มีความยุติธรรมได้โดยไม่ต้องอาศัยอำนาจเผด็จการ แสดงว่าบางครั้งเผด็จการให้ความสำคัญกับความถูกต้องมากกว่า ระบอบประชาธิปไตยหรือ?

ก็คงเป็นเพราะคนไทยจำนวนมาก จริงๆ แล้วไม่ให้ความสำคัญกับความถูกต้อง ขอให้ค้าขายได้ อยู่ดีกินดี ใครจะทำอะไรก็ช่าง แล้วความคิดเช่นนี้ผิดหรือ? ใครๆ ก็รู้ว่าความถูกต้องหรือความยุติธรรมเป็นสิ่งที่กินไม่ได้ จับต้องไม่ได้ หรือเป็นเพราะคนที่มีอันจะกินเท่านั้นที่มีเวลามาคิดเรื่องความยุติธรรม ในขณะที่คนจนเขาต้องปากกัดตีนทีบเพื่อเลี้ยงดูครอบครัวและไม่มีเวล่ำเวลามาคิดมากับเรื่องราวเหล่านี้

และเมื่อคนส่วนใหญ่ยังยากจน และเสียงส่วนใหญ่เป็นเสียงสวรรค์ในระบอบประชาธิปไตย คำตอบสุดท้ายจึงเป็นเช่นนี้ ก็คือเป็นว่า “เราไม่แคร์”

ก็อาจจะเป็นเช่นนั้น แต่ก็อีกหล่ะครับ คนที่ “ไม่แคร์” มีตั้งเยอะที่เป็นพ่อค้าและคนร่ำรวย เอาเข้าจริงทุกคนก็จะพูดว่าต้องการเห็นความถูกต้อง แต่น้อยคนที่พร้อมจะเสียสละโอกาสของตนเอง เพื่อความถูกต้อง

ถ้าทุกคนทำตามหน้าที่ ความยุติธรรมก็จะปรากฏเสมอโดยไม่ต้องมีคนมายัดเยียดให้กับเรา ด้วยการปฏิวัติหรืออื่นๆ เราทำเองได้ แต่เราไม่ทำ

บทเรียนนี้ ผมว่าเป็นบทเรียนสำคัญจากคดีนี้ครับ

สุดท้ายแล้ว สี่วันผ่านไป ผมมีความรู้สึกมากขึ้นทุกๆวัน ว่าศาลยุติธรรมจริง

ถ้าเป็นผม ผมคงยึดหมดทั้ง 76,000 ล้านบาทแล้วครับ เพราะผมคิดง่ายๆ มาตลอดว่า ถ้าเพียงยึด “ส่วนเกิน” ก็หมายความว่า ทักษิณโกงแล้ว “เท่าทุน” แต่ข้อเท็จจริงก็คือหน่วยงานต่างๆ ที่เสียหายจากการทุจริตของทักษิณยังมีหน้าที่ ต้องฟ้องร้อง เรียกร้องความเสียหายอีกหลายหน่วยงาน ของคลังก็มีครับ คือ ธนาคาร EXIM ที่โดนบังคับให้ปล่อยกู้ราคาถูกให้รัฐบาลพม่าเอาเงินไปซื้อของจากบริษัทของทักษิณ และผมรู้ล่วงหน้าเลยครับ ว่าจะต้องมีคนกลุ่มหนึ่งและน่าจะเป็นกลุ่มใหญ่ด้วย ที่จะต้องคิดและรู้สึกว่าทำไมยังไปจองล้างจองผลาญอีก พอแล้วได้ไหม สมานฉันท์กันได้หรือยัง

เหมือนยังไม่ยอมรับถึง”หน้าที่” และยังเอาอารมณ์เป็นที่ตั้ง

ส่วนตัวผมทำหน้าที่ต่อไปแน่นอนครับ และ ผมยอมรับ เลยว่าเหตุผลส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะทักษิณยังไม่สำนึกในความผิดที่ตนเองได้ทำไป ยังไม่ยอมรับถึงความเสียหายที่ได้ทำไว้กับประเทศชาติ และที่สำคัญยังไม่ยอมรับว่าทั้งหมดนั้นเขาทำตัวเขาเอง แต่ยังกลับคิดว่าตนเป็นผู้ถูกกระทำ และเมื่อเขายังขู่อยู่ว่าจะสู้ต่อไปจะเอาคืนกับทุกอย่าง ผมก็ต้องขอบอกครับว่าผมคนหนึ่งก็จะไม่ยอม และไม่ใช่เพราะผมไม่ชอบทักษิณอย่างเดียว แต่เป็นเพราะผมเป็น ส.ส. ผมเป็นรมต.คลังและผมมีหน้าที่ที่ต้องทำ

และที่สำคัญประสบการณ์ 4-5 ปี ที่ผ่านมาที่ต่อสู้เรื่องนี้มาทำให้ผมรู้ด้วยครับว่า เราไม่มีสิทธิ และไม่สามารถ และไม่ควร ปล่อยให้เป็นภาระหน้าที่ของคนอื่น

ผมเขียนมายาวมากแล้ว จริงๆก็คือเขียนให้กับตัวเองไปด้วยครับ และอยากจะบอกว่าสุดท้ายแล้วผมไม่ได้รู้สึกดีกับคำพิพากษาเลย ไม่ใช่เพราะผมไม่เห็นด้วย อย่างที่ว่าผมคิดว่าเป็นคำพิพากษาที่อมตะมากและผมเคารพและน้อมรับด้วยความรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่น่าเคารพอย่างมาก

แต่ผมเศร้าซึมเล็กๆ เพราะผมไม่แน่ใจว่าพวกเราชาวไทยได้เรียนรู้ในเชิงลึกจากเรื่องราวทั้งหมดนี้หรือไม่

จริงๆแล้วเราให้ความสำคัญกับความยุติธรรมและความถูกต้องแค่ไหน และเราพร้อมจะเสียสละเพื่อช่วยกันรักษาความถูกต้องในสังคมหรือไม่

ผมคิดเองตอบเองได้ครับ แต่ไม่ค่อยชอบคำตอบเท่าไรนัก แต่ยังไงก็ไม่ท้อครับ

คลิ๊กอ่านเนื้อหาที่กรณ์เขียนในเฟซบุ๊กได้ที่นี่ http://www.facebook.com/note.php?note_id=339730144729&id=71254499739&ref=nf

Tuesday, March 2, 2010

รองผบช.น.เผยเหตุบึ้ม 4 จุดเป็น "เอ็ม67" เชื่อผู้ก่อเหตุเป็นทีมเดียวกัน ยังไม่โยงยึดทรัพย์

Matichon Online: หนังสือพิมพ์มติชนออนไลน์ : หนังสือพิมพ์คุณภาพ เพื่อคุณภาพของประเทศ
รองผบช.น.เผยเหตุบึ้ม 4 จุดเป็น "เอ็ม67" เชื่อผู้ก่อเหตุเป็นทีมเดียวกัน ยังไม่โยงยึดทรัพย์ สเก็ตช์ภาพคนร้ายแล้ว

ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 28 ก.พ. พล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์ ผบช.น.กล่าวก่อนประชุม ว่า ตนได้เรียกประชุมนายตำรวจตั้งแต่ รอง ผบช.น.ถึง ผกก.และรองผกก.ป.ในสังกัดเพื่อกำชับให้การปฏิบัติหน้าที่ให้มีความเข้มงวดมากยิ่งขี้นตั้งแต่เกิดเหตุคนร้ายปาระเบิดใส่ธนาคารกรุงเทพที่ถนนสีลม และที่สาขาพระราม 2 เนื่องจากคนร้ายลงมือก่อเหตุเพื่อสร้างความวุ่นวาย และมีการก่อเหตุในเชิงสัญลักษณ์ โดยจะจัดกำลังตำรวจเฝ้าดูแลสถานที่สำคัญต่างๆ เพิ่มมากขึ้น

พล.ต.ท.สัณฐาน กล่าวต่อว่า ในส่วนของการติดตามคนร้ายที่ก่อเหตุทั้ง 2 จุดนั้น ขณะนี้ได้มีการเร่งรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ มีการประชุมผู้ที่เกี่ยวข้องและประสานเร่งตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดในบริเวณโดยรอบแต่เนื่องจากเป็นวันหยุดก็ตรวจสอบได้เพียงบางจุด และได้เร่งสอบปากคำพยานแวดล้อมที่อยู่ใกล้กับที่เกิดเหตุ อย่างไรก็ดี ขณะนี้ได้เร่งให้ฝ่ายสืบสวนสอบสวนนำพยานไปออกภาพสเก็ตช์คนร้ายแล้วแต่ยังไม่ได้พิจารณาขออนุมัติศาลออกหมายจับ

ผบช.น.กล่าวถึงตัวคนร้ายที่ก่อเหตุหน้าธนาคารกรุงเทพ ถนนสีลม ว่า จากการตรวจสอบพบในเบื้องต้นพบว่าเป็นชายซึ่งพอทราบแล้วว่าเป็นกลุ่มใดแต่ยังไม่สามารถระบุได้ว่าเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุในจุดอื่นด้วยหรือไม่...


รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับภาพสเก็ตช์คนร้ายที่ก่อเหตุบนนถนนสีลม นั้น เนื่องจากชุดสืบสวนได้นำกล้องวงจรปิดมาตรวจสอบและประชุมร่วมกันก่อนการ ประชุมใหญ่ โดยคนร้ายเป็นคนที่ซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์คันที่มีพยานยืนยันว่าเป็นผู้ก่อ เหตุซึ่งใส่เสื้อวอล์มสีดำ มีความชัดเจนประมาณ 70%

“วัตถุระเบิดทั้ง 4 แห่ง เป็นระเบิดชนิด M 67 เหมือนกัน น่าเชื่อว่าคนร้ายที่มาก่อเหตุนั้นมาเป็นทีมก่อเหตุเหมือนกัน แต่ต้องดูหลักฐานเพื่อประกอบการยืนยัน พล.ต.ต.อนันต์ กล่าว”

ข่าวแจ้งว่าสำหรับวัตถุระเบิดที่คนร้ายนำมาก่อ เหตุทั้งสองแห่งในพื้นที่กรุงเทพมหานคร นั้นพบว่าเป็นระเบิดเก่าที่มีเก็บไว้นานอยู่แล้ว ใช้แบบขว้าง เพื่อต้องการป่วนเมือง

อ่านเต็ม

Monday, March 1, 2010

นพดลลั่น ยื่นอุทธรณ์ยึดทรัพย์ทักษิณแน่นอน [posttoday]

นพดลลั่นยื่นอุทธรณ์ยึดทรัพย์ทักษิณแน่นอน
นพดลเผยทีมทนายทักษิณยื่นอุทธรณ์คดียึดทรัพย์แน่นอน ชี้ 2 เรื่องยังคาใจ การยอมรับคำสั่งผู้ยึดอำนาจ-การแปลงสัมปทาน

นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กล่าวว่า ทีมทนายมีแนวโน้มที่จะยื่นอุทธรณ์คดียึดทรัพย์ของพ.ต.ท.ทักษิณ ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาอย่างแน่นอน โดยมีประเด็นที่คาใจอยู่เช่น การยอมรับคำสั่งของคณะผู้ยึดอำนาจ และการแปลงสัมปทานเป็นภาษีสรรพาสามิตที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าดำเนินการโดยชอบแล้ว ดังนั้นจะต้องผูกพันไปทุกองค์กรด้วย

"ขณะนี้ทีมทนายกำลังประชุมเตรียมการกันอยู่ ยังมีเวลา 30 วัน ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะยื่นเรื่องอุทธรณ์แน่นอน เพราะมีประเด็นคาใจ ที่เห็นว่าตัดสินไม่ชอบด้วยกฎหมายหลายประเด็น"นายนพดลกล่าว

นายนพดลกล่าวว่า ในส่วนของการออก 5 มาตรการที่ถูกตัดสินว่าเอื้อประโยชน์ต่อชินคอร์ปนั้นไม่ได้เป็นการเอื้อประโยชน์ แต่เป็นกลไกการทำงานโดยชอบตามปกติ ตามขั้นตอนของการบริหารราชการแผ่นดิน...

อ่านต่อ

อสส.แกะคำพิพากษา หาช่องฟ้องแม้วต่อ [posttoday]

อสส.แกะคำพิพากษาหาช่องฟ้องแม้วต่อ
อัยการสูงสุดเตรียมพิจารณาคำตัดสินศาลคดียึดทรัพย์ฉบับเต็มอย่างละเอียดเพื่อหาหลักฐานดำเนินคดีเกี่ยวกับการใช้อำนาจหน้าที่ทักษิณขณะเป็นนายกฯ

นายจุลสิงห์ วสันตสิงห์ อัยการสูงสุด เปิดเผยถึงการติดตามดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจหน้าที่ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีหลังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาคดียึดทรัพย์ว่า ได้มอบหมายให้นายธนพิชญ์ มูลพฤกษ์ อธิบดีอัยการคดีพิเศษ รับผิดชอบในการนำคำพิพากษาฉบับเต็มของศาลฎีกา ฯ มาตรวจพิจารณาประเด็นต่างๆ ที่ศาลมีคำวินิจฉัยไว้ เพื่อสรุปว่ามีเรื่องใดบ้างที่มีพฤติการณ์กระทำผิด

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ศาลวินิจฉัยมีหลายเรื่องที่อยู่ในมือของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจรตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แล้วหลังจากที่ คตส. หมดวาระการปฏิบัติหน้าที่ได้ส่งมอบสำนวนต่อให้ ป.ป.ช. ก็ต้องให้ ป.ป.ช. ดำเนินการตรวจสอบตามอำนาจหน้าที่และขั้นตอนตามที่กฎหมายกำหนดต่อไป

ขณะที่คำพิพากษาของศาลพบว่ามีบางเรื่องที่วินิจฉัยไว้ว่าเป็นเพียงเรื่องที่ ไม่พึงกระทำ ดังนั้นอัยการต้องตรวจสอบอีกครั้ง...
อ่านต่อ

เคทอง ประกาศสงครามกลางเมือง



Saturday, February 27, 2010

8 ประเด็นพิพากษา ทักษิณ ซุกหุ้น มติเอกฉันท์ [BkkBiznews]

เปิด 8 ประเด็นข้อกฎหมายวินิจฉัยคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้าน มติเอกฉันท์ ทักษิณ ปกปิด อำพรางหุ้น

8 ประเด็นพิพากษา ทักษิณ ซุกหุ้น มติเอกฉันท์ - กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์

ประเด็นข้อกฎหมาย

1. วินิจฉัย ศาลมีอำนาจพิจารณาคดี

วินิจฉัยในประเด็นแรก คือ ศาลมีอำนาจในการพิจารณาคดีนี้ ตามที่ผู้คัดค้านคัดค้านหรือไม่ โดยวินิจฉัยว่า การตรวจสอบของ คตส.เป็นไปตามกฎหมาย และเป็นไปตามอำนาจของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ ตามมาตรา 9 (1) และ (4) แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เป็นมติเอกฉันท์

มติเอกฉันท์

2. วินิจฉัย คตส.มีอำนาจตรวจสอบโดยชอบ

ประเด็นวินิจฉัยต่อมา คตส.มีอำนาจถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ศาลวินิจฉัยว่า เป็นการดำเนินการภายใต้ขอบอำนาจตามประกาศ คปค. ฉบับที่ 30 ส่วนที่ คตส. แต่งตั้งอนุ คตส.นั้น เห็นว่า คตส.ใช้อำนาจตามประกาศ คปค. สามารถแต่งตั้งได้ และไม่ล่วงเลยระยะเวลาตามที่ผู้คัดค้าน ทำการคัดค้าน เพราะมีกรอบเวลาชัดเจน หากไม่เสร็จสิ้นต้องให้ ป.ป.ช.ดำเนินการต่อ ทั้งหมดเป็นการดำเนินการโดยชอบด้วยกฎหมาย รวมทั้งประเด็นที่ คตส.บางคน เช่นนายกล้านรงค์ จันทิก นายบรรเจิด สิงคะเนติ และนายแก้วสรร อติโพธิ เป็นปฏิปักษ์ของผู้ถูกร้อง แต่งตั้งเป็นประธานอนุฯ คตส.นั้น ชอบแล้วด้วยกฎหมาย และ ป.ป.ช.จึงมีอำนาจดำเนินการแทน คตส.ได้ก็ชอบแล้วด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ คดีนี้ไม่เกี่ยวกับคดีอาญา แต่เป็นคดีแพ่ง จึงไม่จำเป็นต้องให้ผู้ถูกกล่าวหามา ศาลมีมติเอกฉันท์ ผู้ร้องมีอำนาจยื่นคำร้องคดีนี้

มติเอกฉันท์

3. วินิจฉัย คำร้องของอัยการไม่เคลือบคลุม

วินิจฉัย คำร้องที่ให้ยึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จำนวน 76,621,603,061.05 บาท ของอัยการสูงสุดในฐานะผู้ร้อง แจ้งชัดและไม่เคลือบคลุม

มติเอกฉันท์

ประเด็นข้อเท็จจริง

1. ปกปิดอำพรางหุ้น โดยผ่านนอมินี

ประเด็นวินิจฉัยผู้ถูกกล่าวหาปกปิดอำพรางหุ้นหรือไม่ วินิจฉัยว่า ผู้ถูกกล่าวหาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 2 วาระ ยังถือหุ้นไว้ แต่ปี 2549 รวบรวมหุ้นทั้งหมดขายให้เทมาเส็ก โดยมีการโอนหุ้นให้กับผู้คัดค้านหลายคนจริง ผู้ถูกกล่าวหาแม้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในปี 2544 แล้ว ผู้ถูกกล่าวหามีอำนาจดำเนินนโยบายและแต่งตั้งกรรมการในบริษัทชินคอร์ปจริง การควบคุมนโยบายของผู้ถูกกล่าวหาผ่านทางคณะกรรมการบริษัทชินคอร์ปจริง มีมติเป็นเอกฉันท์ ผู้ถูกกล่าวหา และผู้คัดค้านที่ 1 มีหุ้นในเทมาเส็กจริง

