Find Other Sides of Thai Politic. Update you on the political turmoil in Thailand.

อ่าน ทวิตเตอร์

Upcoming

Showing posts with label Sondhi L.. Show all posts
Showing posts with label Sondhi L.. Show all posts

Friday, September 11, 2009

คดีสนธิ'หมิ่นภูมิธรรม' ศาลลดโทษ'คุก6เดือน' ลิ้มปากดี:กี่คดีไม่ยี่หระ ติดคุกเกียรติยศยิ่งใหญ่

Thai Insider
“ศาลอุทธรณ์” ลดโทษให้ “สนธิลิ้ม” จากคุก 2 ปี เหลือ 6 เดือน แต่ไม่รอลงอาญาเหมือนเดิม ในคดีหมิ่น “ภูมิธรรม” ด้านแกนนำพธม.ไม่ยี่หระว่าจะโดนกี่คดี ลั่นวันที่เดินเข้าคุก จะเป็นเกียรติยศที่ยิ่งใหญ่

วันที่ 11 ก.ย. 2552 เวลา 09.00 น. ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีที่นายภูมิธรรม เวชชยชัย อดีตรมช.คมนาคมและอดีตรองเลขาธิการพรรคไทยรักไทย เป็นโจทก์ยื่นฟ้องบริษัท ไทยเดย์ ด็อทคอม จำกัด, นายจิตตนาถ ลิ้มทองกุล, นายพชร สมุทวณิช, นายขุนทอง ลอเสรีวณิช, นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย, บริษัท แมแนเจอร์ มีเดียร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน), นายสุวัฒน์ ทองธนากุล, นายมรุชัช รัตนปรารมย์, นายตุลย์ ศิริกุลพิพัฒน์, นายวิรัตน์ แสงทองคำ เป็นจำเลยที่ 1-10 ในความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา กรณีเมื่อที่ 25 พ.ย.2548 ซึ่งนายสนธิ จำเลยที่ 5 และน.ส.สโรชา พรอุดมศักดิ์ ร่วมกันจัดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร ครั้งที่ 10 ที่วัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี มีเนื้อหาหมิ่นประมาทโจทก์ทำนองว่า เป็นอดีตสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ ไม่เคารพสถาบันกษัตริย์และระบอบประชาธิปไตย รวมทั้งเกี่ยวข้องกับการจัดทำเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาจาบจ้วงสถาบันเบื้องสูง โดยถ่ายทอดสดผ่านทางสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมเอเอสทีวี ของจำเลยที่ 1 และยังบันทึกเป็นวีซีดี และดีวีดีออกเผยแพร่ รวมทั้งตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ฉบับเสาร์-อาทิตย์ 26-27 และ 28 พ.ย.2548 และในเว็บไซต์ผู้จัดการ

คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา ให้จำคุกนายสนธิเป็นเวลา 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา ส่วนบริษัท ไทยเดย์ฯ จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคล ที่มีส่วนร่วมในการกระทำความผิด ให้ปรับเงิน 200,000 บาท และให้ทำลายวีซีดี ดีวีดี รายการเมืองไทยรายสัปดาห์ครั้งที่ 10 และ นสพ.ผู้จัดการรายวัน ฉบับวันที่ 26-27 และ 28 พ.ย.2548

ต่อมานายภูมิธรรม โจทก์ และบริษัทไทยเดย์ จำเลยที่ 1 และนายสนธิ จำเลยที่ 5 ยื่นอุทธรณ์โดยจำเลยอุทธรณ์ขอให้ศาลลดโทษและค่าปรับด้วย

ศาลอุทธรณ์พิเคราะห์แล้วเห็นว่า จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 5 มีความผิดจริงตามประมวลกฎหมายอาญา ม. 238 ฐานหมิ่นประมาท แต่เป็นการกระทำผิดในการจัดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ครั้งเดียว จึงเห็นควรกำหนดโทษให้เหมาะสม พิพากษาให้ลดโทษจำคุก จำเลยที่ 5 นายสนธิไว้ 6 เดือน ไม่รอลงอาญา ส่วนโทษปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 200,000 บาท คงไว้

จากนั้นนายสนธิ ให้สัมภาษณ์หลังประกันตัวด้วยหลักทรัพย์ 200,000 บาทว่า พร้อมจะยอมเข้าคุก โดยจะยื่นฎีกาตามข้อกฎหมายและข้อเท็จจริง ซึ่งเรื่องที่เกิดขึ้น เกิดในช่วงที่สู้กับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ต้องสู้ทุกรูปแบบ และไม่กลัวที่จะถูกฟ้อง หากกลัวก็สู้ไม่ได้ ตนสู้เพื่อชาติบ้านเมือง ไม่ยี่หระ ว่าจะมีกี่คดี จะสู้ให้เห็นว่าศาลยุติธรรมมีความศักดิ์สิทธิ์ ไม่ได้สู้เพื่อตัวเอง แต่ทำเพื่อบ้านเมือง วันที่เดินเข้าคุกจะเป็นเกียรติยศที่ยิ่งใหญ่


Thursday, September 10, 2009

"สนธิ"คุก2ปี ไม่รอลงอาญา หมิ่น"หม่อมอุ๋ย"

Matichon Online
"สนธิ"คุก2ปีไม่รอลงอาญาหมิ่น"หม่อมอุ๋ย"กล่าวหาล้างมลทินอำนาจเก่าทำผิดซ้ำไม่หลาบจำ เจ้าตัวอุทธรณ์ต่อ

พิพากษาคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา" สนธิ "จัดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ ปี 50 หมิ่น"หม่อมอุ๋ย"บริหารงานมีประโยชน์ทับซ้อน แก้กฎหมายล้างมลทินสั่งอนุมัติหวยบนดิน-หวยออนไลน์ ขณะที่ทำผิดซ้ำ ไม่หลาบจำ ศาลสั่งนับโทษต่อคดีหมิ่น "ภูมิธรรม" อีก 2 ปี ส่วนไทยเดย์ โดนปรับ 2 แสน แถมจำคุก "ขุนทอง" บก.นสพ.ผจก. อีก 1 ปี ปรับ 3 หมื่น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อวันที่ 10 กันยายน ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลพิพากษาจำคุก นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จำเลยที่ 2 ในความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาเป็นเวลา 2 ปี ส่วนบริษัทไทยเดย์ ด็อทคอม จำกัด จำเลยที่ 1 ลงโทษปรับ 200,000 บาท และลงโทษจำคุกนายขุนทอง ลอเสรีวานิช บรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณา นสพ.ผู้จัดการ จำเลยที่ 4 เป็นเวลา 1 ปี ปรับ 30,000 บาท ให้ยกฟ้อง บริษัท แมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) จำเลยที่ 3

คดีนี้ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นโจทก์ฟ้อง สรุปว่า เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2550 นายสนธิ จำเลยที่ 2 ใส่ความโจทก์ผ่านรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ ออกอากาศทางช่อง New 1 เอเอสทีวี และหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ทำนองว่าโจทก์ล้างมลทินให้กลุ่มอำนาจเก่า ปล่อยให้มีการออกสลากบนดิน 2 ตัวขัดต่อกฎหมาย และโจทก์ช่วยเหลือ นายศิโรตม์ สวัสดิพาณิชย์ อดีตอธิบดีกรมสรรพากร ที่ไม่ตรวจสอบการขายหุ้นแอมเพิลริชให้กลุ่มทุนเทมาเส็ก ประเทศสิงคโปร์ และปกป้องผู้กระทำผิดกรณีที่ปล่อยให้มีการโอนหุ้นชิน บมจ.ชินคอร์ป โดยไม่เสียภาษี รวมทั้งมีผลประโยชน์ทับซ้อนธนาคารกสิกรไทย

ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานรวมทั้งแนวคำพิพากษาศาลฎีกาคดีหมิ่นประมาทหลายคดีแล้ว เห็นว่าการจะพิจารณาว่าข้อความใดหมิ่นประมาทหรือไม่เป็นอำนาจของศาล รวมทั้งจะต้องพิจารณาถึงเจตนาจากข้อความ โดยข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ได้กล่าวถึงโจทก์ว่า โจทก์หลอกลวงประชาชนและรัฐบาลในขณะนั้น ซึ่ง พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ในการให้ความเห็นเรื่องการซื้อขายที่ดินย่านรัชดาภิเษก , กล่าวว่าโจทก์ เป็นผู้สั่งอนุมัติโครงการออกสลากเลขท้ายพิเศษ 2 และ 3 ตัว (หวยบนดิน) หวยออนไลน์ และแก้ พ.ร.บ.สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลเพื่อล้างมลทินให้ผู้กระทำความผิดรวมทั้งตัวโจทก์เองซึ่งเป็นอดีต รมว.คลังด้วย , กล่าวว่าขณะที่โจทก์ดำรงตำแหน่งผู้บริหารธนาคารกสิกรไทยมีผลประโยชน์ทับซ้อนโดยให้ธนาคารกสิกรไทยไปถือหุ้นบริษัทคอมลิงค์ที่โจทก์บริหารอยู่ด้วย , กล่าวว่าขณะดำรงตำแหน่ง รมว.คลัง โจทก์ปกป้องนายศิโรตม์ อดีตอธิบดีกรมสรรพากร หลัง ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดเลี่ยงจัดเก็บภาษีจาก คุณหญิงพจมาน และนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ พี่ชายต่างมารดา และกล่าวว่าโจทก์ต้องรับผิดเช่นเดียวกับกรณีของนายเริงชัย มะระกานนท์ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)กรณีที่ออกนโยบายลดเงินลงทุน 30 เปอร์เซ็นต์ ยกเว้นการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ซึ่งมีผู้ใกล้ชิดกับโจทก์ซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์อยู่

