ข้ามไปดูที่นาที 1:25 ได้เลย
Find Other Sides of Thai Politic. Update you on the political turmoil in Thailand.
Upcoming
Thursday, January 28, 2010
Tuesday, November 17, 2009
Wednesday, November 11, 2009
เสื้อแดงเริ่มปฎิบัติป่วน
เสื้อแดงป่วน!ไล่นายกฯอภิสิทธิ์ระหว่างเดินทางไปบรรยายที่วปอ.
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เดินทางมายังหอประชุมวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร(วปอ.) เมื่อเวลา 08.30 น.เพื่อเป็นประธานเปิดการศึกษาหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 52 (วปอ.52) และหลักสูตรป้องกันราชอาณาจักรภาครัฐร่วมเอกชน รุ่นที่ 22 (ปรอ.22) มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม และพล.อ.ทรงกิตติ จักรกาบาตร์ ผบ.กองทัพไทย รอต้อนรับ โดยก่อนบรรยายพิเศษหัวข้อ"บทบาทของรัฐบาลในการรักษาความมั่นคงแห่งชาติ"
ทั้งนี้ นายอภิสิทธิ์มีสีหน้าเคร่งเครียด ระหว่างการคุยกับพล.อ.ประวิตรในห้องรับรองประมาณ 10 นาที ทั้งนี้ ระหว่างการบรรยายไม่ได้มีการอนุญาตให้สื่อมวลชน และช่างภาพเข้าสังเกตการณ์ทำข่าวแต่อย่างใด
อย่างไรก็ตามระหว่างนายอภิสิทธิ์บรรยายมีกลุ่มคนเสื้อแดงประมาณ 40 คนพากันมาตะโกนขับไล่นายกฯ ที่ริมถนนวิภาวดีรังสิตซอย 2 ทางเข้ามหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และอีกกลุ่มดักรออยู่ทางเข้า-ออก วปอ.ด้านหน้าริมถนนวิภาวดีรังสิตขาเข้า
ทั้งนี้ หลังเสร็จสิ้นการบรรยาย นายอภิสิทธิ์รีบเดินทางออกจากวปอ.เพื่อจะไปเป็นประธานประชุมครม.เศรษฐกิจที่รัฐสภา ทันที โดยรถถูกแยกออกเป็น2ขบวณ ซึ่งรถของนายอภิสิทธิ์ได้ใช้เพียงรถมอเตอร์ไซด์นำของสารวัตรทหารบก(สห.ทบ.) และรถเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยนายกฯ ประกบตามแค่ 2 คัน ส่วนอีกขบวนเป็นรถขบวนเปล่า เมื่อไปถึงชั้นลอยอาคารรัฐสภานายอภิสิทธิ์ ได้ปฏิเสธให้สัมภาษณ์กล่าวเพียงว่า "ขอเข้าประชุมครม.เศรษฐกิจก่อนเอาไว้สัมภาษณ์ช่วงบ่าย"
Labels: Abhisit, Abhisit government, Red Shirt
Monday, November 9, 2009
นายกฯปลุกคนไทย ป้องศักดิ์ศรี
นายกฯย้ำปมขัดแย้งเขมรเกิดหลังจิ๋วพบฮุนเซนตั้งแม้วที่ปรึกษาและวิจารณ์ศาลไทย
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จัดรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์ ผ่านทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์ กล่าวถึงความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา ในขณะนี้ว่า ปัญหาเกิดขึ้นก่อนการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน โดยอดีตนายกรัฐมนตรีของไทยท่านหนึ่งเดินทางไปพบ สมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีของกัมพูชา และการแต่งตั้งพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย เป็นที่ปรึกษาส่วนตัวของสมเด็จฮุนเซน และที่ปรึกษาเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งมีการพาดพิงวิพากษ์วิจารณ์การเืมืองไทย และกระบวนการยุติธรรมของไทย เป็นสิ่งที่คนไทยถือว่า เรื่องนี้ยอมรับไม่ได้ เราต้องยืนยันศักดิ์ศรีของสถาบันยุติธรรม ของประเทศ
