Find Other Sides of Thai Politic. Update you on the political turmoil in Thailand.

อ่าน ทวิตเตอร์

Upcoming

Showing posts with label da. Show all posts
Showing posts with label da. Show all posts

Monday, March 1, 2010

อสส.แกะคำพิพากษา หาช่องฟ้องแม้วต่อ [posttoday]

อสส.แกะคำพิพากษาหาช่องฟ้องแม้วต่อ
อัยการสูงสุดเตรียมพิจารณาคำตัดสินศาลคดียึดทรัพย์ฉบับเต็มอย่างละเอียดเพื่อหาหลักฐานดำเนินคดีเกี่ยวกับการใช้อำนาจหน้าที่ทักษิณขณะเป็นนายกฯ

นายจุลสิงห์ วสันตสิงห์ อัยการสูงสุด เปิดเผยถึงการติดตามดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจหน้าที่ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีหลังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาคดียึดทรัพย์ว่า ได้มอบหมายให้นายธนพิชญ์ มูลพฤกษ์ อธิบดีอัยการคดีพิเศษ รับผิดชอบในการนำคำพิพากษาฉบับเต็มของศาลฎีกา ฯ มาตรวจพิจารณาประเด็นต่างๆ ที่ศาลมีคำวินิจฉัยไว้ เพื่อสรุปว่ามีเรื่องใดบ้างที่มีพฤติการณ์กระทำผิด

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ศาลวินิจฉัยมีหลายเรื่องที่อยู่ในมือของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจรตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แล้วหลังจากที่ คตส. หมดวาระการปฏิบัติหน้าที่ได้ส่งมอบสำนวนต่อให้ ป.ป.ช. ก็ต้องให้ ป.ป.ช. ดำเนินการตรวจสอบตามอำนาจหน้าที่และขั้นตอนตามที่กฎหมายกำหนดต่อไป

ขณะที่คำพิพากษาของศาลพบว่ามีบางเรื่องที่วินิจฉัยไว้ว่าเป็นเพียงเรื่องที่ ไม่พึงกระทำ ดังนั้นอัยการต้องตรวจสอบอีกครั้ง...
อ่านต่อ

Thursday, September 24, 2009

ควันหลงจากกรณียกฟ้องคดีกล้ายาง คตส.ซัด"อัยการ"ไม่ทำหน้าที่ทนายแผ่นดิน

ควันหลงจากกรณียกฟ้องคดีกล้ายาง คตส.ซัด"อัยการ"ไม่ทำหน้าที่ทนายแผ่นดิน - Suthichaiyoon.com
คตส.เดือดอัยการหยามหลังแพ้คดีกล้ายาง โต้เป็นทนายแผ่นดินแต่ไม่ทำหน้าที่ เที่ยววุ่นวายสร้างความสับสนในสังคม แฉมีกระบวนการดิสเครดิต หัวโจกกระบวนการยุติธรรมเป็นพยานให้จำเลย “สัก-นาม” มั่นใจคดี “หวยบนดิน” เอาผิดได้แน่ เหตุหลักฐานแน่น "ทักษิณ" เหน็บอดีตรัฐมนตรีย้ายฟากเพื่อรอดพ้นคดี จวกเป็นพวกนายหน้าค้าอำนาจ

อดีตคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ประกอบด้วย นายนาม ยิ้มแย้ม ประธาน คตส. นายอุดม เฟื่องฟุ้ง นายกล้านรงค์ จันทิก นายวิโรจน์ เลาหะพันธุ์ นายแก้วสรร อติโพธิ นายสัก กอแสงเรือง และคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ได้ประชุมหารือกัน หลังจากที่ศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษายกฟ้องคดีทุจริตกล้ายางพารา 90 ล้านต้น โดยที่ประชุมได้หารือถึงกรณีที่โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) ออกมาโจมตีการทำงานของ คตส.ที่พ่ายแพ้คดี

นายสัก แถลงภายหลังการหารือว่า สาเหตุต้องแถลง เพราะโฆษกอัยการสูงสุดพาดพิง คตส. โดยมีการวิจารณ์สั่งสอน และหยามการทำงานของ คตส. โดย คตส.ขอชี้แจงว่า การแถลงครั้งนี้ไม่เกี่ยวกับคำพิพากษาของศาลฎีกา โดย คตส.ยอมรับ และถือเป็นข้อยุติ แต่กลับมีการกระทำของผู้ที่เกี่ยวข้องในองค์กรหลักในกระบวนการยุติธรรมออกมาวิจารณ์

จึงอยากถามว่า หลังจากศาลพิพากษาแล้ว องค์กรอัยการมีหน้าที่ต้องออกมาชี้แจงหรือไม่ หากไม่มีหน้าที่แล้วออกมาชี้แจง ก็จะให้สังคมไปพิจารณาเอง เพราะทำให้สังคมวุ่นวายและทำให้องค์กรกระบวนการยุติธรรมเสื่อม ซึ่งมีมาแล้วหลายองค์กร ที่มีความเสื่อมมาจากผู้นำ

นายสัก กล่าวว่า ศาลฎีกาฯ ได้พิพากษาว่า คตส.ได้แจ้งข้อกล่าวหาครบถ้วน และมีอำนาจเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย สามารถนำพยานในชั้นตรวจสอบมาใช้ในชั้นไต่สวนได้ ส่วนที่อัยการเห็นว่า คตส.ไม่มีอำนาจฟ้องเองจนจำเลยยกมาเป็นข้อต่อสู้ ศาลได้พิพากษาแล้วว่า คตส.มีอำนาจฟ้อง