ศาลเห็นว่าข้อความที่จำเลยที่ 2 กล่าวล้วนแต่เป็นการกล่าวเท็จ ทั้งที่ขณะนั้นจำเลยอยู่ในวิสัยที่จำตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมดได้ แต่ก็นำข้อเท็จจริงมาพูดโยงรวมกัน และชี้นำโน้มน้าวให้ประชาชนผู้ฟังเข้าใจผิดในตัวโจทก์ว่าเป็นคนชั่วมีพฤติการณ์บริหารงานต่างๆเพื่อประโยชน์ของตนและพวกพ้องทั้งที่ข้อเท็จจริงในหลายกรณี เช่นกรณีนายศิโรตม์ อดีตอธิบดีกรมสรรพากร ปรากฏข้อเท็จจริงในทางนำสืบว่าหลังจากที่ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดแล้ว ต่อมากระทรวงการคลังก็มีมติให้นายศิโรตม์ ออกจากตำแหน่งโดยเรื่องนี้มีอดีตปลัดกระทรวงการคลังมาร่วมเบิกความยืนยัน ขณะที่การลงมติไล่ออกโจทก์เป็นประธาน อ. กพ.กระทรวงการคลัง ซึ่งมีมติเป็นเอกฉันท์จึงเห็นได้ว่าโจทก์ไม่มีพฤติการณ์ปกป้อง ส่วนกรณี ที่จะให้โจทก์รับผิดเช่นเดียวกับนายเริงชัย ชั้นพิจารณาโจทก์นำสืบว่ากรณีของนายเริงชัย เป็นการรับผิดต่อการบริหารนโยบาย ธปท.เข้าแทรกแซงค่าเงินบาทซึ่งขณะนั้นเป็นเรื่องของการจัดซื้อเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าที่มีการทำสัญญาไว้ก่อนแล้ว โดยเมื่อค่าเงินบาทก่อนจึงทำให้ ธปท.ต้องขาดทุนเป็นจำนวนเงิน 11 บาท ต่อทุกดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือว่าเป็นการขาดทุนจริง แต่กรณีของโจทก์เป็นการปรับลดเงินลงทุนไม่ได้เป็นเหตุให้จำนวนเงินตราต่างประเทศลดลงแต่เป็นการลดลงของมูลค่าตามอัตราแลกเปลี่ยน โดยเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ คิดเป็นเงินบาท กว่า 2 ล้านล้านบาท ส่วนกล่าวอนุมัติโครงการหวยบนดิน และออนไลน์ นั้นก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์เป็นผู้สั่ง โดยการปฏิบัติหน้าที่โจทก์ได้ทำหนังสือถึงสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาหารือข้อกฎหมายว่า การแก้กฎหมายจะส่งผลให้ผู้กระทำผิดหลุดพ้นจากความผิดหรือไม่ ก็ได้รับคำตอบว่าไม่มี

แม้จำเลยที่ 2 จะอ้างว่าเป็นการติชมโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลสาธาราณะด้วยความเป็นธรรม ในฐานะสื่อมวลชน แต่รูปแบบการจัดรายการของจำเลยที่ 2 เป็นการวิเคราะห์โดยอาศัยภูมิความรู้ของตนเองโดยไม่ได้เชิญบุคคลใดมาร่วมสัมภาษณ์อีกทั้งการตั้งคำถามของจำเลยก็แสดงเจตนาที่จะให้ร้ายโจทก์ไม่ได้เป็นคำถามในรูปแบบปกติทั่วไปที่วิญญูชนจะกระทำเพื่อสอบถามให้ได้ข้อเท็จจริงซึ่งหากจำเลยที่ 2 เห็นว่าการกระทำของโจทก์ไม่ถูกต้องอย่างไรก็ควรต้องแสดงความคิดเห็นว่าสิ่งที่ถูกต้องควรทำอย่างไรเมื่อพิจารณาถ้อยคำทั้งหมดแล้วจึงเห็นได้ว่าการกระทำของจำเลยที่ 2 มีเจตนาใส่ร้ายให้ประชาชนเข้าใจผิดต่อตัวโจทก์ซึ่งต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงเกียรติยศ จึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328

ส่วนบริษัทไทยเดย์ ฯ จำเลยที่ 1 ศาลเห็นว่าได้ร่วมกับจำเลยที่ 2 โดยการบันทึกถ้อยคำที่กล่าวหมิ่นประมาทโจทก์ลงในวีซีดีออกเผยแพร่ จึงมีความผิดตาม พ.ร.บ.การพิมพ์ พ.ศ.2484 และประมลกฎหมายอาญา มาตรา 328 แต่เนื่องจาก พ.ร.บ.การพิมพ์ ถูกยกเลิกหลัง พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.2550 บังคับใช้ จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคล จึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายกฎหมายอาญาเท่านั้น เช่นเดียวกับนายขุนทอง บก.นสพ.ผู้จัดการ จำเลยที่ 4 ศาลเห็นว่า มีความผิดร่วมกับจำเลยที่ 2 ที่เผยแพร่ข้อความที่จำเลยที่ 2 กล่าวถึงโจทก์อย่างต่อเนื่องระหว่างวันที่ 13 – 16 มกราคม 2550 ทั้งที่จำเลยที่ 4 ในฐานะบรรณาธิการ มีหน้าที่ต้องระมัดระวังการลงข้อความที่จะหมิ่นประมาทบุคคลอื่น ดังนั้นการที่จำเลยที่ 4 อ้างว่า ก่อนตีพิมพ์ข่าวมีหัวหน้าข่าวคอยกลั่นกรองอยู่แล้วจึงไม่อาจรับฟังได้

พิพากษาว่า บริษัทไทยเดย์ฯ จำเลยที่ 1 นายสนธิ จำเลยที่ 2 และนายขุนทอง จำเลยที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 238 ให้ปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 2 แสนบาท หากไม่ชำระค่าปรับให้ยึดทรัพย์ตามกฎหมาย ส่วนสนธิ จำเลยที่ 2 เคยกระทำผิดและถูกลงโทษในคดีหมิ่นประมาทมาแล้วแต่ไม่หลาบยังคงกระทำผิดซ้ำอีก จึงให้จำคุก 2 ปี และให้นับโทษต่อจากคดีหมายเลขแดงที่ อ.1241/2550 ที่ศาลพิพากษาจำคุก 2 ปี ฐานหมิ่นประมาท นายภูมิธรรม เวชชยชัย อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และรองเลขาธิการพรรคไทยรักไทย ส่วนนายขุนทอง จำเลยที่ 4 ให้จำคุก 1 ปี ปรับ 3 หมื่นบาท แต่เนื่องจากจำเลยไม่เคยต้องโทษคดีอาญามาก่อน โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษกำหนด 2 ปี และให้จำเลยที่ 1 ,2 และ 4 ร่วมกันโฆษณาคำขอขมาโจทก์ใน นสพ.มติชน ,ไทยรัฐ ,เดลินิวส์ และผู้จัดการเป็นเวลา 5 วันติดต่อกันโดยจำเลยทั้งสามเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย

ส่วนบริษัทเมเนเจอร์ฯ จำเลยที่ 3 ชั้นพิจารณาโจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่ากรรมการบริษัทร่วมกับจำเลยที่ 2 ในการจัดรายการหมิ่นประมาทโจทก์จำเลยจึงไม่มีความผิดพิพากษายกฟ้อง

ภายหลัง นายสนธิ เดินชูสองนิ้วออกมาจากห้องพิจารณา โดยกล่าวว่าศาลสั่งจำคุก 2 ปี ไม่มีอะไรตื่นเต้น แพ้ศาลชั้นต้น ก็อุทธรณ์ต่อ อุทธรณ์แพ้ ก็ฏีกา ถ้าสุดท้ายศาลฎีกาเห็นว่าตนผิดก็เข้าไปใช้ชีวิตในคุก คนอย่างผมผ่านอาวุธสงครามมา 200 นัด ระเบิดอีก 2 ลูก ต่อสู้เพื่อชาติ เรื่องติดคุกไม่ใช่เรื่องตื่นเต้น ไม่กลัว และไม่หนี

นายสนธิ ยังกล่าวถึงการที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แต่งตั้ง พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รอง ผบ.ตร. ให้มารักษาการ ตำแหน่ง ผบ.ตร.แทน พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ที่ถูกย้ายไปปฏิบัติหน้าที่ที่สำนักนายกรัฐมนตรี ว่าตนรู้สึกเฉยๆ และจะไม่กดดัน พล.ต.อ.ธานี เรื่องการสะสางคดีที่ตนถูกลอบยิง และคดีของกลุ่มพันธมิตรฯ เวลา 21 วันของ พล.ต.อ.ธานี ทำได้แค่ไหนก็ทำไปแค่นั้น แต่เชื่อว่า พล.ต.อ.ธานี ต้องทำเต็มความสามารถ และน่าจะมีอะไรดีๆออกมาเอง

"ที่บอกว่า ผม สนิทกับ พล.ต.อ.ธานี เพราะเป็นรุ่นน้องสมัยเรียนที่อัสสัมชัญศรีราชา ยืนยันว่าไม่จริง ตอนเรียนไม่ได้สนิทกัน แค่คุ้นหน้ากันเท่านั้น บ้านเขาอยู่ไหนผมก็ไม่รู้จัก ลูกเมียเขาผมก็ไม่รู้จัก และส่วนตัวก็ไม่ได้คุยกันนานแล้ว" นายสนธิ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า เช้าวันเดียววันนี้ นายสนธิ ยังได้สอบคำให้การคดีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายสนธิ , น.ส.สโรชา พรอุดมศักดิ์ ผู้ดำเนินรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ และ บจก.แมเนเจอร์ ฯ เป็นจำเลยที่ 1-3 คดีหมายเลขดำที่ อ.3323/2550 ในความผิดฐานหมิ่นประมาท ฯ กรณีเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2550 จัดรายการกล่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ วางแผนโค่นล้มสถาบัน ซึ่งนายสนธิ ให้การปฏิเสธ แต่เนื่องจากวันนี้ น.ส.สโรชา จำเลยที่ 2 ไม่ได้เดินทางมาสอบคำให้การ ศาลจึงนัดพร้อมเพื่อตรวจสอบหลักฐาน และสอบคำให้การ น.ส.สโรชา ในวันที่ 18 กันยายน นี้ เวลา 13.30 น.