อย่างไรก็ตาม เห็นว่า กัมพูชาอาจได้รับข้อมูลที่คลาดเคลื่อน เพราะจะเห็นว่าที่ผ่านมา การตัดสินของศาลในหลายกรณีได้ลงโทษไปตามกฏหมาย และข้อเท็จจริง แม้แต่อดีตนายกฯ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ใช้กระบวนการยุติธรรมของศาลไทย ในการฟ้องร้องกับผู้ที่พาดพิงให้ตนได้รับความเสียหายนายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การตั้งพ.ต.ท.ทักษิณ อดีตนายกฯ เป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจของกัมพูชา ย่อมมีผลกระทบโดยตรงในการเจรจา เพราะในบางข้อตกลง มีผลประโยชน์ต่อเนื่องกันมา ตั้งแต่ในสมัยที่พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนายกฯ แต่วันดีคืนดีกลับไปเป็นที่ปรึกษาของอีกฝ่าย ดังนั้น เราจำเป็นต้องดำเนินการตามขั้นตอนทางการทูต ลดระดับความสัมพันธ์ การเรียกเอกอัครราชทูตไทยประจำกัมพูชากลับประเทศซึ่งเป็นหลักปฎิบัติกันมาเป็นเรื่องปกติธรรมดา เป็นการรักษาศักดิ์ศรีของคนไทย ซึ่งต้องเป็นไปด้วยความสุขุม รอบคอบ ระมัดระวัง ดังนี้
ข้อแรก ต้องการไม่เกิดความขัดแย้งระหว่างประชาชนด้วยกันตามแนวชายแดน ต้องแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี ไม่มีเหตุผลใดให้เกิดความรุนแรง การค้าขายต้องยังเป็นไปตามปกติ
ข้อสอง ต้องดูแลคนไทยในประเทศกัมพูชา โดยก่อนที่เอกอัครราชทูตจะเดินทางกลับ ได้พบปะกับคนไทยและนักธุรกิจไทยในกัมพูชา เพื่อให้คำแนะนำเราต้องดูแลผลประโยชน์ ไม่ให้มีอะไรที่ไปกระทบกระเทือน คนไทยที่เดินทางไปเล่นการพนันก็ต้องให้หยุดจนกว่าความสัมพันธ์จะเป็นปกติ
และประการสุดท้าย ต้องไม่กระทบกรอบการเจรจา และความร่วมมือกับกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ เรามีหน้าที่ทำให้กรอบความร่วมมือเดินหน้าต่อไป เสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดี ความจริงใจ และความเคารพ ซึ่งกัน และกัน ซึ่งมีเขียนลงไปในปฎิญญาการประชุมกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขงที่ประเทศญี่ปุ่น และในสัปดาห์มีการประชุมระหว่างอาเซียนกับสหรัฐจะต้องไม่มีปัญหาอันเกิดจากข้อขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา
ตอนท้ายของรายการในช่วงแรก นายกฯยังชวนคนไทยร่วมกันแสดงจุดยืน เพื่อแสดงให้เห็นว่าไืทยต้องการเป็น เพื่อนบ้านที่ดี ร่วมกันแสดงออกถึงความจริงใจ แต่ก็ไม่ต้องการให้ไทยเสียเปรียบ หรือถูกลดความน่าเชื่อถือ และร่วมกันรักษาผลประโยชน์ของประเทศไทย"ปัญหาใดๆ ก็ตามไม่ควรหยินบยกขึ้นมาบดบังภาพรวมของความสัมพันธ์ ท่านนายกฯฮุนเซน พูดมาตลอดว่าควรมองไปในอนาคต และในการพูดคุยส่วนใหญ่ท่านจะหยิบเรื่องทักษิณมาคุยก่อนว่า จะไม่ให้ความเป็นเพื่อนอยู่เหนือความสัมพันธ์ที่ดีของสองประเทศ ทุกอย่างกลับเข้าสู่การเจรจา การดำเเนินนโยบายต่างประเทศ ต้องจริงใจ เคารพซึ่งกัน และกัน" นายกฯ กล่าวตอนหนึ่งในการจัดรายการวันนี้
