Find Other Sides of Thai Politic. Update you on the political turmoil in Thailand.

อ่าน ทวิตเตอร์

Upcoming

Showing posts with label economy. Show all posts
Showing posts with label economy. Show all posts

Wednesday, July 8, 2009

รัฐกลืนน้ำลายเปิดรับจำนำข้าว

Daily News Online > หน้าเศรษฐกิจ > รัฐกลืนน้ำลายเปิดรับจำนำข้าว
พิลึกกำหนดราคาต่ำกว่าตลาดกลัวเจ๊งพ่อค้าอัดยับฉุดถอยหลังพังทั้งระบบ

รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เตรียมเรียกประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ในเร็ว ๆ นี้ เพื่อพิจารณานโยบายการแทรกแซงราคาข้าวนาปี ประจำปีการผลิต 52/53 โดยนายกฯ ได้ตัดสินใจที่จะให้มีการรับจำนำข้าวนาปีเช่นเดิม แต่การรับจำนำครั้งนี้จะแตกต่างจากที่ผ่านมา โดยเฉพาะราคารับจำนำที่จะกำหนดไว้ต่ำกว่าราคาตลาด เพราะไม่ต้องการแบกรับภาระงบประมาณเหมือนในอดีต ขณะเดียวกันการรับจำนำไม่ได้ทำให้เกษตรกรที่ปลูกข้าวได้รับประโยชน์ อย่างทั่วถึง

นอกจากนี้นายกฯ ยังต้องการให้มีการแทรกแซงราคาด้วยระบบการรับประกัน เช่นเดียวกับที่ดำเนินการในสินค้ามันสำปะหลัง และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ที่นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี เตรียมเสนอให้ ครม.พิจารณาในรายละเอียดอีกครั้งภายในกลางเดือน ก.ค. นี้ โดยนายกฯได้ชี้แจงให้ที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจ ได้รับทราบแล้วว่าผลของการรับจำนำสินค้าเกษตรโดยใช้เงินกว่า 1.26 แสนล้านบาท ไม่ได้มีผลทั้งด้านปริมาณและราคาที่ทำให้การส่งออกสินค้าเกษตรดีขึ้น ดังนั้นรัฐบาลต้องปรับเปลี่ยนการดูแลสินค้าเกษตรใหม่โดยใช้ระบบประกันสินค้าเกษตรเข้ามาแทน

ส่วนปัญหาเรื่องสัญญาขายข้าวของผู้ส่งออกทั้ง 17 สัญญา นายกรัฐมนตรี ได้ยืนยันชัดเจนแล้วว่าต้องเป็นไปตามมติ ครม.เมื่อวันที่ 6 และ 13 พ.ค. 52 เท่านั้น โดยทั้งหมดเป็นหน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์ในฐานะผู้ปฏิบัติต้องไปดำเนินการให้เป็นไปตามมติ ครม.

ก่อนหน้านี้นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ ได้สั่งการให้องค์การคลังสินค้า (อคส.) ในฐานะคู่สัญญาซื้อขายข้าวกับเอกชน 17 ราย ที่ชนะการประมูลข้าวสต๊อกรัฐบาลจำนวน 1.9 ล้านตัน ให้คืนเงินวางค้ำประกัน 5% ของมูลค่าข้าวที่แต่ละรายวางเงินค้ำประกันไว้ทั้งหมด รวมถึงเงินค่าข้าวที่เอกชนได้ชำระบางส่วนจำนวน 9.6 หมื่นตันด้วย ส่วนข้าวที่เอกชนมีการขนย้ายออกจากโกดังไปแล้ว ให้ถือเป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชน ไม่ต้องนำมาคืน เพราะมีการชำระเงินอย่างถูกต้อง

สำหรับการระบายสต๊อกข้าวรัฐบาลที่เหลือ จะต้องรอหลักเกณฑ์จากกรมการค้าต่างประเทศ จัดทำแผนยุทธศาสตร์สินค้าเกษตรก่อนว่า มีความเห็นอย่างไร และต้องผ่านความเห็น ชอบจาก กขช.ที่คาดว่าจะพิจารณาในเร็ว ๆ นี้

