Find Other Sides of Thai Politic. Update you on the political turmoil in Thailand.

อ่าน ทวิตเตอร์

Upcoming

Showing posts with label PD. Show all posts
Showing posts with label PD. Show all posts

Monday, March 8, 2010

กองปราบคุมแก็งเสธแดงฝากขังศาลอาญา

กองปราบคุมแก็งเสธแดงฝากขังศาลอาญา
กองปราบคุมเข้มเสธแดง เคทอง กับพวกไปศาลอาญาขอฝากขังครั้งแรกพร้อมคัดค้านการประกันตัว

เจ้าหน้าที่ตำรวจหน่วยคอมมานโด กองปราบปราม กว่า 100นาย ได้ควบคุมตัวพล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธแดง ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก นายพรวัฒน์ ทองธนบูรณ์ หรือ เคทอง และลูกน้องคนสนิทของพล.ต.ขัตติยะ รวม 8คน เดินทางไปที่ศาลอาญาเพื่อยื่นคำร้องขอฝากขังเป็นครั้งแรกแล้ว โดยพนักงานสอบสวนจะยื่นคัดค้านการประกันตัว ขณะที่ทางทนายความของพล.ต.ขัตติยะ ได้เตรียมหลักทรัพย์เพื่อยื่นคำร้องขอให้ปล่อยตัวชั่วคราว

สำหรับผู้ต้องหาประกอบด้วย 1.พล.ต.ขัตติยะ 2.ว่าที่ ร.ต.สุรภัศ จันทิมา อายุ 27 ปี บ้านเลขที่ 358 ต.หย่วน อ.เชียงคำ จ.พะเยา 3.นายมงคล สารพัน อายุ 42 ปี 4.นายจักรชลัส คงสุวรรณ อายุ 37 ปี 5.นายเริงฤทธิ์ ตุ้มทองคำ 6.นายจรัญ ลอยพูล และ7.นายสุวิทย์ คีรีรักษ์ ถูกแจ้งข้อหาในความผิดฐานร่วมกันช่วยผู้อื่นซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดหรือเป็นผู้ต้องหาว่ากระทำความผิดอันมิใช่ความผิดลหุโทษ เพื่อไม่ให้ต้องโทษโดยให้พำนักแก่ผู้นั้นโดยซ่อนเร้นหรือโดยช่วยผู้นั้นด้วยประการใดเพื่อไม่ให้ถูกจับกุม และมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาติ พกพาอาวุธปืนเข้าไปในเมือง หมู่บ้านทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร

ส่วนนายพรวัฒน์ ถูกแจ้งข้อหา มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต พกพาอาวุธปืนเข้าไปในเมือง หมู่บ้านทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร และข้อหาทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวิธีอื่นใดเพื่อให้เกิดความปั่นป่วนถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร และขู่เข็ญให้ผู้อื่นเกิดความกลัวหรือความตกใจ จากนั้นกองปราบปราม จะให้ทางกองบังคับการตำรวจปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.)นำตัวไปดำเนินคดีในข้อนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ต่อไป



ในเสียงชื่นชม"มิเสียแรงที่ชื่อกองปราบ" [เปลว สีเงิน]

ในเสียงชื่นชม"มิเสียแรงที่ชื่อกองปราบ" | ไทยโพสต์
ก็ต้องชื่นชมการทำหน้าที่ผู้รักษากฎหมายของ "ตำรวจกองปราบ" เขานะครับ พล.ต.ท.ไถง ปราศจากศัตรู ผู้บัญชาการสอบสวนกลาง ซึ่งควบคุมกลไกกองปราบโดยตรง อย่าลืมยกย่องผู้ใต้บังคับบัญชาที่ปฏิบัติหน้าที่ เคร่งครัด-จริงจัง ไม่เอียงข้าง ไม่เกรงกลัว ไม่ยอมให้อิทธิพลหรือผู้ทำผิดกฎหมายอยู่เหนือศักดิ์ศรีตำรวจ เพื่อให้ประชาชนและตำรวจด้วยกันได้รับรู้ และยึดถือเป็นแบบอย่าง

ก็กรณีตำรวจกองปราบจับนายเคทอง หรือนายพรวัฒน์ ทองธนบูรณ์ พร้อมพวก ได้เมื่อวันเสาร์ (๖ มี.ค.๕๓) และขังไว้ที่กองปราบ ในข้อหาร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต พร้อมกักตัว เสธ.แดง หรือพลตรีขัตติยะ สวัสดิผล ไว้ด้วยนั่นแหละ

เป็นเพราะตำรวจกองปราบเอาใจใส่ต่อหน้าที่ และทำงานจริงจังชนิดที่เรียกกันว่า "ไม่เกรงหน้าอินทร์-หน้าพรหม" กฎหมายและความถูกต้อง "ต้องมาก่อน" เช่นนี้ จึงเป็นสิ่งเรียกศักดิ์ศรีและความรักในตำรวจกลับมาสู่ใจประชาชนอีกครั้ง ผมไม่ทราบหรอกว่า เป็นผลงานของนายตำรวจท่านใด

แต่เอาที่อ่านจากข่าวพบว่า พ.ต.อ.สานิตย์ มหถาวร รองผู้บังคับการกองปราบ เป็นผู้นำ โดยตอนบ่ายวาน เสธ.แดง ซึ่งอยู่ระหว่างถูกพักราชการ ใช้รถทางราชการทหาร ทะเบียนตรากงจักร ๒๔๘๑ มีป้ายติดผ่านเข้าออก ม.พัน ๔ รอ. พ.ศ.๒๕๔๑-๒๕๔๒ ติดอยู่ วิ่งเข้าไปที่กองปราบ
อ่านต่อ...



Tuesday, March 2, 2010

รองผบช.น.เผยเหตุบึ้ม 4 จุดเป็น "เอ็ม67" เชื่อผู้ก่อเหตุเป็นทีมเดียวกัน ยังไม่โยงยึดทรัพย์

Matichon Online: หนังสือพิมพ์มติชนออนไลน์ : หนังสือพิมพ์คุณภาพ เพื่อคุณภาพของประเทศ
รองผบช.น.เผยเหตุบึ้ม 4 จุดเป็น "เอ็ม67" เชื่อผู้ก่อเหตุเป็นทีมเดียวกัน ยังไม่โยงยึดทรัพย์ สเก็ตช์ภาพคนร้ายแล้ว

ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 28 ก.พ. พล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์ ผบช.น.กล่าวก่อนประชุม ว่า ตนได้เรียกประชุมนายตำรวจตั้งแต่ รอง ผบช.น.ถึง ผกก.และรองผกก.ป.ในสังกัดเพื่อกำชับให้การปฏิบัติหน้าที่ให้มีความเข้มงวดมากยิ่งขี้นตั้งแต่เกิดเหตุคนร้ายปาระเบิดใส่ธนาคารกรุงเทพที่ถนนสีลม และที่สาขาพระราม 2 เนื่องจากคนร้ายลงมือก่อเหตุเพื่อสร้างความวุ่นวาย และมีการก่อเหตุในเชิงสัญลักษณ์ โดยจะจัดกำลังตำรวจเฝ้าดูแลสถานที่สำคัญต่างๆ เพิ่มมากขึ้น

พล.ต.ท.สัณฐาน กล่าวต่อว่า ในส่วนของการติดตามคนร้ายที่ก่อเหตุทั้ง 2 จุดนั้น ขณะนี้ได้มีการเร่งรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ มีการประชุมผู้ที่เกี่ยวข้องและประสานเร่งตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดในบริเวณโดยรอบแต่เนื่องจากเป็นวันหยุดก็ตรวจสอบได้เพียงบางจุด และได้เร่งสอบปากคำพยานแวดล้อมที่อยู่ใกล้กับที่เกิดเหตุ อย่างไรก็ดี ขณะนี้ได้เร่งให้ฝ่ายสืบสวนสอบสวนนำพยานไปออกภาพสเก็ตช์คนร้ายแล้วแต่ยังไม่ได้พิจารณาขออนุมัติศาลออกหมายจับ

ผบช.น.กล่าวถึงตัวคนร้ายที่ก่อเหตุหน้าธนาคารกรุงเทพ ถนนสีลม ว่า จากการตรวจสอบพบในเบื้องต้นพบว่าเป็นชายซึ่งพอทราบแล้วว่าเป็นกลุ่มใดแต่ยังไม่สามารถระบุได้ว่าเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุในจุดอื่นด้วยหรือไม่...


รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับภาพสเก็ตช์คนร้ายที่ก่อเหตุบนนถนนสีลม นั้น เนื่องจากชุดสืบสวนได้นำกล้องวงจรปิดมาตรวจสอบและประชุมร่วมกันก่อนการ ประชุมใหญ่ โดยคนร้ายเป็นคนที่ซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์คันที่มีพยานยืนยันว่าเป็นผู้ก่อ เหตุซึ่งใส่เสื้อวอล์มสีดำ มีความชัดเจนประมาณ 70%

“วัตถุระเบิดทั้ง 4 แห่ง เป็นระเบิดชนิด M 67 เหมือนกัน น่าเชื่อว่าคนร้ายที่มาก่อเหตุนั้นมาเป็นทีมก่อเหตุเหมือนกัน แต่ต้องดูหลักฐานเพื่อประกอบการยืนยัน พล.ต.ต.อนันต์ กล่าว”

ข่าวแจ้งว่าสำหรับวัตถุระเบิดที่คนร้ายนำมาก่อ เหตุทั้งสองแห่งในพื้นที่กรุงเทพมหานคร นั้นพบว่าเป็นระเบิดเก่าที่มีเก็บไว้นานอยู่แล้ว ใช้แบบขว้าง เพื่อต้องการป่วนเมือง

อ่านเต็ม

Friday, September 11, 2009

เมินโดนพธม.ไล่แขวะ 'สมยศ'รับ'ตร.สีน้ำเงิน'

Thai Insider - เมินโดนพธม.ไล่แขวะ 'สมยศ'รับ'ตร.สีน้ำเงิน' 'รัก-ชอบพอ'กับ'เนวิน' แจงชัดไม่กลัว-ไม่อาย
“สมยศ” เมินพธม.วิจารณ์ “ตร.สีน้ำเงิน” แอ่นอกรับ “รักชอบพอ” กับ “เนวิน” เป็นคนประเภทเดียวกัน-นิสัยเหมือนกัน-เป็นไงเป็นกัน ลั่น “ไม่กลัว-ไม่อาย” เพราะถ้าปฏิเสธก็หมายถึงโกหก พร้อมยอมรับซี้ปึ้กกับ “วิชัย-กนกศักดิ์” แถมชอบเล่นหุ้น

