Find Other Sides of Thai Politic. Update you on the political turmoil in Thailand.

อ่าน ทวิตเตอร์

Upcoming

Showing posts with label Border dispute. Show all posts
Showing posts with label Border dispute. Show all posts

Monday, October 5, 2009

เทพไทถามเฉลิม ยังเป็นคนไทยหรือไม่?

โพสต์ ทูเดย์ - เทพไทเปรียบเหลิมไส้ศึกอยุธยา
เทพไทถามเฉลิมยังเป็นคนไทยหรือไม่? กรณีส่งคลิปกษิตให้ฮุนเซน

(4ตุลาคม) นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส. พรรคเพื่อไทย นำคลิปวีดีโอปราศรัยของ นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ไปให้นายกรัฐมนตรีของประเทศกัมพูชา ว่า เรื่องดังกล่าวเป็นการแสดงท่าทีของนายกษิตก่อนเข้ารับตำแหน่ง แต่การที่ ร.ต.อ.เฉลิม หยิบยกเรื่องดังกล่าวขึ้นมาเป็นปัญหาความไม่เข้าใจระหว่างประเทศ อยากถาม ร.ต.อ.เฉลิม ว่ากำลังคิดอะไร และทำเพื่ออะไร เพราะกำลังเอาผลประโยชน์ของชาติมาสนองตัณหาทางการเมืองอย่างนั้นใช่หรือไม่ และอยากให้กลับไปดูประวัติของอยุธยาที่แตก เพราะคนไทยเป็นไส้ศึกกันเอง

นายเทพไท กล่าวว่า วันนี้ ร.ต.อ.เฉลิม กำลังทำตัวเหมือนคนไทยคนนั้นใช่หรือไม่ การเอาความในประเทศที่เป็นเรื่องส่วนบุคคลไปสร้างความขัดแย้งระหว่างประเทศ ความเสียหายย่อมเกิดขึ้นกับประเทศชาติอย่างแน่นอน

จึงอยากตั้งคำถามดังๆกับร.ต.อ.เฉลิม
ว่ายังรักประเทศไทยอยู่หรือเปล่า คุณคือคนไทยอยู่หรือเปล่า


ถ้ากรณีดังกล่าวนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ถึงขั้นบานปลาย จนไม่สามารถแก้ปัญหาได้ จะแสดงความรับผิดชอบอย่างไร.



Saturday, October 3, 2009

เฉลิมลั่นส่งเทปกษิตด่าให้ฮุนเซน

โพสต์ ทูเดย์ - เฉลิมลั่นส่งเทปกษิตด่าให้ฮุนเซน
"เฉลิม" เผยส่งเทปกษิตด่าให้ฮุนเซน

ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า คิดว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาข้อพิพากเรื่องพื้นที่ทับซ้อนระหว่างไทยกับกัมพูชาได้แน่ แต่ หากพ.ต.ท.ทักษิณ ยังเป็นนายกรัฐมนตรี เพียงแต่โทรศัพท์ไปหาสมเด็จฮุนเซน พูดฮัลโล 3 ครั้งก็เรียบร้อยแล้ว ถ้าหาก พ.ต.ท.ทักษิณ ยังเป็นนายกรัฐมนตรี เพียงแต่โทรศัพท์ไปหาสมเด็จฮุนเซน พูดฮัลโล 3 ครั้งก็เรียบร้อย

ส่วนที่กัมพูชาแสดงปฏิกิริยากับไทยแบบนี้ เป็นเพราะกัมพูชาไม่ชอบนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ที่เคยไปตำหนิสมเด็จฮุนเซ็น ซึ่งเทปนายกษิต กล่าวตำหนิสมเด็จฮุนเซน ตนได้ส่งผ่านลูกสาวของสมเด็จฮุนเซนไปแล้ว
...>>


Wednesday, September 30, 2009

ป.ป.ช.มีมติเชือด'สมัคร-นพดล' หนุนเขมรขึ้นทะเบียนพระวิหาร

ป.ป.ช.มีมติเชือด'สมัคร-นพดล' หนุนเขมรขึ้นทะเบียนพระวิหาร - กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์

ปปช.สั่งเชือด'สมัคร-นพดล'หนุนเขมรขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหาร เตรียมส่งอัยการยื่นฟ้องศาลฎีกาฯ ส่วนรมต.รอดหมด เพราะรู้ข้อมูลในวันประชุม
เมื่อเวลา 16.00 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายกล้านรงค์ จันทิก กรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษก และนายวิชัย วิวิตเสวี กรรมการ ป.ป.ช. ได้ร่วมกันแถลงข่าวผลการประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อลงมติชี้มูลความผิดคดีเขาพระวิหาร ว่า จากข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเมื่อวันที่ 17 มิ.ย. 2551 มีการประชุม ครม. โดยมีนายสมัคร สุนทรเวช ในฐานะนายกรัฐมนตรีเป็นประธานโดย ครม.ได้มีมติให้ความเห็นชอบในร่างคำแถลงการณ์ร่วมระหว่างไทย-กัมพูชา ในการสนับสนุนให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารขึ้นเป็นมรดกโลก ตามที่นายนพดล ปัทมะ อดีต รมว.การต่างประเทศเสนอ หลังจากนั้นในวันที่ 27 มิ.ย. 2551 ศาลปกครองกลางได้วินิจฉัยโดยมีคำสั่งห้ามมิให้ รมว.การต่างประเทศและครม. ดำเนินการใดๆ ที่เป็นการอ้างหรือใช้ประโยชน์จากมติ ครม. เมื่อวันที่ 17 มิ.ย. 2551 เกี่ยวกับแถลงการณ์ร่วมดังกล่าว จนกว่าคดีจะถึงที่สุดหรือศาลมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ซึ่งต่อมาศาลปกครองสูงสุด ได้มีคำสั่งยืนตามคำวินิจฉัยของศาลปกครองกลาง

นายกล้านรงค์ กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญระบุว่าแถลงการณ์ร่วมดังกล่าวเป็นหนังสือสัญญาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 190 ที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากสภา เนื่องจากมีข้อความเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตของประเทศ โดยศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาว่าแม้ในแถลงการณ์ร่วมจะไม่ปรากฏสาระสำคัญอย่างชัดเจนว่าเป็นหนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงเขตพื้นที่อันเป็นอาณาเขตของประเทศไทยก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาข้อความทั้งหมด พบว่ามีความสุ่มเสี่ยงต่อผลกระทบในเรื่องอาณาเขตของประเทศไทย อันเป็นปัญหาที่ละเอียดอ่อน และอาจก่อให้เกิดข้อพิพาทระหว่างประเทศต่อไปได้ นอกจากนี้ศาลรัฐธรรมนูญยังเห็นว่าการที่กัมพูชาขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกนั้น มีความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ที่เป็นประเด็นโต้เถียงในเรื่องเส้นเขตแดน อีกทั้งเป็นประเด็นที่มีความแตกต่างด้านสังคมและการเมืองมาโดยตลอด การที่นายนพดลได้เจรจากับกัมพูชา ก่อนที่จะลงนามในแถลงการณ์ร่วมดังกล่าว พึงเล็งเห็นได้ว่าหากลงนามไปแล้วอาจก่อให้เกิดการแตกแยกทางความคิดของคนทั้ง 2 ประเทศ รวมทั้งอาจก่อให้เกิดวิกฤตด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ อันมีผลกระทบด้านความมั่นคงทางสังคมอย่างกว้างขวาง