สำหรับการจำหน่ายข้าวสารในสต๊อกรัฐบาล ได้มีการเซ็นอนุมัติขายข้าวเมื่อวันที่ 12 พ.ค. โดย อคส.ได้เรียกผู้ชนะประมูลเข้ามาทำสัญญาระหว่างวันที่ 13-22 พ.ค. มีจำนวน 14 ราย รวมปริมาณข้าว 1.94 ล้านตัน มีการวางเงินค้ำประกัน 5% ของมูลค่าสินค้า (แบงก์การันตี) วงเงิน 2.76 หมื่นล้านบาท และได้มีการชำระเงินค่าข้าวแล้วบางส่วน 6 ราย รวมเป็นปริมาณ 9.65 หมื่นตัน มูลค่า 1,223 ล้านบาท

รายงานข่าวจากวงการค้าข้าวแจ้งว่า รัฐบาลควรใช้วิธีเปิดรับจำนำสินค้าในเกษตรฤดูกาลปี 52 ไปก่อน แม้นายอภิสิทธิ์ ต้องการยกเครื่องระบบแทรกแซงราคาสินค้าใหม่ก็ตาม เพราะมองว่าขณะนี้รัฐบาลยังไม่มีความพร้อมด้านบุคลากร หรือหน่วยงานที่รับผิดชอบในการประกันราคา ขณะที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ยังไม่มีความชำนาญด้านนี้โดยตรง ดังนั้นหากรัฐบาลรีบร้อนใช้วิธีประกันราคาทันที อาจทำให้เกิดความเสียหายมากกว่าการรับจำนำ เพราะมีจุดอ่อนทั้งวิธีการจัดเก็บข้อมูล รวมถึงการตรวจสอบราคาซื้อขายที่แท้จริงระหว่างเกษตรกร กับพ่อค้าที่อาจเกิดการรั่วไหลงบประมาณได้ง่าย นอกจากนี้ตั้งข้อสังเกตว่าหากรัฐตั้งราคารับจำนำข้าวต่ำกว่าตลาดจริง จะเป็นการฉุดราคาตลาดให้ลดลงและเกษตรกรเสียประโยชน์.


Monday, May 18, 2009

เด็กจบใหม่ตกงาน 1.5 แสนคน


Daily News Online : Economics
เด็กจบใหม่ตกงาน 1.5 แสนคน

สาเหตุปลดคนแย่งงานหมด ชี้รัฐช่วยปล่อยกู้รง.เดินเครื่อง

นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) เปิดเผยว่า เป็นห่วงแรงงานกลุ่มผู้จบการศึกษาใหม่ 1.5 แสนคนอาจว่างงานไปจนถึงปี 53 เนื่องจากภาคอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับแรงงานที่ถูกปลดไปก่อนหน้านี้เป็นอันดับแรกในกรณีเปิดรับสมัครพนักงานเพิ่มเพราะต้องการผู้มีประสบการณ์ทำงานได้ทันที เพื่อรองรับเศรษฐกิจโลกเริ่มมีสัญญาณดีขึ้นในไตรมาสที่ 3-4 ของปี 52 ดังนั้นรัฐบาลควรช่วยเหลือสภาพคล่องแก่ธุรกิจโดยด่วน เพื่อรักษาแรงงานกลุ่มเสี่ยงไม่ให้ถูกเลิกจ้างเพิ่มอีก 1.8 แสนคนมาแย่งงานกับผู้จบใหม่

ทั้งนี้รัฐบาลควรให้สถาบันการเงินของรัฐบาลแยกบัญชีปล่อยสินเชื่อ พร้อมทั้งอุดหนุนอัตราดอกเบี้ยส่วนหนึ่ง แก่โรงงานโดยรัฐบาลรับภาระหากเป็นหนี้เอ็นพีแอลจนล้มละลาย แต่มั่นใจว่าหลังเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวผู้ประกอบการสามารถชำระหนี้ได้ภายใน 2-3 ปี เพราะไม่มีรายใดกล้าเบี้ยวหนี้รัฐบาลแน่นอน

“เด็กจบใหม่จำนวนมากกลับต่างจังหวัดเพื่อไปช่วยงานพ่อแม่ในภาคเกษตรกรรม ขณะที่ส่วนหนึ่งคงได้งานตามความสามารถแต่ที่น่าห่วงคืออีก 1.5 แสนคนคงต้องรอถึงปีหน้า เพราะผู้ประกอบการอยากรับคนที่มีประสบการณ์เป็นหลักก่อน เพื่อเดินเครื่องการผลิตได้ทันที”