วันที่ 11 ก.ย. 2552 พล.ต.ท.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้ช่วยผบ.ตร. ซึ่งเพิ่งได้รับคำสั่งจากพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. เมื่อวันที่ 9 ก.ย.ที่ผ่านมา ให้เป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวนในคดีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ปิดล้อมสนามบินดอนเมืองและสนามบินสุวรรณภูมิ แทนพล.ต.ท.วุฒิ พัวเวส ผู้ช่วยผบ.ตร. ที่ขอลาออกจากคดีนี้ กล่าวผ่านรายการ “เจาะลึกทั่วไทยอินไซด์ไทยแลนด์” ถึงกรณีดังกล่าวว่า “ถามว่าเห็นคำสั่งหรือยัง ณ บัดนี้ยังไม่เห็นคำสั่ง ยิ่งผบ.ตร.ตั้งผม ก็ไม่ได้ศึกษาหรือถามผมก่อน แต่ทราบมาหลายวันแล้วว่า พล.ต.ท.วุฒิ พัวเวส ได้มาขอลาออกกับพล.ต.อ.พัชรวาท การที่ผบ.ตร.สั่งผม ไม่ทราบเรื่องมาก่อน ซึ่งก็ตกใจ ว่าทำไมมาตั้งผม เพราะหน้าที่ความรับผิดชอบ เป็นผู้ช่วยผบ.ตร. ที่รับผิดชอบกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) ซึ่งงานเรื่องของพันธมิตรฯปิดสนามบินสุวรรณภูมิกับดอนเมือง เป็นเรื่องของผู้ช่วยผบ.ตร. ที่ดูแลกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) กับกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 (บช.ภ.1) มันผิดฝั่งผิดฝาไปหน่อย”

พล.ต.ท.สมยศ กล่าวว่า เป็นดุลยพินิจของผู้บังคับบัญชา ที่มอบหมายให้ตนทำ ก็น้อมรับ แต่ถามความรู้สึกส่วนตัว มันผิดฝาผิดฝั่ง เพราะวันหนึ่งหากงานเดินไป แล้วมีปัญหา ก็อาจจะลาออกก็ได้ เพราะไม่ใช่ความรับผิดชอบของตน แต่ทั้งนี้ก็ต้องอยู่ในดุลยพินิจของรักษาการผบ.ตร. (พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์) ในเวลานี้

เมื่อถามว่า นายสั่งก็ต้องทำ อะไรที่ว่าถ้ามีปัญหาจะลาออก พล.ต.ท.สมยศ กล่าวว่า “การทำงานของผมยึด 3 ประการคือ 1.ยึดหลักความยุติธรรม ทำตรงไป-ตรงมา 2.ถูกต้องตามกฎหมาย 3.จะไม่กลั่นแกล้งหรือรังแกผู้อื่น ไม่ทำแล้วดูเป็นการกลั่นแกล้งหรือช่วยเหลือใคร”

ถามต่อว่า รู้สึกอย่างไร ในทันทีที่มีข่าวเซ็นตั้ง ทางพันธมิตรฯก็เริ่มยิงปืนใหญ่ถล่ม เป็นหมู่บ้านกระสุนตก กล่าวหาเป็นตำรวจสีน้ำเงิน ทำไมจึงเกิดเช่นนี้ และสีน้ำเงินแปลว่าอะไร พล.ต.ท.สมยศ กล่าวว่า “ถ้าถามว่า อะไรเป็นความรับผิดชอบหรือคำสั่งของผู้บังคับบัญชา สั่งอะไรมาก็ทำ แต่ผมยึดหลัก 3 ประการ ผมทำเรื่องใหญ่คือ รีสอร์ตทองผาภูมิ ก็เป็นเป้ากระสุนตกมาแล้ว นสพ.ผู้จัดการก็เขียนถึงผมเยอะ ก็ไม่ว่ากัน เค้าบอกเป็นตำรวจติดตามนายมนตรี พงษ์พานิช จากนั้นก็บอกมาติดตามนายเนวิน ชิดชอบ ก็ขอแก้ข่าวว่า ผมไม่ได้เดินตามนายเนวิน ไม่ได้เป็นตำรวจติดตาม แต่รักนายเนวิน เพราะนิสัยเหมือนกัน เป็นไงเป็นกัน ผมเป็นตำรวจติดตามก่อนคุณเนวินเป็นส.ส.ด้วยซ้ำ เมื่อเจอกัน เป็นคนประเภทเดียวกัน ก็คบกันได้ เค้าเคารพผมเหมือนพี่ เราก็เคารพกัน เป็นเพื่อน นี่คือความผูกพัน”

เมื่อถามว่า พูดเต็มปาก ว่ารักชอบพอกับนายเนวิน ไม่กลัวหรือ ผู้ช่วยผบ.ตร.ผู้นี้ ตอบว่า “ไม่กลัวครับ นสพ.เขียน ถ้าไม่จริง ผมจะตอบโต้ แต่เค้าเขียนเรื่องจริง ผมไม่อายหรอก ถ้าผมปฏิเสธว่าไม่เคย ก็โกหก เค้าบอกว่า ผมเป็นเพื่อนคุณวิชัย (รักศรีอักษร ประธานกรรมการบริหาร บริษัท คิง เพาเวอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป จำกัด) เป็นเพื่อนคุณกนกศักดิ์ (ปิ่นแสง) บอกผมชอบเล่นหุ้น เขียนไปแล้ว ผมไม่ว่า ผมเล่นหุ้นก็ใช้เงินผม ไม่ได้สนใจเงินสีดำ สีเทา หรือเงินเน่าๆ ในวงการตำรวจ ผมอยู่ได้อย่างสง่าผ่าเผย ถามเลย ใครเคยเอาเงินมาให้ผม ผมชอบเล่นหุ้นมันผิดกฎหมายหรือครับ เงินที่เข้า-ออก บัญชีผม มาจากตลาดหลักทรัพย์ฯ เจ๊งบ้าง-รวยบ้าง ถือเป็นการประชาสัมพันธ์ให้ผมได้ดัง”

เมื่อถามว่า พูดเต็มปาก เดินตามนายมนตรี แต่ไม่ได้เดินตามนายเนวิน แค่รักชอบพอกัน แถมรู้จักนายวิชัย-นายกนกศักดิ์ ปิ่นแสง และเล่นหุ้นจริง พล.ต.ท.สมยศตอบว่า “ใช่...ไม่ว่ากัน”

ถามอีกว่า ถ้าลงไปเคลื่อนสำนวนในคดีพันธมิตรฯ ไม่ยิ่งโดนหนักกว่านี้หรือ พล.ต.ท.สมยศ กล่าวว่า “ไม่เป็นไร ถ้าเป็นหน้าที่ก็ต้องทำ ถ้าไม่อยากทำ ก็ลาออก ต้องดูกันต่อไป เพราะขีดความอดทนไม่เหมือนกัน บางคนอาจโดนปั๊ง-สองปั๊งก็อถอดใจ ผมอาจโดนสักร้อยปั๊ง ถึงถอดใจ”

พล.ต.ท.สมยศ กล่าวต่อว่า การหยุดปฏิบัติหน้าที่ของพัชรวาท มันมีสองแง่สองง่าม บางท่านก็บอกว่า ต้องหยุดทันที บางท่านก็บอกว่า ไม่ต้องหยุด เพราะพล.ต.อ.พัชรวาทไม่ใช่ข้าราชการเมือง ตนก็เคารพภูมิปัญญาทุกท่าน คนหนึ่งเห็นอย่าง อีกคนเห็นอย่าง ก็ต้องถกเถียงกัน

เมื่อถามว่า หากทางกฎหมาย บอกว่า พล.ต.อ.พัชรวาทต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ คำสั่งตั้งพล.ต.ท.สมยศ ก็หมดสภาพ พล.ต.ท.สมยศ กล่าวว่า “ไม่ขอวิจารณ์ ผมแค่พอรู้กฎหมาย แต่ไม่แตกฉานในเรื่องกฎหมายสำคัญ ให้ผู้รู้ว่ากันไปดีกว่า”

“ถ้ารักษาการผบ.ตร. (พล.ต.อ.ธานี) เรียกไป ก็ต้องหารือถึงแนวทางและวิธีการ แต่เท่าที่ทราบ สำนวนการสอบสวนมันจบไปแล้ว ผมมาทำอะไรไม่ได้ มันสรุปแล้วว่า ข้อหาเป็นอย่างนั้นจริง ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ระบบยุติธรรมของไทย เป็นระบบกล่าวหา ให้ไปต่อสู้กันในศาล” ผู้ช่วยผบ.ตร.ผู้นี้ระบุ

เมื่อถามว่า สำนวนคดีปิดสนามบิน ถือว่าจบแล้ว ทำอะไรไม่ได้แล้ว ไปถึงขั้นตั้งข้อกล่าวหา และมารับทราบข้อกล่าวหาแล้ว เปลี่ยนแปลงไม่ได้ พล.ต.ท.สมยศ กล่าวว่า ถ้าผู้ถูกกล่าวหาไม่มารับทราบข้อกล่าวหา จากพนักงานสอบสวน ตามหมายเรียก ก็เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวน จะออกหมายเรียก หรือทำเรื่องไปถึงศาล เพื่อขออออกหมายจับ แต่ตามป.วิอาญา ไม่ได้บอกว่า จะต้องออกหมายเรียกกี่ครั้ง อยู่ที่ดุลยพินิจของพนักงานสอบสวน

ถามอีกว่า แต่เค้า (แกนนำพันธมิตรฯ) ไปปรากฏตัวต่อหน้าพนักงานสอบสวน แต่ไม่รับทราบข้อกล่าวหา ตำรวจก็ทำอะไรไม่ได้ พล.ต.ท.สมยศ กล่าวว่า “ถ้าผมมารับงานในหน้าที่นี้แล้ว ก็ต้องหารือกับคณะกรรมการ ที่สอบสวนเรื่องนี้ ไม่อยากตัดสินโดยลำพัง ขอถามก่อนว่า เค้าคิดอย่างไร แต่ขั้นตอนการดำเนินการตามป.วิอาญา มันมีอยู่”

เมื่อถามต่อถึงคดีรีสอร์ตของพล.ต.อ.เสรีพิศุทธิ์ เตมียาเวส อดีตผบ.ตร. ออกหมายเรียกไปกี่ครั้ง พล.ต.ท.สมยศ กล่าวว่า “3-4 ครั้งแล้ว”