การขายหุ้นให้พี่น้องมีพิรุธ ไม่มีใครจ่ายเป็นเงิน ทั้งที่จริงๆ มีเงินจ่ายได้ แต่กลับจ่ายเป็นตั๋วสัญญา อีกทั้งยังเป็นผู้รับเงินปันผลตามบัญชีบริษัทแอมเพิลริช ที่มีเงินปันผลเข้าบัญชีระหว่างปี 2546-2548 จำนวน 1,000 ล้านบาท ศาลจึงมีมติเอกฉันท์ว่าผู้ถูกกล่าวหาและผู้คัดค้านที่ 1 ถือหุ้นใหญ่กว่า 1,400 ล้านหุ้น ของบริษัทชินคอร์ป ในช่วงที่ดำรงตำแหน่งทั้งสองสมัย

มติเอกฉันท์

2. การแปลงสัญญาสัมปทานฯ เอื้อประโยชน์ชินคอร์ป

วินิจฉัยว่า เป็นการเอื้อประโยชน์ชินคอร์ป และเป็นเหตุให้ชาติเสียหาย เพราะภาษีสรรพสามิตหายไป 6 หมื่นล้านเศษ มีมติด้วยเสียงข้างมาก ผู้ถูกกล่าวหา ใช้ตำแหน่งหน้าที่ ตราพ.ร.บ.ทั้ง 2 ฉบับ ทำให้ชาติเสียหาย

มติเสียงข้างมาก

3. กรณีแก้ไขสัญญาโทรศัพท์มือถือ กรณีบัตรเติมเงิน และ โรมมิ่ง

การแก้ไขสัญญาโทรศัพท์เคลื่อนที่ ด้วยการปรับลดอัตราส่วนแบ่งรายได้จากการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบบัตรเติมเงิน (PREPAID CARD) ส่งผลให้เอไอเอส จ่ายส่วนแบ่งรายได้จากการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบใช้บัตรจ่ายเงินล่วงหน้า ให้แก่ บริษัท ทศท ในอัตรา 20 เปอร์เซ็นต์ คงที่ตลอดอายุสัญญาสัมปทานตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2544 จากเดิมที่ต้องจ่ายตามสัญญาอนุญาตให้ดำเนินกิจการบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นแบบก้าวหน้าในอัตรา 25 เปอร์เซ็นต์ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2543-30 กันยายน 2548 และในอัตรา 30 เปอร์เซ็นต์ ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2548-30 กันยายน 2548 ซึ่งเป็นวันสิ้นสุดสัญญาสัมปทาน

การแก้ไขสัญญาโทรศัพท์เคลื่อนที่ เพื่ออนุญาตให้ใช้เครือข่ายร่วม (ROAMING) และให้หักค่าใช้จ่ายจากรายรับ และกรณีการปรับลดอัตราค่าใช้เครือข่ายร่วม เป็นการเอื้อประโยชน์แก่ ชินคอร์ป และเอไอเอส การแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาที่ให้บริษัท เอไอเอส เข้าไปใช้เครือข่ายร่วมผู้ให้บริการรายอื่นมีผลต่อการจ่ายเงินผลประโยชน์ที่บริษัท เอไอเอส ต้องจ่ายให้กับ บริษัท ทศท และบริษัท กสท ไม่น้อยกว่า 18,970,579,711 บาท กลายเป็น เอไอเอส จะได้รับผลประโยชน์ที่ไม่ต้องจ่ายเงินจำนวนดังกล่าว ซึ่งบริษัท ชินคอร์ป ที่ผู้ถูกกล่าวหาถือหุ้นเป็นผู้ถือหุ้นใน ดังนั้นผลประโยชน์ที่ เอไอเอส ได้รับดังกล่าวจึงตกกับหุ้นบริษัท ชินคอร์ป ที่ผู้ถูกกล่าวหาถือในระหว่างดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เป็นเหตุให้หุ้นมีมูลค่าสูงขึ้น จนกระทั่งได้มีการขายหุ้นให้แก่กลุ่มเทมาเส็ก ของประเทศสิงคโปร์

วินิจฉัยว่า ภาระเอไอเอสลดน้อยลง แต่มีรายได้เพิ่มขึ้น ตั้งแต่ปี 44-49 โดยลำดับ ตั้งแต่ผู้ถูกกล่าวหาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี องค์คณะผู้พิพากษาจึงมีมติด้วยเสียงข้างมาก ว่าผู้ถูกกล่าวหามีส่วนเกี่ยวข้องในการแก้ไขสัญญาดังกล่าว และผู้ถูกกล่าวหามีหุ้นในชินคอร์ป ผลประโยชน์จึงตกแก่ผู้ถูกกล่าวหา เงินที่ขายหุ้นให้เทมาเส็ก จึงได้มาโดยไม่สมควร

มติเสียงข้างมาก

4. กรณีการใช้โครงข่ายร่วม (โรมมิ่ง)

วินิจฉัยว่า พ.ต.ท.ทักษิณมีส่วนในการแก้ไขสัญญาโทรศัพท์เคลื่อนที่ เพื่ออนุญาตให้ใช้โครงข่ายร่วม (โรมมิ่ง) และปรับลดอัตราการใช้เครือข่ายร่วมระหว่าง กสท กับ DPC เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับชินคอร์ป และเอไอเอส แต่เนื่องจากมีการขายหุ้นให้เทมาเส็กไปเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2549 ทำให้ผู้ได้รับประโยชน์จากการลดอัตราการใช้เครือข่ายร่วมไม่ใช่ผู้ถูกกล่าวหา แต่เป็นเทมาเส็ก

5. กรณีแก้ไขสัญญาสัมปทานดาวเทียมโดยมิชอบ

กรณีการละเว้น อนุมัติ ส่งเสริม สนับสนุนธุรกิจดาวเทียมตามสัญญาดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศโดยมิชอบหลายกรณี ได้แก่ การอนุมัติโครงการดาวเทียมไอพี สตาร์, การอนุมัติแก้ไขสัญญาสัมปทาน ครั้งที่ 5 วันที่ 27 ตุลาคม 2547 รวมถึงการลดสัดส่วนการถือหุ้นของบริษัทชินคอร์ป

ในบริษัท ชินแซทเทลไลท์ ที่เป็นผู้ขออนุมัติสร้างและส่งดาวเทียมไทยคม และการอนุมัติให้ใช้เงินค่าสินไหมทดแทนของดาวเทียมไทยคม 3 จำนวน 6.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไปเช่าช่องสัญญาณต่างประเทศ ล้วนเป็นการเอื้อประโยชน์กับบริษัท ชินคอร์ป และ ชินแซทฯ

วินิจฉัยว่า เป็นการกระทำที่ลัดขั้นตอน รีบเร่ง ผิดปกติวิสัย ทั้งนี้ ดาวเทียม IP STAR ไม่ได้เป็นดาวเทียมหลัก แทนไทยคม 3 เป็นดาวเทียมใช้สื่อสารต่างประเทศ ผิดสัญญาตามที่ระบุว่า ใช้สื่อสารในประเทศ จึงอยู่นอกกรอบสัญญา เป็นการอนุมัติให้บริษัทผู้ถูกกล่าวหา ได้รับสัมปทานไปโดยไม่มีคู่แข่ง ทำให้รัฐเสียหายกว่า 1.6 หมื่นล้านบาท องค์คณะจึงมีมติด้วยคะแนนเสียงข้างมาก เป็นการเอื้อประโยชน์ให้ชินคอร์ป และบริษัทไทยคม

มติเสียงข้างมาก

6. กรณีอนุมัติเงินกู้เอ็กซิมแบงก์ให้พม่า

การขอวงเงินสินเชื่อเพิ่มเติมให้แก่ประเทศพม่า เพิ่งเกิดขึ้นภายหลังจากประชุมร่วมกับพม่า-กัมพูชา และในการประชุมครั้งนั้นก็มีเจ้าหน้าที่ของไทยคมและไอเอเอส ไปสาธิตระบบให้บริการมือถือผ่านดาวเทียมในการประชุมด้วย จึงย่อมแสดงให้เห็นว่าการขอวงเงินเพิ่มเติมมีวัตถุประสงค์เพื่อซื้อสินค้าและบริการจากไทยคมนั่นเอง

ส่วนที่ผู้ถูกกล่าวหาอ้างว่าได้อนุมัติเงินไปซื้อสินค้าอื่นนั้น ก็ไม่อาจรับฟังหักล้างข้อที่ว่าไทยคมจะได้รับประโยชน์จากการดำเนินการในเรื่องนี้ได้ และที่อ้างว่าการอนุมัติวงเงินสินเชื่อนั้น ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของธนาคารนั้น เห็นว่าธนาคารเอ็กซิมแบงก์ ตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ.เอ็กซิมแบงก์ ปี 2536 และอยู่ในการกำกับของ รมว.คลัง จัดเป็นหน่วยงานของรัฐที่ปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งในการอนุมัติวงเงินให้รัฐบาลพม่าในครั้งนี้ ก็ได้ความจากพยานซึ่งเป็นอดีตกรรมการเอ็กซิมแบงก์ ว่าเป็นการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาล และโดยการให้สินเชื่อดังกล่าวได้ผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ยในอัตราที่ต่ำ จึงต้องขอให้กระทรวงการคลังจัดสรรเงินของคลังมาชดเชย กรณีนี้จึงส่งผลเสียต่องบประมาณของประเทศโดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะเอ็กซิมแบงก์ก็ไม่ได้รับการชดเชยค่าใช้จ่ายในการดำเนินการนี้อีกด้วย