“การที่บอกว่า คตส.ฟ้องคดีเองทำให้รัฐเสียหาย ต้องเสียค่าทนายความ เนื่องจากอัยการมีหน้าที่ฟ้องคดีแทนแผ่นดิน แต่ไม่ทำหน้าที่ กฎหมายจึงกำหนดให้ คตส.ต้องจัดหาทนายความฟ้องเอง โดยขอให้สภาทนายความ ส่งทนายความฟ้องความให้ จนขณะนี้ยังไม่มีการจ่ายค่าทนายแต่อย่างใด จึงขอถามสังคมว่า ถึงเวลาสมควรแล้วหรือยัง ที่จะมีองค์กรอิสระภาคประชาชน มาทำหน้าที่ในกรณีที่องค์กรของรัฐไม่ทำหน้าที่ เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา ไต้หวัน เกาหลี เหมือนสุภาษิตจีนที่ว่า อย่าปล่อยให้คนชั่วลอยนวล” นายสัก กล่าว

คตส.จวกอัยการดิสเครดิต

นายสัก กล่าวว่า การที่อัยการออกมาแถลงว่า จะฟ้องใครต้องมีหลักฐานเพียงพอที่ศาลจะลงโทษได้ ขอถามอัยการว่า ผลที่สุดแล้ว ผลแห่งคดีที่อัยการฟ้อง ไม่มีการยกฟ้องเลยใช่หรือไม่ แต่ปรากฏว่ามีผู้รับผิดชอบระดับสูงของกระบวนการยุติธรรม ไปเบิกความพยานฝ่ายจำเลย ทั้งคดีกล้ายาง และคดีหวย 2 ตัว 3 ตัว และตอบคำถามทนายจำเลยบางประการว่า เรื่องนี้ไม่ใช่ข้อกฎหมาย มันเป็นเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวพัน ผลจึงออกมาในลักษณะนี้

"ขอยืนยันว่า คตส.ทำหน้าที่เพื่อแผ่นดิน แต่กลับถูกกล่าวหา และฟ้องร้องทั้งคดีแพ่งและอาญา จากฝ่ายผู้ถูกตรวจสอบรวมกว่า 20 คดี แล้วยังต้องมาถูกกล่าวหาซ้ำเติม จากเจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมของรัฐบางกลุ่มอีก ดังนั้น เราต้องจับตาดูว่า มีกระบวนการดิสเครดิตการทำงานของ คตส. ผ่านบางกลุ่ม บางพวกในองค์กรกระบวนการยุติธรรม ซึ่งสังเกตได้ว่า กระบวนการนี้เริ่มขึ้นตั้งแต่ คตส.ชี้มูลความผิดคดีซีทีเอ็กซ์"

มั่นใจคดี "หวย" เอาผิดได้แน่

นายสัก ยังตั้งข้อสังเกตว่า หลังจากคดีกล้ายางแล้ว ขอให้รอดูคดีหวย 2 ตัว 3 ตัว ในช่วงปลายเดือนก.ย.ว่า ศาลจะตัดสินอย่างไร เพราะจากการวิเคราะห์พบว่า 1.มติ ครม.ที่อนุมัติให้ออกหวยบนดินได้ ผิดกฎหมาย เพราะเป็นสลากกินรวบ ไม่ใช่สลากกินแบ่ง ถือเป็นการพนัน กฎหมายเขียนไว้ชัดเจนว่าผิด

2.มติ ครม.ที่อนุมัติให้สำนักงานสลากกินแบ่งฯ ไม่ต้องนำเงินส่งกระทรวงการคลัง 28% ต้องถามว่า ครม.มีอำนาจยกเว้นการไม่นำเงินภาษีส่งคลังหรือไม่ เพราะถือว่า ไม่มีกฎหมายรองรับ และ 3.มติ ครม.ที่สั่งให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการศึกษาและการช่วยเหลือสังคม นำเงินไปใช้ในโครงการเพื่อสังคม ก็ถือว่า ไม่มีกฎหมายรองรับเช่นกัน

นายนาม กล่าวว่า ไม่หนักใจในการที่ศาลจะพิจารณาคดีหวยบนดินในวันที่ 30 ก.ย.นี้ เพราะมั่นใจในหลักฐานของ คตส. แต่การต่อสู้ในข้อกฎหมายย่อมมีทั้งบวกและลบ อะไรก็เกิดขึ้นได้ เมื่อศาลตัดสินออกมาอย่างไร คตส.ก็พร้อมรับ แต่จะเห็นด้วยหรือไม่ก็อีกเรื่องหนึ่ง และเชื่อว่าคดีนี้ไม่มีเหตุผลทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง ขึ้นกับดุลยพินิจของศาลในการปกป้องประโยชน์ของแผ่นดิน

"แก้วสรร" ซัดโฆษกอัยการ "พูดไม่สวย"

นายแก้วสรร กล่าวเสริมว่า คตส.คงไม่ไปฟ้องร้องโฆษกอัยการสูงสุด ที่ออกมาพาดพิงการทำงานของ คตส. แต่การพูดในลักษณะเช่นนี้ มันไม่สวย เพราะจะมีผลกระทบกับอีกหลายคดีที่รอการพิพากษาในชั้นศาล และใน ป.ป.ช.ซึ่งแต่ละคดีจะมีความแน่นและหนักเบาไม่เหมือนกัน ดังนั้น การพูดจึงไม่ควรมาก้าวล่วง คตส.เช่นกัน