ถามต่อว่า แต่ไม่มีสัญญาณตอบรับ พล.ต.ท.สมยศ กล่าวว่า “ท่านไม่ได้มาพบพนักงานสอบสวน แต่ทราบว่าล่าสุดไปขึ้นศาล จึงไม่ได้มา เราก็เข้าใจ ก็ต้องออกหมายเรียกซ้ำอีกที โดยกำหนดให้มาวันที่ 14 ก.ย.นี้ เวลาบ่ายโมง ให้มาที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เลย”

"ธานี" ฟิตจัดเรียกประชุมคลี่คลายคดีลอบยิงสนธิ

พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รองผบ.ตร. ในฐานะ รรท.ผบ.ตร. ได้เรียกรองผบ.ตร. ,จเรตำรวจแห่งชาติ (จตช.) และตำแหน่งเทียบเท่า ประชุมภายหลังเข้ารับตำแหน่ง รรท.ผบ.ตร. โดยใช้เวลาการประชุมประมาณ 30 นาที พล.ต.อ.ธานี กล่าวภายหลังการประชุมว่า ได้เชิญรองผบ.ตร. จตช. และตำแหน่งเทียบเท่า เข้าประชุม ตนไม่ได้กำชับอะไรเป็นพิเศษ ได้แจ้งว่าให้ทุกท่านทำงานไปตามปกติ ส่วนกรณีที่พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. มีคำสั่งเปลี่ยนตัวหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีปิดล้อมสนามบิน จากพล.ต.ท.วุฒิ พัวเวส ผช.ผบ.ตร. เป็นพล.ต.ท.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผช.ผบ.ตร. ก็ให้เป็นไปตามนั้น คำสั่งที่ผบ.ตร.ลงนามไว้ ก็จะถูกแจกจ่ายไปยังผู้ปฎิบัติ ในการทำคดีก็ให้อำนาจหัวหน้าพนักงานสอบสวนไปดำเนินการได้เต็มที่

พล.ต.อ.ธานี กล่าวถึงคดีลอบยิงนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพธม. ก็คืบหน้าไปทุกๆด้าน และเวลา 14.00 น.วันนี้ก็จะเรียกประชุมติดตามความคืบหน้าจากคณะทำงาน ซึ่งก็จะมารายงานในสิ่งที่ตนได้สั่งการไป

เมื่อถามว่ากดดันหรือไม่ เพราะเหลือเวลาเพียง 19 วันก็จะเกษียณอายุราชการ พล.ต.อ.ธานี กล่าวว่า ไม่ได้กดดันอะไร มีหน้าที่ก็ทำไป เมื่อวานที่ไปพบนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯก็ไม่ได้กำชับอะไรเป็นพิเศษ เพียงแต่บอกว่า ให้ปฎิบัติหน้าที่ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย สิ่งที่ท่านเป็นห่วงคือความมั่นคง การชุมนุมต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น


Thursday, September 10, 2009

"ธานี"เริ่มงานแรก เรียกประชุมตามคืบหน้าคดีคนเสื้อแดง

Matichon Online
"ธานี"เริ่มงานแรก เรียกประชุมตามคืบหน้าคดีคนเสื้อแดง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รักษาราชการแทน ผบ.ตร. เรียกประชุมเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบเร่งรัดสำนวนสอบสวนคดีกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่ชุมนุมประท้วงตั้งแต่ช่วงเดือน เม.ย. ซึ่งได้แจ้งความดำเนินคดี โดยมีคำสั่งให้ชุดพนักงานสืบสวนสอบสวนเร่งรัดสรุปสำนวนคดี นปช. และจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับ

ส่วนกรณี พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. มีคำสั่งให้ พล.ต.ท.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้ช่วย ผบ.ตร. มารับผิดชอบในการสอบสวนคดีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ปิดสนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมือง แทน พล.ต.ท.วุฒิ พัวเวส ผู้ช่วย ผบ.ตร. ซึ่งได้ขอ พล.ต.อ.พัชรวาท ให้เปลี่ยนตัวจากประธานคณะกรรมการสอบสวนคดีพันธมิตรฯ มา 2 ครั้ง โดยอ้างว่าได้รับการกดดันจากหลายฝ่าย ทั้งฝ่ายการเมือง และ กลุ่มพันธมิตรฯ จึงได้ติดต่อให้ พล.ต.ท.สมยศ เข้ามารับผิดชอบคดีนี้แทน พล.ต.ท.วุฒิ โดยมีการลงนามคำสั่งตั้งแต่วันที่ 8 กันยายน


Tuesday, September 8, 2009

ป.ป.ช. ฟันคดี7ตุลา

โพสต์ ทูเดย์ - Breaking News - ป.ป.ช.ฟันคดี7ตุลา
ป.ป.ช.ลงดาบสมชาย-จิ๋ว-พัชรวาท-สุชาติบิ๊กตร.เจอ2เด้งผิดวินัย

วันนี้(7กันยายน) นายวิชา มหาคุณ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยหลังการประชุม ป.ป.ช.พิจารณาสำนวนการไต่สวนคดีการสลายผู้ชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อ ประชาธิปไตย (พธม.) เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 จนมีผู้เสียชีวิต และบาดเจ็บจำนวนมากว่า ที่ประชุมมีมติให้ชี้มูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบกับนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ในฐานะนายกรัฐมนตรี และพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ในฐานะรองนายกรัฐมนตรี ขณะนั้นฐานเป็นผู้สั่งการให้สลายการชุมนุม

นอกจากนั้น ยังมีมติให้ชี้มูลความผิดทางอาญา และวินัยร้ายแรงในฐานความผิดเดียวกับพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.)และพล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ในฐานะผู้บัญชาตำรวจนครบาล (ผบช.น.) ซึ่งเป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ แต่กลับไม่มีการสั่งให้หยุดการสลายการชุมนุม ทั้งที่มีผู้บาดเจ็บและชีวิตในช่วงเช้า

สำหรับผู้ถูกกล่าวหาอีก 5 คน ระดับรองผบ.ตร. และรองผบช.น. คณะกรรมการฯ เห็นว่าไม่มีความผิด เนื่องจากเป็นผู้ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ซึ่งรายละเอียดทั้งหมดจะแถลงในเวลา 15.00 น. วันนี้โดยนายกล้านรงค์ จันทิก กรรมการ และโฆษก ป.ป.ช.

ด้านนายกล้านรงค์ จันทิก โฆษกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. เปิดเผยว่า ที่ประชุม ป.ป.ช.ได้มีการพิจารณาข้อเสนอของคณะอนุกรรมการไต่สวนเหตุสลายการชุมนุม และเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้อง ในวันที่ 7 ตุลาคม 2551 โดยที่ประชุมมีมติ 8 ต่อ 1 ชี้มูลความผิดคดีอาญา มาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ กับนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ฐานสั่งการให้ตำรวจสลายการชุมนุม

ส่วนพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจนครบาลในขณะนั้น ถือว่ามีความผิดทางอาญาและวินัยร้ายแรง

ขณะที่ผู้ถูกกล่าวหาอีก 5 คน ประกอบด้วย พล.ต.อ.วิโรจน์ พหลเวชช์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ต.ลิขิต กลิ่นอวล พล.ต.ต.เอกรัตน์ มีปรีชา พล.ต.ต.วิบูลย์ บางท่าไม้ และ พล.ต.ต.จักรทิพย์ ชัยจินดา รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ไม่ถูกชี้มูลความผิด เนื่องจากทำตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา

อย่างไรก็ตาม ผู้ถูกชี้มูลความผิดทางคดีอาญา ป.ป.ช.จะส่งเรื่องให้อัยการส่งฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จะอยู่ในเวลาดำเนินการ 7-15 วัน ส่วนความผิดทางวินัยร้ายแรง จะส่งเรื่องถึงผู้บังคับบัญชาให้พิจารณาภายใน 3 วัน


ฟัน 4บิ๊ก ฆ่า7ตุลา อัปยศ!'ชาย-จิ๋ว-ป๊อด'โทษลูกน้อง

ฟัน 4บิ๊ก ฆ่า7ตุลา อัปยศ!'ชาย-จิ๋ว-ป๊อด'โทษลูกน้อง | ไทยโพสต์
ป.ป.ช.เชือดคนสั่งฆ่าประชาชนในเหตุการณ์ 7 ตุลาแล้ว "สมชาย-บิ๊กจิ๋ว" ผิดอาญา ส่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมืองลงทัณฑ์ ส่วน "พัชรวาท-สุชาติ" ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง อ่วมทั้งอาญาและวินัยร้ายแรง โทษต้องออกสถานเดียว ประเทศไทยสุดชีช้ำ โคตรอัปยศ! หาชายชาตรีไม่ได้ พบคำให้การโยนเป็นทอดๆ "ชายกระโปรง" ป้ายขี้ให้ตำรวจ อ้างยังไม่แถลงนโยบายสั่งตำรวจไม่ได้ "ป๊อด" เหลวไหลโทษลูกน้อง "สุชาติ" รับสภาพ "ดีแล้วที่ความผิดสุดท้ายจบลงที่ผม ไม่มีความผิดไปถึงน้องๆ" ฝ่ายค้านจุดไฟต่อ ปูดเป็นแผนตั้ง ผบ.ตร.คนใหม่

เมื่อวันจันทร์ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ประชุมนัดพิเศษ พิจารณาข้อกล่าวหานายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และพวก รวม 9 คน กระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่กรณีสั่งให้มีการสลายการชุมนุมผู้ชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย บริเวณหน้ารัฐสภา เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 จนทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตหลายราย โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างเคร่งเครียด ใช้เวลานานถึง 6.30 ชั่งโมง

จากนั้น นายกล้านรงค์ จันทิก โฆษก ป.ป.ช. แถลงผลการประชุมว่า ป.ป.ช.ได้พิจารณาข้อเท็จจริง ตลอดจนได้แจ้งข้อกล่าวหาให้ผู้ถูกกล่าวหารับทราบและเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงข้อกล่าวหาแล้วเห็นว่า

1.นายสมชาย ได้เรียกประชุม ครม.เป็นนัดพิเศษเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2551 เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ของผู้ชุมนุม โดยเรียก พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. เข้าประชุม และสั่งการให้ไปดำเนินการให้สมาชิกรัฐสภาเข้าประชุมเพื่อรับฟังการแถลงนโยบายต่อรัฐบาลให้ได้ นอกจากนี้ ครม.ได้มีมติมอบหมายให้ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รองนายกฯ ติดตามตรวจสอบสถานการณ์และกำกับดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยในวันประชุมร่วมรัฐสภา โดยให้ประสานสั่งการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หน่วยงาน และบุคคลที่เกี่ยวข้อง

