Find Other Sides of Thai Politic. Update you on the political turmoil in Thailand.

อ่าน ทวิตเตอร์

Upcoming

Showing posts with label EC. Show all posts
Showing posts with label EC. Show all posts

Thursday, September 10, 2009

อดีตส.ส.ร.แฉ เลือกตั้งนายกอบต.โกงแหลก ซื้อเสียงกว่าทุกครั้ง

Matichon Online
อดีตส.ส.ร.แฉเลือกตั้งนายกอบต.โกงแหลก ซื้อเสียงกว่าทุกครั้ง

นายสำรวย ฉิมฉวี อดีต ส.ส.ร. ปี 2540,2550 จ.อ่างทอง กล่าวเมื่อวันที่ 10 ก.ย. ว่า การเลือกตั้ง นายกและสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต) เมื่อวันทื่ 6 กันยายน 2552 จำนวน 33 แห่ง มีการซื้อเสียงมากกว่าทุกครั้ง แต่จับได้ยาก เพราะผู้ให้กับผู้รับฉลาดมากขึ้น และการซื้อเสียงได้รับผลตอบแทนสูงกว่าผู้มีผลงาน และมีการแข่งขันสูงเนื่องจากผู้แข่งนายก อบต.เกือบทั้งหมด เป็นผู้เคยแพ้ที่แข่งกันมาก่อนในสมัยที่ผ่าน จึงมุ่งให้ได้รับเลือกตั้งไว้ก่อน ส่วนจะไปสอยภายหลัง ยังอีกนานนับปี เนื่องจาก กกต. ให้คุณให้โทษ เหลือน้อย ตามประกาศคณะปฎิรูปการปกครองฯ ฉบับที่ 32 หลังรัฐประหาร วันที่ 19 กันยายน 2541 ให้ กกต.ประกาศผลเลือกตั้งผู้บิหารและสมาชิก อปท. ภายใน 30 วัน หลังจากวันเลือกตั้ง จากนั้นถ้าพบทำผิดเลือกตั้ง ใบเหลือง ใบแดง รวบรวมสำนวนส่ง ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณา โดย มี รองนายก (ซึ่งนายกฯนั้นๆ ตั้งไว้)ทำหน้าที่แทน และกระบวนของศาลพิจารณาค่อนข้างช้าท แม้ผู้ทำผิดก็ถูกประกาศก่อน และสอยทีหลัง อย่างน้อยมีโอกาสได้ นั่งนายกฯ นานอาจพอที่จะ ประสานประโยชน์ได้ จึงสมควรแก้ไข อย่างน้อย เงื่อนเวลาของการสิ้นสุด

ส่วนกรณีกระทรวงมหาดไทยประกาศเลื่อนชั้น อบต. ที่ขอเป็นเทศบาล ล่าช้า ทั้งๆที่ได้ขยายระยะเวลาเลือกตั้ง อบต ในวันที่ 6 กันยายน 2552 ไว้ก่อน เพื่อรอเลือกเทศบาลตำบลครั้งเดียว แต่ขณะที่ยังมีสภาพ เป็น อบต.อยู่ และยังไม่มีเทศบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2553 เพราะไม่มีผู้บริหาร แม้จะมีอำนายใช้งบประมาณ รายจ่ายประจำ ได้เท่าปี 2552 ไปก่อน ก็ตาม แต่ประชาชนย่อมเสียประโยชน์ในส่วนที่ควรจะได้รับ อาทิโครงสร้างพื้นฐาน งบประมาณที่จะขอสนับสนุนจากหน่วยงานอื่น ฯลฯ ล้วนเป็นประโยชน์กับประชาชนและท้องถิ่น แม้ประกาศเป็นเทศบาลแล้ว แต่กระบวนการพิจารณาและอนุมัติเทศบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2553ของแต่ละเทศบาลกว่าจะเสร็จสิ้นกระบวนการเป็นเวลานาน ชาวบ้านเสียประโยชน์ จึงสมควรเร่งรัด.