ผู้สื่อข่าวถามว่า การที่โฆษกอัยการสูงสุดออกมาพูดอย่างนี้มีอะไรอยู่เบื้องหลังหรือไม่ เพราะมีผู้บริหารสูงสุดของอัยการสูงสุด (อสส.) ตกเป็นจำเลยในคดีการจัดซื้อเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิดซีทีเอ็กซ์หรือไม่ นายแก้วสรร ตอบว่า คตส.ไม่บังอาจไปคิดก้าวล่วงอย่างนั้น เพราะยังมีเรื่องในชั้นศาลอีกหลายคดี ไม่อยากไปละเมิดศาล

เมื่อถามว่า สาเหตุที่ คตส.แพ้คดีกล้ายาง เพราะมี คตส.บางคน ไปเป็นพยานฝ่ายจำเลยหรือไม่ นายแก้วสรร กล่าวว่า เขาเป็นคนที่ทนายจำเลย คณะกรรมการนโยบายพัฒนาและช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) อ้างอิงให้เป็นพยาน ซึ่งเขาเป็นเสียงส่วนน้อยใน คตส. ที่เห็นว่า คชก.ไม่มีความผิด เพราะเป็นการอนุมัติงบตามอำนาจหน้าที่ ดังนั้นที่เขาต้องไปให้ปากคำ เพราะทำตามอำนาจศาลในการเรียกพยาน

"ทักษิณ" เหน็บอดีต รมต.ย้ายฟากเพื่อรอดคดี

เมื่อเวลา 13.00 น.วานนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เขียนข้อความลงบนเว็บไซต์ twitter.com ใน Thaksinlive ถึงการตัดสินคดีกล้ายาง ที่ศาลฎีกาฯ ยกฟ้องจำเลยทั้ง 44 คน โดยมีใจความว่า "จากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 21 ก.ย. ผมรู้สึกเห็นใจและขอบคุณอย่างสุดซึ้งต่ออดีตรัฐมนตรีที่ยังมั่นคงอยู่กับผมแต่โดนคดี ผมไม่ขัดข้องและไม่โกรธเลยถ้าท่านจะย้ายข้ามฟากเพื่อความรอดพ้น เพราะท่านมีครอบครัวต้องรับผิดชอบ

พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวอีกว่า แต่ข้ามฟากอย่างเดียวไม่พอ ท่านต้องเนียนด้วยการคลอเคลียใส่ความผมเยอะๆ และลืมไม่ได้ ต้องกล่าวทับถมระบอบทักษิณ ที่ครั้งหนึ่งท่านเคยว่าคนที่ว่าเรามาก่อน และข้อกล่าวหาที่ได้ผลชัด คือ ล้มล้างสถาบัน ทั้งๆ ที่ท่านรู้ดีว่าผมเทิดทูนสูง เพราะท่านก็เคยร่วมกับผมทำงานถวายอย่างมีความสุขมาหลายปีหลายงาน และเราก็เคยพูดกันใน ครม. ถ้าท่านทำได้ครบก็จะมีคนยกหูช่วยท่านให้หลุดพ้น

ผมขอให้โชคดีและพ้นคดีกันทุกคนนะครับ ถ้าเนียนจริงก็จะได้เป็นนายหน้าค้าอำนาจ ไม่ต้องห่วงผม ชีวิตผมต้องช่วยตัวเองครับ เกิดปีวัวกลางวันก็หนักหน่อย ผมใช้ชีวิตอยู่ต่างแดนก็สบายดีครับ ถึงแม้จะเหงาหน่อยแต่ก็จิตสงบดี เพราะไม่ได้ฟังเรื่องไร้สาระรายวัน คนที่นี่เขาใช้เวลาทำมาหากินอย่างมีกติกาครับ"

"พัชรวาท" ร้องศาล ปค.ล้มมติ ป.ป.ช.

นายสมบูรณ์ บุญญาภิรมย์ ทนายความที่รับมอบอำนาจจาก พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. ได้ยื่นฟ้องคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ทั้งคณะ กรณีที่มีมติชี้มูลความผิด พล.ต.อ.พัชรวาท กระทำความผิดวินัยร้ายแรง ฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง และมีความผิดอาญา ฐานเป็นเจ้าพนักงานละเว้นไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ ทำให้ผู้อื่นได้รับความเสียหาย ในการสลายการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 7 ต.ค.2551

โดยขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำวินิจฉัยและชี้มูล และมติรับรองคำวินิจฉัยดังกล่าว พร้อมทั้งเรียกร้องให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชดใช้ค่าเสียหาย ทดแทนความเสียหายที่เกิดแก่สิทธิ และเกียรติยศชื่อเสียง เป็นเงิน 50 ล้านบาท รวมทั้งขอให้ศาลปกครองไต่สวนฉุกเฉิน และมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวด้วย


Saturday, September 19, 2009

กองทุนฟื้นฟูฯฟ้องคุณหญิงพจมานคืนที่ดินรัชดาฯ

กองทุนฟื้นฟูฯฟ้องคุณหญิงพจมานคืนที่ดินรัชดาฯ - กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์