ซึ่งหลังการประชุม พล.อ.ชวลิตได้เดินทางไปมอบนโยบายให้ สตช.ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล โดยให้นโยบายสรุปว่า "พรุ่งนี้ต้องใช้รัฐสภาเป็นที่ประชุม โดยพยายามเอาตำรวจเข้าไปเพื่อรักษาสถานที่ก่อน จะทำอย่างไร จะเอากำลังเข้าไปเท่าไรก็ได้ สิ่งที่สำคัญจะต้องเปิดเส้นทางให้ ส.ส.และ ส.ว.เข้าไปให้ได้ในเวลา 09.30 น." เมื่อ พล.อ.ชวลิตเดินทางกลับ สตช.จึงต้องปฏิบัติตามคำสั่งของนายกฯ และรองนายกฯ

นายกล้านรงค์แถลงว่า นายสมชายได้ชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาว่า 1.มิได้เรียก พล.ต.อ.พัชรวาทมาพบ 2.ไม่มีคำสั่งให้เปิดทางให้สมาชิกรัฐสภาเข้าประชุม 3.การดำเนินคดีกับผู้ชุมนุมที่กระทำผิดกฎหมาย และหน้าที่และดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ตำรวจ 4.แม้ ครม.จะมอบหมายให้ พล.อ.ชวลิตเป็นผู้ควบคุมการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ แต่อยู่ในฐานะกำกับนโยบาย อำนาจยังเป็นของเจ้าหน้าที่ตามแผนกรกฎ 48 5.ครม.ยังมิได้แถลงนโยบายต่อสภา จึงไม่มีอำนาจในการบริหารและสั่งการตำรวจ

โฆษก ป.ป.ช.กล่าวว่า ป.ป.ช.ได้พิจารณาการแก้ข้อกล่าวหาของนายสมชายแล้ว มิอาจหักล้างข้อเท็จจริงที่ได้จากการไต่สวนได้ เนื่องจากพบว่ามีคำให้การของพยานบุคคลที่เป็น ส.ส.คนหนึ่งยืนยันว่า นายสมชายเป็นคนสั่งให้โทรศัพท์ไปเรียก พล.ต.อ.พัชรวาทไปพบที่ทำเนียบรัฐบาลชั่วคราว นอกจากนี้ พล.ต.อ.พัชรวาทยังยืนยันว่า ได้รับคำสั่งจาก พล.อ.ชวลิตให้เปิดทางให้สมาชิกรัฐสภาเข้าประชุม และเข้าพบนายสมชายเพื่อขอคำยืนยัน

"ปรากฏจากรายงานการประชุม ครม. ระบุว่ามีมติมอบหมายให้ พล.อ.ชวลิตประสานกับ สตช.เพื่อสั่งการให้ตำรวจเปิดเส้นทางให้สมาชิกรัฐสภาเข้าประชุมให้ได้ จึงต้องถือว่าเป็นมติของ ครม.ภายใต้การกำกับดูแลของนายสมชายนายกฯ ขณะนั้น"

มติ 8 ต่อ 1 ฟัน "สมชาย"

นายกล้านรงค์กล่าวว่า การที่นายสมชายอ้างว่ายังไม่มีอำนาจนายกฯ เนื่องจากยังไม่ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา เห็นว่าอำนาจนายกฯ ได้นับแต่วันที่โปรดเกล้าฯ พร้อมถวายสัตย์ฯ แล้ว จึงถือว่านายกฯ มีอำนาจของนายกฯ สมบูรณ์ มีอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดิน เหนือข้าราชการทุกกระทรวง ทบวงและกรม และมีอำนาจยับยั้งการปฏิบัติการใดๆ ได้

"ข้อเท็จจริงปรากฏว่า เหตุการณ์ในตอนเช้าวันที่ 7 ตุลาคม 2551 มีประชาชนได้รับบาดเจ็บจากการสลายการชุมนุมจนขาขาด ดังนั้นนายกฯ จึงควรยับยั้งไม่ให้ตำรวจปฏิบัติหน้าที่เช่นนั้นอีก แต่นายสมชายก็หาได้สั่งการไม่ กลับปล่อยให้เจ้าหน้าที่กระทำซ้ำอีกในช่วงบ่ายและค่ำ ฉะนั้นการกระทำของนายสมชายที่ควรบริหารให้บ้านเมืองมีความปลอดภัย เคารพสิทธิการแสดงออกของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ"

เขาระบุว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.จึงมีมติด้วยคะแนนเสียง 8 ต่อ 1 ว่าการกระทำหรือละเว้นการกระทำของนายสมชาย มีมูลความผิดทางอาญาฐานปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

2.พล.อ.ชวลิต คืนวันที่ 6 ตุลาคม 2551 เมื่อ พล.อ.ชวลิตเดินทางกลับยังได้มอบหมายให้ พล.ต.อ.บุญฤทธิ์ รัตนพร นายตำรวจนอกราชการ พล.ต.ต.สุรพงศ์ สิริภักดี ผู้บังคับการตำรวจรถไฟ อยู่ติดตามและตรวจสอบสถานการณ์ การดำเนินการตามคำสั่งของ พล.อ.ชวลิตได้ใช้กำลังเพื่อเปิดทางให้สมาชิกรัฐสภาเข้าประชุมได้ โดยเริ่มตั้งแต่เวลา 06.00 น. และการเปิดทางดังกล่าว ทำให้ประชาชนได้รับบาดเจ็บ แม้ต่อมา พล.อ.ชวลิตจะประกาศความรับผิดชอบด้วยการลาออกเวลา 09.00 น.

พล.อ.ชวลิตได้ชี้แจงข้อกล่าวหาโดยสรุปว่า 1.รัฐบาลนายสมชายยังไม่ได้แถลงนโยบายต่อสภา จึงไม่มีอำนาจในการสั่งการ การดำเนินการใดๆ จึงเป็นอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานตามกฎหมาย 2.ก่อนประชุม ครม. พล.อ.ชวลิตมิได้เรียก พล.ต.อ.พัชรวาทไปสั่งการเปิดทางเข้ารัฐสภาโดยวิธีการสลายการชุมนุม และมิได้สั่งการเช่นเดียวกับที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล 3.เมื่อเกิดเหตุการณ์ในช่วงเช้าวันที่ 7 ตุลาคม พล.อ.ชวลิตได้ลาออกจากตำแหน่ง ซึ่งเป็นการแสดงการรับผิดชอบทางการเมือง มิใช่การยอมรับผิดตามที่กล่าวหา 4.ครม.มอบหมายให้ พล.อ.ชวลิต อำนวยการและควบคุม แต่ไม่มีอำนาจในการสั่งการเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ผลักดันผู้ชุมนุม

คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า พล.อ.ชวลิตสั่งให้เปิดทางเข้าประชุมในเวลา 09.30 น. ของวันที่ 7 ต.ค.ให้ได้ สอดคล้องกับเทปบันทึกเสียงที่ พล.อ.ชวลิตสั่งการว่า "จะต้องเปิดเส้นทางให้ ส.ว.และ ส.ส.เราเข้าไปให้ได้" โดยการสั่งการดังกล่าวย่อมเล็งเห็นผลได้ว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องสลายการชุมนุมเพื่อเปิดทางเข้าสู่ประตูปราสาทเทวฤทธิ์

"คำปฏิเสธว่าลาออกแล้ว พิจารณาจากผลการกระทำของตำรวจจนทำให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง การแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออก หาได้พ้นความรับผิดในฐานะเป็นผู้สั่งการไม่ ซึ่งการกระทำดังกล่าว พล.อ.ชวลิตได้ติดตามโดยตลอด โดยให้ พล.ต.อ.บุญฤทธิ์ และ พล.ต.ต.สุรพงศ์ เป็นผู้ติดตามสถานการณ์โดยตลอด การที่ พล.อ.ชวลิตอ้างว่า ไม่ได้รับรายงานและทราบข่าวจากสื่อมวลชนตอนเช้านั้นจึงฟังไม่ขึ้น การตัดสินใจลาออกจึงเป็นการหลีกหนีความรับผิดชอบ คณะกรรมการ ป.ป.ช.จึงมีมติด้วยเสียง 6 ต่อ 3 ว่ามีมูลความผิดทางอาญา ฐานปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157"

"ป๊อด"โยนให้"สุชาติ"

3.พล.ต.อ.พัชรวาท เมื่อ พล.ต.อ.พัชรวาทเดินทางไปถึงทำเนียบรัฐบาลชั่วคราว ก็ได้พบกับ พล.อ.ชวลิต และได้รับการแจ้งว่า การประชุมวันที่ 7 ตุลาคม จะต้องมีการประชุมรัฐสภาให้ได้ พล.ต.อ.พัชรวาทแสดงความเห็นว่าน่าจะเปลี่ยนสถานที่หรือเลื่อนการประชุม แต่ไม่มีการตอบสนองแต่อย่างใด หลังจากนี้ พล.อ.ชวลิตได้เดินทางไปที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล และสั่งการให้เปิดทางให้สมาชิกรัฐสภาเข้าฟังการแถลงนโยบายในเวลา 19.30 น.