Tuesday, August 18, 2009

ยกฟ้อง! “สนธิ” ศาลชี้ ปลอมลายเซ็น “แม้ว” ฟ้องแทน

Crime - Manager Online
ศาลจังหวัดปทุมธานี ยกฟ้อง “สนธิ” กับพวก หมิ่น “ทักษิณ” ประณามแก้ไขรัฐธรรมนูญ ศาลชี้ ผู้รับมอบอำนาจไม่มีอำนาจดำเนินคดีฟ้องแทน เหตุหลักฐานลายมือชื่อมอบอำนาจน่าสงสัย อีกทั้งผู้ฟ้องไม่มีพยานเบิกความยืนยัน พิพากษาให้ยกฟ้อง

วันนี้ (18 ส.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อวานที่ผ่านมา ที่ศาลจังหวัดปทุมธานี ศาลได้ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ 1234/2551 ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มอบอำนาจให้ นายพิชา ป้อมค่าย เป็นโจทก์ฟ้อง นายสนธิ ลิ้มทองกุล จำเลยที่ 1 นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ จำเลยที่ 3 นายพิภพ ธงไชย จำเลยที่ 3 นายสมศักดิ์ โกศัยสุข จำเลยที่ พลตรีจำลอง ศรีเมือง จำเลยที่ 5 นายสุริยะใส กตะศิลา จำเลยที่ 6 บริษัท เอเอสทีวี (ประเทศไทย) จำกัด จำเลยที่ 7 บริษัท ไทยเดย์ ด็อทคอม จำกัด จำเลยที่ 8 ในข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา

คำฟ้องระบุเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2551 เวลากลางวัน จำเลยทั้ง 8 ได้ร่วมกันโฆษณาด้วยเอกสารและคำแถลงเรื่องการคัดค้านและประณามการแก้ไข้รัฐธรรรมนูญเพื่อลบล้างความผิดของตนเองและพวกพ้อง ผ่านการถ่ายทอดทางสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมเอเอสทีวี ทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น เกลียดชังจากประชาชนทั่วไป

โดยศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า คดีนี้มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประเด็นแรก โจทก์เป็นผู้ลงลายมือชื่อมอบอำนาจให้ นายพิชา ป้อมค่าย เป็นผู้ดำเนินคดีแทนจริงหรือไม่ ปัญหานี้โจทก์ไม่ได้มาเบิกความเป็นทนาย เพื่อยืนยันว่าโจทก์เป็นผู้ลงลายมือชื่อมอบอำนาจให้ นายพิชา ป้อมค่าย ดำเนินคดีแทน โจทก์คงมี นายพิชา ป้อมค่าย ผู้รับมอบอำนาจ เป็นพยานปากเดียว เบิกความว่า พยานเป็นผู้รับมอบอำนาจของโจทก์ตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจ เอกสารหมาย จ.1 แต่นายพิชา ป้อมค่าย เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งแปดว่าเอกสารหมาย จ.1 ทำในและลงลายมือชื่อที่อาคารชินวัตร ถนนวิภาวดีรังสิต แต่ที่จะทำที่บริษัทอะไร ชั้นอะไร จำไม่ได้ ทำให้น่าสงสัยว่าโจทก์ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวจริงหรือไม่ นอกจากนี้ โจทก์ไม่มีบุคคลที่รู้เห็นการลงลายมือชื่อของโจทก์ในหนังสือมอบอำนาจมาเป็นพยานเบิกความสนับสนุน ประกอบกับเอกสารหมาย จ.1 เป็นสำเนาไม่ใช่ต้นฉบับ ทั้งนี้ นายพิชา ป้อมค่าย ตอบค้านว่า หนังสือมอบอำนาจทำต้นฉบับไว้ 2 ฉบับ มีข้อความตรงกับกับเอกสารหมาย จ.1 ต้นฉบับอีกฉบับหนึ่งนั้นพยานเป็นผู้เก็บไว้ไม่ได้ส่งเป็นพยานต่อศาล จึงยิ่งเป็นพยานหลักฐานสนับสนุนให้น่าสงสัยยิ่งขึ้นว่า โจทก์เป็นผู้ลงลายมือชื่อมอบอำนาจในเอกสารหมาย จ.1 จริงหรือไม่ พยานหลักฐานของโจทก์ในชั้นนี้จึงรับฟังไม่ได้ว่าโจทก์เป็นผู้ลงลายมือชื่อมอบอำนาจให้นายพิชา ป้อมค่าย ดำเนินคดีแทนตามเอกสารหมาย จ.1 นายพิชา ป้อมค่าย จึงไม่มีอำนาจดำเนินคดีแทนโจทก์ ส่วนประเด็นเรื่องคดีโจทก์มีมูลหรือไม่ ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป พิพากษายกฟ้อง


Monday, May 25, 2009

ผู้พิพากษาฟันธง"สนธิ"นั่งหน.พรรคไม่ได้

http://img507.imageshack.us/img507/6348/kom.jpg
ผู้พิพากษาฟันธง"สนธิ"นั่งหน.พรรคไม่ได้
คมชัดลึก :“ผู้พิพากษา” ยกข้อกฎหมายล้มละลาย ฟังธง “สนธิ” ขาดคุณสมบัตินั่งเก้าอี้หัวหน้าพรรค ชี้ต้องให้ศาลมีคำสั่งปลดจากการล้มละลายก่อน ขณะที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ต้องลงประกาศราชกิจจาฯ – นสพ.รายวัน อีกอย่างน้อย 1 ฉบับ ขณะที่ รธน. - พ.ร.บ.พรรคการเมือง บัญญัติ บุคคลล้มละลายต้องห้ามนั่ง หน.พรรค

จากกรณีที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.)โดยแกนนำฯ จะขอฉันทามติของกลุ่มในการประชุมสภาพันธมิตรครั้งที่ 1 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ค่ำวันนี้ (25 พ.ค.) เพื่อจัดตั้งพรรคการเมือง แล้วความเป็นไปได้ที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำ พธม.จะเข้ามาเป็นหัวหน้าพรรคได้หรือไม่ เนื่องจากนายสนธิ เป็นบุคคลล้มละลายนั้น

แหล่งข่าวผู้พิพากษารายหนึ่ง กล่าวว่า บุคคลใดจะเข้ามาเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองได้หรือไม่ ก็ต้องมีคุณสมบัติที่ไม่ขัดที่ พ.ร.บ.พรรคการเมือง พ.ศ.2550 บัญญัติไว้ ซึ่งหากกฎหมายบัญญัติห้ามบุคคลซึ่งศาลมีคำสั่งให้เป็นบุคคลล้มละลาย เข้ามาเป็นหัวหน้าพรรคการเมือง บุคคลนั้นก็ไม่สามารถดำเนินการใด

ขณะที่การจะสิ้นสุดสภาพล้มละลายนั้นไม่มีการกำหนดระยะเวลาว่าจะกี่ปี แต่ต้องเป็นไปตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2547 มาตรา 135 บัญญัติเกี่ยวกับการยกเลิกล้มละลายไว้ว่า ให้ศาลเป็นผู้มีอำนาจสั่งยกเลิกล้มละลายได้ โดยที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งหมายถึงตัวความก็ได้ หรือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ (จพท.) ยื่นคำขอต่อศาลให้มีคำสั่งปลดบุคคลล้มละลายจากการล้มละลาย ซึ่งเหตุที่จะขอยกเลิกการล้มลาย ก็ต้องเป็นไปตามที่มาตรา 135 บัญญัติไว้ใน (1) ว่า เมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่อาจดำเนินการให้ได้เพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ (2) ลูกหนี้ไม่ควรถูกพิพากษาให้ล้มละลาย (3) หนี้สินของบุคคลล้มละลายได้ชำระเต็มจำนวนแล้ว (4) เมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่มีทรัพย์สินจะแบ่งให้กับเจ้าหนี้แล้ว โดยเมื่อศาลมีคำสั่งให้ยกเลิกการล้มละลายแล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ยังมีหน้าที่ต้องโฆษณาในราชกิจจานุเบกษา และในหนังสือพิมพ์รายวันอีกไม่น้อยกว่า 1 ฉบับ ตามที่บัญญัติใน มาตรา 138

ทั้งนี้ ตาม พ.ร.บ.พรรคการเมือง พ.ศ.2550 มาตรา 11 บัญญัติว่า คณะกรรมการบริหารพรรคการเมือง ประกอบด้วย หัวหน้าพรรค รองหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค รองเลขาธิการพรรค เหรัญญิก นายทะเบียนสมาชิกพรรค โฆษกพรรค และกรรมการบริหารอื่น ซึ่งต้องเป็นผู้มีสัญชาติไทยโดยกำเนิด มีอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปี และไม่มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 102 (1) – (7) และ (13) – (14) ซึ่ง รธน. ปี 2550 มาตรา 102 บัญญัติว่า บุคคลที่มีลักษณะดังต่อไปนี้ ต้องห้ามไม่ให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง เป็น ส.ส. (1) ติดยาเสพติด (2) เป็นบุคคลล้มละลาย หรือเคยเป็นบุคคลล้มละลายทุจริต (3) เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้ง ส.ส. (4) ต้องคำพิพากษาจำคุก หรือถูกคุมขังโดยหมายของศาล (5) เคยต้องพิพากษาให้จำคุกโดยได้พ้นโทษมายังไม่ถึง 5 ปีในวันเลือกตั้ง (6) เคยถูกไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการหน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ ทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ (7) เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน เพราะร่ำรวยผิดปกติ หรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ (13) อยู่ในระหว่างต้องห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และ (14) เคยถูกวุฒิสภา มีมติให้ถอดถอนออกจากตำแหน่ง

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า สำหรับลักษณะบุคคลล้มละลายทุจริต ตาม รธน. มาตรา 102 (2) บัญญัติต้องห้ามนั้น ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย มาตรา 6 นิยามความหมายไว้ว่าคือบุคคลล้มละลายที่ศาลมีคำพิพากษาว่ามีความผิดตามมาตรา 163 -170 ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย (ความผิดเกี่ยวกับละเว้นการแจ้งข้อความเกี่ยวกับทรัพย์สินต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ และการฉ้อฉลเสนอให้ผลประโยชน์ให้เจ้าหนี้ เพื่อประโยชน์ขอประนอมหนี้ และคัดค้านการปลดจากการล้มละลาย) หรือเป็นบุคคลล้มละลายเนื่องจากการกระทำผิดฐานยักยอก หรือฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา หรือกระทำความผิดลักษณะการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ตามกฎหมายว่าด้วยการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน

Wednesday, May 13, 2009

วิระยาเล็งฟ้องหมิ่น"สนธิ-สื่อ"


โพสต์ ทูเดย์ - Breaking News - วิระยาเล็งฟ้องหมิ่น"สนธิ-สื่อ"
"วิระยา"อ้างรักษาศักดิ์ศรี เล็งฟ้องหมิ่น"สนธิ-สื่อ" กล่าวหาเป็น 18 มงกุฎ ปัดขายพระแลกเงินบริจาค
ท่านผู้หญิงวิระยา ชวกุล ประธานกรรมการเลขาธิการมูลนิธิบำรุงขวัญทหาร ตำรวจ อาสาสมัครชายแดนในพระบรมราชินูปถัมภ์ กล่าวว่า กำลังอยู่ระหว่างการรวบรวมหลักฐานเตรียมฟ้องหมิ่นประมาทนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และเว็บไซต์สำนักข่าวแห่งหนึ่ง ที่การกล่าวหาว่าตนทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง แต่คงไม่มีการเรียกค่าเสียหาย ตนเพียงต้องการปกป้องเกียรติยศชื่อเสียงเท่านั้น

ท่านผู้หญิงวิระยา กล่าวว่า ตนไม่เกี่ยวข้องกับคดีลอบสังหารนายสนธิ และไม่มีตำรวจมาสอบปากคำแต่อย่างใด ทั้งนี้ หลังจากที่ตนตกเป็นข่าว ก็ถูกนายสนธิโจมตีต่างๆ นานา แต่ตนกำลังใจยังเข็มแข็งดี เพราะสังคมเข้าใจว่าอะไรคือข้อเท็จจริง และทุกวันนี้มีคนมาให้กำลังใจมากขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำ

ส่วนที่มีกระแสข่าวว่า หากใครบริจาคเงิน จำนวน 10,000 บาท กับทางมูลนิธิบำรุงขวัญทหารตำรวจ จะได้รับพระพุทธปฏิมากร รุ่นที่ท่านผู้หญิงวิระยาคล้องแล้วปลอดภัยในวันที่ถูกลอบทำร้ายทางภาคใต้นั้น ท่านผู้หญิงวิระยา กล่าวว่า ไม่เป็นความจริง เพราะพระดังกล่าวตนไม่เคยนำมาขาย และไม่เคยทำเรื่องเช่นนี้ มีแต่จะมอบให้กับทหาร ซึ่งมอบด้วยใจศรัทธา เพื่ออยากให้ปกป้องคุ้มครองผู้ทำหน้าที่ปกป้องชาติบ้านเมือง


Sunday, April 26, 2009

"อัศวิน" แย้มข่าวดีจับคนร้ายยิงถล่ม "สนธิ" ภายใน 7 วัน

Manager Online
"ธานี"ประชุมชุดสืบสวนยิงถล่ม "สนธิ ลิ้มทองกุล" หลังครบ 7 วัน เผยคืบหน้ามากตัดหลายประเด็นไม่เกี่ยวล้างแค้น หรือ “เสื้อเหลือง-เสื้อแดง” มุ่งเรื่องการเมืองและการพูดโจมตีบุคคลต่างๆ เตรียมนัดสอบปากคำด้วยตนเอง "อัศวิน" เผยใน 7 วันมีข่าวดีจับตัวคนร้าย

วันนี้ (25 เม.ย.) ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) เมื่อเวลา 14.30 น. พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รองผบ.ตร. พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ช่วย ผบ.ตร. พล.ต.ท.เจตน์ มงคลหัตถี ผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและสอบสวน(ผบช.กมส.) พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผบช.น. พร้อมชุดสืบสวนฯได้เข้าประชุมติดตามความคืบหน้าคดีเหตุลอบยิง นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการ และแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หลังจากแบ่งหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องลงตรวจสอบ เพื่อรวบรวมเก็บข้อมูลในพื้นที่ หลังครบระยะเวลา 7 วันนับแต่เกิดเหตุ โดยใช้เวลาในการประชุมประมาณ 2 ชั่วโมง

ภายหลังการประชุม พล.ต.อ.ธานี กล่าวว่า การประชุมในวันนี้เพื่อเรียกเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบคดี มาเพื่อติดตามผลการสั่งงานที่ได้รับมอบหมาย โดยพบว่าคดีมีความคืบหน้าไปมาก ทั้งในส่วนของมือปืน พยานหลักฐานที่รวบรวมได้ก็มีความชัดเจนมากขึ้น มั่นใจว่าพยานหลักฐานที่มีอยู่นั้นสามารถนำไปสู่การจับกุมคนร้ายได้แน่นอนแต่ยังไม่ระบุระยะเวลาว่าจะเป็นเมื่อไร

ผู้สื่อข่าวถามว่าคดีนี้เกี่ยวข้องกับคนมีสีหรือไม่ พล.ต.อ.ธานี กล่าวว่า ยังไม่สามารถระบุได้ แต่ขณะนี้ทางตำรวจได้ตัดประเด็นการสืบสวนสอบสวนไปหลายประเด็นแล้ว เช่น เรื่องส่วนตัว เรื่องชู้สาว โดยเทน้ำหนักมาที่ประเด็นทางการเมือง ซึ่งรวมทั้งกรณีที่นายสนธิเคยออกมากล่าวโจมตีบุคคลต่างๆ โดยได้มอบหมายให้ พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผบช.น.ไปดูแลเรื่องหลักฐานและขั้นตอนการทำงาน ซึ่งทุกคนก็ตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่ แบ่งงานทำงานช่วยกันไม่ว่าจะพบเบาะแสที่ไหนก็จะติดตามไปตามพยานหลักฐานที่ได้มา

ผู้สื่อข่าวถามว่าได้มีการพูดคุยกับนายสนธิ เกี่ยวกับคดีแล้วหรือยัง พล.ต.อ.ธานี กล่าวว่าคงต้องมีการไปสอบปากคำ แต่ยังไม่ได้นัดวันเวลาที่จะเดินทางไป แต่ตนก็จะไปร่วมสอบปากคำกับพนักงานสืบสวนสอบสวนด้วยตนเองด้วย

ส่วนกรณีที่พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก หรือ “เสธ.แดง” ออกมาพูดถึงอาวุธที่ใช้ก่อเหตุ พล.ต.อ.ธานี กล่าวว่า ใครพูดอะไรเราก็ฟัง แต่คงไม่มีการประสานขอข้อมูลอะไร เพราะไม่เช่นนั้นใครพูดอะไรเราก็ต้องประสานไปหมด เราทำคดีตามพยานหลักฐาน คดีนี้ไม่มีตันก็ทำไปได้เรื่อยๆ ไม่มีตอ

ผู้สื่อข่าวถามว่าคดีนี้เกี่ยวกับการล้างแค้นหรือไม่ พล.ต.อ.ธานี กล่าวว่า ไม่มีเรื่องอะไรที่ต้องล้างแค้น หรือกรณีที่เกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่างกลุ่มเสื้อเหลืองกับเสื้อแดงก็ไม่ใช่ คาดว่าคดีนี้คงใช้เวลาอีกไม่นานเพราะครบกำหนดเวลา 7 วันแล้วก็มีความคืบหน้าไปมาก ส่วนการออกหมายจับขณะนี้ยังไม่มี

ด้านพล.ต.ท.อัศวิน กล่าวหลังร่วมประชุมคณะทำงานคลี่คลายคดีลอบยิงนายสนธิ ว่า เรื่องคดีต้องสอบถาม พล.ต.อ.ธานี ส่วนเรื่องการจับกุมนั้นภายใน 7 วันจะมีข่าวดี

“ไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้ ภายใน 7 วันนี้แหละจะมีข่าวดี ซีเรียสทอล์คนะเนี่ย” พล.ต.ท.อัศวิน กล่าวอย่างอารมณ์ดี โดยย้ำประโยคที่ว่า ซีเรียสทอล์คถึงสองสามครั้ง


Saturday, April 25, 2009

สนธิ ออกจากรพ.แล้ว


โพสต์ ทูเดย์ - สนธิ ออกจากรพ.แล้ว
สนธิ ปัดให้สัมภาษณ์สื่อหลังออกจาก รพ. เช้านี้ มุ่งหน้า บ้านพระอาทิตย์ ท่ามกลาง ตำรวจ อารักขาเข้มงวด "ธานี"เรียกประชุมทีมสืบสวน บ่าย 2

นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้เดินทางออกจากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เมื่อเวลา ประมาณ 09.00 น. ที่ผ่านมา โดยมีกลุ่มพันธมิตรฯไปให้กำลังใจจำนวนหนึ่ง ท่ามกลางการรักษความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่อย่างเข้มงวด ทั้งนี้ เมื่อนายสนธิออกมาจากลิฟท์ ก็ได้ตรงไปขึ้นรถส่วนตัวกลับไปบ้านพัก ย่านถนนพระอาทิตย์ทันนี โดยไม่ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนแต่อย่างใด

ต่อมาเมื่อเวลา 09.20 น. นายสนธิ ได้เดินทางมาถึงบ้านพระอาทิตย์ และเข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตั้งแต่องค์จตุคามรามเทพ พระมหาอุปคุต แม่พระธรณี ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสิน พระภูมิเจ้าที่ และไหว้รูปคุณแม่ไชย้ง ลิ้มทองกุล ก่อนขึ้นไปพักผ่อนภายในบ้านพระอาทิตย์

ทั้งนี้ ในเวลา 14.00 น. พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะประธานคณะทำงานสืบสวนคลี่คลายคดี ได้เรียกประชุมคณะทำงาน เพื่อติดตามความคืบหน้าคดีลอบสังหารนายสนธิด้วย
Reblog this post [with Zemanta]

Friday, April 24, 2009

กำชับตำรวจปิดข้อมูลซุ้มมือปืนยิง"สนธิ"อย่าให้รั่ว

BrickArms Lewis gun and Brodie helmet prototypesImage by Dunechaser via Flickr

matichon: กำชับตำรวจปิดข้อมูลซุ้มมือปืนยิง"สนธิ"อย่าให้รั่ว

พล.ต.ต.พงษ์สันต์ เจียมอ่อน รอง ผบช.น. กล่าวถึงความคืบหน้ากรณียิงนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ว่า วันที่ 25 เมษายน เวลา 14.00 น. พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รอง ผบ.ตร. จะมาประชุมสืบสวนในเรื่องความคืบหน้า ส่วนที่มาประชุมช่วงเช้าก็ทำให้เราทราบแนวยิงและวิถีกระสุน

ถามต่อว่ากลุ่มมือปืนอยู่ในพื้นที่ จ.กาญจนบุรี หรือลพบุรีหรือไม่ พล.ต.ต.พงษ์สันต์กล่าวว่า เรื่องนี้ ผบช.น.กำชับไม่ให้ข้อมูล หากอยากทราบข้อมูลให้ถามที่ ผบช.น. หรือพ.ต.อ.ปรีชา ธิมามนตรี รอง ผบก.ศส. เอง กรุณาอย่าถามมาก (หัวเราะ)

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับพื้นที่ บช.น. มีพื้นที่เฝ้าระวังทั้ง 3 ประเภท จำนวน 4,375 จุด แบ่งเป็นพื้นที่เฝ้าระวังพิเศษอย่างยิ่ง 361 จุด พื้นที่เฝ้าระวังพิเศษ 791 จุดและพื้นที่เฝ้าระวัง 3,223 จุด

Reblog this post [with Zemanta]

Wednesday, April 22, 2009

ยัน"ปืน-กระสุน"ยิง"สนธิ"ไม่มีในสตช.