กองทุนฟื้นฟูฯส่งอัยการยื่นฟ้องแพ่งคุณหญิงพจมาน ส่งคืนที่ดินย่านรัชดาฯ 4 แปลง 33 ไร่เศษ มูลค่า 772 ล้าน ชี้นิติกรรมสัญญาซื้อขายปี46 เป็นโมฆะ
ที่ศาลแพ่ง ถ.รัชดาภิเษก นายพศิน ทิพยรักษ์ พนักงานอัยการฝ่ายคดีแพ่ง รับมอบอำนาจจากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ อดีตภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลย เรื่องโมฆะกรรม ขอให้ศาลเพิกถอนรายการจดทะเบียนขายโฉนดที่ดินรัชดาภิเษก 4 แปลงจำนวน 33 ไร่เศษมูลค่า 772 ล้านบาท และให้ส่งมอบการครอบครองที่ดินคืน

ตามฟ้องอัยการโจทก์สรุปว่า เมื่อวันที่ 16 ธ.ค. 46 คุณหญิงพจมาน จำเลย เข้าร่วมยื่นซองประกวดราคาซื้อที่ดินดังกล่าวต่อมา กองทุนฯ ประกาศให้เป็นผู้ชนะในการซื้อที่ดิน 4 แปลงในราคาสูงสุดเป็นเงิน 772 ล้านบาทโดยกองทุนฯ และคุณหญิงพจมาน จำเลยตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายทรัพย์สินเมื่อวันที่ 17 ธ.ค. 46 และได้ดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิที่ดินให้กับคุณหญิงพจมาน จำเลยในวันที่ 30 ธ.ค. 46 โดยสัญญาซื้อขายที่ดินมีข้อความว่า กองทุนฯ โจทก์ ผู้ขายตกลงยอมขาย และคุณหญิงพจมาน จำเลย ผู้ซื้อตกลงยอมซื้อ

แต่ต่อมาภายหลังจากทำสัญญาซื้อขาย คุณหญิงพจมาน จำเลย และ พ.ต.ท.ทักษิณ สามี ถูกอัยการสูงสุดยื่นฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในความผิดต่อ พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ จากกรณีที่คุณหญิงพจมาน จำเลยคู่สมรสของ พ.ต.ท.ทักษิณเข้าเป็นคู่สัญญาทำสัญญาซื้อขายที่ดิน 4 แปลงกับกองทุนฯ ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ ที่อยู่ในอำนาจกำกับดูแลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ต่อมาวันที่ 17 ก.ย. 51 ศาลฎีกาฯ มีคำพิพากษาว่า พ.ต.ท.ทักษิณมีความผิดให้จำคุก 2 ปี

การที่คุณหญิงพจมาน จำเลยเสนอตัวเข้ายื่นซองจนชนะการประกวดและเข้าทำนิติกรรมสัญญาจะซื้อจะขายและสัญญาซื้อขายที่ดินกับกองทุนฯ ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐที่นายกฯ เป็นผู้มีอำนาจกำกับดูแล โดยคุณหญิงพจมาน จำเลยรู้และตระหนักดีว่าตนเองเป็นคู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมายของพ.ต.ท.ทักษิณ ดังนั้นการเข้าทำนิติกรรมสัญญาย่อมเป็นการทำโดยมีวัตถุประสงค์ขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนรวม และส่วนตัวซึ่งต้องห้ามตามพ.ร.บ.ว่าด้วยป.ป.ช. มาตรา 100

เมื่อคุณหญิงพจมาน จำเลย มีเจตนาจงใจเข้าทำนิติกรรมสัญญาทั้งที่ต้องห้ามตามกฎหมายดังกล่าวแล้ว สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินทั้ง 4 แปลงจึงตกเป็นโมฆะทันที ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 150 ซึ่งมีผลทำให้การจดทะเบียนซื้อขายที่ดินวันที่ 30 ธ.ค. 46 ระหว่างกองทุนฯ โจทก์ กับคุณหญิงพจมาน จำเลยเป็นอันสิ้นผล ไม่มีผลบังคับใช้ไปด้วย คุณหญิงพจมาน จำเลยจึงมีภาระต้องดำเนินการให้เจ้าพนักงานที่ดิน สาขาห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร ทำการเพิกถอนการจดทะเบียนที่ดิน และให้ส่งมอบคืนต้นฉบับโฉนดที่ดินทั้ง 4 แปลงที่ดำเนินการเพิกถอนการจดทะเบียนเรียบร้อยแล้วให้กับกองทุนฯ พร้อมทั้งต้องส่งมอบการครอบครองที่ดินในสภาพสมบูรณ์เช่นเดิมโดยปราศจากภาระผูกพันใดๆ ทั้งสิ้น

กองทุนฯ โจทก์เคยมีหนังสือแจ้งให้คุณหญิงพจมาน จำเลยดำเนินการ แต่ยังไม่ดำเนินการเมื่อกองทุนฯ โจทก์ไม่มีวิธีอื่นบังคับจึงต้องนำคดีมาฟ้อง และขอให้ศาลพิพากษาว่าสัญญาจะซื้อจะขายทรัพย์สินและหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดิน 4 แปลงระหว่างกองทุนฯ โจทก์ กับคุณหญิงพจมาน จำเลยตกเป็นโมฆะตามกฎหมาย และให้เพิกถอนการจดทะเบียนขายที่ดินวันที่ 30 ธ.ค. 46 พร้อมทั้งให้นำต้นฉบับโฉนดที่ดินทั้ง 4 แปลงคืนให้กองทุนฯ โจทก์ โดยให้คุณหญิงพจมาน จำเลยเป็นผู้เสียค่าธรรมเนียมและภาษีพร้อมค่าทนายความ หากไม่ยินยอมให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแพ่งเป็นการแสดงแทนเจตนาคุณหญิงพจมาน จำเลยดำเนินการส่งโฉนดคืนแก่กองทุนฯ