พล.ต.อ.พัชรวาทได้ปฏิเสธและชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาสรุปได้ว่า การสั่งการของนายสมชายและ พล.อ.ชวลิต ถือเป็นคำสั่งของผู้บังคับบัญชาที่ต้องปฏิบัติตาม ส่วนการใช้แก๊สน้ำตาถือเป็นอุปกรณ์ที่ไม่มีความรุนแรง การเสียชีวิตของนางสาวอังคณา ระดับปัญญาวุฒิ ไม่ได้เกิดจากแก๊สน้ำตา นอกจากนี้ พล.ต.ท.สุชาติ ผู้บัญชาการเหตุการณ์เป็นผู้สั่งการตามแผนกรกฎ 48 โดยไม่ต้องเสนอผู้บังคับบัญชา นอกจากนี้หน่วยที่สลายการชุมนุมไม่ใช่หน่วยอรินทราช 26 หรือหน่วยนเรศวร 261 ซึ่งจะต้องได้รับอนุมัติจาก ผบ.ตร. และเหตุการณ์ 7 ตุลาคมไม่เคยได้รับรายงานหรือขอให้สลายการชุมนุมตามแผนกรกฎ 48 แต่อย่างใด

คณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณาจากการโยนและยิงแก๊สน้ำตาเข้าใส่ผู้ชุมนุมจนทำให้มีเสียหายในตอนเช้า และกระทำซ้ำในตอนบ่าย พล.ต.อ.พัชรวาทมีอำนาจบังคับบัญชาใน สตช.และแต่งตั้งให้ พล.ต.ท.สุชาติเป็นผู้บังคับบัญชาเหตุการณ์ แม้แผนกรกฎ 48 พล.ต.อ.พัชรวาทจะมิได้ลงนาม แต่ก็จัดทำในนาม ผบ.ตร. ฉะนั้นเมื่อทราบว่าในการผลักดันผู้ชุมนุมมีเหตุรุนแรง ผบ.ตร.ย่อมมีอำนาจสั่งการให้หยุดยั้งการกระทำที่เป็นอันตรายต่อประชาชนได้ การกล่าวอ้างว่าไม่เคยได้รับรายงานหรือขออนุมัติในการใช้กำลังสลายการชุมนุม ไม่มีเหตุผลให้พ้นความผิดได้

คณะกรรมการ ป.ป.ช.จึงเห็นด้วยคะแนนเสียง 8 ต่อ 1 ว่า พล.ต.อ.พัชรวาทได้กระทำการใดๆ อันเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง และเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ มาตรา 79 (5) (6) และปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

4.พล.ต.ท.สุชาติ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ผบช.น. ในฐานะผู้บังคับบัญชาเหตุการณ์ ตามแผนกรกฎ 48 ได้ปฏิบัติหน้าที่เกิดกว่าเหตุจนทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต เมื่อทราบเหตุการณ์ในช่วงเช้าวันที่ 7 ต.ค.แล้วมีผู้บาดเจ็บเป็นจำนวนมาก แต่เวลา 16.00 และ 19.00 น. พล.ต.ท.สุชาติก็ยังคงสั่งให้ใช้แก๊สน้ำตาผลักดันผู้ชุมนุมอีก จนทำให้มีผู้บาดเจ็บ เสียชีวิต ขาขาด มือขาด โดยไม่ดำเนินการทบทวนวิธีการหรือหยุดยั้งการกระทำดังกล่าว คณะกรรมการ ป.ป.ช.จึงมีมติด้วยคะแนนเสียง 8 ต่อ 1 เห็นว่า การกระทำของ พล.ต.ท.สุชาติ มีมูลความผิดฐานทำร้ายประชาชนและประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ มาตรา 79 (3) (5) (6) และมีมูลความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

สำหรับ พล.ต.ต.ลิขิต กลิ่นอวล รอง ผบช.น., พล.ต.ต.เอกรัตน์ มีปรีชา รอง ผบช.น., พล.ต.ต.วิบูลย์ บางท่าไม้ รอง ผบช.น., พล.ต.ต.จักรทิพย์ ชัยจินดา รอง ผบช.น. รวมทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ออกปฏิบัติการสลายการชุมนุมทั้งหมด เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ตามการสั่งการของ ผบช.น. ในฐานะผู้บัญชาการเหตุการณ์ และ ผบ.ตร. ส่วน พล.ต.อ.วิโรจน์ พหลเวชช์ รอง ผบ.ตร. ไม่พบพยานหลักฐานว่ามีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงต่อเหตุการณ์ดังกล่าว

นายกล้านรงค์กล่าวว่า หลัง ป.ป.ช.มีมติชี้มูล สำหรับความผิดทางอาญาก็จะส่งสำนวนให้อัยการสูงสุดดำเนินการส่งฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งการเมืองต่อไป ส่วนความผิดทางวินัย ก็จะส่งให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาบทลงโทษภายใน 30 วัน โดยคาดว่าจะสามารถส่งเอกสารทั้งหมดได้ในเวลา 2 สัปดาห์

โทษ"พัชรวาท"ออกสถานเดียว

สำหรับโทษของ พล.ต.อ.พัชรวาท ในความผิดทางวินัยฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง มีโทษเพียงปลดออกหรือไล่ออกเท่านั้น ซึ่งจะส่งผลต่อบำเหน็จบำนาญด้วย ส่วนการพิจารณาให้พักราชการ ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ มาตรา 55 เป็นอำนาจของผู้บังคับบัญชาจะพิจารณาต่อไป

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี เปิดแถลงข่าวทันทีโดยบอกว่า มั่นใจเป็นผู้บริสุทธิ์ โดยในวันที่มีการชุมนุม ระหว่างที่ตนจะแถลงนโยบายต่อรัฐสภานั้น นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้นัดให้คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภาในวันที่ 7 ตุลาคม ซึ่งในคืนวันที่ 6 ตุลาคม ได้มีกลุ่มผู้ชุมนุมเข้าไปปิดล้อมอาคารรัฐสภาเป็นจำนวนมากอย่างผิดปกติ ตนจึงได้เชิญ ครม.มาหารือ โดยมีการบันทึกการประชุม ครม.ในคืนนั้นด้วย ซึ่งตนได้แจ้งกับที่ประชุม ครม.และรัฐมนตรีหลายคนได้ให้ความเห็นว่า น่าจะมีการย้ายการประชุม ครม.หรือเลื่อนการแถลงนโยบาย

อดีตนายกรัฐมนตรีกล่าวอีกว่า ตนก็ได้ให้นายชูศักดิ์ ศิรินิล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี โทรศัพท์หารือกับนายชัย ซึ่งนายชัยก็ระบุว่าให้ดำเนินการไปตามที่สั่งไว้ ตนจึงสั่งให้รัฐมนตรีไปดูข้อเท็จจริงที่สภาว่าเข้าประชุมได้หรือไม่ หากเข้าไม่ได้ ก็ให้รอคำสั่งจากประธานสภาฯ เมื่อเช้าวันรุ่งขึ้นก็ทราบข่าวว่ามีการใช้แก๊สน้ำตากับผู้ชุมนุม จึงได้ให้ ผบ.ตร.มาให้ข้อมูลกับ ครม.อีกครั้ง ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ต้องรักษาสถานการณ์บ้านเมืองตามหน้าที่

"เราในฐานะที่เป็น ครม.ไม่สามารถสั่งการอะไรได้ เพราะยังไม่มีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา" นายสมชายโยนความผิดไปให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ

เขายังบอกว่า เช้าวันนั้นได้รับแจ้งให้เข้าสู่สภาจนตนแถลงนโยบายเสร็จประมาณ 11 นาฬิกา ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ตำรวจให้รีบออกจากสภา เพราะจะมีผู้ชุมนุมบุกเข้ามาทำร้าย โดยจะเปิดทางข้างหน้า แต่จะทำหรือไม่ทำ จะใช้แก๊สหรือไม่ ก็เป็นอำนาจหน้าที่ของตำรวจ ไม่ใช่ว่าตำรวจทำแล้วจะมีความผิด เพราะเป็นการทำไปตามอำนาจหน้าที่

"ผมยอมเสียศักดิ์ศรีความเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ใช้อำนาจบาตรใหญ่กับผู้ชุมนุม โดยปีนออกไปข้างหลังยังพระที่นั่งวิมานเมฆ แต่ยังออกไปไม่ได้เพราะมีการปิดทุกประตู จนสุดท้ายก็ต้องมีการประสานงานเจ้าหน้าที่พระที่นั่งวิมานเมฆให้เฮลิคอปเตอร์มารับผมออกไป หลังจากออกมา ไปประชุมที่กองทัพไทย ก็ได้รับแจ้งว่ากลุ่มผู้ชุมนุมจะบุกเข้าไปทำร้าย ส.ส.และ ส.ว. แต่ผมไม่อยู่ในอำนาจ ที่จะสั่งการให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการได้ เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจมีแผนกรกฎที่ได้วางเอาไว้ตั้งแต่ก่อนหน้าแล้ว" อดีตนายกฯ พยายามปัดความผิดให้พ้นตัว

นายสมชายกล่าวว่า ได้ไปแก้ข้อกล่าวหาโดย ป.ป.ช.ที่ไม่ได้มีการเรียกให้ตนไปให้การใดๆ เลย ซึ่งตนเป็นผู้ถูกกล่าวหาก็ต้องมีสิทธิในการแก้ข้อกล่าวหาและดูเอกสารหลักฐานการกล่าวหา ตนได้ไปร้องอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการข้อมูลข่าวสาร โดยได้มีหนังสือกลับมาถึงตน 2 ฉบับในการเร่งตัดสินว่า ตนสามารถดูเอกสารจากทาง ป.ป.ช.ให้เร็วที่สุด

"และในปลายเดือนสิงหาคม คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารนัดให้ ป.ป.ช.ไปให้ข้อมูลวันที่ 8 กันยายน แต่ ป.ป.ช.กลับนัดลงมติกรณีผมในวันที่ 7 กันยายน จนกระทั่งวันที่ 4 กันยายน ผมก็ได้ไปยื่นฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อให้พิจารณาว่าผมมีสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ ที่จะมีสิทธิตรวจสอบเอกสาร พยาน และหลักฐานตามที่ ป.ป.ช.ใช้ในการกล่าวหา เพราะเท่าที่ปรากฏข้อเท็จจริงกับผมนั้น ไม่มีสิ่งที่ ป.ป.ช.กล่าวหาอยู่ แต่สุดท้าย ป.ป.ช.ก็รีบเร่งมีมติและชี้มูลออกมาในวันที่ 7 กันยายนโดยไม่รอฟังคำสั่งศาล ทำให้ตนไม่ได้รับความเป็นธรรมในการต่อสู้ โดยแสดงให้เห็นว่า ป.ป.ช.ไม่ยอมรับระบบของความยุติธรรมตามกฎหมาย และไม่สนใจการดำเนินการของศาลปกครอง"

"ชายกระโปรง"สู้ต่อ

นายสมชายได้ยืนยันว่า หลังจากนี้จะแต่งตั้งทนายความเพื่อต่อสู้คดี แต่จะไม่ฟ้องกลับไปที่ใครทั้งนั้น แต่จะสู้คดีไปตามที่ตนมีสิทธิ์ต่อสู้คดีต่อไป

เขายังได้ออกแถลงการณ์ระบุว่า "ข้าพเจ้าจึงเห็นว่าการกล่าวหาข้าพเจ้าในครั้งนี้ ถือเป็นคดีทางการเมือง"

ขณะที่ พล.ต.อ.พัชรวาท ยืนกรานที่จะปฏิบัติหน้าที่ต่อไป โดยบอกว่า "ทำไมจะปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้ ไม่มีข้อห้าม จะปฏิบัติหน้าที่ต่อไป จนกว่าจะมีคำสั่งตามกฎหมายออกมา ไม่มีข้อห้ามตรงไหนในการปฏิบัติ"