นายกล้านรงค์ กล่าวอีกว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงมีมติ 6 ต่อ 3 ว่านายนพดลและนายสมัครมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยในส่วนของนายนพดลนั้น มีพยานหลักฐานว่าดำเนินในลักษณะปิดบังอำพรางไม่โปร่งใส อีกทั้งมีหลักฐานแสดงว่านายนพดลมีมูลเหตุจูงใจอย่างอื่นแอบแฝง ซึ่งจากพยานหลักฐานนั้นน่าเชื่อว่านายนพดลรู้อยู่แล้วว่าเรื่องนี้สำคัญเกินกว่าที่จะให้ฝ่ายบริหารดำเนินการ โดยปราศจากการตรวจสอบของรัฐสภาและยังรู้ถึงความเสียหายที่เกิดจากสภาวะสุ่มเสี่ยงต่อผลกระทบในเรื่องอาณาเขตของประเทศไทยและผลกระทบทางสังคม ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยให้เจ้าหน้าที่เสนอผลเสียของการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก แต่นายนพดลไม่รับฟังแม้จะมีการวิพากษ์กันอย่างกว้างขวางทั้งจากนักวิชาการ นักการเมืองและสื่อมวลชน แต่นายนพดลกลับตอบโต้อย่างรุนแรง

นายกล้านรงค์ กล่าวว่า จากพยานหลักฐานในสำนวนเมื่อพิจารณาประกอบกับสถานะทางการเมืองของนายนพดลในฐานะเป็นบุคคลที่ได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยให้ดำรงตำแหน่ง รมว.การต่างประเทศ ซึ่งต้องเข้าใจอย่างถ่องแท้ทั้งสภาวะสุ่มเสี่ยงต่อผลกระทบในเรื่องอาณาเขตและผลกระทบทางสังคม ตลอดจนความเสียหายจากสภาวะและผลกระทบดังกล่าว ดังนั้นจึงเห็นได้อย่างชัดเจนว่านายนพดลกระทำไปโดยรู้ไปอย่างดีในความเสียหายที่จะเกิดขึ้น จึงถือว่าปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศและคนไทยทุกคน นายนพดลจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ส่วนนายสมัครในฐานะหัวหน้ารัฐบาลต้องรู้ดีถึงความอ่อนไหวของประเด็นที่จะทำให้เกิดผลกระทบในเรื่องอาณาเขตและวิกฤตการณ์ทางสังคม อีกทั้งนายสมัครได้เป็นฝ่ายขอให้นายนพดลดำเนินการเพื่อช่วยเหลือสมเด็จฮุนเซน ในการเลือกตั้ง ในวันที่ 27 ก.ค. 2551 ซึ่งการนำผลประโยชน์ของประเทศชาติมาใช้เป็นเครื่องมือหาเสียงของพรรคการเมืองต่างประเทศอย่างนี้ หากมองถึงสถานะทางการเมืองของนายสมัครที่ได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว เห็นได้ว่าเป็นสิ่งเหลือเชื่อที่จะมีนักการเมืองคนใดจะมีความคิดเช่นนี้ นายสมัครจึงมีเจตนาร่วมกระทำความผิดกับนายนพดล โดย ป.ป.ช. จะส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดเพื่อพิจารณาส่งฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อไป

นายกล้านรงค์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังมีมติ 6 ต่อ 3 ให้ถอดถอนนายสมัครและนายนพดลออกจากตำแหน่ง ตามความผิดตามมาตรา 270 ของรัฐธรรมนูญ โดยให้ส่งเรื่องให้ประธานวุฒิสภาดำเนินการต่อไป ส่วนผู้ถูกกล่าวที่เป็นรัฐมนตรีที่เหลือในรัฐบาลนายสมัครอีก 25 คนนั้น ซึ่งได้เข้าร่วมประชุมในการออกแถลงการณ์ร่วมด้วย คณะกรรมการ ป.ป.ช. เห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาเหล่านี้ไม่มีเจตนากระทำความผิดร่วมกับนายสมัครและนายนพดล เนื่องจากการดำเนินการของนายนพดลมีลักษณะเป็นงานทางวิชาการและทางเทคนิค การรับรู้ข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ต่างๆ เป็นการรับรู้ตามที่นายนพดลและนายสมัครแจ้งในที่ประชุมครม. ในเวลาอันสั้นเท่านั้น ผู้ถูกกล่าวหาเหล่านี้จึงไม่น่าจะรู้ข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ที่จะสุ่มเสี่ยงต่อผลกระทบในเรื่องอาณาเขตและความมั่นคงของประเทศ สำหรับข้าราชการที่ถูกกล่าวหาอีก 5 คนนั้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. เห็นว่าไม่มีเจตนากระทำความผิดร่วมกับนายนพดลและนายสมัคร เนื่องจากไม่ปรากฏหลักฐานว่าข้าราชการเหล่านี้ได้ล่วงรู้ถึงมูลเหตุจูงใจทางกาเมืองของนายสมัครและนายนพดล ที่จะช่วยเหลือพรรคการเมืองของกัมพูชา

นายกล้านรงค์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตามในส่วนของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายรัฐมนตรี ที่ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาด้วยนั้นจากการไต่สวนพบว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ในการออกแถลงการณ์ร่วมดังกล่าว ส่วนนายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีนั้น ก็ได้ลาออกจากตำแหน่งไปก่อน

เมื่อถามว่า จะมีการนำสำนวนส่งให้อัยการสูงสุดเมื่อไหร่ นายกล้าณรงค์ กล่าวว่า หลังจากนี้เราจะรับรองมติการประชุม จากนั้นเจ้าหน้าที่จะนำสำนวนให้กรรมการป.ป.ช.ทั้ง 9 คนลงนาม ก่อนที่จะส่งสำนวนทั้งหมดให้กับประธานวุฒิสภาและอัยการสูงสุด จากนั้นอัยการสูงสุดจะพิจารณาและส่งเรื่องต่อให้ศาลฎีกา แผนกผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อไป

เมื่อถามว่า การที่ป.ป.ช.ใช้คำว่า รู้ว่าอาจจะทำให้เสียดินแดน เหตุใดจึงเห็นว่า นายนพดลจงใจขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 190 นายวิชัย กล่าวว่า เรื่องนี้ถือเป็นคำวิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ตีความคำว่า สนธิสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตให้รวมถึงหนังสือสัญญาที่มีบทต่อการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตด้วย โดยเฉพาะกรณีนี้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า เกิดจากภาวะสุ่มเสี่ยงต่อผลกระทบในเรื่องอาณาเขตของประเทศไทย จึงเป็นหนังสือสัญญาที่มีผลต่ออาญาเขต ฉะนั้นในการวินิจฉัยการกระทำของนายสมัครและนายนพดลมีเจตนาหรือไม่นั้น จะอยู่ที่ว่า ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 2 รู้ข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ที่เป็นภาวะสุ่มเสี่ยงต่ออาณาเขตของประเทศไทย รวมถึงความผู้กล่าวหาทั้ง 2 รู้ถึงข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ที่ทำให้ความมั่นคงของประชาชนกระทบอย่างรุนแรงหรือไม่ด้วย ซึ่งหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยออกมาอย่างไรก็ต้องถือว่ายุติตามนั้น คณะกรรมการหรือหน่วยงานอื่นจะเปลี่ยนแปลงไม่ได้

เมื่อถามว่า ดูจากหลักฐานที่ป.ป.ช.พิจารณา ส่วนใหญ่มาจากฝ่ายตรงข้ามนายนพดล นายวิชัย กล่าวว่า ไม่ใช่ เรานำมาทั้งฝ่ายเดียวกันและฝ่ายตรงข้ามนายนพดล โดยเฉพาะหลักฐานจากสภาความมั่นคงแห่งชาติ อาทิ คำแถลงของนายนพดลและคำกล่าวของนายสมัครกรณีที่ขอให้นายนพดลช่วยเหลือสมเด็จฮุนเซนที่จะมีการเลือกตั้ง