รายงานข่าวจากกระทรวงอุตสาหกรรม แจ้งว่า ไตรมาสแรกของปี 52 (ม.ค.-มี.ค.) มี โรงงานขออนุญาตเปิดกิจการ 778 แห่ง วงเงิน ลงทุน 2.3 หมื่นล้านบาทต่ำกว่าช่วงเดียวกันของ ปีก่อน 1,579 ล้านบาท มีการจ้างงาน 2 หมื่นคนลดลง 4,000 ราย เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจโลก ที่ชะลอตัวส่งผลให้ผู้ประกอบการระมัดระวังการ ลงทุน อย่างมาก โดยอุตสาหกรรมที่เปิดกิจการมาก เช่น ขุดตักดิน ทำมันเส้น เฟอร์ นิเจอร์ ส่วนปริมาณโรงงานปิดกิจการมี 379 แห่ง ลดลง 110 แห่ง ส่งผลให้ลูกจ้างต้องว่างงานทันที 13,105 ราย เพิ่ม 1,436 ราย

“ตัวเลขการเปิดปิดโรงงาน รวมถึงปริมาณการจ้างและปลดคนออกไม่ได้ส่งสัญญาณที่อันตรายมากนักในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ ส่วนใหญ่โรงงานที่ปิดในปีนี้จะมีขนาดใหญ่กว่าปีก่อน แต่โรงงานที่เปิดจะมีขนาดเล็กกว่าปีก่อน เพราะนักลงทุนยังระวังอยู่”

นายพงษ์ศักดิ์ อัสสกุล นายกสมาคมสิ่งทอแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัญหาวิกฤติเศรษฐ กิจทำให้อุตสาหกรรมสิ่งทอช่วงครึ่งแรกของปี 52 ได้รับผลกระทบที่รุนแรงกว่าปี 40 เนื่องจากตลาดหลักอย่าง สหรัฐอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่นต่างหยุดซื้อสินค้าใหม่ตั้งแต่ช่วงคริสต์มาส เพื่อเคลียร์สินค้าเก่าในสต๊อกให้หมดก่อน จากนั้นจึงทยอยซื้อลอตใหม่ช่วงไตรมาส 3 และต่างเน้นซื้อสินค้าราคาถูกมากกว่าสินค้าคุณภาพราคาแพง

“ตลาดญี่ปุ่นแม้จะมีปัญหาแต่ก็ถือว่ายังน่าสนใจ โดยเฉพาะภายหลังการเซ็นสัญญาข้อตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น หรือเจเทปป้าก็จะทำให้ไทยได้เปรียบประเทศอื่นในการเจาะตลาด ซึ่งหวังว่า นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ จะวางกลยุทธ์สนับสนุนสินค้ากลุ่มนี้อย่างจริงจัง”

ก่อนหน้านี้ รมว.อุตสาหกรรม ต้องการให้สถาบันการเงินของรัฐบาลขยายระยะเวลาการชำระหนี้ของผู้ประกอบการจากเดิมสูงสุดไม่เกิน 15 ปี เป็นไม่เกิน 25 ปี เพื่อช่วยเหลือภาคธุรกิจไม่ให้เป็นหนี้เอ็นพีแอล และไม่ให้ขาดสภาพคล่อง เนื่องจากปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจทำให้หลายรายประสบปัญหาจำหน่ายสินค้าลำบาก จนต้องลดกำลังการผลิตลงอีก 25-30% ส่งผลให้ไม่มีเงินเพียงพอในการชำระหนี้แก่สถาบันการเงิน เพราะหากรัฐบาลไม่มีมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติมเชื่อว่าภาคธุรกิจโดยเฉพาะเอสเอ็มอีคงอยู่ลำบาก

Wednesday, April 1, 2009

ศก.โลกตกต่ำคนจนเพิ่ม53ล้าน

World BankImage by blahmni via Flickr

ธนาคารโลกรายงานศก.ตกต่ำสุดนับแต่สงครามโลกครั้งที่2 คาดคนจนเพิ่ม53ล้านคน
สำนัก ข่าวต่างประเทศรายงานวันนี้ (1 เม.ย.) อ้างรายงานของธนาคารโลกระบุผลกระทบจากสภาพเศรษฐกิจโลกถดถอยกำลังจะส่งผล อย่างยิ่งต่อกลุ่มชาติกำลังพัฒนา คาดว่าสภาพเศรษฐกิจโลกปีนี้จะเติบโตเฉลี่ยแค่ 1.7 เปอร์เซ็นต์ ถือว่าตกต่ำที่สุดนับตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ่งที่ตามมาคือสภาพการณ์จะผลักดันให้กลุ่มคนจนขยายตัวเพิ่มขึ้นอีกหลายล้าน คน

นายโรเบิร์ต โซลลิค ประธานธนาคารโลก กล่าวว่า คาดว่าเฉพาะปีนี้จะมีคนจนเพิ่มอีกราว 53 ล้านคน กลุ่มคนที่ถือเป็นคนจนคือมีรายได้เฉลี่ยวันละไม่ถึง 1.25 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 43.75 บาท ขณะที่ราคาอาหารและเชื้อเพลิงขยับสูงขึ้นเรื่อยๆ

posttoday


Reblog this post [with Zemanta]

ผู้รับบำนาญรับเช็คช่วยชาติถึง 5 เม.ย.