ด้าน พล.ต.ท.สุชาติบอกว่า เคารพกติกา เพราะเป็นนักกีฬา ผลออกมาอย่างไรก็เคารพ เพราะได้ทำหน้าดีที่สุดแล้ว จะตัดสินอย่างไรก็ว่าไปตามนั้น

"ดีแล้วที่ความผิดสุดท้ายจบลงที่ผม ไม่มีความผิดไปถึงน้องๆ ผู้ใต้บังคับบัญชา เพราะต้องได้รับคำสั่งมาจากผม ซึ่งถูกต้องตามสายบังคับบัญชาและทำตามกฎหมาย แต่ผมได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาเหนือกว่าผม แต่ก็ดีที่ผมยังมีที่ยืน"

ด้าน พล.ต.อ.วิสุทธิ์ กิตติวัฒน์ นายกสมาคมตำรวจ กล่าวว่า คิดว่าต้องดูถ้อยคำแถลงและคำสั่งของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ว่ามีเหตุผลอย่างไร มีการพิจารณาพยานหลักฐานครอบคลุมทุกด้านหรือไม่ และได้ให้ความเป็นธรรมกับผู้ที่ถูกชี้มูลพอเพียงหรือไม่ มีการสอบปากคำเจ้าหน้าที่รัฐสภา ส.ส.ที่มีชีวิตอยู่ใกล้อันตรายเพียงใด รวมทั้งมีการสอบปากคำเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ด้วยหรือไม่ สมาคมตำรวจซึ่งมีนักกฎหมาย และที่ปรึกษาที่มีความรู้ด้านกฎหมายจะมีการช่วยเหลือแนะนำในเรื่องพยานหลักฐานใหม่ เพื่อใช้ในการต่อสู้ในเรื่องนี้

"ขอเตือนสังคมต้องช่วยกันดูแลตำรวจให้ดีพอสมควร เพราะตำรวจเป็นเครื่องมือรักษาความสงบเรียบร้อย จัดระเบียบสังคม อย่าให้รู้สึกว่าตำรวจไม่ได้รับความเป็นธรรมจากสังคม มีการบีบคั้นจนตำรวจไม่มีทางออก อย่าทำกันถึงขั้นนั้นเลย"

เขายังบอกว่าข้อสังเกตการชี้มูลของ ป.ป.ช. จงใจให้ออกมาเพื่อให้นัดประชุม ก.ต.ช.แต่งตั้ง ผบ.ตร.คนใหม่ โดยมีการแต่งตั้งรักษาการ ผบ.ตร.เข้ามาเป็นกรรมการ ก.ต.ช.แทน พล.ต.อ.พัชรวาท หาเสียงสนับสนุนการตั้ง ผบ.ตร.ของนายอภิสิทธิ์เป็นที่น่าสังเกตว่ามีความเป็นไปได้เหมือนกัน

พ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ ส.ส.นครราชสีมา คณะทำงานด้านยุทธศาสตร์และการเมืองของพรรคเพื่อไทย ตั้งข้อสังเกตว่า พล.ต.อ.พัชรวาทจะหมดโอกาสเข้าร่วมประชุม ก.ต.ช. เพื่อเลือก ผบ.ตร.ทันที ทำให้คะแนนที่สนับสนุนนายตำรวจคนที่นายอภิสิทธิ์เสนอเท่ากับคะแนนฝ่ายตรงข้าม ล่าสุดทราบว่าจะมีขบวนการบีบให้นายวิชัย ศรีขวัญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะ ก.ต.ช. ลงคะแนนเลือกคนที่นายกฯ เสนอ หากไม่ยอมทำตามจะถูกเล่นงานในกรณีที่ดินอัลไพน์ ที่อาจจะถูกเด้งไปช่วยราชการ และไม่มีสิทธิ์เข้าประชุม ก.ต.ช.

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการทำหน้าที่ ผบ.ตร.ของ พล.ต.อ.พัชรวาทว่า ถ้า ป.ป.ช.ชี้แล้วก็ต้องเป็นไปตามกฎหมาย ซึ่งตนจะไปดูคำวินิจฉัยก่อน

ถามว่า จะมีการแต่งตั้งผู้รักษาการแทนหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ถ้าปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้ก็จะมีการพิจารณาแต่งตั้งรักษาการแทน ส่วนจะเป็น พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ที่ปรึกษา สบ.10 หรือไม่ ขอไปดูคำวินิจฉัยก่อน.


Monday, August 31, 2009

กองปราบขยายผลปลอมคลิปเสียงนายกฯ

โพสต์ ทูเดย์ - กองปราบขยายผลคลิปเสียงนายกฯ
กองปราบบุกอาคารชินวัตรค้นคอมพิวเตอร์ขยายผลคลิปเสียงนายกฯ

วันนี้(31สิงหาคม) พ.ต.ท.วิทยา ศรีประเสริฐภาพ รองผู้กำกับการ 1 กองปราบปราม พร้อมตำรวจนอกเครื่องแบบ 4 นาย นำหมายค้นของศาลอาญา ไปที่อาคารชินวัตร 3 ชั้น 19 และ 20 ซึ่งเป็นที่ตั้งของบริษัท เอสซีแอทเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ถนนวิภาวดีรังสิตขาเข้า พร้อมประสานนายพิชิฏ ชื่นบาน ที่ปรึกษาด้านกฎหมายของตระกูลชินวัตร เพื่อขอเข้าตรวจค้นคอมพิวเตอร์ของ 2 ผู้ต้องหาที่เผยแพร่คลิปตัดต่อเสียงของนายกรัฐมนตรี แต่ไม่อนุญาตให้นำเครื่องคอมพิวเตอร์ออกมาจากบริษัท จึงนำโน้ตบุ๊กไปโอนถ่ายข้อมูลจากคอมพิวเตอร์ 5 เครื่อง ที่ 2 ผู้ต้องหาใช้เป็นประจำ เพื่อต้องการรู้ว่าทั้ง 2 มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตัดต่อเสียงในคลิปหรือไม่

นายพิชิฏ ยืนยันว่า พนักงานทั้ง 2 คน ได้รับฟอร์เวิร์ดเมล์ จึงส่งต่อให้พนักงานในบริษัท ไม่ได้เป็นผู้เผยแพร่หรือตัดต่อเสียง แต่ตำรวจยังไม่ปักใจเชื่อ จนกว่าจะได้ตรวจสอบข้อมูลในคอมพิวเตอร์ทั้ง 5 เครื่องอย่างละเอียด

ด้าน พล.ต.ต.ปัญญา มาเม่น รองผู้บัญชาการสอบสวนกลาง ในฐานะหัวหน้าชุดสืบสวนสอบสวนหาต้นตอผลิต และเผยแพร่คลิปเสียง เปิดเผยว่าแนวทางการสืบสวน ได้แบ่งการทำงานออกเป็น 3 ส่วน คือกลุ่มผู้ทำ ตัดต่อ และนำเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งได้รับรายงานว่าคืบหน้าโดยได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์จำนวนมาก แต่ยังไม่ขอเปิดเผยขบวนการที่สั่งการและแหล่งผลิต และยังไม่ชัดเจนว่ามีนักการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง ส่วนพนักงานบริษัทที่ถูกจับกุมน่าจะแค่นำเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ ไม่น่าจะอยู่ในขบวนการ.


Tuesday, April 28, 2009

ตร.ชี้แม้วผิดหมิ่นสถาบัน

โพสต์ ทูเดย์ - ตร.ชี้แม้วผิดหมิ่นสถาบัน
สันติบาลชี้ทักษิณจ้อสื่อนอกเข้าข่ายหมิ่นสถาบันเบื้องสูงตามป.อาญามาตรา 112

พล.ต.ท.ธีระเดช รอดโพธิ์ทอง ผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการตรวจสอบ และพิจารณาข้อมูลข่าวสารที่มีผลกระทบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เปิดเผยว่า คณะอนุกรรมการได้พิจารณากรณีการให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศที่เกิดขึ้นภายนอกประเทศของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แล้วเห็นว่า มีมูลความผิดเข้าข่ายล่วงละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์ หรือความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 โดยพิจารณาได้จากพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องซึ่งส่วนใหญ่เป็นการให้สัมภาษณ์หลังวันที่ 12 เม.ย.52 ซึ่งรวบรวมจากเว็บไซต์, ข้อมูลจากสำนักงานเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร และข้อมูลจากกองบัญชาการตำรวจนครบาลประกอบกัน ส่วนนายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ประชุมเห็นว่ายังไม่ปรากฏหลักฐานที่ชัดเจน

ทั้งนี้ จะส่งรายงานไปยังกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ซึ่งอาจตั้งคณะกรรมการสอบสวนขึ้นมาเป็นกรณีพิเศษ หรือส่งเรื่องให้กองปราบปรามดำเนินคดีต่อไป แต่การติดตามตัวทั้งสองคนกลับมารับโทษนั้น เป็นหน้าที่ของอัยการสูงสุด ที่จะดำเนินการประสานขอความร่วมมือในระดับชาติต่อไป


Friday, April 24, 2009

นายกฯเมิน นปช.ชุมนุมสนามหลวง

UDD Demonstration, Victory Monument, Bangkok. ...Image by adaptorplug via Flickr

posttoday: นปช. ประกาศ จัดชุมนุมใหญ่ ทันที หลัง ยกเลิก พรก.ฉุกเฉินขณะที่ตำรวจเตรียมใช้แผน มกรา 50 รับมือ ด้าน ตำรวจนำตัว 3 แกนนำ นปช. ฝากขัง หลัง ยกเลิก พรก.ฉุกเฉิน

นาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ระบุไม่รู้สึกเป็นห่วงกรณีที่กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่ง ชาติ(นปช.) จะกลับมาชุมนุมอีกครั้งในวันพรุ่งนี้(25 เม.ย.) ที่สนามหลวง เนื่องจากเห็นว่าเป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ แต่เตือนให้นำเหตุการณ์ในอดีตมาเป็นบทเรียนที่จะสร้างความแตกแยกในสังคม

"ไม่ห่วงเป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ ไม่มีปัญหาอะไร แต่ขอให้เก็บบทเรียนที่ผ่านมาว่าการชุมนุมต้องอยู่ในกรอบของกฎหมาย เพื่อไม่ให้ความขัดแย้งขยายวงกว้างออกไปอีก" นายอภิสิทธิ์ กล่าว

ผบช.น.ถก 88 ผกก. หาแนวทางหลังเลิก พรก.


เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) เรียกประชุม รอง ผบช.น. ผบก.น.1-9, ผบก.อก., ผบก.จร., ผบก.ตปพ. และผกก.ทุกนายในสังกัด บช.น. ในกรณีที่มีการประกาศยกเลิกพระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน(พ.ร. ก.ฉุกเฉิน) ในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล และเรื่องการกำชับการตรวจตรารักษาความปลอดภัยในพื้นที่

ภายหลังจากเสร็จสิ้นการประชุม พล.ต.ท.วรพงษ์ กล่าวว่า เป็นการประชุมเน้นย้ำผกก. ให้ช่วยกันทำงานรักษากำหมายให้ได้ เนื่องจากขณะนี้สถานการณ์เข้าสู่ปกติแล้ว ที่ผ่านมาตำรวจถูกมองว่าไม่สามารถทำงานได้เนื่องจากมีกลุ่มผู้ชุมนุมมา ซึ่งเราก็ยอมรับในตรงนั้น โดยปัจจุบันตามนโยบายของรัฐบาลนายกรัฐมนตรีก็บอกว่าต้องเป็นนิติรัฐ ตำรวจต้องบังคับใช้กฎหมายไว้ให้ได้ จึงมาทำความเข้าใจกับตำรวจที่สำคัญในพื้นที่คือ ผกก. เพื่อให้มีการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

เมื่อถามว่าเรื่องการชุมนุมแสดงว่าสามารถทำได้ พล.ต.ท.วรพงษ์กล่าวว่า การชุมนุมหากทำอย่างสงบก็สามารถทำได้ ส่วนกรณีที่เสื้อแดงจะเคลื่อนไหวที่สนามหลวง ซึ่งหากประกาศยกเลิก พ.ร.ก.แล้ว หากมีการชุมนุมอย่างสงบก็ทำได้ โดยเราจะจัดตำรวจไปดูแลความสะดวกเรื่องการจราจรกับประชาชนต่อไป
เมื่อ ถามว่าแกนนำเสื้อแดงที่ถูกควบคุมตัวอยู่ หลังจากยกเลิกพ.ร.ก.แล้วสามารถปล่อยตัวได้เลยหรือไม่ พล.ต.ท.วรพงษ์กล่าวว่า ต้องดูเป็นรายๆไป รายใดที่มีเรื่องของคดีอาญาอยู่ อย่าง 3 ท่าน (นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, นายวีระ มุสิกพงศ์ และนายแพทย์เหวง โตจิราการ) ที่มีคดีอาญาอยู่ เราก็ต้องนำตัวมาทำเรื่องฝากขังต่อศาลในวันนี้ ซึ่งเมื่อเราดูตามหลักการกฎหมายแล้วให้เป็นไปตามมาตรฐานเดียวกัน ไม่ถูกมองว่าเป็น 2 มาตรฐานส่วนนี้พิจารณาว่าทั้ง 3 ท่านมามอบตัวคงไม่หลบหนี หรือยุ่งเหยิงพยานหลักฐานคงไม่คัดค้านการประกันตัว

“ผมเชื่อว่าบรรยากาศเมื่อคืนที่รัฐสภาเป็นไปด้วยความสมานฉันท์ เชื่อว่าทุกฝ่ายน่าจะยุติความรุนแรงได้ ผมมองอย่างนั้น” ผบช.น.กล่าว

Reblog this post [with Zemanta]

กำชับตำรวจปิดข้อมูลซุ้มมือปืนยิง"สนธิ"อย่าให้รั่ว

BrickArms Lewis gun and Brodie helmet prototypesImage by Dunechaser via Flickr

matichon: กำชับตำรวจปิดข้อมูลซุ้มมือปืนยิง"สนธิ"อย่าให้รั่ว

พล.ต.ต.พงษ์สันต์ เจียมอ่อน รอง ผบช.น. กล่าวถึงความคืบหน้ากรณียิงนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ว่า วันที่ 25 เมษายน เวลา 14.00 น. พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รอง ผบ.ตร. จะมาประชุมสืบสวนในเรื่องความคืบหน้า ส่วนที่มาประชุมช่วงเช้าก็ทำให้เราทราบแนวยิงและวิถีกระสุน

ถามต่อว่ากลุ่มมือปืนอยู่ในพื้นที่ จ.กาญจนบุรี หรือลพบุรีหรือไม่ พล.ต.ต.พงษ์สันต์กล่าวว่า เรื่องนี้ ผบช.น.กำชับไม่ให้ข้อมูล หากอยากทราบข้อมูลให้ถามที่ ผบช.น. หรือพ.ต.อ.ปรีชา ธิมามนตรี รอง ผบก.ศส. เอง กรุณาอย่าถามมาก (หัวเราะ)

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับพื้นที่ บช.น. มีพื้นที่เฝ้าระวังทั้ง 3 ประเภท จำนวน 4,375 จุด แบ่งเป็นพื้นที่เฝ้าระวังพิเศษอย่างยิ่ง 361 จุด พื้นที่เฝ้าระวังพิเศษ 791 จุดและพื้นที่เฝ้าระวัง 3,223 จุด

Reblog this post [with Zemanta]

Wednesday, April 22, 2009

ยัน"ปืน-กระสุน"ยิง"สนธิ"ไม่มีในสตช.

คมชัดลึก :นครบาลยันอาวุธ-กระสุนที่คนร้ายยิง" สนธิ" ไม่มีในหน่วยงานตำรวจ เร่งคลี่คลายวิถีกระสุนยิง มึนเหตุฆ่า โฆษกนครบาลโต้ข้อตำหนิหละหลวมมาตรการรปภ. แจงตั้งด่านเข้ม 50 จุดทั่วกรุงโยงใยแมงมุม

(21เม.ย.) เวลา 12.00 น.พล.ต.ต.สุพร พันธุ์เสือ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล(รอง ผบช.น.) ในฐานะโฆษกนครบาล กล่าวถึงความคืบหน้าการสอบสวนคลี่คลายคดียิงนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ ว่า ฝ่ายสืบสวนสอบสวนพร้อมเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานได้ตรวจสอบที่เกิดเหตุ อีกครั้งดูวิถีกระสุนและจุดที่คาดว่าคนร้ายยิงอาวุธปืนใส่รถนายสนธิพร้อม ตรวจสอบทิศทางการหลบหนีของคนร้าย โดยนำพยานที่เห็นเหตุการณ์มาชี้จุดที่เกิดเหตุและตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าสอด คล้องกับคำที่เคยให้การไว้หรือไม่ ชั้นนี้คงไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้มากเป็นเรื่องของสำนวนคดี ส่วนสาเหตุการลอบยิงนั้นยังชี้ชัดว่าเป็นกลุ่มไหนแต่เชื่อว่า ผู้ต้องหาหวังเอาชีวิตแน่นอน และจากการตรวจสอบกระสุนที่พบในที่เกิดเหตุตัดไปได้เลยว่าไม่ใช่เป็นกระสุน ที่ใช้ในหน่วยงานตำรวจอย่างแน่นอน

 นอกจากนี้โฆษกนครบาลยังกล่าวกรณีศาลรัฐธรรมนูญออกมาตำหนิมาตรการรักษา ความปลอดภัยของตำรวจต่อศาลว่าหละหลวมไม่รอบคอบ ว่า ที่ผ่านมาขอยืนยันมีการดำเนินการมาโดยตลอดมีการตั้งด่านรอบพื้นที่สถาน ราชการสำคัญและมีการตั้งจุดตรวจร่วม 50 จุดซึ่งเป็นจุดที่กำหนดร่วมกันในหน่วยงานความมั่นคงโดยตำรวจปฏิบัติตามแผน นั้นทั้งตรวจเข้มรอบนอกรอบในพร้อมยังมีด่านตรวจแอลกอฮอร์และจุดสกัดรถต้อง สงสัยสามารถครอบคลุมพื้นที่ กทม.ทั้งหมดโยงใยเป็นเครือข่ายใยแมงมุม

 ส่วนการนัดชุมนุมเสื้อแดงที่ระบุจะเดินทางมากดดันการประชุมรัฐสภาวันที่ 22 เม.ย.นั้น อยู่ระหว่างการหาข่าวของเจ้าหน้าที่และคงไม่อนุญาติให้มีการชุมนุมเนื่องจาก ยังอยู่ระหว่างประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินซึ่งยังไม่มีการยกเลิกแต่อย่างใด หากพบว่ามีการชุมนุมมากกว่า 5 คนขึ้นไปก็จะดำเนินการจับกุมตามกฎหมายในทันที

 ก่อนหน้านั้น ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนสน.ชนะสงครามได้นำเด็กปั๊มรายหนึ่งซึ่งเป็นชายมาสอบสวน ถึงเหตุการณ์ที่รถของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ถูกลอบยิงหน้าปั๊มน้ำมันตรงข้ามวัดเอี่ยมวรนุชที่พยานรายนี้ทำงาน โดยมี พ.ต.อ.ขิง แขวงวิเศษชัยชาญ ผกก.สน.ชนะสงคราม ทำการสอบสวนเบื้องต้นเด็กปั๊มรายนี้ให้การว่า ก่อนเกิดเหตุเห็นรถกระบะสีเข้มคันหนึ่งจอดอยู่หน้าปั๊มน้ำมัน และช่วงเกิดเหตุเห็นชาย 2 คนยืนบนกระบะหลังของรถคันดังกล่าว ยิงปืนกราดกระสุนเข้าใส่รถนายสนธิ จากนั้นรถคันดังกล่าวก็ขับมุ่งหน้าไปทางบางลำพู ต่อมามีทหารชั้นสัญญาบัตรจากกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ 3 นาย ขอหลักฐานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดของคดีนี้

บัวแก้วโวยไม่มีเอกสารจับทักษิณมาถึง

คมชัดลึก : "บัวแก้ว"โวยไม่มีเอกสารจับ "ทักษิณ"แล้วจะให้แจ้งจับตัวได้อย่างไร ฉุน ตม.ปล่อย "จักรภพ"เดินทางออกนอกประเทศ

ปชป.ตั้งทีมรับมืออภิปราย 22-23 เม.ย. ตั้ง 19 ขุนพล รับเกมในสภา ปัดไม่เกี่ยวกับ รมต.แต่ละกระทรวง ชี้ความเห็นฝ่ายค้านยังแตกกรณีแก้ รธน. ย้ำต้องเป็นไปตามกระบวนการที่กฏหมายกำหนด

(21เม.ย.) แหล่งข่าวกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า กระทรวงการต่างประเทศกำลังดำเนินการตามขั้นตอน ในการติดตามตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กลับมาดำเนินคดีในประเทศไทย ซึ่งที่ผ่านมาสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) และสำนักงานอัยการสูงสุด ไม่เคยส่งเรื่องดังกล่าวมายังกระทรวงการต่างประเทศเลย แล้วจะให้ติดตามตัวพ.ต.ท.ทักษิณ ได้อย่างไร