Tuesday, September 1, 2009

อัยการฟ้อง 2 อดีต กกต.ขึ้นเงินเดือนตัวเองแล้ว

MCOT News : อัยการฟ้อง 2 อดีต กกต.ขึ้นเงินเดือนตัวเองแล้ว
อัยการฟ้อง 2 อดีต กกต.ขึ้นเงินเดือนตัวเองแล้ว

ศาลอาญา 31 ส.ค.- อัยการ ฟ้อง 2 อดีต กกต. “ปริญญา - วีระชัย” ขึ้นเงินเดือนตัวเองแล้ว นัดตรวจหลักฐาน 12 ต.ค. ยื่น 120,000 บาท ประกันตัวไป ส่วนอดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ - ผู้ตรวจการแผ่นดิน ส่งหมายให้ ป.ป.ช.ตามตัวมาฟ้องต่อไป

ที่ ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก วันนี้ (31 ส.ค.) พนักงานอัยการ ฝ่ายคดีพิเศษ 5 เป็นโจทก์ ฟ้อง นายปริญญา นาคฉัตรีย์ อายุ 65 ปี และ นายวีระชัย แนวบุญเนียร อายุ 60 ปี อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นจำเลยที่ 1 – 2 ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด และปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตาม ป.อาญา ม.157 ประกอบ ม.83 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 ม.4

ตามฟ้องโจทก์สรุปว่า พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ อดีตประธาน กกต. และ พล.อ.จารุภัทร เรืองสุวรรณ อดีต กกต. ซึ่งยังไม่ได้ตัวมาฟ้อง นายจรัล บูรณพันธุ์ศรี อดีต กกต. (เสียชีวิตแล้ว) และจำเลยทั้ง 2 ซึ่งเป็นกรรมการในหน่วยงานของรัฐ ตาม ม.4 พ.ร.บ.ว่าด้วย ป.ป.ช.ฯ และตาม พ.ร.บ.ว่าด้วย กกต. พ.ศ.2541 ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริต โดย เมื่อวันที่ 16 ส.ค. 2547 จำเลยกับพวกร่วมกันประชุม แล้วมีมติเห็นชอบร่างระเบียบ กกต.ว่าด้วยการจ่ายเงินเพิ่มพิเศษของประธาน กรรมการ และ กกต. พ.ศ.2547 และให้ พล.ต.อ.วาสนา ประธาน กกต. ขณะนั้นออกระเบียบ กกต. ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการจ่ายค่าตอบแทนการปฏิบัติงานของ กกต. พ.ศ.2547 กำหนดเงินค่าตอบแทนการปฏิบัติหน้าที่ ลักษณะเหมาจ่ายเป็นรายเดือน ให้กับจำเลยกับพวก เดือนละ 20,000 บาท โดยให้ใช้บังคับย้อนหลัง ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 2547 เป็นต้นไป ทั้งที่จำเลยทั้ง 2 กับพวก ไม่มีสิทธิได้รับเงินดังกล่าวโดยชอบด้วยกฎหมาย

ต่อมาวันที่ 3 ก.ย. 2547 พล.ต.อ.วาสนา ประธาน กกต. ได้ลงนามออกในระเบียบ กกต.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการจ่ายค่าตอบแทนการปฏิบัติงานของ กกต. พ.ศ.2547 ฉบับลงวันที่ 3 ก.ย. 2547 อันเป็นการมีมติออกระเบียบที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และในวันที่ 6 ก.ย 2547 จำเลยกับพวกยังได้ประชุมแก้ไขระเบียบดังกล่าวในข้อ 2 จากเดิม “ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 2547 เป็นต้นไป” แก้เป็น “ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย. 2547 เป็นต้นไป” จากนั้น ในวันที่ 13 ก.ย. 2547 พล.ต.อ.วาสนา ยังได้ลงนามออกระเบียบ กกต.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการจ่ายค่าตอบแทนการปฏิบัติงานของ กกต. พ.ศ.2547 ฉบับลงวันที่ 13 ก.ย. 2547 โดยแก้ไขข้อความในระเบียบเดิม กระทั่งวันที่ 28 ก.ย. 2547 จำเลยกับพวกได้อาศัยระเบียบดังกล่าว รับเงินค่าตอบแทนไปจากสำนักงาน กกต. คนละ 20,000 บาท รวมเป็นเงิน 100,000 บาท เหตุเกิดที่สำนักงาน กกต. อาคารศรีจุลทรัพย์ แขวงรองเมือง เขตปทุมวัน กทม.