คมชัดลึก :นครบาลยันอาวุธ-กระสุนที่คนร้ายยิง" สนธิ" ไม่มีในหน่วยงานตำรวจ เร่งคลี่คลายวิถีกระสุนยิง มึนเหตุฆ่า โฆษกนครบาลโต้ข้อตำหนิหละหลวมมาตรการรปภ. แจงตั้งด่านเข้ม 50 จุดทั่วกรุงโยงใยแมงมุม

(21เม.ย.) เวลา 12.00 น.พล.ต.ต.สุพร พันธุ์เสือ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล(รอง ผบช.น.) ในฐานะโฆษกนครบาล กล่าวถึงความคืบหน้าการสอบสวนคลี่คลายคดียิงนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ ว่า ฝ่ายสืบสวนสอบสวนพร้อมเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานได้ตรวจสอบที่เกิดเหตุ อีกครั้งดูวิถีกระสุนและจุดที่คาดว่าคนร้ายยิงอาวุธปืนใส่รถนายสนธิพร้อม ตรวจสอบทิศทางการหลบหนีของคนร้าย โดยนำพยานที่เห็นเหตุการณ์มาชี้จุดที่เกิดเหตุและตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าสอด คล้องกับคำที่เคยให้การไว้หรือไม่ ชั้นนี้คงไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้มากเป็นเรื่องของสำนวนคดี ส่วนสาเหตุการลอบยิงนั้นยังชี้ชัดว่าเป็นกลุ่มไหนแต่เชื่อว่า ผู้ต้องหาหวังเอาชีวิตแน่นอน และจากการตรวจสอบกระสุนที่พบในที่เกิดเหตุตัดไปได้เลยว่าไม่ใช่เป็นกระสุน ที่ใช้ในหน่วยงานตำรวจอย่างแน่นอน

 นอกจากนี้โฆษกนครบาลยังกล่าวกรณีศาลรัฐธรรมนูญออกมาตำหนิมาตรการรักษา ความปลอดภัยของตำรวจต่อศาลว่าหละหลวมไม่รอบคอบ ว่า ที่ผ่านมาขอยืนยันมีการดำเนินการมาโดยตลอดมีการตั้งด่านรอบพื้นที่สถาน ราชการสำคัญและมีการตั้งจุดตรวจร่วม 50 จุดซึ่งเป็นจุดที่กำหนดร่วมกันในหน่วยงานความมั่นคงโดยตำรวจปฏิบัติตามแผน นั้นทั้งตรวจเข้มรอบนอกรอบในพร้อมยังมีด่านตรวจแอลกอฮอร์และจุดสกัดรถต้อง สงสัยสามารถครอบคลุมพื้นที่ กทม.ทั้งหมดโยงใยเป็นเครือข่ายใยแมงมุม

 ส่วนการนัดชุมนุมเสื้อแดงที่ระบุจะเดินทางมากดดันการประชุมรัฐสภาวันที่ 22 เม.ย.นั้น อยู่ระหว่างการหาข่าวของเจ้าหน้าที่และคงไม่อนุญาติให้มีการชุมนุมเนื่องจาก ยังอยู่ระหว่างประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินซึ่งยังไม่มีการยกเลิกแต่อย่างใด หากพบว่ามีการชุมนุมมากกว่า 5 คนขึ้นไปก็จะดำเนินการจับกุมตามกฎหมายในทันที

 ก่อนหน้านั้น ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนสน.ชนะสงครามได้นำเด็กปั๊มรายหนึ่งซึ่งเป็นชายมาสอบสวน ถึงเหตุการณ์ที่รถของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ถูกลอบยิงหน้าปั๊มน้ำมันตรงข้ามวัดเอี่ยมวรนุชที่พยานรายนี้ทำงาน โดยมี พ.ต.อ.ขิง แขวงวิเศษชัยชาญ ผกก.สน.ชนะสงคราม ทำการสอบสวนเบื้องต้นเด็กปั๊มรายนี้ให้การว่า ก่อนเกิดเหตุเห็นรถกระบะสีเข้มคันหนึ่งจอดอยู่หน้าปั๊มน้ำมัน และช่วงเกิดเหตุเห็นชาย 2 คนยืนบนกระบะหลังของรถคันดังกล่าว ยิงปืนกราดกระสุนเข้าใส่รถนายสนธิ จากนั้นรถคันดังกล่าวก็ขับมุ่งหน้าไปทางบางลำพู ต่อมามีทหารชั้นสัญญาบัตรจากกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ 3 นาย ขอหลักฐานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดของคดีนี้

"กษิต"อ้าง "ทักษิณเอี่ยวยิง"สนธิ"

kasitImage by Klaikong via Flickr

posttoday: รัฐมนตรีต่างประเทศ ลั่นกลางเวทีนิวยอร์ค "ทักษิณ"พัวพันยิงสนธิ เชื่อ ตนเอง-4 รมต.ตกเป็นเป้าด้วย ยัน สลายเสื้อแดงไม่มีคนตาย

นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีต่างประเทศของไทย กล่าวปาฐกถาที่"ดิ เอเชีย โซไซตี้" ที่นครนิวยอร์คของสหรัฐเมื่อวันอังคาร เชื่อมโยงอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณชินวัตร กับเหตุโจมตีเมื่อวันศุกร์ที่แล้ว ที่ตำรวจไทยระบุว่ามือปืนอย่างน้อยสองคนใช้รถประกบยิงรถของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้นำคนสำคัญของแนวร่วมพันธมิตรเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งเคยมีส่วนร่วมโค่นล้มรัฐบาลของอดีตนายกฯทักษิณเมื่อปี 2549 และการประท้วงที่ทำให้กรุงเทพฯเป็นอัมพาตเมื่อปีที่แล้ว ทำให้นายสนธิกับลูกน้องอีก 2 คน ได้รับบาดเจ็บ

นายกษิต กล่าวต่อที่ประชุมว่า คิดว่าอดีตนายกฯทักษิณล้มเหลวในการใช้ความเคลื่อนไหวของขบวนการประชานิยม จึงได้หันไปใช้ความพยายามลอบสังหารในบางรูปแบบ และเชื่อว่าตัวเองกับสมาชิกอีก 4 คนในคณะรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตกเป็นเป้าหมายด้วยและว่าสองสามสัปดาห์ที่ผ่านมา เขารู้สึกเหมือนถูกกักขัง ขณะที่เมื่อหลายสัปดาห์ก่อนเขาถูก ห้อมล้อมด้วยเหล่านาวิกโยธินติดอาวุธครบมือ เขาเสริมว่า หากจะมีการสู้กันถึงตาย พวกเราหลายคนจะเหลือแต่ขี้เถ้า

นายกษิต กล่าวว่า หากในการสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดงมีผู้เสียชีวิตแม้เพียงสักคนหนึ่งด้วย ฝีมือกองกำลังความมั่นคง เขาคิดว่าไทยจะอยู่ในสภาวะที่อาจเกิดสงครามกลางเมืองขึ้นได้เขายังได้กล่าว ปกป้องรัฐบาลจากการประท้วงและความวุ่นวายที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นด้วย โดยกล่าวว่า จะต้องไม่มีการประท้วงรูปแบบใดใดที่จะทำไปสู่การเกิดความรุนแรง พร้อมเสริมว่า ไม่มีประโยชน์ที่จะแสร้งทำเป็นว่าสิ่งต่างๆเป็นปกติ


matichon: กษิตเผยสื่อนอก บอก"ทักษิณ"สั่งยิง"สนธิ ลิ้มทองกุล"

กษิตเผยสื่อต่างประเทศ ระบุทักษิณสั่งลอบสังหาร"สนธิ ลิ้มทองกุล"ระบุเชื่อรัฐมนตรีหลายคนในรัฐบาลตกเป็นเป้าด้วย

สำนักข่าวเอพีรายงานว่าเมื่อวันที่ 22 เม.ย.ว่า นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีต่างประเทศไทย กล่าวกับ"สมาคมเอเชีย"ที่กรุงนิวยอร์กว่า ถึงกรณีเหตุการณ์ลอบยิงนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรเสื้อเหลือง ว่า ก่อนเกิดเหตุ นายสนธิกำลังจะรับประทานอาหารเที่ยงกับเขาในช่วงเที่ยง และเขาคิดว่าพ.ต.ท.ทักษิณ ได้ใช้วิธีการลอบสังหาร หลังจากล้มเหลวในการเคลื่อนไหวกลุ่มผู้สนับสนุน โดยนายกษิต ไม่ได้อธิบายรายละเอียดหรือแสดงหลักฐานในการกล่าวหาดังกล่าว แต่บอกว่า เขายังเชื่อว่า เขาและรัฐมนตรีอีก 4 คน ในรัฐบาลของนายอภิสิทธิ เวชชาชีวะ ยังตกเป็นเป้าด้วย