นายกล้าณรงค์ กล่าวว่า เราไม่ได้นำหลักฐานฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามนายนพดลเท่านั้น แต่เราได้นำหลักฐานเป็นเอกสารจากกระทรวงต่างประเทศและการสอบปากคำเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศทั้งหมด รวมถึงเอกสารที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ก่อนที่จะมาวินิจฉัย

นายกล้านรงค์ กล่าวว่า ส่วนการชี้มูลนายสมัครนั้น เราดูจากพฤติการณ์ที่มีมาตั้งแต่ต้น รวมทั้งข้อความในคำแถลงการณ์ว่าในกรณีดังกล่าวมีขั้นตอนดำเนินการอย่างไร ดังนั้นเอกสารหลักฐานในการชี้มูลของป.ป.ช.มีจำนวนหลายร้อยหน้า ซึ่งรวมทั้งสำเนาคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญด้วย และทั้งหมดจะส่งให้อัยการสูงสุดต่อไป เพื่อส่งไปยังประธานวุฒิสภาต่อไปด้วย

เมื่อถามว่า กรณีของนายนพดลได้พิจารณาจากผลของศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครองด้วยใช่หรือไม่ นายกล้านรงค์ กล่าวว่า ไม่ใช่ ศาลปกครองวินิจฉัยอย่างไรก็เป็นเรื่องของศาลปกครอง เพียงแต่ป.ป.ช.ได้นำข้อวินิจฉัยดังกล่าวมาประกอบการพิจารณาด้วย แต่อย่างไรก็ตามสำหรับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญต้องยืนยันว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญผูกพันกับทุกองค์กร

ด้านนายวิชัย กล่าวว่า การพิจารณาความผิดเกี่ยวกับมาตรา 190 ก็ต้องดูว่าเขารู้อยู่แล้ว ถึงพฤติการณ์และข้อเท็จจริงนั้นหรือไม่ เนื่องจากเราจะอ้างว่าไม่รู้ข้อกฎหมายไม่ได้ แต่สำหรับข้อเท็จจริงอ้างว่าไม่รู้นั่นได้ เพราะถ้าอ้างว่า เข้าใจผิดในข้อกฎหมายว่า จะต้องนำเข้าสภาหรือไม่ อย่างนั้นไม่สามารถอ้างได้ และในกรณีนี้สิ่งที่ถูกประทุษร้ายคืออำนาจของรัฐสภาที่จะตรวจสอบการกระทำของฝ่ายบริหาร เพราะแต่เดิมถือว่าการทำสนธิสัญญาเป็นเอกสิทธิ์ของฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติจะไปยุ่งด้วยไม่ได้ แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้เปลี่ยนหลักการว่า หากเป็นสนธิสัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคมของประเทศแล้ว ฝ่ายรัฐสภาเท่านั้นที่จะให้ความเห็นชอบ แต่ฝ่ายบริหารดำเนินการโดยพลการไม่ได้ หากดำเนินการโดยพลการก็ถือว่าผิด ดังนั้นความสำคัญอยู่ที่ความยิ่งใหญ่ของปัญหา ไม่ได้อยู่ที่ผลลัพธ์ว่าไทยได้เปรียบหรือเสียเปรียบประเทศกัมพูชา

นายวิชัย กล่าวว่า สำหรับเสียงของกรรมการป.ป.ช. 6 ต่อ 3 ที่ชี้มูลในครั้งนี้นั้น เสียงข้างน้อยจะเป็นใครบ้างคงบอกไม่ได้ ซึ่งความเห็นต่างในศาลนั้นถือเป็นเรื่องธรรมดามาก บางครั้งในศาลเสียง 5 ต่อ 4 ยังเป็นของปกติเลย เมื่อถามว่าจะส่งผลต่อการสู้ดีของนายนพดลหรือไม่ นายวิชัย กล่าวว่า เชื่อว่าคงไม่ส่งผลใดๆ

ด้านนายกล้านรงค์ กล่าวว่า ในแต่ละเสียงที่มีมติซึ่งเสียงข้างน้อยที่เห็นว่าไม่มีมูลให้คำร้องตกไปก็จะต้องอยู่ในสำนวนการไต่สวนด้วย หรือแม้แต่เสียงข้างน้อยหนึ่งเสียงที่เห็นว่าผิดทั้งหมดก็จะอยู่สำนวนการไต่สวนด้วยเช่นกัน ส่วนเสียงข้างมาก 5 เสียงที่เห็นว่ามีความผิดเฉพาะสองคนก็อยู่ในสำนวนการไต่สวน ดังนั้นเป็นเรื่องที่ป.ป.ช. ดำเนินการตามปกติ ถือเป็นวิจารณญาณเฉพาะเรื่อง


Tuesday, September 29, 2009

เลขายูเอ็น รับปัญหาเขาพระวิหารไว้พิจารณา

Preah VihearImage by matluckins via Flickr
เลขายูเอ็นรับปัญหาเขาพระวิหารไว้พิจารณา - กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์

เลขายูเอ็นรับนำปัญหาความขัดแย้งเขาพระวิหารระหว่างไทย-กัมพูชาไปพิจารณา กรณียูเนสโกขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก
รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเเจ้งว่า ในช่วงที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ไปประชุมสมัชชาสหประชาชาติเเละจี20 ที่สหรัฐอเมริกาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นายอภิสิทธิ์มีกำหนดการพบนายบัน คี มูน เลขาธิการองค์การสหประชาชาติด้วย

รายงานข่าวกล่าวว่า นายกฯได้หารือกับนายปันเรื่องเขาพระวิหาร เนื่องจากเรื่องนี้สร้างความขัดเเย้งระหว่างไทย-กัมพูชา เพราะยูเนสโกได้ขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกให้กัมพูชา ทั้งๆที่ข้อเท็จจริงพื้นที่รอบปราสาท 4.6ตร.กม.เเละทางขึ้นปราสาทอยู่ในพื้นที่ของไทย เเสดงให้เห็นว่าการขึ้นทะเบียนของยูเนสโกไม่ถูกต้อง ขณะเดียวกันทั้งสองประเทศก็มีคณะกรรมการปักปันเขตเเดนที่ทำงานร่วมกันอยู่

ก่อนหน้านี้ประชาชนสองประเทศรวมทั้งนักท่องเที่ยวก็ขึ้นไปเที่ยวบนปราสาทได้เเต่เมื่อเกิดปัญหาขึ้นก็ไม่มีใครไปเที่ยวอีกเลย จึงอยากให้องค์การสหประชาชาติในฐานะที่กำกับดูเเลยูเนสโกช่วยรับเรื่องนี้ไปดำเนินการ โดยนายบันได้รับเรื่องนี้ไปพิจารณาเเล้ว


Reblog this post [with Zemanta]

Thursday, September 24, 2009

ทหารประชาธิปไตย ชูอนุสัญญา หลักฐานทวงคืนดินแดนเขาพระวิหาร

Bangkok Biznews Special Report
ทหารประชาธิปไตย ชูอนุสัญญา หลักฐานทวงคืนดินแดนเขาพระวิหาร

ข้อความต่อไปนี้คัดลอกจากอนุสัญญาสันติภาพระหว่างไทยกับฝรั่งเศส เมื่อ ๕ ก.ค.๒๔๘๔ ซึ่งเผยแพร่โดยกลุ่มทหารประชาธิปไตย โดยเชื่อว่าจะเป็นหลักฐานสำคัญ ยืนยันการครอบครองดินแดนที่มาเป็นข้อพิพาทในปัจจุบัน

อนุสัญญาสันติภาพระหว่างไทยกับฝรั่งเศส
ลงนาม ณ กรุงโตกิโอ วันที่ ๕ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๘๔