ต่อมา พล.ต.อ.วาสนา พล.อ.จารุภัทร และ นายจรัล ได้ส่งเงินคืน สำนักงาน กกต. ชั้นไต่สวนของ คณะกรรมการ ป.ป.ช. จำเลยทั้ง 2 ให้การปฏิเสธ โดยขอให้ศาลลงโทษจำเลยทั้ง 2 ต่อจากคดีที่ศาลอาญาพิพากษาจำคุกจำเลยทั้ง 2 ในคดีทุจริตจัดการเลือกตั้ง ส.ส.ทั่วไป เมื่อวันที่ 2 เม.ย. 2549 รวม 2 สำนวน รวม 6 ปี ศาลประทับรับฟ้องไว้เป็นหมายเลขดำที่ อ.3015/2552 และนัดตรวจพยานหลักฐาน วันที่ 12 ต.ค. นี้ เวลา 09.00 น. ต่อมา ญาติทั้ง 2 คน ได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์ เป็นเงินสด คนละ 120,000 บาท ขอประกันตัว ศาลพิเคราะห์แล้วอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว โดยตีราคาประกันคนละ 120,000 บาท

ส่วน พล.ต.อ.วาสนา อดีตประธาน กกต. และ พล.อ.จารุภัทร อดีต กกต. และกลุ่มอดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ รวม 13 คน ชุดที่มี นายกระมล ทองธรรมชาติ เป็นประธาน และคณะผู้ตรวจการแผ่นดินรัฐสภา 3 คน ชุดที่มี พล.อ.ธีรเดช มีเพียร เป็นประธาน ซึ่งอัยการสูงสุดมีความเห็นสั่งฟ้องด้วยนั้น

นายเศกสรรค์ บางสมบุญ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีพิเศษ กล่าวว่า อัยการฝ่ายคดีพิเศษ มีหนังสือแจ้งให้ ป.ป.ช.ทราบ และแจ้งหมายให้ผู้ถูกกล่าวทั้งหมดทราบ มารายงานตัวต่ออัยการ ในการยื่นฟ้องคดีต่อศาลอาญาแล้ว อย่างไรก็ดี ขณะนี้อัยการยังไม่ได้กำหนดวัน ว่าจะยื่นฟ้องเมื่อใด เนื่องจากต้องรอว่า ป.ป.ช. ดำเนินกระบวนการแจ้งหมาย ให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบเป็นที่เรียบร้อยเมื่อใด ซึ่งกฎหมายไม่ได้กำหนดเวลาว่าจะใช้เวลาภายในกี่วัน ในการส่งตัวผู้ถูกกล่าวหา

นายเศกสรรค์ ยังกล่าวอีกว่า สำหรับเหตุที่คดีของอดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ อดีต กกต. และผู้ตรวจการแผ่นดิน ไม่ได้ยื่นฟ้องต่อศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เหมือนคดีที่ ป.ป.ช. ชุดที่มี พล.ต.อ.วุฑฒิชัย ศรีรัตนวุฑฒิ รวม 9 คน เป็นจำเลยในความผิดตามมาตรา 157 ที่ออกระเบียบขึ้นเงินเดือนตัวเอง เมื่อปี 2548 เนื่องจากตามกฎหมายระบุว่า นอกจาก ป.ป.ช. แล้ว องค์กรที่กระทำผิดให้ยื่นฟ้องคดีศาลอาญา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคำสั่งให้ฟ้องอดีต กกต. และคณะผู้ตรวจการแผ่นดินฯ นั้น อัยการมีความเห็นตามที่ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด และพิจารณาจากแนวทางคดี ที่ศาลฎีกาฯ มีคำพิพากษาให้จำคุกประธานและกรรม ป.ป.ช. ทั้งคณะ 9 คน ชุดที่มี พล.ต.อ.วุฑฒิชัย เป็นประธาน คนละ 2 ปี ฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ แต่โทษจำคุกให้รอลงอาญา 2 ปี ทั้งนี้ คดีความผิดตาม มาตรา 157 มีอัตราโทษจำคุก 1 - 10 ปี หรือ ปรับ 2,000 – 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ .- สำนักข่าวไทย