ส่วนที่อ้างว่าการดำเนินการในครั้งนี้พิจารณาผลประโยชน์ของประเทศ โดยทำให้ปตท.สผ.ได้รับสัมปทานบ่อแก๊สที่พม่านั้น เห็นว่าบริษัทชินคอร์ปเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของไทยคม จึงได้ประโยชน์จากการถือหุ้น ย่อมเป็นการไม่สมควรที่จะอนุมัติวงเงินสินเชื่อเพิ่มเติมให้กับพม่า องค์คณะจึงมีมติเสียงข้างมากว่าการดำเนินการกรณีนี้เอื้อประโยชน์ให้แก่ไทยคมและชินคอร์ป

มติเสียงข้างมาก

7. การดำเนินการทั้ง 5 กรณีเป็นผลจากการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่

ใน 5 กรณีพบว่ามีการสั่งการอยู่ 2 กรณีคือการแปลงภาษีสรรพสามิตฯ โดยเป็นการสั่งการและมอบนโยบายให้ปฏิบัติเป็นลำดับชั้น ตั้งแต่รมว.คลัง รมว.ไอซีที ขรก.และกรรมการในชุดต่างๆ อีกกรณีคือการอนุมัติของเอ็กซิมแบงก์ในการให้วงเงินสินเชื่อแก่พม่า โดยผู้ถูกกล่าวหาได้สั่งการและมอบนโยบายผ่าน รมว.ต่างประเทศ

ส่วนอีก 3 กรณีคือบัตรเติมเงิน การใช้โรมมิ่ง และละเว้นอนุมัติส่งเสริมธุรกิจดาวเทียมในประเทศ ปรากฏว่าผู้ถูกกล่าวหาล้วนเป็นผู้กำกับดูแลในฐานะนายกฯ มีการไล่เป็นลำดับชั้นได้แก่ รมว.คลัง รมว.คมนาคม รมว.ไอซีที และหน่วยงานของรัฐต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งผู้ถูกกล่าวหาเป็นนายกฯ และเป็นประธานบีโอไอ สำหรับคณะกรรมการประสานงานดาวเทียมสื่อสารของประเทศ ข้อ 39 กำหนดให้ปลัดคมนาคม และจนท. ซึ่งเป็นผู้แทนรวม 4 คน ร่วมเป็นคณะกรรมการดังกล่าว ส่วน กสท และ ทศท แม้จะแปลงเป็นบริษัทแล้วแต่ทั้งสองหน่วยงานแต่ก็ยังคงมีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจ อยู่ในกำกับของกระทรวงไอซีที

อีกทั้งผู้ที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ ก็เป็นสมาชิกพรรค ทรท. โดยที่มีผู้ถูกกล่าวหาเป็นหัวหน้าพรรคอยู่ในขณะนั้น ประกอบกับทั้งสามกรณีเป็นการเริ่มต้นร้องขอมาจากชินคอร์ป และบริษัทเกี่ยวข้องทั้ง 3 กรณี ฟังจากคำเบิกความจากผู้จัดการผลประโยชน์ ทศท ฯลฯ ได้ความว่าคณะกรรมการกลั่นกรองได้พิจารณาหลักการตามที่เอไอเอสเสนอต่อ ทศท ในวันที่ 21 และ 28 สิงหาคม และเป็นวาระจรทั้งสองครั้ง ไม่ได้เสนอโดยฝ่ายบริหารผลประโยชน์ดังที่ได้ปฏิบัติมา

ส่วนกรณีการใช้เครือข่ายร่วมนั้นก็ไม่เป็นไปตามขั้นตอนที่ปฏิบัติ และมีการตอบสนองเอไอเอสอย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับกรณีดาวเทียมสื่อสารในประเทศ ก็มีวิธีการทำนองเดียวกัน คือให้ รมว.คมนาคมอนุมัติไปก่อนที่คณะกรรมการจะรับรายงานการประชุม ปรากฏจากบันทึกของบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ว่า เป็นเรื่องที่ไม่สมควร เนื่องจากสัญญาสัมปทาน มีผู้ถูกกล่าวหาเป็นนายกฯ จึงให้ถอนเรื่องออกไป ขณะที่ผู้อำนวยการส่วนวางแผนการเงินก็เบิกความประกอบว่า การดำเนินการเรื่องนี้ค่อนข้างรวดเร็ว และพยายามเสนอให้ทัน 12 เมษายน 2544 ที่มีการประชุมคณะกรรมการ ทศท เป็นการเอื้อประโยชน์แก่ผู้ถูกกล่าวหา ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าทั้ง 5 กรณีเป็นผลจากการปฏิบัติหน้าที่ ใช้อำนาจรัฐเอื้อธุรกิจชินคอร์ป

มติเสียงข้างมาก

8. กรณีให้ทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดินหรือไม่

เมื่อผลเป็นการเอื้อประโยชน์โดยตรงต่อชินคอร์ป และเป็นการแสดงให้ปรากฏแกคนทั่วไปของกิจการ ก่อให้เกิดความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ทำให้มูลค่าหุ้นในชินคอร์ปเพิ่มขึ้น ดังนั้นเงินปันผลค่าหุ้น และเงินขายหุ้นชินคอร์ปให้กับเทมาเส็กจึงเป็นทรัพย์สินที่ได้มาโดยไม่สมควร ในฐานะนายกฯ ซึ่งศาลมีอำนาจสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดินได้ ตามประกาศ คปค.ฉบับที่ 30 ประกอบพ.ร.บ.รธน.ว่า ป.ป.ช. แต่โดยที่ผู้กล่าวหา และผู้คัดค้าน 1 จึงเห็นวินิจฉัยเสียก่อนว่าศาลจะให้เงินในส่วนของผู้คัดค้านที่ 1 ตกเป็นของแผ่นดินได้หรือไม่

ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สั่งยึดทรัพย์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี 46,373,687,454.70 บาทพร้อมดอกผล และคืน 30,247 ล้านบาท


Friday, February 26, 2010

Judgement day for Thaksin [CNN]



Red Shirts set for 'judgement day' [Al Jazeera - YouTube]

Security officers deploy in Thailand due to Thaksin case



ข่าวทักษิณ เริ่มนาที 0:53

Thailand braces for Thaksin ruling [Al Jazeera]

"ซีเอ็นเอ็น"เกาะข่าวตีแผ่ภูมิหลังทักษิณ คดียึดทรัพย์ จ่อขึ้นแท่นเหมือนอดีตผู้นำรายอื่น [matichon]

"ซีเอ็นเอ็น"เกาะข่าวตีแผ่ภูมิหลังทักษิณ คดียึดทรัพย์7.6หมื่นล้าน จ่อขึ้นแท่นเหมือนอดีตผู้นำรายอื่น

แดน รีเวอร์ ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวซีเอ็นเอ็น ได้เขียนผ่านคอลัมน์ซีเอ็นเอ็นเวิลด์ ในเว็บไซต์ ซีเอ็นเอ็น โดย พาดหัวว่า “ทักษิณคือใคร” โดยให้ความเห็นว่า สำหรับคนเสื้อแดงแล้ว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร คือ นายกรัฐมนตรีคนเดียวที่ให้คนยากจนในชนบทมีสิทธิมีเสียงและได้สิทธิประโยชน์ อย่างแท้จริง แต่สำหรับคนเสื้อเหลืองแล้ว เขาเหมือนนายเฟอร์ดินันด์ มาร์กอส อดีตผู้นำเผด็จการของฟิลิปปินส์ที่เต็มไปด้วยความโลภ ทำเพื่อตนเองและอันตราย

ทั้งนี้ แดน รีเวอร์ ระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ยังเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวาง ขณะที่นักวิจารณ์ชี้ว่า เขาใช้เงินซื้อเสียงสนับสนุนและยังข้องเกี่ยวกับการเมืองเพื่อตัวเองเท่านั้น

นอกจากนี้ ในเว็บไซต์ดังกล่าวยังให้ภูมิหลังของคดียึดทรัพย์ 76,000 ล้านบาท ว่าเกี่ยวข้องกับการโอนหุ้นชินคอร์ป อย่างผิดกฎหมายให้ครอบครัวแล้วขายต่อให้เทมาเส็กของสิงคโปร์โดยไม่เสียภาษีรายได้

อ่านต่อ

"กรณ์" สั่งสรรพากรไล่อายัดเงิน"โอ๊ค-เอม"ในต่างประเทศ [posttoday]

รมว.คลังสั่งกรมสรรพากรอายัดทรัพย์สิน โอ๊ค-เอมในบัญชีอื่นเพิ่มเติม นำเข้าสมทบเงินคงคลัง