นายกษิตกล่าวด้วยว่า ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา เขากำลังรู้สึกว่าตัวเองตกอยู่ภายใต้การจองจำจากการอารักขาของกลุ่มทหาร และว่าหากมีการต่อสู้กันจนถึงตาย เขาคิดว่าพวกเราหลายคนอาจกลายเป็นเถ้าถ่าน

นายกษิตกล่าวชี้ด้วยว่า เมืองไทยคงเกิดสงครามกลางเมืองไปแล้ว หากมีประชาชนเพียงคนเดียวตายเพราะทหาร พร้อมทั้งปกป้องรัฐบาลเกี่ยวกับเหตุการณ์การเมืองวุ่นวายปั่นป่วนและเกิดการ ประท้วง แต่ชี้ว่าไม่มีประโยชน์ที่จะอ้างว่าการเมืองไทยขณะนี้เป็นปกติ

เนื่องจากมติชนอัปเดทข่าว + เพิ่มเติมเนื้อข่าว โดยใช้พื้นที่ข่าวหน้าเดิม หรือบางครั้ง เปลี่ยน head line และเรียงเรื่องใหม่ จึงเก็บหน้าข่าวปัจจุบันไว้เพื่อการอ้างอิง


AP "Thai diplomat accuses ousted leader in shootings" 2 pages



Reblog this post [with Zemanta]

Tuesday, April 21, 2009

หาวิถีกระสุน กรณีลอบสังหาร สนธิ ลิ้มทองกุล

posttoday: ตำรวจจำลองเหตุการณ์ลอบยิงสนธิเพื่อตรวจหาแนววิถีกระสุนเมื่อคืนที่ผ่านมา

พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผบก.น.1 และ พ.ต.อ.ธวัชชัย เมฆประเสริฐสุข รองผบก.กองพิสูจน์หลักฐาน พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจสายสืบจาก บก.น.1 และตำรวจสายสืบจาก สน.ชนะสงคราม รวมทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ร่วมคลี่คลายคดี การลอบสังหารนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จำลองสถานการณ์ และตรวจพิสูจน์จุดที่เกิดเหตุที่คนร้ายลอบยิงนายสนธิ บนถนนสามเสน บริเวณหน้าวัดเอี่ยมวรนุช แขวงบ้านถม เขตพระนคร กทม. เพื่อตรวจหาแนววิถีกระสุนว่ากลุ่มคนร้ายยิงมาจากทิศทางใด        

พล. ต.ต.วิชัย กล่าวว่าสำหรับการตรวจที่เกิดเหตุในครั้งนี้ เพื่อหาแนวทางการยิงของคนร้ายว่าอยู่ตรงจุดไหน และทิศทางของรถคนร้าย และรถของผู้เสียหายว่าจะอยู่ในลักษณะใด เพื่อนำไปประกอบพยานวัตถุที่เจ้าหน้าที่เก็บได้ในที่เกิดเหตุ รวมทั้งพยานบุคคลที่มีอยู่หลายปาก แต่ยังให้การไม่ตรงกัน ทั้งนี้ จากการตรวจสอบจากรอยกระสุนที่รถยนต์ของนายสนธิในเบื้องต้นสามารถที่จะระบุ ได้ว่าคนร้ายมีประมาณกี่คน และใช้อาวุธปืนชนิดใดบ้าง และการตรวจพิสูจน์ในครั้งนี้จะได้นำไปประกอบและยืนยันแนววิถีกระสุนภายในรถ อีกครั้ง

Monday, April 20, 2009

"เสธ.แดง"ปูดฝีมือ"พลเอก"นอกราชการ บงการยิง"สนธิ"

Matichon: "เสธ.แดง"ปัด"พัลลภ"เอี่ยวยิง"สนธิ"

พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก เปิดเผยเมื่อวันที่ 20 เม.ย. ว่า  ตนได้พูดคุยกับ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี อดีตรองผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน  ซึ่งทราบว่า หลังจากเกิดคดีลอบยิง นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ก็ปรากฎ มีคนเฝ้าติดตาม พล.อ.พัลลภ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งคาดว่า เป็นเจ้าหน้าที่สืบสวนคดียิงนายสนธิ ทั้งนี้  พล.อ.พัลลภ บอกกับตนว่า ไม่เกี่ยวข้องคดียิงนายสนธิ และตนก็ยืนยันเช่นนั้น  ส่วนการที่ พล.อ.พัลลภ ต้องเก็บตัวเงียบ เพราะไม่อยากติดคุกตอนแก่

พล.ต.ขัตติยะ ยังปฏิเสธว่า  ตนถูกเฝ้าจับตานั้นไม่เป็นความจริง  เพราะคงไม่มีตำรวจคนไหนกล้ามายุ่ง เพราะรู้ว่า เสธ.แดง เป็นคนอย่างไร หากมาจับตารับรองว่าโดนยิงกลับหมดแน่

อย่างไรก็ตาม พล.ต.ขัตติยะ กล่าวอีกว่า คดีของนายสนธิ ตนพอทราบว่า เป็นฝีมือของคนมีสีอย่างแน่นอน ส่วนที่ระบุว่า เป็นนายทหารนอกราชการยศพลเอกนั้นก็เป็นความจริง เพราะทหารชั้นประทวนทำไม่ได้

“ธานี” ถกล่าทีมลอบสังหาร “สนธิ” ชุดสืบสวนเกาะติด “พล.อ.(พ)-เสธ.คนดัง”

Sondhi Limthongkul speaking at a mass rallyImage via Wikipedia

MGR: “พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์” ประชุมติดตามความคืบหน้าคดีสังหาร “สนธิ ลิ้มทองกุล” ขณะที่ชุดสืบสวนมุ่งปมการเมือง เกาะติดความเคลื่อนไหว พล.อ.(พ) นอกราชการ และเสธ.คนดัง เชื่ออาจมีเอี่ยวสั่งฆ่า

วันนี้ (20 เม.ย.) ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 09.30 น. พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รอง ผบ.ตร.ได้เรียกประชุมพนักงานสอบสวนคดีที่เกี่ยวกับการประกาศพระราชกำหนดใน สถานการณ์ฉุกเฉิน และคดีคนร้ายลอบยิงนายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และผู้ก่อตั้ง นสพ.เครือผู้จัดการ และ ASTV หลังจาก พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้มีคำสั่งแบ่งงานระดับ รอง ผบ.ตร.และผู้ช่วย ผบ.ตร.ใหม่ โดยมอบหมายให้ พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รอง ผบ.ตร.ฝ่ายป้องกันปราบปราม 2 เข้ามารับผิดชอบพื้นที่นครบาล แทน พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รอง ผบ.ตร. ฝ่ายป้องกันปรามปราม 4 ที่ถูกโยกไปคุมตำรวจภูธรภาค 1, 2, 3, 4

สำหรับการประชุมในวันนี้ มีรายงานว่า พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผบช.น.จะสรุปความคืบหน้าของคดีและแนวทางการสืบสวนสอบสวน ให้ พล.ต.อ.ธานี รับทราบ เพื่อใช้ประกอบในการกำหนดกรอบการทำงานต่อไป

ขณะที่แหล่งข่าวระดับสูงในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ขณะนี้ชุดสืบสวนมุ่งเน้นไปที่ประเด็นเรื่องความขัดแย้งทางการเมืองเป็น ประเด็นหลัก โดยเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนมีสี ภายใต้การสังกัดของ พล.อ.(พ.) นอกราชนายหนึ่ง รวมทั้ง เสธ.คนดัง โดยแนวทางสืบสวนพบว่ามีความเป็นไปได้สูง เนื่องจากกลุ่มมือปืนที่ก่อเหตุใช้ลักษณะแบบกองโจรลอบโจมตี ซึ่งกลุ่มอิทธิพลคนมีสีกลุ่มดังกล่าวมีความถนัด

อย่างไรก็ตาม สำหรับประเด็นเรื่อง “กลุ่มอำนาจใหม่” ที่มีนักการเมืองชื่อดังถูกโยงถึง ทางชุดสืบสวนก็ได้ให้ความสนใจเรื่องนี้เช่นกัน และเชื่อว่าหลังจาก พล.ต.อ.ธานี ได้รับทราบความคืบหน้าของคดีแล้ว ประเด็นการสังหารและกลุ่มมือปืนจะมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น

นอกจากนั้น วันนี้ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จะแถลงผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ถึงความคืบหน้าคดีสำคัญต่างๆ ทั้งคดีการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) รวมทั้งคดีลอบสังหาร นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ รวมถึงการติดตามความเคลื่อนไหวการเดินทางออกนอกประเทศของกลุ่มบุคคลที่ เกี่ยวข้องกับสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง และจะชี้แจงการทำงานร่วมกับสื่อมวลชนภายใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินด้วย

Reblog this post [with Zemanta]

แผนฆ่าเหลวค่าหัวสนธิ-สุริยะใสพุ่ง3ล.

Sondhi LimthongkulImage by angshah via Flickr

คมชัดลึก :ตำรวจชี้เบาะแสลอบยิง “สนธิ” ลงมือ 7 คน ใช้ปิกอัพ 2 คัน ซุ่มจับความเคลื่อนไหวก่อนดักถล่ม พร้อมดึงแฟนพันธุ์แท้ช่วยสืบหารถต้องสงสัย พฐ.ถอดล้อพิสูจน์วิถีกระสุน “ธานี” เรียกถกสางคดี 20 เม.ย. แกนนำ พธม.จี้นายกฯ รื้อโครงสร้างความมั่นคง แฉหลังแผนฆ่าไม่สำเร็จค่าหัว "สนธิ-สุริยะใส" พุ่ง 3 ล.