>>ห้าปีมาแล้ว อัยการเพิ่งจะสั่งฟ้อง
เสื้อแดงที่รอคดีสนามบิน ก็รอไปพลางๆก่อน
ถ้าทำคดีเร็ว อัยการก็จะโดนกล่าวหาได้ว่า สองมาตรฐาน
:D - TDMZ


Wednesday, August 19, 2009

ต่อลมหายใจ 44 สส.ปมถือหุ้น

โพสต์ ทูเดย์ - ต่อลมหายใจ 44 สส.ปมถือหุ้น
กกต.ต่อลมหายใจ เลื่อนชี้ขาดสถานภาพ 44 ส.ส. ปมถือหุ้น ไปหลัง 25 ส.ค. เหตุมีเอกสารเพิ่ม

นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) กล่าวว่า วันนี้ที่ประชุม กกต.ยังไม่สามารถลงมติในกรณีที่มีผู้ร้องเรียนว่า 44 ส.ส.ถือหุ้นในบริษัทที่รับสัมปทานรัฐและหุ้นในกิจการสื่อว่าเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ เนื่องจากอนุกรรมการไต่สวนกรณีดังกล่าวพบผู้เกี่ยวข้องและได้รับเอกสารเพิ่มเติม จึงต้องทำข้อสรุปใหม่ รวมทั้งแยกแยะบริษัทที่ถือหุ้นให้ชัดเจนแล้วนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุม กกต.อีกครั้งในวันที่ 25 ส.ค.นี้ หลังจากนั้นจะให้เวลา กกต.ศึกษาสำนวนการสอบสวนเพื่อลงมติต่อไป

"หลังจากฝ่ายเลขาฯ ของคณะอนุกรรมการไต่สวนเสนอข้อมูลเข้ามา ท่านประธาน(กกต.)จะนำเสนอต่อที่ประชุม และถ่ายเอกสารให้กรรมการนำไปศึกษา และจะนัด(ลงมติ)ภายในระยะเวลา 7 วัน" นายสุทธิพล กล่าว

ทั้งนี้ ที่ประชุมฯ มอบหมายให้ฝ่ายเลขานุการฯ กลับไปจัดทำเอกสารใหม่ โดยแยกแยะจัดระบบเกี่ยวกับบริษัทที่ถือหุ้นให้ชัดเจนว่า บริษัทใดเป็นบริษัทใหม่ที่ยังไม่เคยอยู่ในวินิจฉัยของ กกต., บริษัทใดที่อนุกรรมการไต่สวนเห็นต่างจากที่ กกต.ให้ความเห็นไปแล้วก่อนหน้านี้ โดยให้แยกประเด็นการถือครองหุ้นกู้และหุ้นสามัญ แล้วนำกลับมาเสนอที่ประชุม กกต.

เลขาธิการ กกต. กล่าวว่า หลังจากอนุกรรมการไต่สวนส่งเอกสารให้ประธาน กกต.แล้ว คาดว่าจะมีการนำเข้าสู่ที่ประชุมฯ ทันที เพื่อพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป

สำหรับ ส.ส.ทั้ง 44 ราย ประกอบด้วย ส.ส.พรรคเพื่อไทย 23 ราย, ส.ส.พรรคเพื่อแผ่นดิน 8 ราย, ส.ส.พรรคภูมิใจไทย พรรคชาติไทยพัฒนา และพรรคประชาราช พรรคละ 3 ราย, ส.ส.พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา 2 ราย, ส.ส.พรรคกิจสังคม และประชาธิปัตย์ อีกพรรคละ 1 ราย

ทั้งนี้ ส.ส.ในกลุ่มนี้มี 6 ราย ที่เป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลปัจจุบัน ได้แก่ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี, นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รมว.พลังงาน, นายไพฑูรย์ แก้วทอง รมว.แรงงาน, นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย, นายมานิต นพอมรบดี รมช.สาธารณสุข และนายเกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร รมช.คมนาคม