นาย กรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง กล่าวว่า ได้สั่งให้กรมสรรพากรดำเนินการอายัดบัญชีทรัพย์สินของนายพานทองแท้ และ น.ส.พิณทองทา ชินวัตร เพิ่มเติมในบัญชีอื่นๆ นอกเหนือไปจากบัญชีที่อยู่กับธนาคารไทยพาณิชย์ 3.6 พันล้านบาท ซึ่งกรมสรรพากรเคยอายัดไว้ก่อนหน้านี้แล้ว โดยให้อายัดทุกบัญชีธนาคารที่คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความ เสียหายแก่รัฐ (คตส.) ได้อายัดไว้ แต่กรมสรรพากรยังไม่ได้ดำเนินการ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเตรียมการไว้รองรับกรณีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทาง การเมือง พิพากษายึดทรัพย์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพียงบางส่วนจาก 7.6 หมื่นล้านบาท

อ่านต่อ

มติองค์คณะฯ 2ประเด็นเอกฉันท์ ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษา-อัยการสามารถยื่นคำ ร้องคดียึดทรัพย์ [posttoday]

องค์คณะผู้พิพากษามีมติเอกฉันท์ 2 ประเด็นแล้ว ให้ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาคดียึดทรัพย์-อัยการมีอำนาจในการยื่นคำร้องต่อศาล ให้พิจารณาคดียึดทรัพย์พ.ต.ท.ทักษิณ

เมื่อเวลา 16.00น. องค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกา ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้เริ่มอ่านคำวินิจฉัยในคดีอัยการสูงสุดเป็นผู้ร้อง กล่าวหาให้ยึดทรัพย์7.6 หมื่นล้านบาท ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยประเด็นสรุปดังนี้

1.องค์คณะผู้พิพากษาได้มีมติเอกฉันท์ให้ศาลฎีกาฯมีอำนาจในการ พิจารณาพิพากษาคดียึดทรัพย์

2.องค์คณะผู้พิพากษามีมติเอกฉันท์ให้อัยการมีอำนาจในการยื่นคำ ร้องต่อศาลฎีกาฯให้พิจารณาคดียึดทรัพย์

อ่านต่อ...

ตัดสินคดียึดทรัพย์ไม่กระทบหุ้นปิดตลาดบวก4.27 จุด [posttoday]

[posttoday] ตัดสินคดียึดทรัพย์ไม่กระทบหุ้นปิดตลาดบวก4.27 จุดหุ้นไทยปิดตลาดที่ 721.37 จุด บวก 4.27 จุด นักลงทุนเชื่อหลังตัดสินคดียึดทรัพย์ เหตุการณ์ไม่รุนแรง

ดัชนีตลาดหุ้นไทยในภาคบ่ายผันผวนในกรอบแคบๆ ในแดนบวก โดยในช่วงท้ายมีการขายทำกำไรออกมาจากกลุ่มนักลงทุนที่รอผลการตัดสินคดียึด ทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาท แต่ผลยังไม่ออกมาทำให้คนที่จับเสือมือเปล่า หรือ ใช้สินเชื่อในการซื้อขายรายวันต้องยอมขายทิ้งขาดทุนในท้ายตลาด เป็นผลให้ดัชนีที่ขึ้นไปแตะ 723.63 จุด หรือ บวก 6.53 จุด ซึ่งเป็นจุดสูงสุดของวันลดลงมาเหลือเพียงบวก 1 จุด เท่านั้น ก่อนจะดีดกลับมาปิดที่ 721.37 จุด เพิ่มขึ้น 4.27 จุด หรือ 0.6% เมื่อปิดตลาด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 19,652.48 ล้านบาท

อ่านต่อ

Thursday, April 2, 2009

แม้ว:เด็กขี้แพ้แล้วงอแง! เปิดเกมสู้เพื่อขอต่อรอง

2755-Thailand-Bangkok-Government HouseImage by PnP! via Flickr

แม้ว:เด็กขี้แพ้แล้วงอแง! เปิดเกมสู้เพื่อขอต่อรอง
ไม่เข้าใจ'หน่วยค.มั่นคง' ปล่อยพาดพิงองคมนตรี

“เอก ยุทธ” ซัด “ทักษิณ” เหมือนเด็กขี้แพ้แล้วงอแง ทั้งที่อายุก็ 60 ปีแล้ว แถมเป็นถึงอดีตผู้นำปท. แต่ไม่รู้ว่าอะไรสมควรพูดหรือไม่สมควรพูด ดันไปกล่าวพาดพิง “ปธ.องคมนตรี-องคมนตรี” เชื่อเป็น “เกมต่อรอง” เพื่อหวังผลในเรื่องคดีความต่างๆ เย้ยเหมือนจิ๋กโก๋ปากซอย ไม่ยอมรับกระบวนการยุติธรรมไทย แต่ดันส่งคนไปฟ้องร้องคนอื่นจวก “หน่วยความมั่นคงไทย” อ่อนแอ ปล่อยให้นักโทษหนีคุก กล่าวหาคนระดับองคมนตรีได้อย่างไร

กรณีพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นนักโทษหนีคุกในคดีทุจริตจัดซื้อที่ดินรัชดาฯ ที่ปราศรัยผ่านวิดีโอลิงค์ เมื่อวันศุกร์ที่ 27 มี.ค.ที่ผ่านมา โดยตอนหนึ่งระบุว่า

“ขอเล่าว่า ที่มาของความวุ่นวาย คงจำได้ว่า ปลายปี 2547 ก่อนการเลือกตั้ง ก็มีการรวมตัวกันเล็กน้อย ที่สนามหลวงก็มีสหภาพแรงงานคนหนึ่ง ร่วมกับเอกยุทธ อัญชันบุตร-ประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ก็ไปรวมตัวกันเล็กๆ แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ต่อมาพอเลือกตั้ง ไทยรักไทยชนะ ฝ่ายค้านอ่อนแอเกินไป

พอปลายปี 2548 เกิดกระบวนการรวมตัวของพันธมิตรฯ มีนายสนธิ ลิ้มทองกุล เริ่มต้นชุมนุมที่ลุมพินี โดยการเอื้อเฟื้อของนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ประชาธิปัตย์ช่วยทางอ้อม นี่คือสิ่งที่เริ่มต้นของการต่อสู้นอกระบบ แค่นั้นยังไม่เท่าไหร่ แต่มีองคมนตรีบางท่านไปบอกกับสื่อ และแอบอ้างว่า พระเจ้าอยู่หัวไม่เอากับผมแล้ว ผมพูดกับสื่อก็ยอมรับ มีองคมนตรีบางคน”

ในเรื่องนี้นายเอกยุทธ อัญชันบุตร ประธานบริหารเครือโอเรียนเต็ล มาร์ท กรุ๊ป ประเทศอังกฤษ เปิดเผยว่า เฉพาะตน ไม่ปฏิเสธว่าจะล้มทักษิณ เพราะประกาศชัดเจนว่าจะล้มเค้า ตั้งแต่เริ่มแรกเมื่อปลายปี 2547 เพราะเห็นถึงพฤติกรรมอันตรายหลายอย่างที่ “ทักษิณ” ทำไว้ ซึ่งเป็นอันตรายต่อประเทศชาติ

“คนเป็นถึงอดีตนายกฯ ต้องรู้จักเรื่องความมั่นคงของชาติ ว่าอะไรสมควรพูดหรือไม่สมควร แต่กรณีนี้คงใช้กับทักษิณไม่ได้ เพราะคนๆ นี้ไม่มีวุฒิภาวะ การกล่าวพาดพิงถึงองคมนตรี ว่าอยู่เบื้องหลังนั้น เหมือนเด็กงอแง ขี้แพ้แล้วงอแง ทั้งที่อายุก็ 60 ปีแล้ว ทั้งนี้ประชาชนจะเป็นคนตัดสินใจเอง ว่า ทั้งพล.อ.เปรม (ติณสูลานนท์) หรือพล.อ.สุรยุทธ์ (จุลานนท์) เกี่ยวข้องจริงหรือไม่”


เมื่อถามว่า การปราศรัยของพ.ต.ท.ทักษิณ มีการแอบอ้างสถาบันบ่อยครั้ง นายเอกยุทธ กล่าวว่า ตนเชื่อว่า เป็นเกมต่อรอง และคงไม่หยุดแค่นี้ โดยเฉพาะในเรื่องคดีต่างๆ ที่ทักษิณกำลังจะโดน รวมไปถึงคดีที่โดนอายัดทรัพย์ 7.3 หมื่นล้านบาท จึงมีการให้ลูกสมุนไปเร่งผลักดันกฎหมายปรองดองแห่งชาติ เพื่อให้ตัวเองหลุดคดี แต่ที่ตนแปลกใจก็คือ คนเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย แต่มากระทำการเช่นนี้ หลายครั้งมีการพูดพาดพิงสถาบัน ทำไมหน่วยงานความมั่นคงของไทย ไม่จัดการอะไรเลย ซึ่งต้องโดนตำหนิ เพราะอย่าลืมว่า ทักษิณก็อยากกลับมามีอำนาจ เขาก็ต้องทำเช่นนี้ ทำทุกทาง เพราะเค้าไม่มีอะไรจะเสีย