ความคืบหน้าการติดตามตัวคนร้ายก่อเหตุใช้อาวุธสงครามยิงถล่มรถของนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์เครือผู้จัดการ และสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวีนั้น เมื่อวันที่ 18 เมษายน ที่ผ่านมา พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) มีคำสั่งแบ่งมอบงานระดับ รอง ผบ.ตร.และ ผู้ช่วย ผบ.ตร. โดยมอบหมายให้ พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รอง ผบ.ตร. ฝ่ายป้องกันปราบปราม 2 คุมพื้นที่นครบาล และภาค 7 ส่วน พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รอง ผบ.ตร. รับผิดชอบงานป้องกันปราบปราม 4 คุมพื้นที่ภาค 1, 2, 3, 4 สำหรับการแบ่งงานใหม่ครั้งนี้ พล.ต.อ.ธานี ต้องรับผิดชอบคดีพันธมิตร และแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) รวมทั้งคดีลอบยิงนายสนธิ แทน พล.ต.อ.จงรัก

ขณะที่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ปฏิเสธว่า ไม่ได้สั่งให้มีการเปลี่ยนงาน รอง ผบ.ตร. เพราะเป็นอำนาจหน้าที่ในการตัดสินใจของ พล.ต.อ.พัชรวาท ที่เห็นว่า พล.ต.อ.ธานี เป็นหัวหน้าชุดในการดำเนินคดีกับกลุ่มคนเสื้อแดง

ล่าสุด เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 19 เมษายน พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) กล่าวภายหลังเรียกประชุมผู้บังคับบัญชาระดับรอง ผบช.น. ผู้บังคับการตำรวจนครบาล (ผบก.น.) 1-9 และเจ้าหน้าที่ศูนย์สืบสวน บช.น. เพื่อเร่งรัดคดีลอบยิงนายสนธิ ว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่า ก่อนเกิดเหตุคนร้ายขับรถกระบะออกมาจากบริเวณสี่แยกเทเวศร์แล้วเลี้ยวซ้าย แต่คนร้ายไม่ได้ขับรถตามมาตั้งแต่แรก

พล.ต.ท.วรพงษ์กล่าวว่า น่าเชื่อว่าคนร้ายดักซุ่มอยู่ก่อนจุดเกิดเหตุถึงแยกเทเวศร์ เมื่อรถนายสนธิมาถึงแยกรถคนร้ายก็ออกไปก่อน แสดงว่าคนร้ายต้องทราบว่ารถนายสนธิออก มาเมื่อเวลาใด โดยมีอาวุธปืนทั้งหมด 6 กระบอก แต่ปืนเอ็ม 79 ยังไม่ทราบว่าเป็นปืนกระบอกเดียวกันกับปืนเอ็ม 16 หรือเป็นคนละกระบอก ส่วนคนร้ายคาดว่ามีประมาณ 6 หรือ 7 คน ส่วนรถที่คนร้ายใช้คาดว่ามีประมาณ 2 คัน ทั้งหมดเป็นรถปิกอัพ

"ขณะนี้ได้ประสานไปยังผู้ที่เชี่ยวชาญหรือแฟนพันธุ์แท้รถปิกอัพ เพื่อให้มาดูภาพว่า รถที่คนร้ายใช้เป็นรถกระบะยี่ห้อและรุ่นอะไร สำหรับคุณสนธิและผู้ติดตามที่นอนรักษาตัวอยู่โรงพยาบาลนั้น ขณะนี้ยังไม่ได้ให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนแต่อย่างใด" พล.ต.ท.วรพงษ์กล่าว

ผบช.น.กล่าวถึงกรณี พล.ต.อ.พัชรวาท มอบหมายให้ พล.ต.อ.ธานี รับผิดชอบคดีในพื้นที่นครบาล และภูธรภาค 7 ว่า พล.ต.อ.ธานี ได้นัดประชุมพนักงานสอบสวนคดีที่เกี่ยวกับการประกาศพระราชกำหนดการบริการราช การณ์ในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในวันที่ 20 เมษายนนี้ เวลา 09.30 น. หลังจากนั้นจะเรียกประชุมในคดีคนร้ายลอบยิงนายสนธิต่อไป ทั้งนี้ คดีของนายสนธิยังอยู่ในความรับผิดชอบระดับ บช.น. แต่รอง ผบ.ตร.ลงมาช่วยทำหน้าที่กำกับดูแลคดี

เมื่อเวลา 13.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจกองพิสูจน์หลักฐานได้ตรวจสอบสภาพรถยนต์ของนายสนธิ ที่จอดอยู่บริเวณหน้า สน.ชนะสงคราม พร้อมทั้งใช้อุปกรณ์ช่วยถอดล้อรถทั้ง 4 ล้อ เพื่อตรวจสอบร่องรอยกระสุนปืนที่เจาะเข้าในยางรถยนต์ โดยมีประชาชนทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติให้ความสนใจการทำงานของ เจ้าหน้าที่

"สนธิ"ออกจากไอซียู-คนขับยังโคม่า


ส่วนอาการบาดเจ็บของนายสนธิ นายอดุลย์ แดงประดับ คนขับรถนายสนธิ และนายวายุภักษ์ มังคละสินธุ์ ผู้ติดตามนายสนธิ เมื่อเวลา 11.00 น. ที่ห้องประชุมมงคลนาวิน ชั้น 10 ตึก สก. รศ.นพ.อดิสร ภัทราดูลย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ แถลงว่า อาการของนายสนธิดี ขึ้นตามลำดับ ถือว่าอยู่ในขั้นปลอดภัย รับประทานอาหารได้ตามปกติ ลุกขึ้นเดินได้เล็กน้อย เช่นเดียวกับอาการของนายวายุภักษ์ ปลอดภัยดี ขณะนี้แพทย์ได้ย้ายนายสนธิ และนายวายุภักษ์ ออกจากห้องไอซียูมาอยู่ห้องพักผู้ป่วยปกติแล้ว

ขณะที่นายอดุย์มีอาการสมองบวมที่สมองน้อยด้านหลังซีกขวา หลังจากการผ่าตัดเมื่อวาน (18 เม.ย.) ผลออกมาเป็นที่น่าพอใจ ผู้ป่วยรู้ตัวดีขึ้น ตอบสนองต่อคำสั่งแพทย์ได้ดี มีโอกาสรอดสูง ส่วนอาการแขน-ขาอ่อนแรงยังเหมือนเดิม ยังไม่ถือว่าพ้นขีดอันตราย ขณะนี้นายอดุลย์ยังอยู่ในห้องไอซียู

ส่วนการรักษาความปลอดภัยนายสนธินั้น พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเดินทางไปยังตึก สก. โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เพื่อตรวจเยี่ยมเจ้าหน้าที่ที่วางกำลังดูแลความปลอดภัยนายสนธิ โดยปฏิเสธให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ทั้งนี้ พ.ต.อ.ไพศาล ลือสมบูรณ์ ผกก.สน.ปทุมวัน จัดกำลังตำรวจ บก.น.6 เปลี่ยนเวรกัน 12 ชั่วโมง

จี้"มาร์ค"รื้อโครงสร้างความมั่นคง

ต่อมา นายพิภพ ธงไชย แกนนำพันธมิตร นายสำราญ รอดเพชร นายสาวิทย์ แก้วหวาน นายชัยอนันต์ สมุทวณิช และ ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ เดินทางมาเยี่ยมนายสนธิที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ นายพิภพกล่าวภายหลังเข้าเยี่ยมนายสนธิว่า นายสนธิไม่ ได้กล่าวอะไร ยังมีจิตใจเข้มแข็ง ไม่วอกแวกต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ขณะที่ 4 แกนนำพันธมิตรยังคงรักษาความปลอดภัยตามปกติ เหตุการณ์ที่เกิดกับนายสนธิครั้ง นี้ ทำให้ภาคประชาชนเข้มแข็งขึ้น ระหว่างนี้กลุ่มพันธมิตรจะไม่ออกมาเคลื่อนไหว มีเพียงจัดกิจกรรมคอนเสิร์ตการเมืองที่ จ.ระยอง ขอให้ประชาชนทุกฝ่ายระวังเรื่องการปะทะสร้างความปั่นป่วนด้วย

"เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับนายสนธิครั้ง นี้ แกนนำพันธมิตรได้พูดในการจัดคอนเสิร์ตการเมืองที่ จ.ภูเก็ต (18 เม.ย.) แล้วว่า ผู้ที่กระทำการดังกล่าวอยู่ระหว่างกลุ่มอำนาจเก่า และกลุ่มที่ต้องการเข้ามามีอำนาจใหม่ ซึ่งมีการใช้อาวุธสงคราม จึงเป็นข้อจำกัดว่าต้องเป็นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างแน่นอน ดังนั้นจึงไม่ยากที่ ผบ.ตร. และ ผบ.ทบ. จะหาตัวผู้กระทำผิดมาให้ได้" นายพิภพกล่าว

แกนนำพันธมิตรกล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาในสังคมไทยรู้กันทั่วไปอยู่ว่า ในหลายเหตุการณ์บุคคลในเครื่องแบบเป็นผู้มีอิทธิพล ดังนั้นจึงไม่ยากที่ ผบ.ทบ. และ ผบ.ตร. จะสืบตัวผู้กระทำ ขณะที่นายกรัฐมนตรีควรใช้โอกาสนี้ปรับโครงสร้างหน่วยความมั่นคงทั้งทหาร ตำรวจ เนื่องจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เห็นว่าการรักษาความปลอดภัยยังไม่น่าพอ ใจ โดยเฉพาะตัวผู้นำหน่วยความมั่นคงที่ไม่น่าไว้ใจ นายกฯ จะต้องตั้งองค์กรดูแลเกี่ยวกับหน่วยงานความมั่นคง เหมือนในประเทศอังกฤษ หรือสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นเรื่องที่นายกฯ ต้องทำหลังจากที่นายกฯ เองได้ประสบเหตุการณ์ที่เสี่ยงอันตรายมาแล้ว 2-3 ครั้ง และต้องคิดว่าเหตุการณ์ร้ายแรงที่เกิดขึ้นจากกลุ่มอำนาจเก่าที่ยังเคลื่อน ไหวใต้ดิน พร้อมกับผ่านระบบสภาอีก

ส่วนที่บริเวณชั้น 1 ตึก สก. มีประชาชนและพระภิษุสงฆ์มาลงนามในสมุดเยี่ยมนายสนธิอย่าง ต่อเนื่อง บางคนร่วมบริจาคเงินในตู้รับบริจาคสำหรับเอเอสทีวี และช่วยเหลือนายอดุลย์ โดยทีมงานของเอเอสทีวีได้แจกซีดีธรรมะให้แก่ประชาชนที่มาเยี่ยม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตัวแทนของ พล.ต.มนูญกฤตและนางเสมอจิตต์ รูปขจร ได้นำกระเช้ามาเยี่ยมนายสนธิด้วย

แฉค่าหัว"สนธิ-สุริยะใส"พุ่ง3ล.