ทั้งนี้ศาลแพ่งประทับรับฟ้องคดีไว้เป็นคดีดำที่ 5379/2552 และนัดให้ กองทุนฯ และคุณหญิงพจมานมาศาลเพื่อกำหนดประเด็นการสืบพยานต่อไป




Tuesday, September 1, 2009

อัยการฟ้อง 2 อดีต กกต.ขึ้นเงินเดือนตัวเองแล้ว

MCOT News : อัยการฟ้อง 2 อดีต กกต.ขึ้นเงินเดือนตัวเองแล้ว
อัยการฟ้อง 2 อดีต กกต.ขึ้นเงินเดือนตัวเองแล้ว

ศาลอาญา 31 ส.ค.- อัยการ ฟ้อง 2 อดีต กกต. “ปริญญา - วีระชัย” ขึ้นเงินเดือนตัวเองแล้ว นัดตรวจหลักฐาน 12 ต.ค. ยื่น 120,000 บาท ประกันตัวไป ส่วนอดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ - ผู้ตรวจการแผ่นดิน ส่งหมายให้ ป.ป.ช.ตามตัวมาฟ้องต่อไป

ที่ ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก วันนี้ (31 ส.ค.) พนักงานอัยการ ฝ่ายคดีพิเศษ 5 เป็นโจทก์ ฟ้อง นายปริญญา นาคฉัตรีย์ อายุ 65 ปี และ นายวีระชัย แนวบุญเนียร อายุ 60 ปี อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นจำเลยที่ 1 – 2 ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด และปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตาม ป.อาญา ม.157 ประกอบ ม.83 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 ม.4

ตามฟ้องโจทก์สรุปว่า พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ อดีตประธาน กกต. และ พล.อ.จารุภัทร เรืองสุวรรณ อดีต กกต. ซึ่งยังไม่ได้ตัวมาฟ้อง นายจรัล บูรณพันธุ์ศรี อดีต กกต. (เสียชีวิตแล้ว) และจำเลยทั้ง 2 ซึ่งเป็นกรรมการในหน่วยงานของรัฐ ตาม ม.4 พ.ร.บ.ว่าด้วย ป.ป.ช.ฯ และตาม พ.ร.บ.ว่าด้วย กกต. พ.ศ.2541 ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริต โดย เมื่อวันที่ 16 ส.ค. 2547 จำเลยกับพวกร่วมกันประชุม แล้วมีมติเห็นชอบร่างระเบียบ กกต.ว่าด้วยการจ่ายเงินเพิ่มพิเศษของประธาน กรรมการ และ กกต. พ.ศ.2547 และให้ พล.ต.อ.วาสนา ประธาน กกต. ขณะนั้นออกระเบียบ กกต. ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการจ่ายค่าตอบแทนการปฏิบัติงานของ กกต. พ.ศ.2547 กำหนดเงินค่าตอบแทนการปฏิบัติหน้าที่ ลักษณะเหมาจ่ายเป็นรายเดือน ให้กับจำเลยกับพวก เดือนละ 20,000 บาท โดยให้ใช้บังคับย้อนหลัง ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 2547 เป็นต้นไป ทั้งที่จำเลยทั้ง 2 กับพวก ไม่มีสิทธิได้รับเงินดังกล่าวโดยชอบด้วยกฎหมาย

ต่อมาวันที่ 3 ก.ย. 2547 พล.ต.อ.วาสนา ประธาน กกต. ได้ลงนามออกในระเบียบ กกต.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการจ่ายค่าตอบแทนการปฏิบัติงานของ กกต. พ.ศ.2547 ฉบับลงวันที่ 3 ก.ย. 2547 อันเป็นการมีมติออกระเบียบที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และในวันที่ 6 ก.ย 2547 จำเลยกับพวกยังได้ประชุมแก้ไขระเบียบดังกล่าวในข้อ 2 จากเดิม “ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 2547 เป็นต้นไป” แก้เป็น “ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย. 2547 เป็นต้นไป” จากนั้น ในวันที่ 13 ก.ย. 2547 พล.ต.อ.วาสนา ยังได้ลงนามออกระเบียบ กกต.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการจ่ายค่าตอบแทนการปฏิบัติงานของ กกต. พ.ศ.2547 ฉบับลงวันที่ 13 ก.ย. 2547 โดยแก้ไขข้อความในระเบียบเดิม กระทั่งวันที่ 28 ก.ย. 2547 จำเลยกับพวกได้อาศัยระเบียบดังกล่าว รับเงินค่าตอบแทนไปจากสำนักงาน กกต. คนละ 20,000 บาท รวมเป็นเงิน 100,000 บาท เหตุเกิดที่สำนักงาน กกต. อาคารศรีจุลทรัพย์ แขวงรองเมือง เขตปทุมวัน กทม.