Thursday, July 16, 2009

ฟัน 13 สส.ปชป.ถือหุ้นต้องห้าม

โพสต์ ทูเดย์ - ฟัน 13 สส.ปชป.ถือหุ้นต้องห้าม
มติกกต.ฟัน13สส.ปชป.ถือหุ้นกิจการต้องห้ามสุเทพ-ไตรรงค์-จุติติดโผ/ยกคำร้องเมียกษิต

คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)มีมติเป็นเอกฉันท์ว่า 13 ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ถือครองหุ้นในบริษัทที่มีลักษณะต้องห้าม ซึ่งมีผลให้ต้องพ้นจากสมาชิกภาพ โดยจะส่งผลการตัดสินให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรเพื่อให้เสนอเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยชี้ขาดในขั้นตอนสุดท้าย

พร้อมกันนั้น กกต.ยกคำร้องกรณีให้สอบสมาชิกภาพของนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ เนื่องจากภรรยาถือครองหุ้นกู้บริษัท ทางด่วนกรุงเทพ เพราะเห็นว่าหุ้นกู้ไม่ได้มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงกิจการของบริษัท


Thursday, June 11, 2009

กกต.ยุติสอบ"เนวิน"ช่วยตั้งรบ.

โพสต์ ทูเดย์ - กกต.ยุติสอบ"เนวิน"ช่วยตั้งรบ.
กกต.มีมติ ให้ยุติเรื่อง "เนวิน" ช่วย "อภิสิทธิ์" ตั้งรัฐบาล ชี้ มีสาระเดียวกับที่เคยให้ความเห็นไปแล้ว

นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการกกต. แถลงว่า ที่ประชุม กกต.ได้พิจารณามีมติเสียงข้างมากให้ยุติเรื่องกรณีคำร้องของนายพิชา วิจิตรศิลป ประธานชมรมกฎหมายภิวัฒน์และเครือข่าย ที่ขอให้ กกต.ยุบพรรคประชาธิปัตย์ จากกรณีการจัดตั้งรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ได้รับการสนับสนุนโดยน่าจะมีการขอให้ผู้ที่ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง เช่นนายเนวิน ชิดชอบ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน นายบรรหาร ศิลปอาชา เป็นต้น นั้นเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ตามความเห็นของคณะอนุกรรมการ เนื่องจากเห็นว่าข้อร้องเรียนของนายพิชา มีสาระในทำนองเดียวกับที่นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ได้ร้องเรียน และกกต.ก็เคยมีความเห็นให้ยุติเรื่องไปแล้ว

Tuesday, December 11, 2007

Watchdog barks at election officials

The election office in this northeastern province has recommended the transfer of five government officials for political prejudice.

December 9, 2007

"The five are suspected of involvement in the intimidation of political canvassers and other violations of the campaign rules," provincial election-committee chairman Kasem Wattanatham said yesterday.

Their superiors will decide whether to launch disciplinary proceedings or reinstate them after the balloting, he said.

Provincial authorities are investigating eight complaints of vote-buying, he said. Law-enforcement officers are acting on a tip-off about irregular money movements in 20 locations ready to be paid out in exchange for votes.

Candidates and their ground operatives have devised new gimmicks to secure votes, he said. For example, some canvassers will give Bt20,000 to Bt30,000 to a grocer, and the villagers will pick up the pre-paid goods later.

In Chiang Rai, the 17 Northern Provinces Kamnan and Village Headmen Association issued a statement calling on its members to stop canvassing for votes.

Association chairman Inwan Bangngern said candidates were trying to recruit canvassers among public-health volunteers, village volunteers and the elderly to replace kamnan and village headmen.

Election Commissioner Sodsri Satayatham arrived in the province to launch an awareness campaign for absentee voting next weekend.

Commenting on the fierce vote-buying, Sodsri said the EC would tighten its monitoring in the final week of campaigning.

She said she had read the news reports about the intimidation of campaigners for the People Power Party but found that the PPP had made complaints only to attract publicity and had not asked the EC for action.

In Bangkok, EC chairman Apichart Sukhagganond rebuffed suspicions of half-baked efforts to suppress vote-buying, saying his agency was fighting money politics with all means available to it.

The Nation

Buri Ram

Label Cloud