Labels: Abhisit, Abhisit government, Cambodia
Monday, October 5, 2009
รัฐเล็งยืดชำระหนี้กองทุนหมู่บ้าน
(4ตุลาคม) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในวันที่ 13 ต.ค.นี้ ครม.จะพิจารณายืดการชำระคืนหนี้ของกองทุนหมู่บ้านจากเดิม 1 ปี เป็น 2 ปี รวมทั้งจะเพิ่มเงินเข้ากองทุนหมู่บ้าน รวมทั้งหมดคาดว่าจะใช้เงินประมาณ 1.9 หมื่นล้านบาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง ซึ่งขณะนี้พบว่าประชาชนที่กู้ยืมเงินจากองทุนหมู่บ้านไปได้ไปกู้เงินนอกระบบมาคืน จากนั้นก็มากู้ยืมในงวดต่อไป ทำให้ไม่สามารถกระจายไปยังรายใหม่ได้
นายกรัฐมนตรี ระบุว่า การแก้ปัญหากองทุนหมู่บ้านรัฐบาลได้มีแนวทางแก้ไข 3 ประเด็น คือ จะเปิดโอกาสให้กองทุนหมู่บ้านต่างๆพิจารณาในการยืดเงื่อนไขการชำระหนี้ ซึ่งเดิมต้องชำระภายใน 1 ปี ก็สามารถยืดไปเป็น 2 ปีได้ ซึ่งจะช่วยลดการกู้นอกระบบน้อยลง และรัฐบาลจะเพิ่มเงินเข้ากองทุนหมู่บ้าน แต่จะพิจารณากับกองทุนหมู่บ้านทีมีการบริหารจัดการได้ดี มีความพร้อมและจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลแล้ว จะพิจารณาเพิ่มเงินจากสมาชิกกองทุนหมู่บ้าน ซึ่งกองทุนใดมีสมาชิกก็จะให้มาก ทั้งนี้จะให้เพิ่ม 2 แสนล้านบาท, 4 แสนบาท และ 6 แสนล้านบาท รวมทั้งจะนำผู้ที่ได้ผ่านการอบรมจากโครงการต้นกล้าอาชีพ ให้ไปสำรวจสภาพกองทุนหมู่บ้านต่างๆ เพื่อปรับปรุงการบริหารจัดการ รวมทั้งดูแลการปล่อยกู้ซึ่งกู้แล้วไปสร้างอาชีพได้อย่างแท้จริง
นอกจากนั้นก็จะมีโครงการประกันรายได้เกษตรกร ซึ่งจะนำเงินจากโครงการปฏิบัติการไทยเข้มแข็งมาเป็นจุดเริ่มต้น อย่างไรก็ตามจะมีการปรับแผนในช่วงที่สองของแผนปฏิบัตการไทยเข้มแข็ง เนื่องจากขณะนี้ ภาวะเศรษฐกิจเริ่มดีขึ้น ก็จะปรับจากโครงการที่พร้อมใช้จ่าย มาเป็นโครงการในเชิงยุทธศาสตร์ สำหรับระยะกลางระยะยาวมากขึ้น ซึ่งจะทำรายละเอียดประมาณ 2-3 เดือน พร้อมย้ำว่าได้ดำเนินโครงการตรวจสอบอย่างโปร่งใส โครงการใดที่ยังมีปัญหาก็ยังไม่สามารถเบิกเงินได้
Labels: Abhisit, Abhisit government, Village fund
Tuesday, September 29, 2009
เลขายูเอ็น รับปัญหาเขาพระวิหารไว้พิจารณา
เลขายูเอ็นรับนำปัญหาความขัดแย้งเขาพระวิหารระหว่างไทย-กัมพูชาไปพิจารณา กรณียูเนสโกขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก
รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเเจ้งว่า ในช่วงที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ไปประชุมสมัชชาสหประชาชาติเเละจี20 ที่สหรัฐอเมริกาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นายอภิสิทธิ์มีกำหนดการพบนายบัน คี มูน เลขาธิการองค์การสหประชาชาติด้วย
รายงานข่าวกล่าวว่า นายกฯได้หารือกับนายปันเรื่องเขาพระวิหาร เนื่องจากเรื่องนี้สร้างความขัดเเย้งระหว่างไทย-กัมพูชา เพราะยูเนสโกได้ขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกให้กัมพูชา ทั้งๆที่ข้อเท็จจริงพื้นที่รอบปราสาท 4.6ตร.กม.เเละทางขึ้นปราสาทอยู่ในพื้นที่ของไทย เเสดงให้เห็นว่าการขึ้นทะเบียนของยูเนสโกไม่ถูกต้อง ขณะเดียวกันทั้งสองประเทศก็มีคณะกรรมการปักปันเขตเเดนที่ทำงานร่วมกันอยู่
ก่อนหน้านี้ประชาชนสองประเทศรวมทั้งนักท่องเที่ยวก็ขึ้นไปเที่ยวบนปราสาทได้เเต่เมื่อเกิดปัญหาขึ้นก็ไม่มีใครไปเที่ยวอีกเลย จึงอยากให้องค์การสหประชาชาติในฐานะที่กำกับดูเเลยูเนสโกช่วยรับเรื่องนี้ไปดำเนินการ โดยนายบันได้รับเรื่องนี้ไปพิจารณาเเล้ว
Labels: Abhisit, Abhisit government, Border dispute
Monday, September 28, 2009
Sunday, September 6, 2009
นายกฯโยน"กษิต"แจงกรอบเจรจาไทย-เขมรย้ำไม่เสียดินแดน
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ "เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์" ถึงกรณีที่ประชุมร่วมรัฐสภาเมื่อวันที่ 2 กันยายน ให้ความเห็นชอบร่างกรอบการเจรจาเพื่อรักษาความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยบริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ในกรอบของคณะกรรมการชายแดนทั่วไปว่า เนื่องจากเรื่องนี้มีรายละเอียดจำนวนมาก ดังนั้น จะให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ มาชี้แจงรายละเอียดต่อประชาชนเป็นกรณีพิเศษ ผ่านทางสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 โดยคาดว่าจะเป็นในวันพรุ่งนี้ (7 ก.ย.)
นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า ส่วนตัวได้ติดตามปัญหาไทย-กัมพูชา ตั้งแต่ก่อนมาเป็นรัฐบาล สำหรับจุดยืนที่เคยแสดงไป ก็ยังเหมือนเดิมทุกประการ ดังนั้น การเสียสิทธิจากผลของการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ขอยืนยันว่า รัฐบาลจะดำเนินการสกัดกั้นเพื่อไม่ให้เป็นปัญหาอย่างเต็มที่ ส่วนแถลงการณ์ร่วมที่รัฐบาลก่อนได้ลงนามก็ถูกยกเลิกไปแล้ว สำหรับในพื้นที่เขาพระวิหารยังมีการวางกำลังต่าง ๆ อยู่ และจะพยายามหาทางเจรจาเพื่อให้เป็นไปตามข้อตกลงเมื่อปี 2543
Labels: Abhisit, Abhisit government, Border dispute, Kasit Piromya
Monday, August 31, 2009
จับคนSC โยงคลิปเสียงนายกฯ
กองปราบสอบพนักงานเอสซีเอี่ยวคลิปเสียงนายกฯเตรียมขยายผลต่อ