ต่อมา พล.ต.อ.วาสนา พล.อ.จารุภัทร และ นายจรัล ได้ส่งเงินคืน สำนักงาน กกต. ชั้นไต่สวนของ คณะกรรมการ ป.ป.ช. จำเลยทั้ง 2 ให้การปฏิเสธ โดยขอให้ศาลลงโทษจำเลยทั้ง 2 ต่อจากคดีที่ศาลอาญาพิพากษาจำคุกจำเลยทั้ง 2 ในคดีทุจริตจัดการเลือกตั้ง ส.ส.ทั่วไป เมื่อวันที่ 2 เม.ย. 2549 รวม 2 สำนวน รวม 6 ปี ศาลประทับรับฟ้องไว้เป็นหมายเลขดำที่ อ.3015/2552 และนัดตรวจพยานหลักฐาน วันที่ 12 ต.ค. นี้ เวลา 09.00 น. ต่อมา ญาติทั้ง 2 คน ได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์ เป็นเงินสด คนละ 120,000 บาท ขอประกันตัว ศาลพิเคราะห์แล้วอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว โดยตีราคาประกันคนละ 120,000 บาท

ส่วน พล.ต.อ.วาสนา อดีตประธาน กกต. และ พล.อ.จารุภัทร อดีต กกต. และกลุ่มอดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ รวม 13 คน ชุดที่มี นายกระมล ทองธรรมชาติ เป็นประธาน และคณะผู้ตรวจการแผ่นดินรัฐสภา 3 คน ชุดที่มี พล.อ.ธีรเดช มีเพียร เป็นประธาน ซึ่งอัยการสูงสุดมีความเห็นสั่งฟ้องด้วยนั้น

นายเศกสรรค์ บางสมบุญ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีพิเศษ กล่าวว่า อัยการฝ่ายคดีพิเศษ มีหนังสือแจ้งให้ ป.ป.ช.ทราบ และแจ้งหมายให้ผู้ถูกกล่าวทั้งหมดทราบ มารายงานตัวต่ออัยการ ในการยื่นฟ้องคดีต่อศาลอาญาแล้ว อย่างไรก็ดี ขณะนี้อัยการยังไม่ได้กำหนดวัน ว่าจะยื่นฟ้องเมื่อใด เนื่องจากต้องรอว่า ป.ป.ช. ดำเนินกระบวนการแจ้งหมาย ให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบเป็นที่เรียบร้อยเมื่อใด ซึ่งกฎหมายไม่ได้กำหนดเวลาว่าจะใช้เวลาภายในกี่วัน ในการส่งตัวผู้ถูกกล่าวหา

นายเศกสรรค์ ยังกล่าวอีกว่า สำหรับเหตุที่คดีของอดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ อดีต กกต. และผู้ตรวจการแผ่นดิน ไม่ได้ยื่นฟ้องต่อศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เหมือนคดีที่ ป.ป.ช. ชุดที่มี พล.ต.อ.วุฑฒิชัย ศรีรัตนวุฑฒิ รวม 9 คน เป็นจำเลยในความผิดตามมาตรา 157 ที่ออกระเบียบขึ้นเงินเดือนตัวเอง เมื่อปี 2548 เนื่องจากตามกฎหมายระบุว่า นอกจาก ป.ป.ช. แล้ว องค์กรที่กระทำผิดให้ยื่นฟ้องคดีศาลอาญา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคำสั่งให้ฟ้องอดีต กกต. และคณะผู้ตรวจการแผ่นดินฯ นั้น อัยการมีความเห็นตามที่ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด และพิจารณาจากแนวทางคดี ที่ศาลฎีกาฯ มีคำพิพากษาให้จำคุกประธานและกรรม ป.ป.ช. ทั้งคณะ 9 คน ชุดที่มี พล.ต.อ.วุฑฒิชัย เป็นประธาน คนละ 2 ปี ฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ แต่โทษจำคุกให้รอลงอาญา 2 ปี ทั้งนี้ คดีความผิดตาม มาตรา 157 มีอัตราโทษจำคุก 1 - 10 ปี หรือ ปรับ 2,000 – 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ .- สำนักข่าวไทย

>>ห้าปีมาแล้ว อัยการเพิ่งจะสั่งฟ้อง
เสื้อแดงที่รอคดีสนามบิน ก็รอไปพลางๆก่อน
ถ้าทำคดีเร็ว อัยการก็จะโดนกล่าวหาได้ว่า สองมาตรฐาน
:D - TDMZ


Monday, June 15, 2009

เลื่อนสั่งฟ้องจักรภพหมิ่นเบื้องสูง

โพสต์ ทูเดย์ - เลื่อนสั่งฟ้องจักภพหมิ่นเบื้องสูง
อัยการเลื่อนสั่งฟ้อง"จักรภพ"หมิ่นเบื้องสูง‏เป็น17ก.ค.

นายกายสิทธิ์ พิศวงปราการ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีอาญา เปิดเผยว่า ได้มีคำสั่งเลื่อนนัดสั่งคดีนายจักรภพ เพ็ญแข แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ( นปช.) ผู้ ต้องหาในความผิดฐานหมิ่นเบื้องสูง กรณีกล่าวบรรยายพิเศษเป็นภาษาอังกฤษโดยมีถ้อยคำเข้าข่ายดูหมิ่นสถาบัน ที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 29 ส.ค.50 เนื่อง จากคณะทำงานอัยการได้มีคำสั่งให้พนักงานสอบสวนไปสอบสวนเพิ่มเติมในประเด็น เรื่องการแปลเอกสาร และสอบพยานในส่วนที่ผู้ต้องหาอ้างถึง ซึ่งอัยการยังไม่ได้รับสำนวนการสอบสวนเพิ่มเติมดังกล่าว จึงได้ทำหนังสือเร่งรัดให้พนักงานสอบสวนรีบดำเนินการให้เสร็จสิ้นจึงนัดให้ นายจักรภพมาฟังคำสั่งคดีในวันที่ 17 ก.ค. เวลา 10.00 น.