แต่หน่วยความมั่นคงของเรา ไปมัวทำอะไรกันอยู่ ปล่อยให้นักโทษหนีคุกมากล่าวหาคนเป็นประธานองคมนตรีและองคมนตรี ผิดถูกอย่างไรไปว่ากัน แต่ไม่มีปัญญาทำอะไรกันเลยหรือ อย่าง ‘บุตโต’ ลี้ภัยอยู่อังกฤษก็ไม่มีใครทำอะไร แต่พอกลับมาจะเป็นใหญ่ในประเทศ ก็โดนบึ้มพลีชีพ ก็จบ

ผมถามว่า ความมั่นคงของชาติจะเอาไว้หรือไม่

เค้าบอกเค้าไม่ยอมรับกระบวนการยุติธรรม แต่เห็นว่า เพิ่งให้ทนายไปฟ้องนายสนธิ ลิ้มทองกุล อย่างนี้มันบ้าหรือเปล่า ตอนนี้มันเป็นเงินตราภิวัฒน์มากกว่า ที่ซื้อพวกหน้าโง่ต่างๆ ได้”นายเอกยุทธกล่าว

เมื่อถามว่า แล้วกับคำพูดที่บอกให้พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. และพล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาศร์ ผบ.สส.ว่า “ให้พาลูกน้องกลับที่ตั้ง อย่ายุ่งการเมืองอีก”

นายเอกยุทธกล่าวว่า “ทักษิณพูดฝ่ายเดียว ผมก็พูดได้ แต่ต้องดูพฤติกรรมว่า ทหารทำมา ดีขึ้นหรือไม่ อย่าคิดว่า ทหารเรียนมาด้วยกัน จะดี-จะชั่ว เหมือนกันหมด คนคิดถึงประเทศชาติก็มีอยู่ การพูดฝ่ายเดียว ต้องดูที่การกระทำของพล.อ.อนุพงษ์และผบ.สส.ดีกว่า”

นายเอกยุทธ กล่าวอีกว่า “ภาพของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในต่างประเทศยังดูดี และให้ความเชื่อถือ ไม่มีหรอก Thailand is a joke. ที่ทักษิณชอบเหน็บ

ผมพูดมาตลอด ถ้าคุณคิดเช่นนี้ ก็อย่ากลับมาอยู่เมืองไทยสิ ไปอยู่ประเทศที่เค้าต้อนรับคุณสิ ความฝันกลับมาเป็นนายกฯ แก้ปัญหาประเทศชาตินั้นเลอะเทอะ ปัญหาตัวเองยังแก้ไม่ได้ ผมมองว่าน่าสงสารมากกว่า เค้าเกิดอาการที่เกินกว่าสมองคนธรรมดาจะรับได้”

สำหรับกรณีที่พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวตำหนิถึงรัฐธรรมนูญปี 2550 นายเอกยุทธ กล่าวว่า ตนก็ยอมรับว่า จุกจิกและหยุมหยิม แต่ถ้าคุณไม่เชื่อ ก็ไม่ควรส่งลูกพรรคคุณลงสมัครผู้แทน แต่เมื่อคุณยอมรับแล้ว แถมตัวเองยังได้คะแนนเสียงมากสุด แต่ต่อมาการจับขั้วจัดตั้งรัฐบาลพลิกผัน ก็มาอ้างว่ามันไม่ถูกต้อง ถ้าบอกว่าไม่ดี ทำไมไม่แก้ตั้งแต่ตอนที่ลูกน้องตัวเองมาเป็นรัฐบาล

“แต่ละประเทศมีกฎหมายไม่เหมือนกัน ให้เป็นนักโทษทางการเมือง ก็อยู่อังกฤษได้หมด แต่ที่อังกฤษจะไม่ยอมรับเลยคือพวกฟอกเงินและโกงภาษี
ดังนั้นต้องรู้ตัวว่า ทำไมถึงเข้าประเทศอังกฤษไม่ได้
จะมาบอกว่า กระบวนการยุติธรรมไทยไม่ยุติธรรม แล้วคุณให้ทนายมาฟ้องคนอื่นทำไม หากศาลตัดสินไม่เข้าข้างคุณ ก็บอกไม่ยุติธรรม อย่างนี้พูดแบบจิ๊กโก๋ปากซอย”นายเอกยุทธกล่าว

นายเอกยุทธ กล่าวอีกว่า “สุนัขที่เห่าอยู่นอกบ้านไม่มีพิษภัยหรอก หากหน่วยความมั่นคงของไทยเรามีประสิทธิภาพจริง แต่เวลาผมมองว่า การกระทำของกลุ่มทักษิณ ทำไมถึงไปสอดคล้องกับการเคลื่อนไหวของจปร.7

ผมเองก็อยู่ร่วมขบวนตอนกบฏ 9 กันยาฯด้วย ก็มีหลายเรื่องที่เรารู้ แต่พูดไม่ได้ ทั้งพล.อ.พัลลภ (ปิ่นมณี)-พล.ต.มนูญกฤต (รูปขจร) ที่ออกมาในเวลานี้ ประกอบกับทักษิณเคลื่อนไหวหนักขึ้น แบบเปิดหน้าเองตรงๆ แต่เวลานี้อยากให้สังเกตว่ามีการใช้ยุทธศาสตร์แยกกันเดิน-รวมกันตี และเปลี่ยนเป้าหมายพุ่งมาที่พล.อ.เปรม-พล.อ.สุรยุทธ์ โดยกลุ่มคนที่ไม่ชอบพล.อ.เปรม รวมตัวกันมาเล่น

หากแก้ไขเรื่องเหล่านี้ไม่ได้ และเคลียร์ปัญหานี้ไม่ได้ แล้วถ้าประชาชนแคลงใจ ผลสุดท้ายจะตกไปสู่สถาบัน ต้องระวังให้ดี รวมไปถึงพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีภาพลักษณ์ผูกติดกับชนชั้นสูง ก็อาจได้รับกระทบจนถึงขั้นยุบพรรคก็ได้”

Reblog this post [with Zemanta]

Tuesday, March 31, 2009

"พันธมิตร"ร้องปกป้องสถาบันเบื้องสูง ชุมนุมกดดันผบ.ตร.ลาออก รับไม่ได้"แม้ว"ใช้ถ้อยคำเท็จหยาบคาย

พธม.ประณาม"ทักษิณ" ออกแถลงการณ์ให้ยุติวิดีโอลิงก์ แฉคดีทุจริตผ่านสื่อรัฐ เรียกร้องรบ.-ทหารปกป้องสถาบันกษัตริย์ รับไม่ได้ใช้ถ้อยคำเท็จหยาบคาย กล่าวหา"เปรม-สุรยุทธ์"วางแผนปฏิวัติ 21 แกนนำรับทราบข้อหา คดีชุมนุมปิดล้อมรัฐสภา 7 ต.ค. ขอเวลา 30 วันทำคำชี้แจง พันธมิตรรวมพลหน้าตร.จี้"พัชรวาท"ลาออก

พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ออกแถลงการณ์ประณาม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และแกนนำกลุ่มเสื้อแดง ที่สนับสนุนให้พ.ต.ท.ทักษิณ ปราศรัยโจมตี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี ร่วมวางแผนล้มรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ พร้อมเรียกเรียกร้องให้ทหารออกมาปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์


แกนนำพันธมิตรประกอบด้วย นายสนธิ ลิ้มทองกุล พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายพิภพ ธงไชย นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ นายสมศักดิ์ โกศัยสุข และนายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตร ได้เปิดแถลงข่าวที่บ้านพระอาทิตย์ เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 30 มีนาคม โดยนายสุริยะใสอ่านแถลงการณ์พันธมิตร ฉบับที่ 1/2552 เรื่องคำเตือนต่อการวางเฉยกรณีมีการบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ เนื้อหาประณาม พ.ต.ท.ทักษิณ ที่กล่าวหา พล.อ.เปรม และ พล.อ.สุรยุทธ์ โดยระบุว่า พล.อ.เปรมเป็นรัฐบุรุษที่ได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยจากพระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัว ที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานองคมนตรี มีประวัติซื่อสัตย์สุจริต สร้างคุณูปการให้กับชาติบ้านเมืองมามากมายและยาวนาน การกล่าวหาโจมตี พล.อ.เปรม ด้วยถ้อยคำอันเป็นเท็จและหยาบคาย จึงเป็นสิ่งที่ไร้เหตุผลและไม่อาจยอมรับได้


ทั้งนี้ แถลงการณ์ของพันธมิตรยังกำหนดข้อเรียกร้อง รวม 6 ข้อ เช่น ให้รัฐบาลยกเลิกหนังสือเดินทางและดำเนินการนำตัว พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมาลงโทษในประเทศไทย,ให้รัฐบาลแถลงความจริงและคดีทุจริตทั้งหมดในระบอบ ทักษิณผ่านสื่อของรัฐ และเร่งรัดปฏิรูปสื่อโดยด่วนที่สุด, ให้รัฐบาลและทหารพิทักษ์ ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ความมั่นคงของรัฐ และการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รวมทั้งให้รัฐบาลหยุดยั้งการถ่ายทอดภาพและเสียงของ พ.ต.ท.ทักษิณ