กรมบัญชีกลาง ขยายเวลาผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญรับเช็คช่วยชาติ ที่กรมส่งออกฯ ถึง 5 เม.ย. นี้

นาง สาวสุทธิรัตน์  รัตนโชติ รองอธิบดีกรมบัญชีกลาง  เปิดเผยผลการจ่ายเช็คช่วยชาติให้แก่ผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญทั้งส่วนกลางและทาง สำนักงานคลังจังหวัด 75 แห่งทั่วประเทศ  ตั้งแต่วันที่ 26 มี.ค. 2552 จนถึงวันที่ 31 มี.ค.ว่า มีผู้มารับเช็คแล้วจำนวน 132,600 ราย จากจำนวนทั้งสิ้น 237,000 ราย เป็นผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญส่วนกลาง 28,171 ราย  คิดเป็นร้อยละ 45.75 ของผู้มีสิทธิ และเป็นผู้รับเบี้ยหวัด บำนาญทางส่วนภูมิภาค จำนวน 104,429 ราย คิดเป็นร้อยละ 59.53 ของผู้มีสิทธิ

ในส่วนของผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญทางส่วนกลาง กรมบัญชีกลางได้นำเช็คไปจ่ายที่ศูนย์แสดงสินค้าส่งออก กรมส่งเสริมการส่งออก ถ.รัชดาภิเษก ตั้งแต่วันที่ 26 – 31 มี.ค. 2552 แต่ที่ผ่านมามีผู้มารับเช็คเพียงวันละ 5,000 ราย โดยประมาณ ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนน้อย และจากการสอบถามทราบว่าผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ ส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าตนมีสิทธิได้รับเช็คช่วยชาติด้วย  จึงขอให้ผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญเข้าไปตรวจสอบสิทธิและสถานที่รับเช็คทาง เว็บไซต์กรมบัญชีกลาง  www.cgd.go.th หรือสามารถโทรสอบถามได้ที่ 0-2273-9101  0-2271-0686-90 และ Call Center 0-2270-6400  และหากมีสิทธิได้รับทางส่วนกลางก็ขอให้ไปรับเช็คได้ที่ ศูนย์แสดงสินค้าส่งออก  โดยกรมฯ  ได้ขยายเวลาการจ่ายเช็คต่อไปอีก  จนถึงวันที่ 5 เม.ย. 2552  ตั้งแต่เวลา 09.00 น. -16.00 น. ไม่เว้นวันหยุดราชการ ซึ่งได้เตรียมสถานที่อุปกรณ์และเจ้าหน้าที่เพื่อให้บริการ และอำนวยความสะดวกอย่างครบครัน สำหรับทางส่วนภูมิภาค ซึ่งมีจำนวนผู้มีสิทธิมากกว่า ขณะนี้ได้มีการจ่ายเช็คไปแล้วร้อยละ 59.53 ซึ่งพบว่าไม่ค่อยมีปัญหาอุปสรรค จึงน่าจะจ่ายเช็คได้หมดภายในวันที่ 8 เม.ย. 2552 ตามเป้าหมาย

อย่างไรก็ดี หากพ้นระยะเวลาดังกล่าวแล้วผู้มีสิทธิยังไม่สามารถไปรับเช็คช่วยชาติได้  ไม่ว่าจะเป็นส่วนกลางหรือส่วนภูมิภาค  ก็มีเวลาให้ไปรับได้ภายใน 90 วัน  นับจากวันที่เช็คลงวันที่ (26 มี.ค.52)   หรือสุดท้ายหากมีการตรวจสอบสิทธิและสถานที่รับเช็คแล้ว ปรากฏว่า สถานที่รับเช็คอยู่คนละแห่งกับสถานที่ที่มีภูมิลำเนาอยู่  ก็สามารถไปติดต่อที่กรมบัญชีกลางหรือสำนักงานคลังจังหวัดได้ โดยจะอำนวยความสะดวกให้

posttoday

Label Cloud