อธิบดี อัยการฝ่ายคดีอาญา กล่าวว่า กระบวนการพิจารณาของอัยการยังไม่เสร็จจึงยังไม่มีคำสั่งว่าจะสั่งฟ้องหรือ สั่งไม่ฟ้องนายจักรภพ จึงไม่จำเป็นต้องออกหมายจับผู้ต้องหา แต่หากที่สุดแล้วอัยการมีคำสั่งฟ้องภายในวันที่ 17 ก.ค.นายจักรภพไม่มาฟังคำสั่งก็จะต้องทำตามขั้นตอนออกหมายจับต่อไป


Thursday, June 11, 2009

อัยการเผยจนท.ไม่ปลื้ม FBI

โพสต์ ทูเดย์ - อัยการเผยจนท.ไม่ปลื้มFBI
อัยการชี้เจ้าหน้าที่ไทยอาจไม่อยากให้เอฟบีไอสืบคดีคาราดีน

นายศิริศักดิ์ ติยะพรรณ อธิบดีอัยการฝ่ายต่างประเทศ กล่าวถึงความคืบหน้าคดีนายเดวิด คาร์ราดีน นักแสดงภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดชื่อดัง ที่เสียชีวิตในประเทศไทย ว่า

ตามหลักอำนาจอธิปไตย การดำเนินคดีอาญาที่เกิดในประเทศใดย่อมเป็นอำนาจของประเทศนั้น หากมีการขอความร่วมมือในการสืบสวน หรือการร่วมสังเกตการณ์ สามารถกระทำได้ตามช่องทางของสนธิสัญญา

ทั้งนี้ ตามที่เจ้าหน้าที่สำนักงานสอบสวนกลางประเทศสหรัฐอเมริกา (เอฟบีไอ) ร้องขอให้เจ้าหน้าที่เข้าร่วมการสอบสวนหาสาเหตุการเสียชีวิตของนายเดวิดนั้น อยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐานพยานเอกสารที่เกี่ยวข้อง ซึ่งหากญาติของนายเดวิด ร้องขอให้เข้ามาช่วย และเป็นที่ทราบโดยทั่วไปว่า เอฟบีไอเป็นองค์กรของชาติมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ เมื่อเข้ามาจะขอความร่วมมือกับชาติใดมักจะได้รับความร่วมมือ

"เอฟบีไอมีเครื่องมือทันสมัยกว่า การตรวจสอบได้ลึกกว่า ส่วนระบบการบริหารจัดการ ไม่น่าต่างกับหน่วยงานพิเศษของไทย คิดว่าเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทย คงไม่อยากให้เอฟบีไอเข้ามาทำงาน แต่การสืบสวนสอบสวน บางกรณีควรมีผู้ชำนาญการพิเศษมาร่วมงานการคลี่คลายคดีจะได้รุดหน้า หากทางเอฟบีไอมาประสานกับสำนักงานอัยการสูงสุดเมื่อใด จะแจ้งให้ทราบ"นายศิริศักดิ์ กล่าว


Wednesday, April 1, 2009

"อัยการ"เตือนเสื้อแดงอย่าเหิมทำผิดซ้ำ! ยันคดีบุกบ้าน"ป๋า"ยังไม่สิ้นสุด

อธิบดีอัยการฝ่ายคดีอาญา เผย ความเห็นแย้ง ผบ.ตร.เห็นควรสั่งฟ้องแกนนำ นปก.บุกบ้านสี่เสาเทเวศน์ ถึงมือแล้ว เตรียมเสนอ อัยการสูงสุด ชี้ขาด ฝากเตือนแกนนำเสื้อแดง อย่าอ้างความเห็นสั่งไม่ฟ้องอัยการไปกระทำผิดซ้ำ เพราะคดียังไม่สิ้นสุด
      
       วันนี้(1 เม.ย.)นายกายสิทธิ์ พิศวงปราการ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีอาญา เปิดเผยถึงกรณีที่พนักงานอัยการมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องแกนนำแนวร่วม ประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ( นปช.)ในคดีนำกลุ่มผู้ชุมนุมก่อความวุ่นวายหน้าบ้านสี่เสาเทเวศน์ เมื่อวันที่ 22 ก.ค.50 ที่ผ่านมาว่า ขณะนี้ทราบว่าทาง พล.ต.อ.พัชรวาท วงศ์สุวรรณ ผบ.ตร.ได้ส่งความเห็นแย้งโดยเห็นควรสั่งฟ้องแกนนำทุกคนในทุกข้อหา กลับมายังสำนักงานอัยการสูงสุดแล้ว ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการเสนอให้ นายชัยเกษม นิติสิริ อัยการสูงสุด พิจารณาชี้ขาดต่อไป
      
       นายกายสิทธิ์ กล่าวว่า เมื่อทางตำรวจมีความเห็นแย้งกลับมา ดังนั้น จึงถือว่าคดียังไม่สิ้นสุด และเมื่อมีความเห็นไม่ตรงกันในชั้นปฏิบัติงาน ผู้ที่จะชี้ขาดคืออัยการสูงสุด ซึ่งขอฝากเตือนไปยังแกนนำ นปช.ที่นำเรื่องนี้ไปพูดบนเวทีทำนองว่าการกระทำดังกล่าวไม่เป็นความผิด เพราะแม้ว่าอัยการเคยมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องก็ไม่ได้หมายความว่าจะไปกระทำการ ในลักษณะเดิมซ้ำได้อีก
      
       ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับหนังสือความเห็นแย้งที่ ผบ.ตร.ส่งกลับไปให้อัยการสูงสุด พิจารณา ระบุว่ามีความเห็นสมควรสั่งฟ้อง นายนพรุจ วรชิตวุฒิกุล นายบรรธง สมคำ ม.ล.วีระยุทธ เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา นายศราวุธ หลงเส็ง นายวีระศักดิ์ เหมะธุลิน นายวันชัย นาพุทธา นายวีระ มุสิกพงศ์ นายจตุพร พรหมพันธุ์ นายจักรภพ เพ็ญแข นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท น.พ.เหวง โตจิราการ พ.อ.ดร.อภิวันท์ วิริยะชัย นายจรัล ดิษฐาอภิชัย และนายมานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ ในข้อหา มั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไปใช้กำลังประทุษร้ายหรือก่อความวุ่นวายในบ้าน เมือง โดยผู้กระทำความผิดคนหนึ่งคนใดมีอาวุธและมีผู้สั่งการ ร่วมกันเดินขบวนในลักษณะกีดขวางการจราจร ร่วมกันโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียงด้วยกำลังไฟโดยไม่ได้รับอนุญาต ร่วมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไปขู่เข็ญจะใช้กำลังประทุษร้ายโดยมีอาวุธ ร่วมกันต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานโดยใช้กำลัง

MGR

Tuesday, February 17, 2009

Thaiinsider.info comment

ฟัง "บิ๊กแม้ว" โฟนอินเข้ามาที่ "ดีทีวี" คร่ำครวญถึง "ความไม่เป็นธรรม" ที่เจ้าตัวได้รับแล้วรู้สึกสะท้อนใจ อยากชี้แจงให้ "บิ๊กแม้ว"

O ฟัง "บิ๊กแม้ว" โฟนอินเข้ามาที่ "ดีทีวี" คร่ำครวญถึง "ความไม่เป็นธรรม" ที่เจ้าตัวได้รับแล้วรู้สึกสะท้อนใจ อยากชี้แจงให้ "บิ๊กแม้ว" เข้าใจว่า จริงๆ แล้วตัวท่านน่ะได้รับความเป็นธรรมจากกระบวนการยุติธรรมไทย โดยเฉพาะในชั้นอัยการกับตำรวจ มากกว่าทุกๆ คนในประเทศนี้...

O ลองคิดดู...หากกระบวนการยุติธรรมไม่ให้ความเป็นธรรมกับท่าน คดีถุงขนมยัดเงิน "2 ล้าน" ที่ทีมทนายของท่านนำไปมอบให้เจ้าหน้าที่ธุรการถึงบนอาคารศาลฎีกา คงถูกอัยการสั่งฟ้องและสาวถึงที่มาของเงินสดๆ 2 ล้านบาทแล้วว่าเป็นของผู้ใดกันแน่ เพราะมันแน่ยิ่งกว่าแช่แป้งว่าไม่มีทนายคนไหน "บ้า" เอาเงินตัวเองไปจ่ายให้เจ้าหน้าที่ศาล แต่คดีนี้อัยการก็ "สั่งไม่ฟ้อง"

O หากกระบวนการยุติธรรมไม่ให้ความเป็นธรรมกับท่าน ไฉนเลยคดีเสนอสินบน "30 ล้าน" ให้กับตุลาการรัฐธรรมนูญในคดียุบพรรคไทยรักไทยซึ่งท่านเคยเป็นหัวหน้าพรรค อัยการจึงสั่งไม่ฟ้องอีกเช่นกัน เพราะหาไม่แล้วก็จะต้องมีการสอบสวนทวนความว่า พ.ต.อ.ชาญชัย เนติรัฐการ อดีตผู้กำกับการ สภ.โพธิ์แก้ว จ.นครปฐม เพื่อนร่วมรุ่น "นิติ มธ.09" ของอดีตนายกฯ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ น้องเขยของท่าน ร่ำรวยมาจากที่ไหนถึงได้เสนอเงินหลายสิบล้านให้กับตุลาการในคดี ทั้งที่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับตัวเองเลย

O ถ้ากระบวนการยุติธรรมไม่ให้ความเป็นธรรมกับอดีตนายกฯ ทักษิณ ไหนเลยจะตัดสินใจถอนฟ้องคดียักยอกทรัพย์ของเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายและพวก หลังจากท่านไปขอใช้พื้นที่ปราศรัยกับมวลชนของท่านก่อนสิ้นอำนาจไม่นาน ทั้งๆ ที่คดีทำกันมาจนใกล้จะตัดสินอยู่รอมร่อแล้ว หมดเปลืองงบประมาณแผ่นดินไปไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่

O แค่คดีตัวอย่างเพียงเท่านี้ก็สรุปได้แล้วว่า "บิ๊กแม้ว" ได้รับความเป็นธรรมจากกระบวนการยุติธรรมมากจนเกินปกติเสียด้วยซ้ำ!

บนความเคลื่อนไหว
สิงห์ม่วง kobkab034@hotmail.com

http://thaiinsider.info/2009news/gossip/384-2009-01-31-03-32-42

Label Cloud