นายสนธิ กล่าวว่า พันธมิตรออกมาเตือนโดยสนิทใจ เพื่อหวังว่าทหารฟังแล้วจะได้คิดและทำหน้าที่ในสิ่งที่ควรทำโดยไม่วางเฉย ส่วนเตือนแล้วยังนิ่งเฉย พันธมิตรจะชุมนุมหรือไม่นั้นยังไม่ทราบ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์


ด้าน พล.ต.จำลอง กล่าวว่า ทหารมีหน้าที่รักษาความมั่นคงของชาติ บัดนี้ ความมั่นคงของชาติถูกกระทบอย่างรุนแรง ทหารจะวางเฉยไม่ได้ จะต้องออกมาชี้แจง และบอกประชาชน ว่าจะแก้ไขปัญหานี้อย่างไร โดยพันธมิตรจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด


"ผมบอกให้ออกมาชี้แจงนะครับ และบอกกับประชาชนว่าจะแก้ไขปัญหาอย่างไร ประเดี๋ยวจะเข้าใจว่าให้ทหารออกมาทำอย่างนู้นอย่างนี้ ไม่ใช่นะ ต้องชัดเจน" พล.ต.จำลอง กล่าว


ด้านแกนนำพันธมิตร 21 คน ที่ถูกออกหมายจับในคดีการชุมนุมปิดล้อมอาคารรัฐสภา เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ประกอบด้วย 1.นายสนธิ ลิ้มทองกุล 2.นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ 3.นายพิภพ ธงไชย 4.นายสมศักดิ์ โกศัยสุข 5.นายสุริยะใส กตะศิลา 6.นายสำราญ รอดเพชร 7.นายสาวิทย์ แก้วหวาน 8.นายวีระ สมความคิด 9.นายกิตติชัย ใสสะอาด 10.นายสุชาติ ศรีสังข์ 11.นายอมร อมรรัตนานนท์ 12.นายศิริชัย ไม้งาม 13.นายพิชิต ไชยมงคล 14.นายอำนาจ พละมี 15.นายประยุทธ วีระกิตต์ 16.นายสมบูรณ์ ทองบุราน 17.นายประพันธ์ คูณมี 18.นายพิเชฐ พัฒนโชติ 19.นายศุภผล เอี่ยมเมธาวี 20.นางมาลีรัตน์ แก้วก่า และ 21.น.ส.อัญชลี ไพรีรักษ์ ได้ทยอยเข้ามอบตัวกับพนักงานสอบสวน ที่ห้องประชุมบุณยจินดา 3 สโมสรตำรวจ ถนนวิภาวดีรังสิต โดยมีสมาชิกกลุ่มพันธมิตรประมาณ 3,000 คน มาชุมนุมให้กำลังใจบริเวณทางเข้าสโมสรตำรวจ


พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รอง ผบช.น.) ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวน กล่าวว่า พนักงานสอบสวนได้ตั้งข้อหาสมทบกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปก่อความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงาน และหน่วงเหนี่ยวกักขังเจ้าหน้ารัฐ เบื้องต้นทราบว่าผู้ต้องหาทั้งหมดยังไม่ให้การ แต่จะทำเอกสารชี้แจงภายหลัง โดยขอเวลา 30 วัน ซึ่งทนายความพันธมิตรได้นัดวันที่ 27 เมษายนนี้ เป็นอย่างช้า


"หลังจากแจ้งข้อหา พนักงานสอบสวนจะสอบปากคำผู้ต้องหาทั้งหมด พร้อมพิมพ์ลายนิ้วมือ ลงบันทึกประจำวัน หลังรับทราบข้อหาแล้ว ให้กลับบ้านได้โดยไม่ต้องประกันตัว เพราะไม่ได้จับกุม" พล.ต.ต.อำนวย กล่าว


นายสนธิให้สัมภาษณ์ภายหลังเข้ารับทราบข้อหาว่า ได้ยื่นคำให้การไปแล้ว ขึ้นอยู่กับพนักงานสอบว่าจะสั่งฟ้องหรือไม่ โดยแกนนำทุกคนปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา


เมื่อถามถึงการจัดตั้งพรรคการเมืองของพันธมิตร นายสนธิ กล่าวว่า ยังรอการประชุมใหญ่เดือนพฤษภาคมนี้กับแกนนำพันธมิตรทั่วประเทศที่จะตัดสินใจ ว่าทำยังไง ถ้าเอาเราก็เอา ถ้าเขาไม่เอาก็ไม่เอา


เมื่อถามถึงการทำงานของรัฐบาลในการติดตามตัว พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมาดำเนินคดี นายสนธิ กล่าวว่า ก็มีแค่คนเดียวที่ทำงานอยู่คือ นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นอกนั้นก็หน่อมแน้มกันเหลือเกิน ด่าหน่อมแน้มยังน้อยไป อย่าเอาเสรีภาพสื่อเป็นที่ตั้งว่าประชาธิปไตยคือ การเลือกตั้ง ไม่ได้ปฏิรูปอะไรเลย แม้แต่นิดเดียว ยังถ่มถุยเหมือนเดิม อย่าอคติ ถ้าว่างก็ดูเอเอสทีวีบ้าง เพราะมีแนวทางที่วางไว้ จากนั้นนายสนธิพร้อมแกนนำคนอื่นๆ ได้ทยอยออกมาพบและปราศรัยทักทายกลุ่มพันธมิตรที่มาให้กำลังใจ


ต่อมาเวลา 13.30 น.กลุ่มพันธมิตรกว่า 1,000 คน นำโดยนายสาวิทย์ แก้วหวาน นายอมร อมรรัตนานนท์ เคลื่อนขบวนมาชุมนุมหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ถนนพระราม 1 เขตปทุมวัน ปราศรัยเรียกร้องให้ ตร.ตั้งโต๊ะรับดำเนินคดีกับแนวร่วมพันธมิตรทั้งหมด เช่นเดียวกับแกนนำพันธมิตรทั้ง 21 คน พร้อมโจมตีการทำงานของตำรวจ และ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ที่ไม่ให้ความเป็นธรรมกับกลุ่มพันธมิตร และเรียกร้องให้ พล.ต.อ.พัชรวาท ลาออกจากตำแหน่ง


นายอมร ปราศรัยตอนหนึ่งว่า ให้กลุ่มพันธมิตรร่วมกันดาวน์โหลดแบบฟอร์มการแสดงตัวเป็นผู้ต้องหา และกรอกข้อมูล ส่งให้ทนายความพันธมิตรรวบรวม เพื่อจะยื่นต่อ พล.ต.อ.พัชรวาท ในภายหลัง พร้อมประกาศจะมีผู้ชุมนุมมากกว่า 10 เท่า ก่อนประกาศยุติการชุมนุมเมื่อเวลา 15.45 น.

matichon

"เตช"การันตี"กษิต"ทำงานดี สงสัย"แม้ว"โจมตีรับเงิน

นายเตช บุนนาค อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ  กล่าวเมื่อวันที่ 31 มี.ค. ว่า ที่ผ่านมา ตนไม่ได้ติดตามการโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร  อดีตนายกรัฐมนตรี รวมทั้งประเด็นที่กล่าวหา นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศคนปัจจุบัน ว่าเคยให้เงินใช้ ซึ่งตนไม่รู้ข้อเท็จจริง แต่จากที่รู้จักนิสัยของนายกษิต ขอยืนยันว่า เป็นคนทำงานดี และเป็นคนตรงไปตรงมา  ดังนั้น จึงไม่เชื่อว่า จะมีการกระทำเช่นนั้น  และไม่รู้ถึงจุดประสงค์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ว่า เหตุใดต้องออกมาโจมตี

นอกจากนี้ นายเตช ยังระบุว่า  ตนไม่ทราบว่า ขณะนี้  พ.ต.ท.ทักษิณ พักอยู่ที่ไหน แต่กระทรวงการต่างประเทศ สามารถติดตามตัวได้

[ทักษินอยู่ไหน ให้เงินเค้าใช้ไปทั่ว จนเคยชิน นี่พูดออกมาเอง ทักษินให้เอง กษิตไม่ได้ขอ ค่าขนม 2 ล้าน ก็คงไม่พ้นแบบนี้]

มติชน

Sunday, March 29, 2009

ทักษิน ก็มีความกลัว

26 มี.ค. 2552

ทักษินโฟนอิน

บอกว่ากำลังจะไปพบประธานาธิบดี ประเทศแอฟริกาประเทศหนึ่ง
ไม่ยอมบอกชื่อประเทศ...

วันต่อมา นพดล ออกมาบอกอีกว่า ทักษินได้รับเชิญจากประเทศแอฟริกา ให้ช่วยแก้จน
ไม่บอกอีกว่า ประเทศอะไร...