สมเด็จพระราชาธิบดีพระมหากษัตริย์แห่งประเทศไทยและประมุขแห่งรัฐฝรั่งเศส
โดยที่ได้สนองรับให้รัฐบาลญี่ปุ่นไกล่เกลี่ย เพื่อยังขัดกันด้วยอาวุธซึ่งได้มีขึ้น ณะ เขตต์แดนระหว่างประเทศไทยกับอินโดจีนฝรั่งเศสให้ระงับถึงที่สุด
ยอมรับนับถือว่า จำเป็นดำเนินการปรับปรุงเขตต์แดนปัจจุบันระหว่างประเทศไทย กับอินโดจีนฝรั่งเศส เพื่อป้องกันมิให้มีการขัดกันเกิดขึ้นอีก ณะ เขตต์แดนนั้น และจำเป็นทำความตกลงกันในวิธีการรักษาความสงบในเขตต์แดน
มีความปรารถนาที่จะกลับสถาปนาสัมพันธ์ไมตรี ซึ่งมีสืบเนื่องมาระหว่างประเทศไทยกับฝรั่งเศสโดยบริบูรณ์
จึงได้ตกลงทำอนุสัญญาเพื่อการนี้ และได้แต่งตั้งผู้มีอำนาจเต็มของแต่ละฝ่าย คือ
ฝ่ายสมเด็จพระราชาธิบดีพระมหากษัตริย์แห่งประเทศไทย
พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร ที่ปรึกษาสำนักนายกรัฐมนตรี และกระทรวงต่างประเทศ
พระยาศรีเสนาอัครราชทูตของสมเด็จพระราชาธิบดีพระมหากษัตรีย์แห่งประเทศไทย ประจำประเทศญี่ปุ่น
นายนาวาอากาศเอก พระศิลป์ศัสตราคม เสนาธิการทหารแห่งประเทศไทย
นายวนิช ปานะนนท์ อธิบดีกรมพาณิชย์
และ ฝ่ายประมุขแห่งฝรั่งเศส
ม.ชาร์ลส์ อาร์แซน - ฮังรี เอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศญี่ปุ่น
ม.เรอเน โรแบง ผู้สำเร็จราชการอาณานิคมกิตติมศักดิ์
ผู้ซึ่งเมื่อได้ส่งหนังสือมอบอำนาจเต็มให้แก่กันและกัน และตรวจเห็นว่าเป็นไปตามแบบที่ดีและถูกต้องแล้วได้ทำความตกลงกันเป็นข้อ ๆ ดังต่อไปนี้

ข้อ ๑ สัมพันธ์ไมตรีระหว่างไทยกับฝรั่งเศสเป็นอันกลับสถาปนาตามมูลฐานสารัตถสำคัญแห่งสนธิสัญญาทางไมตรีพาณิชย์ และการเดินเรือ ฉบับวันที่ ๗ ธันวาคม ค.ศ.๑๙๓๗ (พ.ศ.๒๔๘๐)
ฉะนั้น จะได้มีการเจรจากันทางทูตโดยตรง ณะ กรุงเทพฯ โดยเร็วที่สุด เพื่อระงับบันดาปัญหาที่ค้างอยู่เนื่องจากการขัดกันให้เสร็จสิ้นไป

ข้อ ๒ เขตต์แดนระหว่างประเทศไทยกับอินโดจีนฝรั่งเศส จะได้ปรับปรุงดังต่อไปนี้
จากเหนือลงมาเขตต์แดนจะได้เป็นไปตามแม่น้ำโขง ตั้งแต่จุดที่รวมแห่งเขตต์แดนประเทศไทย อินโดจีนฝรั่งเศสและพะม่า จนถึงที่จุดแม่น้ำโขงตัดเส้นขนานขีดที่สิบห้า (แผนที่ทบวงการภูมิศาสตร์แห่งอินโดจีน มาตราส่วน 1 ต่อ 500,000 )
ในตอนนี้โดยตลอด เขตต์แดนได้แก่เส้นกลางร่องน้ำเดินเรือที่สำคัญยิ่ง แต่ทว่าเป็นที่ตกลงกันชัดแจ้งว่า เกาะโขงยังคงเป็นอาณาเขตต์อินโดจีนฝรั่งเศส ส่วนเกาะโขงตกเป็นของประเทศไทย
ต่อจากนั้นไปทางตะวันตก เขตต์แดนจะได้เป็นไปตามเส้นขนานขีดที่สิบห้า แล้วต่อไปทางใต้ จะได้เป็นไปตามเส้นเที่ยงซึ่งผ่านจุดที่พรมแดนปัจจุบันระหว่างจังหวัดเสียมราฐกับจังหวัดพระตะบองจดทะเลสาบ (ปากน้ำสตึกกมบต)
ในตอนนี้โดยตลอด หากว่ามีกรณีคณะกรรมการปักปันที่บัญญัติไว้ในข้อ ๔ จะได้พยายามประสานเขตต์แดนเข้ากับเส้นธรรมชาติ หรือพรมแดนปกครองที่ใกล้เคียงกับเส้นเขตต์แดนตามที่นิยามไว้ข้างบนนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงความยากลำบากในทางปฏิบัติต่อไปเท่าที่จะทำได้
ในทะเลสาบเขตต์แดนได้แก่เส้นโค้ง วงกลมรัศมียี่สิบกิโลเมตร จากจุดพรมแดนปัจจุบันระหว่างจังหวัดเสียมราฐกับจังหวัดพระตะบองจดทะเลสาบ(ปากน้ำสตึงกมบต) ไปบรรจบจุดที่พรมแดนปัจจุบันระหว่างจังหวัดพระตะบองกับจังหวัดโพธิ์สัตว์จดทะเลสาบ(ปากน้ำสตึงดนตรี)
ตลอดทั่วทะเลสาบ การเดินเรือและการจับสัตว์น้ำเป็นอันเสรีสำหรับคนชาติแห่งอัครภาคีผู้ทำสัญญาทั้งสองฝ่าย แต่ให้คุ้มเกรงเครื่องจับสัตว์น้ำคงที่ซึ่งตั้งอยู่ตามชายฝั่ง เป็นที่เข้าใจกันว่าตามเจตนารมณ์นี้ อัครภาคีผู้ทำสัญญาจะได้จัดทำข้อบังคับร่วมกันว่าด้วยการตำรวจ การเดินเรือ และการจับสัตว์น้ำ ในน่านน้ำทะเลสาบโดยเร็วที่สุดที่จะทำได้
ต่อจากปากน้ำสตึงดนตรีไปทางตะวันตกเฉียงใต้ เขตต์แดนใหม่จะได้เป็นไปตามพรมแดนปัจจุบัน ระหว่างจังหวัดพระตะบองกับจังหวัดโพธิ์สัตว์จนถึงจุดที่พรมแดนนี้ประสบกับเขตต์แดนปัจจุบันระหว่าง ประเทศไทยกับอินโดจีนฝรั่งเศส(เขากูป) แล้วให้เป็นไปตามเขตต์แดนปัจจุบันนี้โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงจนถึงทะเล

ข้อ ๓ อาณาเขตต์ที่รวมอยู่ระหว่างเขตต์แดนปัจจุบันแห่งประเทศไทยและอินโดจีน ฝรั่งเศสกับเส้นเขตต์แดนใหม่ตามที่นิยามไว้ในข้อ ๒ จะได้มีการถอนตัวออกไป และโอนกันตามวิธีการที่บัญญัติไว้ในพิธีสารภาคผนวกแห่งอนุสัญญานี้ (ภาคผนวก ๑)