หลังจากนายพิภพ ธงไชย แกนนำพันธมิตร เปิดเผยบนเวทีคอนเสิร์ตการเมืองที่ จ.ภูเก็ต โดยระบุว่า มีการวางแผนจะให้แกนนำพันธมิตรที่มีชื่ออักษร ส. 2 คน เสียชีวิต คือ นายสนธิ ลิ้มทองกุล และนายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตร โดยหวังให้พันธมิตรทั่วประเทศลุกฮือจนเกิดปัญหาต่างๆ ตามมานั้น

ล่าสุดแหล่งข่าวระดับสูงจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เปิดเผยเมื่อวันอาทิตย์ว่า มีการวางแผนกันก่อนที่กลุ่ม นปช.จะจัดชุมนุมใหญ่ในวันที่ 8 เมษายน ที่ผ่านมาแล้ว โดยกลุ่มผู้อยู่เบื้องหลังปฏิบัติการดังกล่าว ต้องการปลุกปั่นสถานการณ์วุ่นวายทางการเมือง ควบคู่ไปกับการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง เพื่อให้เกิดความไร้ระเบียบทางการเมือง และปลุกให้กลุ่มพันธมิตรออกมาเคลื่อนไหวเผชิญหน้ากับกลุ่ม นปช.

แหล่งข่าวบอกว่า ปฏิบัติการดังกล่าวคลาดเคลื่อน เนื่องจากช่วงชุมนุมของ นปช. แกนนำพันธมิตร 2 ทั้งคน มีการระมัดระวังตัวสูง และมีระดับรักษาความปลอดภัยที่เข้มข้น จนยากที่จะลงมือในช่วงเวลาดังกล่าว แต่คนร้ายยังต้องเดินหน้าปฏิบัติการลอบสังหาร แม้การชุมนุมจะยุติ เพราะปฏิบัติการดังกล่าวมีคนจ้างมีคนรับงานกันเรียบร้อยแล้ว การปฏิบัติการลอบสังหารนายสนธิจึงต้องเกิดขึ้น

“แต่ผิดคาด เพราะนายสนธิรอด ตายอย่างปาฏิหาริย์ ทำให้ค่าหัวของทั้ง 2 คน เพิ่มจาก 5 แสน เป็น 3 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้ได้จัดทีมเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบติดตามหาข่าวของกลุ่มคน ร้าย และติดตามประกบแกนนำพันธมิตร โดยเฉพาะแกนนำพันธมิตรทั้งสองคนที่ถูกระบุถึง เพื่อป้องกันเหตุร้ายที่อาจจะเกิดขึ้นซ้ำอีก” แหล่งข่าวระบุ

แหล่งข่าวยังอ้างว่า มีการวิเคราะห์กันภายในทีมติดตามหากลุ่มคนร้าย เข้าใจว่า สาเหตุที่มีการมุ่งไปยังแกนนำ 2 ส.ของพันธมิตร เพราะนายสนธิ และนายสุริยะใส ถือเป็นกลไกสำคัญของพันธมิตร โดยเฉพาะนายสนธิเป็นแกนนำคนสำคัญประกอบกับเป็นเจ้าของเอเอสทีวี ซึ่งเป็นกระบอกเสียงและหัวใจสำคัญในการเคลื่อนไหวของพันธมิตร หากไม่มีนายสนธิก็ไม่มีเอเอสทีวี พันธมิตรก็จะระส่ำระสาย และอ่อนกำลังไปในที่สุด

ส่วนนายสุริยะใสนั้น เป็นผู้ประสานงานที่มีบทบาทสำคัญ ในการประสานเชื่อมโยงเครือข่ายพันธมิตร เพื่อเคลื่อนไหวกดดันระบอบทักษิณในวงกว้าง และเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการให้ข่าวตอบโต้เปิดโปงแผนของฝ่ายตรงกันข้ามมาโดย ตลอด

แหล่งข่าวกล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้นิ่งนอนใจ กำลังติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด และส่งเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบคอยดูแลแกนนำพันธมิตร รวมทั้งแกนนำคนอื่นๆ ซึ่งอาจจะถูกลอบทำร้ายด้วยเช่นกัน

"จำลอง"เผยฆ่าสนธิโยงปฏิวัติ

พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตร กล่าวยืนยันว่า เหตุการณ์ลอบสังหารนายสนธิไม่ ใช่เรื่องความขัดแย้งทางการเมือง เพราะเรื่องของการเมืองเป็นเรื่องที่มีความเห็นไม่ตรงกันของคนสองกลุ่ม แต่สาเหตุจริงๆ มี 2 ประการ คือ ประการแรก หากกำจัดนายสนธิได้ คนเสื้อเหลืองจะลุกฮือออกมา และจะมีการปลุกคนเสื้อแดงออกมาเช่นกัน เพื่อให้เกิดการปะทะ รัฐบาลไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ จากนั้นจะมีผู้ฉวยโอกาสควบคุมอำนาจ และประการที่สอง การเติบโตของการเมืองภาคประชาชน โดยมีเอเอสทีวีเป็นกระบอกเสียง ซึ่งเขาเชื่อว่าหากสิ้นนายสนธิไปแล้วพันธมิตรก็จะอ่อนแรง

ตรึงกำลังเข้มบ้านพระอาทิตย์

พ.ต.อ.ขิง แขวงวิเศษชัยชาญ ผกก.สน.ชนะสงคราม กล่าวถึงมาตรการดูแลความปลอดภัย ช่วงประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในส่วนของ สน.ชนะสงคราม ว่า ตำรวจได้ร่วมมือกับทหารหลายสังกัดร่วม 100 นาย ตั้งด่าน 5 จุด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณหน้าสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมเอเอสทีวี ถนนพระอาทิตย์ ตำรวจและทหารได้ตั้งด่านตรวจ ป้องกันเหตุร้าย หลังจากเกิดเหตุลอบสังหารนายสนธิ

เสธ.หนั่นไม่เชื่อคนมีสีอยู่เบื้องหลัง

แม้ว่าหลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่า กลุ่มคนมีสีอยู่เบื้องหลังการลอบยิงนายสนธิ แต่ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวยืนยันว่า ไม่ปักใจเชื่อว่าเป็นฝีมือคนมีสี กลุ่มไหนอย่างไร และมองไม่เห็นว่า การกระทำครั้งนี้ถึงกับแค้นจนต้องลอบสังหาร เพราะเหตุผลน้อยไป อย่างไรก็ตาม พรรคร่วมรัฐบาลวิเคราะห์ว่า เหตุการณ์ที่ผ่านมา ตั้งแต่ที่พัทยา กระทรวงมหาดไทย และในกรุงเทพฯ เจ้าหน้าที่ยังหย่อนยาน โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัยของบุคคลสำคัญ รปภ.ต้องพร้อมใช้อาวุธได้ หากเป็นผู้นำต่างประเทศมาแล้วปล่อยแบบนี้ ถือเป็นข้อบกพร่องของเจ้าหน้าที่ที่ไม่ทำงานอย่างเอาจริงเอาจัง

โต้ลูกสนธิพูดไม่มีหลักฐาน

นายศุภชัย ใจสมุทร โฆษกพรรคภูมิใจไทย และคนใกล้ชิดนายเนวิน ชิดชอบ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย กล่าวถึงกรณีนายจิตตนาถ ลิ้มทองกุล บุตรชายนายสนธิ ระบุว่า คนที่ลอบฆ่านายสนธิคือ นักการเมืองว่า ขอปฏิเสธว่านายเนวินไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง 100% เรื่องนี้นายจิตตนาถจินตนาการสูงไปหน่อย และหลังจากนี้พรรคภูมิใจไทยจะหารือกันและจะแถลงข่าวในวันที่ 20 เมษายนนี้

ด้านนายศุภชัย โพธิ์สุ ส.ส.นครพนม พรรคภูมิใจไทย กลุ่มเพื่อนเนวิน กล่าวว่า ถ้านายเนวินฆ่านายสนธิ แล้วได้ประโยชน์อะไร และนายเนวินไม่ได้อยู่กลุ่มเสื้อแดงแล้ว อยากถามว่า การที่ลูกชายนายสนธิว่า มีหลักฐานอะไรมากล่าวหา และอยากถามว่ามีใครเห็นและมีพยานหลักฐานหรือไม่

นายกฯ วอน พธม.อย่าเคลื่อนไหว

วันเดียวกัน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ "เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์" ช่วงหนึ่งว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์ลอบสังหารแกนนำพันธมิตร ทำให้หลายฝ่ายมีความห่วงใย และมีความรู้สึกขึ้นมา ซึ่งเรื่องนี้อาจจะนำไปสู่ความขัดแย้งขึ้นมาใหม่อีก อย่างไรก็ตาม ตนขอให้ความมั่นใจว่าคดีนี้จะได้รับการสะสางอย่างตรงไปตรงมาอย่างรวดเร็วที่ สุด เรื่องที่เกิดขึ้นนี้ อยากจะเรียกร้องไปยังประชาชนที่ให้การสนับสนุนกลุ่มพันธมิตรตั้งอยู่ในความ สงบ ขออย่าให้ได้นำเรื่องดังกล่าวนี้ไปเป็นปัญหา จะนำไปสู่ความขัดแย้งที่อาจจะเกิดความรุนแรง

ด้านนายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กล่าวว่า พันธมิตรคงเข้าใจว่าบุคคลที่ดำเนินการย่อมหวังผลทางการเมือง มีเป้าหมายชัดเจนต้องการทำให้เกิดความปั่นป่วนในบ้านเมือง

ส่วนข้อเรียกร้องที่ให้รัฐบาลเปลี่ยนแปลงบุคคลดูแลงานด้านความมั่นคง นายชินวรณ์กล่าวว่า สถานการณ์การเมืองของประเทศในขณะนี้เกิดวิกฤติเป็นพิเศษ จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือทุกภาคส่วน โดยจะต้องไม่เปลี่ยนม้ากลางศึก

Reblog this post [with Zemanta]

Label Cloud