ทั้งๆที่ถ้าเป็นเรื่องจริง เช็คข่าวได้ ก็น่าจะเป็น credit ให้ทักษิน
ให้คนเสื้อแดงชื่นชม

หรือว่า...

ประเทศนั้น ไม่เป็นประชาธิปไตย

หรือประเทศนั้นมีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับไทย

หรือ..ทั้งหมด เป็นแค่ข่าวกุ เหมือนที่แล้วๆมา

ไม่ว่าจะอย่างไร ทักษินอยู่ภายใต้ความกลัว

กล้วคนจะรู้ความจริง
กลัวจะถูกจับโกหก
กลัวจะโดนจับ

ถามว่า ถ้าเป็นข่าวกุเหมือนที่แล้วมา ทักษินจะรู้สึกอย่างไร

...อาจจะไม่รู้สึกอะไรเลย...ทุกอย่างทำเพื่อเป้าหมายสูงสุด

...อาจจะละอายต่อตนเอง ว่าตนแย่ ขนาดที่ต้องโกหกคนอื่น และตัวเอง ว่ายังมีความสามารถ ยังมีความสำคัญอยู่ คนเก่งระดับทักษิน เคยทำอะไรได้ทุกอย่างที่อยากทำ ยังไงๆก็ต้องรู้สึกบางอย่างถ้าต้องโกหก

วันที่ 26 นั้น ดูเหมือนเขาจะไม่พร้อมที่จะพูด

วันที่ 27 สีหน้าของเขาก็ยังดูไม่ดี ไม่ได้ใส่เสื้อสีแดง อย่างที่ควรจะใส่ การพูดมีตะกุกตะกัก หยุดดูโพยบ้าง แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับวันที่เป็นนายกรัฐมนตรี ที่ทุกอย่างลื่นไหล แคล่วคล่อง ทั้งหมดนี้ ดูเขาไม่มีความสุขเลย ตาไร้แวว ไหล่ห่อ ไม่ผึ่งผายเหมือนเดิม ... บางช่วงดูยังไม่พร้อม... ทักษินพูดภาษาไทยกับคนที่ set up เครื่องเสียง "ได้ยินๆ" หรือจะเป็นคนไทยจาก NBT ตามข่าว จังหวะที่ทักษิน เอ่ยชื่อผู้มีบารมี ก็ไม่อยู่ในช่วงจังหวะที่สอดคล้อง ที่ต่างจากการปราศรัยสด ที่จังหวะจะสอดคล้องกับอารมณ์ของผู้ฟัง หรือว่าชื่อนั้นไม่ได้สร้างความแปลกใจเลย เพราะเป็นเรื่องที่รู้กันอยู่แล้ว โจมตีกันมานาน ท่านที่โดนโจมตี ก็ไม่ได้ใส่ใจจะตอบโต้ แต่ทักษินใช้เป็นประเด็นที่จะปลุกคนเสื้อแดงออกมามากกว่า ถ้าไม่พูด ก็เหมือนกับไม่รู้ชกอยู่กับใคร คนที่เชียร์ ก็เชียร์มันส์ขึ้น ส่วนคนเสื้อเหลืองก็รู้มานานแล้ว

การเปิดเผยของทักษินครั้งนี้ มองในอีกแง่หนึ่งได้ว่า ทักษินเป็นคนขี้ขลาด เพราะเปิดเผยเมื่อมือนั้น เอื้อมไปไม่ถึง และทักษินอยู่ในที่ลับ ส่วนผู้มีบารมีอยู่ในที่แจ้ง...ทำไม ถ้าทักษินรักประชาธิปไตยจริงๆ และเรื่องที่ทักษินพูดเป็นเรื่องจริง ทำไมจึงไม่ "กล้า" ที่จะเปิดเผยตัวตนของผู้มีบารมีออกมาให้ทุกคนรู้ และแก้ไขระบบ (รัฐธรรมนูญ)ให้ถูกต้อง ในเวลาที่ตัวเองมีอำนาจจะทำได้ ตัวตนของทักษินจริงๆ จึงไม่ใช่คนที่จะ "กล้า" แก้ไขสิ่งที่ผิด ให้ถูกต้อง สิ่งที่พิสูจน์เรื่องนี้คือ ทักษินบอกว่า คอรัปชั่นแก้ยาก เพราะหยั่งรากลึกลงไปในสังคม คำพูดนี้ ขัดแย้งเป็นอย่างยิ่งกับบุคลิกของทักษินแบบ "can do" ทักษินทำอะไรได้ทุกอย่าง และต้องทำให้ได้ แม้แต่แก้จราจร กมท. ที่จริงๆแล้วทำไม่ได้ แต่ทักษินก็ยังให้สัญญาให้เวลา 6 เดือน

can do ของทักษิน จึงมีข้อยกเว้น

นั่นคือ ยกเว้นการปราบคอรัปชั่น


เพราะปราบไปๆ
สุดท้ายก็จะเจอหัวหน้าใหญ่ คือ ตัวทักษิน นั่นเอง




Wednesday, February 18, 2009

Matichon today - หรือวันนี้ มติชน เป็น มติชิน


http://img195.imagevenue.com/aAfkjfp01fo1i-13753/loc958/75130_Matishin_1234972830640_122_958lo.jpg

ในฐานะคนเคยอ่านมติชน ขอตั้งข้อสงสัย





เส้นประน้ำเงิน ด้านล่างคือหน้าจอปกติที่จะเห็น



Reblog this post [with Zemanta]

Tuesday, February 17, 2009

Thaiinsider.info comment

ฟัง "บิ๊กแม้ว" โฟนอินเข้ามาที่ "ดีทีวี" คร่ำครวญถึง "ความไม่เป็นธรรม" ที่เจ้าตัวได้รับแล้วรู้สึกสะท้อนใจ อยากชี้แจงให้ "บิ๊กแม้ว"

O ฟัง "บิ๊กแม้ว" โฟนอินเข้ามาที่ "ดีทีวี" คร่ำครวญถึง "ความไม่เป็นธรรม" ที่เจ้าตัวได้รับแล้วรู้สึกสะท้อนใจ อยากชี้แจงให้ "บิ๊กแม้ว" เข้าใจว่า จริงๆ แล้วตัวท่านน่ะได้รับความเป็นธรรมจากกระบวนการยุติธรรมไทย โดยเฉพาะในชั้นอัยการกับตำรวจ มากกว่าทุกๆ คนในประเทศนี้...

O ลองคิดดู...หากกระบวนการยุติธรรมไม่ให้ความเป็นธรรมกับท่าน คดีถุงขนมยัดเงิน "2 ล้าน" ที่ทีมทนายของท่านนำไปมอบให้เจ้าหน้าที่ธุรการถึงบนอาคารศาลฎีกา คงถูกอัยการสั่งฟ้องและสาวถึงที่มาของเงินสดๆ 2 ล้านบาทแล้วว่าเป็นของผู้ใดกันแน่ เพราะมันแน่ยิ่งกว่าแช่แป้งว่าไม่มีทนายคนไหน "บ้า" เอาเงินตัวเองไปจ่ายให้เจ้าหน้าที่ศาล แต่คดีนี้อัยการก็ "สั่งไม่ฟ้อง"

O หากกระบวนการยุติธรรมไม่ให้ความเป็นธรรมกับท่าน ไฉนเลยคดีเสนอสินบน "30 ล้าน" ให้กับตุลาการรัฐธรรมนูญในคดียุบพรรคไทยรักไทยซึ่งท่านเคยเป็นหัวหน้าพรรค อัยการจึงสั่งไม่ฟ้องอีกเช่นกัน เพราะหาไม่แล้วก็จะต้องมีการสอบสวนทวนความว่า พ.ต.อ.ชาญชัย เนติรัฐการ อดีตผู้กำกับการ สภ.โพธิ์แก้ว จ.นครปฐม เพื่อนร่วมรุ่น "นิติ มธ.09" ของอดีตนายกฯ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ น้องเขยของท่าน ร่ำรวยมาจากที่ไหนถึงได้เสนอเงินหลายสิบล้านให้กับตุลาการในคดี ทั้งที่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับตัวเองเลย

O ถ้ากระบวนการยุติธรรมไม่ให้ความเป็นธรรมกับอดีตนายกฯ ทักษิณ ไหนเลยจะตัดสินใจถอนฟ้องคดียักยอกทรัพย์ของเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายและพวก หลังจากท่านไปขอใช้พื้นที่ปราศรัยกับมวลชนของท่านก่อนสิ้นอำนาจไม่นาน ทั้งๆ ที่คดีทำกันมาจนใกล้จะตัดสินอยู่รอมร่อแล้ว หมดเปลืองงบประมาณแผ่นดินไปไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่

O แค่คดีตัวอย่างเพียงเท่านี้ก็สรุปได้แล้วว่า "บิ๊กแม้ว" ได้รับความเป็นธรรมจากกระบวนการยุติธรรมมากจนเกินปกติเสียด้วยซ้ำ!

บนความเคลื่อนไหว
สิงห์ม่วง kobkab034@hotmail.com

http://thaiinsider.info/2009news/gossip/384-2009-01-31-03-32-42

Label Cloud