 ที่สำคัญกระทรวงไม่มีหน้าที่อันใดเกี่ยวกับกิจการความมั่นคงภายในประเทศ มันเป็นหน้าที่ของสตช. และอัยการ ที่จะตั้งเรื่องและส่งข้อมูลมายังกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งกระทรวงก็ติดตามดูอยู่ว่าพ.ต.ท.ทักษิณ เดินทางไปยังประเทศใดบ้าง เพื่อที่จะได้ส่งเอกสารดังกล่าวแจ้งไปยังถิ่นที่อยู่ของพ.ต.ท.ทักษิณ แต่เมื่อกระทรวงยังไม่มีเอกสารจะแจ้งไปยังทางการประเทศอื่นๆ เพื่อให้ร่วมกันนำตัว พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมาดำเนินคดีในประเทศไทยได้อย่างไร

 แหล่งข่าวระดับสูง ในกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีที่นายจักภพ เพ็ญแข แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง ให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศระบุว่าเขาได้เดินทางออกนอกประเทศและเตรียมการ เคลื่อนไหวต่อไปว่า ขณะนี้ตนยังไม่ทราบข่าวและสถานะล่าสุดของนายจักรภพว่า อยู่ที่ไหนและจะดำเนินการเคลื่อนไหวอย่างไร ซึ่งได้ทราบข่าวจากสื่อมวลเท่านั้น อย่างไรก็ตาม นายจักรภพ ก็เป็นผู้ต้องหาคดีอาญามาตรา 112 ซึ่งไม่ทราบว่าทางตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ได้ปล่อยให้นายจักรภพ เดินทางออกนอกประเทศได้อย่างไร ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศไม่ได้รับทราบข้อมูลข่าวกรองใดๆ เกี่ยวกับความเคลื่อนไหวเหล่านี้ จึงไม่อยู่ในฐานะที่จะตรวจสอบใดๆได้

ปชป.ตั้ง 19ขุนพลทีมรับมืออภิปราย2สภา

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กล่าวถึง การเตรียมการรับมือในการเปิดอภิปรายร่วมสองสภาของพรรคประชาธิปัตย์ ว่า ทางพรรคได้ขอให้นายบัญญัติ บรรทัดฐาน กรรมการสภาที่ ปรึกษาพรรคทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา ของคณะผู้เตรียมการอภิปรายทั่วไปในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อดูแลประเด็นในการอภิปรายของพรรค ซึ่งมีส.ส.ที่สนใจจะร่วมอภิปรายในเหตุการณ์จลาจลเมื่อวันที่ 11-14 เม.ย.ที่ผ่านมา ประมาณ 19 คน ซึ่งเป็นส.ส.ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ต่างๆทั่ว ประเทศ อาทิ

นายบัญญัติ บรรทัดฐาน นายชำนิ ศักดิเศรษฐ ส.ส.สัดส่วน นายจุติ ไกรฤกษ์ และนพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.พิษณุโลก นายประมวล เอมเปีย ส.ส.ชลบุรี นายอรรถพร พลบุตร ส.ส.เพชรบุรี นางผุสดี ตามไทย ส.ส.สัดส่วน น.ส.ผ่องศรี ธาราภูมิ ส.ส.ลพบุรี นายวัชระ เพชรทอง นายสมัย เจริญช่าง นายอรถวิช สุวรรณภักดี นายธนา ชีรวินิจ ส.ส. และนางเจิมมาศ จึงเลิศศิริ ส.ส. กทม. นายเจ๊ะอามิง โต๊ะตาหยง ส.ส.นราธิวาส และตนเข้าร่วมด้วย

 ผู้สื่อข่าวถามว่า ในส่วนของรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องซึ่งอาจจะถูกส.ส.ฝ่ายค้านพาดพิงถึง เช่น รมว.กลาโหม จะมีการตั้งคณะทำงานขึ้นปกป้องหรือไม่ ประธานวิปรัฐบาล กล่าวว่า ไม่เกี่ยวกัน เพราะทางคณะทำงานของรัฐมนตรีแต่ละกระทรวงที่เกี่ยวข้องก็มีการเตรียมข้อมูล ที่จะชี้แจงการอภิปรายไว้แล้ว ในส่วนของพรรคเองก็ดำเนินการไป

 ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่ นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภาและ นายบรรหาร ศิลปะอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย ต่างเห็นด้วยที่จะให้แก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 237 ที่เกี่ยวกับการยุบพรรคกรณีที่กรรมการบริหารพรรคถูกกล่าวหาว่า ซื้อเสียงและมีโทษถึงขั้นยุบพรรค นายชินวรณ์ กว่าวว่า ยังเป็นความเห็นที่หลากหลาย ในชั้นนี้ จึงเป็นแค่การเปิดโอกาสให้มีการเสนอและรับฟังความเห็นเพื่อที่จะรวบรวม ประเด็นความเห็นทั้งหมดอีกครั้งว่าส่วนใหญ่ไปในทิศทางใด และการอภิปรายครั้งนี้ก็ไม่สามารถที่จะตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นเพื่อทำ หน้าที่รวบรวมประเด็นได้เพราะเป็นการขอเปิดอภิปรายตามมาตรา 179 ซึ่งเป็นการอภิปรายที่ไม่มีการลงมติใดๆ

 ประธานวิปรัฐบาล กล่าวต่อว่า ในชั้นนี้ก็ยังมีแนวคิดของพรรคฝ่ายค้านเองในการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 50 ออกไป 3 แนวทางอีกเพราะยังไม่เป็นที่ยุติ คือ 1. เป็นการแก้ไขโดยเอารัฐธรรมนูญปี 2540 กลับมาใช้ใหม่ 2. การแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 บางส่วน บางมาตรา ที่เป็นปัญหาอุปสรรคเพื่อให้สอดคล้องกับสถารการณ์และการปฏิบัติได้จริงและนำ มาใช้ต่อ 3.การขอยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งหมด ซึ่งยังไม่ได้ข้อยุติใดๆ ส่วนเมื่อได้ข้อยุติแล้วก้ต้องมาดำเนินากรต่อไปตามกระบวนการของกกหมายรัฐ ธรรมนูญตามมาตรา 291 ของรัฐธรรมนูญปี 2550 อีก

Tuesday, April 21, 2009

ตร.เตรียมขอตัว"จักรภพ"เป็นผู้ร้ายข้ามแดน

posttoday: ตำรวจเล็งเสนอขอส่ง จักรภพ เป็นผู้ร้ายข้ามแดน หากไม่มาฟังคำสั่งคดีหมิ่นเบื้องสูงวันที่ 29เม.ย.

พล. ต.ท.เจตน์ มงคลหัตถี ผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและสอบสวน ในฐานะคณะกรรมการคดีหมิ่นสถาบันเบื้องสูง  กล่าวว่า จากการตรวจสอบข้อมูลจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองแล้วพบว่า นายจักรภพ เพ็ญแข ผู้ต้องหาคดีหมิ่นเบื้องสูง ได้เดินทางออกนอกประเทศไปแล้ว โดยยังไม่ทราบว่าขณะนี้พำนักอยู่ในประเทศใด ซึ่งวันที่ 29 เม.ย.นี้ อัยการนัดฟังคำสั่งว่า จะพิจารณาสั่งฟ้องคดีหรือไม่ หากนายจักรภพไม่มาฟังคำสั่ง อัยการก็อาจจะมีความเห็นเลื่อนนัดฟังคำสั่งไปก่อน เพราะตำรวจมีสิทธิที่จะพิจารณาเสนอศาลขอหมายจับ เพื่อให้มาฟังคำสั่งคดี และหากพบว่านายจักรภพ อยู่ในต่างประเทศ ก็จะต้องประสานกับอธิบดีอัยการฝ่ายคดีต่างประเทศ ขอความร่วมมือในเรื่องของการส่งผู้ร้ายข้ามแดน

ด้านพล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รองผบ.ตร. กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่พบตัวนายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ หรือแรมโบ้อีสาน แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ซึ่งถูกออกหมายจับ จากเหตุการณ์ทุบทำลายขบวนรถนายกรัฐมนตรีที่กระทรวงมหาดไทย  อย่างไรก็ตามจะพยายามสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานให้สมบูรณ์ที่สุด ทั้งนี้ในสำนวนคดีที่กระทรวงมหาดไทยถือว่ามีความคืบหน้าไปมาก แต่ยังไม่มีการพิจารณาจะออกหมายจับเพิ่มเติม


หาวิถีกระสุน กรณีลอบสังหาร สนธิ ลิ้มทองกุล

posttoday: ตำรวจจำลองเหตุการณ์ลอบยิงสนธิเพื่อตรวจหาแนววิถีกระสุนเมื่อคืนที่ผ่านมา

พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผบก.น.1 และ พ.ต.อ.ธวัชชัย เมฆประเสริฐสุข รองผบก.กองพิสูจน์หลักฐาน พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจสายสืบจาก บก.น.1 และตำรวจสายสืบจาก สน.ชนะสงคราม รวมทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ร่วมคลี่คลายคดี การลอบสังหารนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จำลองสถานการณ์ และตรวจพิสูจน์จุดที่เกิดเหตุที่คนร้ายลอบยิงนายสนธิ บนถนนสามเสน บริเวณหน้าวัดเอี่ยมวรนุช แขวงบ้านถม เขตพระนคร กทม. เพื่อตรวจหาแนววิถีกระสุนว่ากลุ่มคนร้ายยิงมาจากทิศทางใด        

พล. ต.ต.วิชัย กล่าวว่าสำหรับการตรวจที่เกิดเหตุในครั้งนี้ เพื่อหาแนวทางการยิงของคนร้ายว่าอยู่ตรงจุดไหน และทิศทางของรถคนร้าย และรถของผู้เสียหายว่าจะอยู่ในลักษณะใด เพื่อนำไปประกอบพยานวัตถุที่เจ้าหน้าที่เก็บได้ในที่เกิดเหตุ รวมทั้งพยานบุคคลที่มีอยู่หลายปาก แต่ยังให้การไม่ตรงกัน ทั้งนี้ จากการตรวจสอบจากรอยกระสุนที่รถยนต์ของนายสนธิในเบื้องต้นสามารถที่จะระบุ ได้ว่าคนร้ายมีประมาณกี่คน และใช้อาวุธปืนชนิดใดบ้าง และการตรวจพิสูจน์ในครั้งนี้จะได้นำไปประกอบและยืนยันแนววิถีกระสุนภายในรถ อีกครั้ง

Label Cloud