ข้อ ๔ การงานปักปันเขตต์แดนระหว่างประเทศไทยกับอินโดจีนฝรั่งเศสตามที่นิยามไว้ใน ข้อ ๒ นั้น ให้คณะกรรมการปักปัน ซึ่งจะได้จัดตั้งขึ้นภายในสัปดาห์หลังจากการใช้อนุสัญญานี้เป็นผู้กระทำ ทั้งในส่วนทางบกและส่วนทางน้ำ แห่งเขตต์แดนดังกล่าวแล้ว และให้ดำเนินการงานให้เสร็จภายในระยะเวลาหนึ่งปี
การจัดตั้งและการดำเนินงานแห่งคณะกรรมการดังกล่าวแล้ว มีบัญญัติไว้ในพิธีสารภาคผนวกแห่งอนุสัญญานี้ (ภาคผนวก ๒)

ข้อ ๕ บันดาอาณาเขตต์ที่โอนให้ จะได้รวมเข้าเป็นส่วนแห่งประเทศไทยตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้ :-
๑.ให้ปลอดการทหารโดยตลอด เว้นแต่อาณาเขตต์ชายแดนแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นส่วนแห่งแคว้นลาวของฝรั่งเศสอยู่แต่ก่อน
๒.ในส่วนเกี่ยวกับการเข้ามาการตั้งถิ่นฐาน และบันดาการธุระคนชาติฝรั่งเศส (พลเมืองคนในบังคับและคนในอารักขาฝรั่งเศส) จะได้รับผลประติบัติ ตลอดทั่วอาณาเขตต์ดังกล่าวแล้ว เท่าเทียมกันทีเดียวกับผลประติบัติ ตลอดทั่วอาณาเขตต์ดังกล่าวแล้ว เท่าเทียมกันทีเดียวกับผลการประติบัติที่ให้แก่คนชาติไทย
เป็นที่เข้าใจกันว่า ในส่วนที่เกี่ยวกับคนชาติฝรั่งเศส สิทธิ์ที่ได้มาเนื่องจากสัมปทานผูกขาด และใบอนุญาต ซึ่งมีอยู่ ณะ วันที่ ๑๑ มีนาคม ค.ศ.๑๙๔๑ จะได้รับความคุ้มเกรงตลอดทั่วอาณาเขตต์ที่โอนให้
๓.รัฐบาลไทยจะอำนวยความคุ้มเกรงเต็มที่ให้แก่บันดาที่บรรจุราชอัฎฐิ ซึ่งมีอยู่ณะฝั่งขวาแม่น้ำโขงตรงข้ามหลวงพระบาง และจะให้ความสะดวกทุกประการแก่ราชวงศ์หลวงพระบาง และพนักงานราชสำนักในอันจะรักษาและเยายมเยือนที่บรรจุอัฎฐิดังกล่าวแล้ว

ข้อ ๖ ภายในเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในพิธีสารภาคผนวกแห่งอนุสัญญานี้ (ภาคผนวก ๓) ให้ใช้หลักต่อไปนี้บังคับแก่เขตต์ปลอดการทหารที่ตั้งขึ้นตามความในอนุ ๑ แห่งข้อก่อนคือ
๑.ในเขตต์ปลอดการทหาร ประเทศไทยจะบำรุงกำลังพลถืออาวุธได้ก็แต่กำลังตำรวจที่จำเป็นสำหรับรักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยของประชาชน แต่ทว่า ประเทศไทยสงวนสิทธิที่จะเพิ่มกำลังตำรวจขึ้นได้ชั่วคราวเท่าทีจักจำเป็นสำหรับดำเนินการตำรวจพิเศษ และทั้งสงวนอำนาจที่จะกระทำการขนส่งกองทหาร และเครื่องสัมภาระในอาณาเขตต์ของตน ข้ามเขตต์ปลอดการทหารตามที่ต้องการสำหรับดำเนินการตำรวจในเขตต์แขวงใกล้เคียง หรือดำเนินการทหารต่อประเทศภายนอกอนุสัญญานี้
ในที่สุด ในเขตต์ปลอดการทหาร ประเทศไทยจะได้รับอำนาจให้พักอากาศยานมหารที่ไม่มีเครื่องอาวุธได้ทุกเมื่อ
๒.ในเขตต์ปลอดการทหาร ห้ามมิให้มีค่ายมั่น หรือสถานการทหาร หรือสนามบินสำหรับใช้เฉพาะประโยชน์กองทัพ หรือมีคลังเก็บอาวุธหรือกระสุนปืนหรือยุทธภัณฑ์ เว้นแต่คลังเก็บเครื่องสัมภาระที่ใช้อยู่เสมอกับเชื้อเพลิงอันจำเป็นสำหรับอากาศยานทหารที่ไม่มีอาวุธ จึ่งจะมีได้
บันดาสถานที่พักอาศัยของกำลังตำรวจ จะมีองค์กรป้องกันซึ่งโดยปกติจำเป็นสำหรับความมั่นคงแห่งสถานที่นั้นๆ ก็ได้

ข้อ ๗ อัครภาคีผู้ทำสัญญาตกลงกันยกเลิกเขตต์ปลอดการทหารที่มีอยู่ทั้งสองฝั่งแม่น้ำโขง ในตอนที่ลำแม่น้ำนี้เป็นเขตต์แดนระหว่างประเทศไทยกับแคว้นลาวของฝรั่งเศส

ข้อ ๘ ในขณะที่การโอนอธิปไตยเหนืออาณาเขตต์ ซึ่งโอนให้แก่ประเทศไทยสำเร็จเด็ดขาดลง คนชาติฝรั่งเศสซึ่งตั้งถิ่นฐานอยู่ในอาณาเขตต์นั้นๆ จะได้สัญชาติไทยทีเดียว แต่ว่าภายในเวลาหนึ่งปีหลังจากการโอนอธิปไตยที่สำเร็จเด็ดขาดลงนั้น คนชาติฝรั่งเศสอาจเลือกเอาสัญชาติได้
การเลือกเช่นว่านี้ ให้กระทำโดนวิธีต่อไปนี้
๑. ส่วนพลเมืองฝรั่งเศส ให้ทำคำแถลงต่อเจ้าหน้าที่ปกครองผู้มีอำนาจ
๒. ส่วนคนในบังคับและคนในอารักขาฝรั่งเศส ให้โอนภูมิลำเนาไปอยู่ในอาณาเขตต์ฝรั่งเศส
ประเทศไทยจะไม่ทำการขัดขวางด้วยประการใดๆ โดยมีเหตุผลประการใดก็ตามต่อการที่คนในบังคับและคนในอารักขาฝรั่งเศสดังกล่าวแล้วจะถอนตัวออกไปนั้น หรือจะกลับเข้ามาหากว่ามีกรณี โดยเฉพาะอย่างยิ่งก่อนที่จะออกไปนั้น จะจำหน่ายสังหาริมทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์ได้โดยเสรี และจะขนสังหาริมทรัพย์ทุกชนิด ปสุสัตว์ ผลิตผลเกษตรกรรม เงินตราหรือธนาคารบัตร์ของตนไปกับตัว หรือให้ขนส่งไปก็ได้ โดยไม่ต้องเสียค่าศุลกากร ถึงอย่างไรก็ดี จะรักษาสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ของตนในอาณาเขตต์ที่รวมเข้ากับประเทศไทยไว้ก็ได้