วันนี้(31สิงหาคม) ที่กองปราบปราม เจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวน กองกำักับการ1 จับกุม นายสมศักดิ์ แซ่อึง อายุ 38 ปีผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 2511/2552 และน.ส.กันทิมา แต้มครู อายุ 29 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 2512/2552 ลงวันที่ 30 สิงหาคม 2552 ข้อหา นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ และเผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน กรณีนำคลิปเสียงของนายกรัฐมนตรีที่อ้างว่าสั่งการให้ใช้ความรุนแรง ในเหตุการณ์ชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง เมื่อเดือนเมษายน 2552
ภายหลังจากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามได้จับกุมผู้ต้องหาทั้งสองคน พล.ต.ท.ไถง ปราศจากศัตรู ผบช.ก.ได้เดินทางไปที่กองปราบปรามเพื่อสอบสวนผู้ต้องหาด้วยตัวเอง ทำให้ทราบว่้า ผู้ต้องหาทั้งสองเป็นพนักงานบริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) อาคารชินวัตร 3 ถ.วิภาวดีรังสิต ส่วนรายละเอียดในคดีนั้นผู้ต้องหาทั้งสองขอให้การในชั้นศาล จากนั้นได้ใช้เงินสดคนละ 1 แสนบาท เป็นหลักทรัพย์ยื่นประกันตัว ซึ่งพนักงานสอบสวนพิจารณาแล้วอนุญาตให้ประกันตัวออกไปได้ ซึ่งการจับกุมผู้ต้องหาในครั้งนี้ พล.ต.ท.ไถง ได้มีคำสั่งห้ามตำรวจที่เกี่ยวข้องให้ข้อมูลใดๆกับสื่อมวลชน โดยอ้างว่าได้มีการปรึกษากับผู้หลักผู้ใหญ่เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวแล้ว
มีรายงานว่า จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่า ผู้ต้องหาทั้งสองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตัดต่อคลิปเสียง แต่เป็นเพียงผู้ส่งไฟล์คลิปเสียงผ่านทางอีเมล์ของบริษัท เอสซี แอสเสทฯ โดยที่มาของคลิปเสียงนั้นพบว่า หนึ่งในผู้ต้องหาเป็นผู้ได้รับแจกแผ่นซีดีคลิปเสียงดังกล่าวมาอีกทอดหนึ่ง จากนั้น ได้มีการนำไฟล์ไปแปลงเพื่อให้สามารถส่งต่อผ่านอีเมล์บริษัทได้ ซึ่งขณะนี้ตำรวจกำลังสอบสวนขยายผลต่อไปว่าผู้ต้องหาได้แผ่นซีดีมาจากบุคคลใด และกำลังขยายผลเข้าตรวจค้นบริษัทเอสซี แอสเสทฯ ซึ่งเป็นที่ทำงานของคนทั้งสองเพื่อหาพยานหลักฐานเพิ่มเติมด้วย.
Labels: Abhisit, Abhisit government, Abhisit vioce clip, April 2552
ศาลเลื่อนคดีจตุพรหมิ่นนายกฯอภิสิทธิ์
จตุพรอ้างติดสมัยประชุมศาลเลื่อนสอบคำให้การหมิ่นนายกฯ
วันนี้(31สิงหาคม) ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก เมื่อเวลา 10.00 น. ศาลนัดพร้อมสอบคำให้การจำเลย คดีหมายเลขดำที่ อ.404 /2552 ที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ( นปช.) เป็นจำเลย ในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา กรณีเมื่อวันที่ 12 ม.ค.52 นายจตุพร แถลงข่าวที่พรรคเพื่อไทย กล่าวหานายอภิสิทธิ์ กระทำการมิบังควรตีตนเสมอพระเจ้าแผ่นดิน โดยนั่งเก้าอี้เทียบเสมอพระเจ้าแผ่นดินในการถวายรายงานราชการ