ข้อ ๙ ประเทศไทยและฝรั่งเศสตกลงกันสละเด็ดขาดการเรียกร้องใดๆ ในเรื่องการเงินระหว่างรัฐต่อรัฐ เนื่องจากการโอนอาณาเขตต์ดั่งที่บัญญัติไว้ใน ข้อ ๒ ทั้งนี้โดยประเทศไทยใช้เงินให้แก่ฝรั่งเศสเป็นจำนวนหกล้านเปียสตรอินโดจีน การใช้เงินจำนวนนี้ให้แบ่งใช้เป็นส่วนเท่าๆ กัน มีกำหนดหกปี นับแต่วันใช้อนุสัญญานี้
เพื่อให้การเป็นไปตามความในวรรคก่อน และเพื่อตกลงบันดาปัญหาเรื่องเงินและเรื่องการโอนมูลค่าต่างๆ ซึ่งอาจมีขึ้นเนื่องจากการโอนอาณาเขตต์ตามที่บัญญัติไว้ในอนุสัญญานี้ ทบวงการที่มีอำนาจฝ่ายไทยและฝ่ายอินโดจีนฝรั่งเศส จะได้เริ่มเจรจากันโดยเร็วที่สุด

ข้อ ๑๐ การขัดกันใดๆ ซึ่งหากจะเกิดขึ้นระหว่างอัครภาคีผู้ทำสัญญาทั้งสองฝ่ายในเรื่องการตีความหรือการใช้บทบัญญัติแห่งอนุสัญญานี้ จะได้ทำความตกลงกันด้วยดีโดยทางทูต ถ้าการขัดกันนั้น ทำความตกลงกันเช่นนี้ไม่ได้ ก็จะได้เสนอให้รัฐบาลญี่ปุ่นไกล่เกลี่ย

ข้อ ๑๑ บันดาบทบัญญัติแห่งสนธิสัญญา อนุสัญญา และความตกลงที่มีอยู่ระหว่างประเทศไทยกับฝรั่งเศส ซึ่งไม่ขัดแย้งกับบทบัญญัติแห่งอนุสัญญานี้เป็นอันยังคงใช้อยู่ต่อไป

ข้อ ๑๒ อนุสัญญานี้ จะได้รับสัตยาบัน และจะได้แลกเปลี่ยนสัตยาบันกัน ณะ โตกิโอ ภายในสองเดือนหลังจากวันลงนาม หากว่ามีกรณี รัฐบาลฝรั่งเศสจะใช้หนังสือแจ้งการสัตยาบันแทนสัตยาบันสารก็ได้ ในกรณีเช่นว่านี้ รัฐบาลฝรั่งเศสจะได้ส่งสัตยาบันสารสัตยาบันกัน ณะ โตกิโอ ภายในสองเดือนหลังจากวันลงนาม หากว่ามีกรณี รัฐบาลฝรั่งเศสจะใช้หนังสือแจ้งการสัตยาบันแทนสัตยาบันสารก็ไไปยังรัฐบาลไทยโดยเร็วที่สุดที่จะทำได้
อนุสัญญานี้ จะได้เริ่มใช้ตั้งแต่วันแลกเปลี่ยนสัตยาบันเป็นต้นไป
เพื่อเป็นพยานแก่การนี้ ผู้มีอำนาจเต็มแต่ละฝ่ายได้ลงนามและประทับตราไว้เป็นสำคัญ ทำควบกันเป็นสามฉบับ เป็นภาษาไทย ฝรั่งเศส และญี่ปุ่น ณะ โตกิโอ เมื่อวันที่เก้าเดือนที่ห้าพุทธศักราชสองพันสี่ร้อยแปดสิบสี่ ตรงกับวันที่เก้าพฤษภาคม คริสตศักราชพันเก้าร้อยสี่สิบเอ็ด และวันที่เก้าเดือนที่ห้าปีสโยวาที่สิบหก

(ประทับตรา) วรรณไวทยากร
(ประทับตรา) ศรีเสนา
น.อ.ศิลปศัสตราคม (ประทับตรา)
วนิช ปานะนนท์ (ประทับตรา)
(ประทับตรา) CHARLES ARSENE HENRY
(ประทับตรา) RENE ROBIN



Saturday, September 19, 2009

ศรีศักร์หนุนทวงคืน 4.6ตร.กม.ย้ำไทยเสียโง่ 3หนไม่จำ

Photograph of the Preah Vihear templeImage via Wikipedia
ศรีศักร์หนุนทวงคืน 4.6ตร.กม.ย้ำไทยเสียโง่ 3หนไม่จำ - กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์

นักประวัติศาสตร์ เผยไทยเสียโง่ 3หน แผนที่ฝรั่งเศส-ศาลโลก-ตีทะเบียนมรดกโลก6ชาติโผล่ยำผลประโยชน์ ย้ำอย่าหลงประเด็นต้องทิ้งปราสาท-ทวง4.6ตร.กม.
รศ.ศรีศักร วัลลิโภดม นักวิชาการและนักประวัติศาสตร์ ปาฐกถาพิเศษ ”ภูมิวัฒนธรรมกับการจัดการพิพิธภัณฑ์เพื่อการท่องเที่ยว” ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม จ.พิษณุโลก กล่าวถึงประวัติศาสตร์เขาพระวิหารว่า คนไทยพูดแต่เขาพระวิหาร แต่ไม่พูดถึงแลนด์สเคป หรืออาณาบริเวณโดยรอบ เช่น สระตาว ผามออีแดง

"ต้องบอกว่าคนไทยโง่ 3 ครั้ง ถูกฝรั่งหลอกตั้งแต่ ค.ศ.1902 ยุคฝรั่งเศสล่าอาณานิคม ช่วงนั้นบอกได้คำเดียวว่า ต้องยอมรับสภาพ เพราะคนไทยเขียนแผนที่ไม่เป็น ฝรั่งเศสเขียนมาให้และเซ็นต์รับทราบเมื่อปี ค.ศ.1907 ซึ่งในแผนที่บอกให้ใช้สันปันน้ำ หมายถึงแนวสันเขา ที่น้ำไหลลงฝั่งใดคือประเทศนั้น ซึ่งบนสันเขานั้นมีเขาพระวิหาร แต่ไม่ใช่แลนด์สเคปหรือแวดล้อมทั้งหมดของเขาพระวิหาร"

"ส่วนโง่ครั้งที่ 2 คือ คำตัดสินต่อมาของศาลโลก ตัดสินเขาพระวิหารเป็นของชาติใด สุดท้ายก็ตัดสินว่า เป็นของกัมพูชา เพราะใช้สันปันน้ำ ทำให้ยุคนั้น จอมพลสฤษดิ์ ธนรัชต์ ถึงทราบว่าถูกฝรั่งหลอก เพราะมั่นใจในศาลโลก เมื่อรู้ว่าแพ้ก็ขีดเส้นส่วนที่เสียไป คือเฉพาะตัวพระวิหาร จากนั้นจอมพลสฤษดิ์ จึงได้ทำแนวกันตามแนวสันปันน้ำ หรือทางลงจากเขาพระวิหาร กระทั่งประกาศว่า สักวันจะต้องทวงคืนเขาพระวิหารกลับคืนมาก เพราะถูกฝรั่งหลอก และที่สำคัญ ไม่ยอมรับพื้นที่ซับซ้อนหรือคำว่า 4.6 ตารางกิโลเมตร"

"มาวันนี้ โง่ครั้งที่ 3 คือ คำว่า มรดกโลก กรณีนายนพดล ปัทมะ ให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนมรดกโลก บนเงื่อนไขผลประโยชน์ทับซ้อน แล้วฝรั่งก็ยังหลอก นายปองพล อดิเรกสาร ให้เป็นหัวเรือหลักในการพัฒนาร่วม 6 ชาติบนที่ดินเขาพระวิหาร นี่คือ ความโง่ แต่กลับทำให้คนๆ หนึ่งเหมือนฮีโร่ ทั้งที่ คนในประเทศเสียหาย เสียแผ่นดิน ไม่จำเป็นต้องใช้ 5-6 ชาติมาทำอะไร เพราะความโง่ ไม่เข้าใจฝรั่ง ที่เขามองเขาพระวิหาร คือ เขามองทั้งแลนด์สเคป ไม่ใช่แค่เขา เพราะแค่เขาพระวิหารชูตระหง่านอยู่แห่งเดียวก็ไร้ความหมาย ไม่มีทางขึ้น"

นายศรีศักร์ กล่าวด้วยว่า หลังยุคเขมรแดง ประจวบเหมาะกับความโลภของคนไทยที่ต้องการแสวงหารายได้จากการท่องเที่ยว จึงเปิดบันได ปล่อยให้กัมพูชาเข้ามายึดครองพื้นที่ หรือที่เรียกว่าพื้นที่ซับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตร ทั้งๆที่ จะมีคำว่าทับซ้อนอีกต่อไปหากไปย้อนดู ความโง่ครั้งที่ 1 และ 2 วันนี้ กัมพูชายึดครอง พื้นที่ดังกล่าวโดยปฏิบักษ์ กัมพูชาคบคิดกับต่างชาติ สั่งคนและว่าจ้างคนเข้ามาบุกยึดครอบครอง โดยมีกระทรวงต่างประเทศและกรมแผนที่ทหาร รู้เห็นเป็นใจทุกครั้ง ว่าด้วยผลประโยชน์ทับซ้อน โดยไม่รู้ว่าไทยเสียดินแดนไปแล้ว

"รัฐบาลอภิสิทธิ์ พูดถูกต้องคำเดียวคือ คัดค้านยูเนสโกประกาศเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก เพราะรู้ดีว่า กัมพูชาขึ้นทะเบียนไปก็ไร้ประโยชน์ เขาเป็นของกัมพูชา แต่เส้นทางขึ้นเป็นของไทย ที่สำคัญผิดหลักการขึ้นทะเบียนมรดกโลกอยู่แล้ว เพราะฝรั่งมองแลนสเคป ไม่ใช่มองเฉพาะเขาพระวิหาร กองทัพไทยนี่ถือว่า แย่ที่สุด ปล่อยให้เขมรครอบครองพื้นที่บริเวณทางขึ้นเขาพระวิหาร โดยอ้างว่า เป็นการพัฒนาร่วมทั้งสองประเทศ ทั้งๆ ที่บริเวณดังกล่าว คือของคนไทย แต่เขมรยึดครองโดยปฏิปักษ์"

รศ.ศรีศักร วัลลิโภดม กล่าวอีกว่า การดำเนินการของนายวีระ สมความคิด และพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตนทั่วประเทศบุกทวงคืนดินแดนเขาพระวิหาร นั้นถูกต้องแล้ว จะต้องไปประชิดถึงแนวชายแดนไทย-กัมพูชา สิ่งที่น่าห่วงก็คือกับระเบิด แต่ขอย้ำว่า ไม่ใช่ทวงคืนเขาพระวิหาร แต่จะต้องทวงคืนแดนดิน 4.6 ตารางกิโลเมตรกลับคืนมาเท่านั้น อย่าหลงประเด็น

บทสรุปที่สื่อและรัฐบาลควรจะทำคือ ทิ้งประสาทเขาพระวิหาร และเอาดินแดน 4.6 ตารางเมตรกลับคืนมา อย่าโง่อีกเลย คนไทยจะต้องไม่ยุ่งเกี่ยวกับมรดกโลก ปล่อยให้กัมพูชาสร้างกระเช้าขึ้น เสียดายที่พรรคประชาธิปปัตย์คิดเป็น แต่ทำไม่เป็น ควรบอกชาวโลกไปเลยว่า ถูกหลอกตั้งแต่สันปันน้ำ พูดอีกครั้งก็ได้ว่า คนไทยโง่ ถูกฝรั่งหลอกมาแล้ว 3 ครั้ง





Reblog this post [with Zemanta]

Sunday, September 6, 2009

นายกฯโยน"กษิต"แจงกรอบเจรจาไทย-เขมรย้ำไม่เสียดินแดน


Image via Wikipedia
สยามรัฐออนไลน์ : หน้าข่าว
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ "เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์" ถึงกรณีที่ประชุมร่วมรัฐสภาเมื่อวันที่ 2 กันยายน ให้ความเห็นชอบร่างกรอบการเจรจาเพื่อรักษาความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยบริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ในกรอบของคณะกรรมการชายแดนทั่วไปว่า เนื่องจากเรื่องนี้มีรายละเอียดจำนวนมาก ดังนั้น จะให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ มาชี้แจงรายละเอียดต่อประชาชนเป็นกรณีพิเศษ ผ่านทางสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 โดยคาดว่าจะเป็นในวันพรุ่งนี้ (7 ก.ย.)

นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า ส่วนตัวได้ติดตามปัญหาไทย-กัมพูชา ตั้งแต่ก่อนมาเป็นรัฐบาล สำหรับจุดยืนที่เคยแสดงไป ก็ยังเหมือนเดิมทุกประการ ดังนั้น การเสียสิทธิจากผลของการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ขอยืนยันว่า รัฐบาลจะดำเนินการสกัดกั้นเพื่อไม่ให้เป็นปัญหาอย่างเต็มที่ ส่วนแถลงการณ์ร่วมที่รัฐบาลก่อนได้ลงนามก็ถูกยกเลิกไปแล้ว สำหรับในพื้นที่เขาพระวิหารยังมีการวางกำลังต่าง ๆ อยู่ และจะพยายามหาทางเจรจาเพื่อให้เป็นไปตามข้อตกลงเมื่อปี 2543

Reblog this post [with Zemanta]

Monday, June 29, 2009

นายกอภิสิทธิ์ ย้ำจุดยืนไทยไม่เปลี่ยนรักษาสิทธิเขาพระวิหาร

Politics - Manager Online
“อภิสิทธิ์” ยันจุดยืนไทยกรณีปราสาทพระวิหารไม่มีเปลี่ยนรักษาสิทธิของประเทศ รับมติศาลโลก ลั่นต้องสงวนสิทธิตามธรรม ศาลโลกเช่นเดียวกัน เผยคุย “ฮุนเซน” เข้าใจร่วมกันมองอนาคตมากกว่าอดีตของสองประเทศ ซัดฝ่ายตรงข้ามบิดเบือนสร้างประเด็นความขัดแย้ง

วันนี้ (29 มิ.ย.) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงคำพูดของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ที่ระบุว่ากรณีเขาพระวิหารให้เป็นเรื่องอดีตและฝันร้ายไปว่า ไม่ใช่ว่าเรายอมให้เป็นอดีตหรือฝันร้าย แต่คำพูดนายสุเทพหมายความว่าที่ได้ไปพูดคุยกับสมเด็จฯ ฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้ยืนยันตรงกันว่าปัญหานี้จะต้องไม่เป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อความร่วมมือในปัจจุบันและอนาคต ซึ่งมีหลายเรื่องที่จะทำ และปัญหานี้เรามีกลไกข้อตกลงอยู่แล้ว แนวปฏิบัติมีจุดยืนของแต่ละฝ่าย ซึ่งเป็นผลพวงจากอดีต ไม่ได้หมายความว่าเป็นเรื่องที่ไม่ดูแลผลประโยชน์ของชาติตัวเอง ความหมายคือว่าอย่าเอาประเด็นนี้มาเป็นปัญหากับความร่วมมือในด้านอื่น และในประเด็นนี้ขณะได้มีวิธีการแก้ปัญหาอยู่

เมื่อถามว่า รัฐบาลไทยยินยอมรัฐบาลกัมพูชา นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ไม่มี อะไรเปลี่ยนแปลง ต้องระวังเพราะมีคนเอาคำพูดไปอ้างและพยายามไปพูดให้เกิดปัญหาระหว่าง 2 ประเทศอีก แต่ความเข้าใจเหมือนเดิมทุกอย่าง ไม่มีอะไรผิด มีแต่การบิดเบือนคำพูด ย้อนกลับไปดูคำพูดได้ กรณีปราสาทตนได้บอกว่าประเทศไทยจะต้องปฏิบัติตามมติศาลโลก แต่เราสงวนสิทธิไว้ ซึ่งเป็นตามธรรมนูญศาลโลก คำว่าสงวนสิทธิไว้หมายความว่า อาจมีข้อมูล ข้อเท็จจริงปรากฏขึ้นมาที่จะสามารถทำให้มีการทบทวนเรื่องคดีได้ เราก็จะดำเนินการนี่คือคำพูดที่พูดมาตลอด ไม่ใช่ที่มีคนไปอ้างว่าจะเข้าไปบุกทวงหรืออะไร เราไม่ได้พูดอะไร ต้องระวังบางฝ่ายที่พยายามทำให้เกิดปัญหาชายแดนขึ้นมา

“ผมยืนยันว่า รัฐบาลไทยรักษาสิทธิของประเทศไว้เหมือนเดิมทุกประการในขณะนี้ และคนที่พูดก็แปลกเพราะคนที่พูดก็ไปสร้างปัญหาไว้ยังไม่ทราบอีกว่าเราได้ไล่ตามแก้ปัญหาให้ท่าน เรื่องนี้เป็นผลมาจากอดีต ผมได้พบสมเด็จฯ ฮุนเซน 3-4 ครั้ง ทุกครั้งท่านจะพูดมาเองว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาที่เรารับมาจากอดีต ขอให้เราคุยกันในปัจจุบันและอนาคต ส่วนเรื่องนั้นมีกลไกหรืออะไรก็ดำเนินการไป ขอให้เราพูดเรื่องปัจจุบันและอนาคต ส่วนเรื่องนั้นเรามีกลไกไม่ว่าจะเป็นเจบีซี เอ็มโอยู ที่จะดำเนินการและขอให้แก้โดยสันติวิธี ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง อย่าตกเป็นเหยื่อของคนที่จะสร้างประเด็นนี้ขึ้นมา” นายกรัฐมนตรีกล่าว

เมื่อถามว่าการบิดเบือนจะทำให้ประชาชนสับสนหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เขาก็พยายามทำให้เป็นอย่างนั้น ตนก็ยืนยันว่าตนเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้านก็จุดยืนเหมือนเดิม ไปดูคำพูดตนได้ จริงๆ ไม่อยากที่จะทำความเข้าใจคำพูด ส่วนที่มีการยื่นเรื่องไปยังยูเนสโกนั้น ขณะนี้กำลังรอรายละเอียดจากนายสุวิทย์ คุณกิตติ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ได้ยื่นประเด็นความเห็นของไทยไปแล้ว และเขาเองต้องไปพิจารณาในส่วนของขั้นตอนที่กัมพูชาจะดำเนินการ ตามความเข้าใจของตนคือว่าเดิมจะต้องดำเนินการในปีนี้ เขาจะขอเลื่อนในเรื่องการพิจารณาการดำเนินการตามขั้นตอนต่างๆ ไปปีหน้า นี่คือสถานะสุดท้ายที่ตนรับทราบ ส่วนที่มีกระแสข่าว่ายูเนสโกไม่รับเรื่องของคนไทยเข้าสู่การพิจารณาอย่าไปมองอย่างนั้น เพราะมีเรื่องที่ว่าจะต้องทำประเด็นนี้เข้าสู่การพิจารณาด้วยหรือไม่ เท่าที่ตนทราบเขาจเลื่อนการพิจารณาไปเป็นปีหน้า

เมื่อถามว่าเรื่องของตัวปราสาทไทยจะมีการรื้อฟื้นใหม่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ต้องมีข้อเท็จจริงใหม่ เป็นเรื่องที่คนทำงานในเรื่องนี้จะติดตามอยู่ตลอดเรียนให้ทราบว่าในแง่ประเด็นทางกฎหมาย ได้มอบนโยบายให้กระทรวงต่างประเทศไว้ ก็มีการดำเนินการกันอยู่ ส่วนที่คณะกรรมการมรดกโลกมีมติให้ขอขยายเวลาขึ้นทะเบียนเขาพระวิหาร ขั้นตอนของไทยจะต้องดำเนินการอะไรต่อไป เข้าใจว่าขั้นตอนต่างๆ เป็นเรื่องที่เขากำหนดให้กัมพูชา ไม่ใช่กำหนดให้ไทย เพียงแต่เราได้แสดงความห่วงใยไปว่าสิ่งที่เขากำลังดำเนินการมันจะกระทบกระเทือนในแง่ของสันติภาพ ความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศ เมื่อเขาเลื่อนออกไป ก็เป็นเรื่องของกัมพูชากับคณะกรรมการมรดกโลก แล้วเราจะยังให้ความเห็นว่าทำอย่างไรไม่ให้กระทบกระทั่งกันอีก


“นพดล” ขย่ม “สุเทพ” จำนนต่อหลักฐานเขาพระวิหารเป็นของเขมร

Politics - Manager Online
อดีต รมว.ต่างประเทศ ได้ทีข่ม “เทพเทือก” จำนนต่อหลักฐาน ต้องฝืนกลืนน้ำลายตัวเอง เหตุปราสาทพระวิหาร เป็นของกัมพูชา โอ้อวดพร้อมยกโทษเรื่องราวในอดีต ทั้งหมด แต่ให้ไปขอโทษ ปชช.ที่สุ่มเสียงต่อการเกิดสงคราม

วันนี้ (28 มิ.ย.) นายนพดล ปัทมะ อดีต รมว.ต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีที่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ด้านความมั่นคง เดินทางไปเจรจากับประเทศกัมพูชา หลังจากที่สถานการณ์ชายแดนเริ่มตึงเครียด ว่า กรณีที่ นายสุเทพ ระบุว่า ปราสาทพระวิหาร ศาลโลกได้ตัดสินไว้หลายสิบปีแล้ว ว่า เป็นกรรมสิทธิ์ของกัมพูชา และจะไม่โต้แย้ง ถือว่าเป็นฝันร้ายในอดีตนั้น ถือเป็นการกลับลำ 360 องศา กลืนน้ำลายตัวเอง แต่ในทางกลับกัน เป็นการยืนยันคำพูดของตน และรัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช ต้องขอบคุณ นายสุเทพ ที่ออกมาจำใจยอมรับความจริง แม้จะช้าไปหน่อย แต่ก็ทำให้คนไทยทราบข้อเท็จจริง ว่า ใครเป็นคนปกป้องดินแดนให้ประเทศไทย สถานการณ์วันนี้สุ่มเสี่ยงที่จะเกิดสงคราม นายสุเทพ จึงต้องจำใจยอมรับความจริง เนื่องจากจำนนด้วยข้อเท็จจริง เมื่อครั้งที่เป็นฝ่ายค้านพูดอย่างหนึ่ง แต่พอมาเป็นรัฐบาลก็กลับพูดอีกอย่างหนึ่ง มุ่งแต่ทำลายล้างทางการเมือง โดยไม่คิดถึงปัญหาของประเทศชาติ พรรคประชาธิปัตย์ ไม่จำเป็นต้องขอโทษตน แต่ให้ไปขอโทษประชาชนแทน

“ผมเป็นคนปกป้องพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร แต่กลับถูกกล่าวหาว่าเป็นคนขายชาติจนประชาชนเข้าใจผิด แต่ผมยกโทษให้ อยากให้ทุกคนพูด และยอมรับความจริง นายกรัฐมนตรีก็เข้าใจผิดอย่างมากในเรื่องนี้ อยากให้ยอมรับความจริงเสียดีกว่า” นายนพดล กล่าว


Label Cloud