อย่างไรก็ตามวันนี้ นายจตุพร ไม่ได้เดินทางมาศาล แต่มอบให้นายองอาจ คำทอง ทนายความยื่นคำร้องขอเลื่อนนัดต่อศาลโดยระบุว่าจำเลย เป็น ส.ส. ขณะนี้อยู่ระหว่างสมัยประชุมสภา จึงไม่สามารถเดินทางมาศาลเพื่อสอบคำให้การได้
นายไพบูลย์ โพธิ์น้อย ทนายความโจทก์ แถลงศาลว่า เนื่องจากการประชุมสภาจะปิดสมัยประชุมประมาณสิ้นเดือนพ.ย.นี้ ดังนั้นเพื่อความสะดวกขอให้ศาลนัดพร้อมสอบคำให้การนายจตุพรคดีนี้ พร้อมกับอีกคดีที่นายจตุพร ตกเป็นจำเลยคดีหมายเลขดำที่ อ.1962/2552 ที่นายอภิสิทธิ์ เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง ในความผิดฐานหมิ่นประมาท ฯ กรณี เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2552 นายจตุพร ได้ปราศรัยด้วยเครื่องกระจายเสียงต่อหน้าประชาชน จำนวนกว่าหมื่นคน ทำนองว่า รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ฆาตกรมือเปื้อนเลือดฆ่าประชาชน และใส่ร้ายกลุ่มคนเสื้อแดง
ทั้งนี้ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า กรณีมีเหตุอันสมควรจึงนัดพร้อมสอบคำให้การนายจตุพร จำเลยคดีนี้ พร้อมกับคดีหมายลขดำ อ.1962/2552 ในวันที่ 14 ธ.ค.นี้ เวลา 09.00 น.ด้านทนายความนายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า สำหรับคดีในชั้นสืบพยาน เบื้องต้นได้เตรียมพยานบุคคลไว้แล้วประมาณ 2 ปาก ซึ่งหนึ่งในนั้นคือนายอภิสิทธิ์ นายกรัฐมนตรี ที่จะเดินทางมาเบิกความด้วยตนเองอย่างแน่นอน
Labels: Abhisit, Abhisit government, Jatuporn P.
กองปราบขยายผลปลอมคลิปเสียงนายกฯ
กองปราบบุกอาคารชินวัตรค้นคอมพิวเตอร์ขยายผลคลิปเสียงนายกฯ
วันนี้(31สิงหาคม) พ.ต.ท.วิทยา ศรีประเสริฐภาพ รองผู้กำกับการ 1 กองปราบปราม พร้อมตำรวจนอกเครื่องแบบ 4 นาย นำหมายค้นของศาลอาญา ไปที่อาคารชินวัตร 3 ชั้น 19 และ 20 ซึ่งเป็นที่ตั้งของบริษัท เอสซีแอทเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ถนนวิภาวดีรังสิตขาเข้า พร้อมประสานนายพิชิฏ ชื่นบาน ที่ปรึกษาด้านกฎหมายของตระกูลชินวัตร เพื่อขอเข้าตรวจค้นคอมพิวเตอร์ของ 2 ผู้ต้องหาที่เผยแพร่คลิปตัดต่อเสียงของนายกรัฐมนตรี แต่ไม่อนุญาตให้นำเครื่องคอมพิวเตอร์ออกมาจากบริษัท จึงนำโน้ตบุ๊กไปโอนถ่ายข้อมูลจากคอมพิวเตอร์ 5 เครื่อง ที่ 2 ผู้ต้องหาใช้เป็นประจำ เพื่อต้องการรู้ว่าทั้ง 2 มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตัดต่อเสียงในคลิปหรือไม่
นายพิชิฏ ยืนยันว่า พนักงานทั้ง 2 คน ได้รับฟอร์เวิร์ดเมล์ จึงส่งต่อให้พนักงานในบริษัท ไม่ได้เป็นผู้เผยแพร่หรือตัดต่อเสียง แต่ตำรวจยังไม่ปักใจเชื่อ จนกว่าจะได้ตรวจสอบข้อมูลในคอมพิวเตอร์ทั้ง 5 เครื่องอย่างละเอียด
ด้าน พล.ต.ต.ปัญญา มาเม่น รองผู้บัญชาการสอบสวนกลาง ในฐานะหัวหน้าชุดสืบสวนสอบสวนหาต้นตอผลิต และเผยแพร่คลิปเสียง เปิดเผยว่าแนวทางการสืบสวน ได้แบ่งการทำงานออกเป็น 3 ส่วน คือกลุ่มผู้ทำ ตัดต่อ และนำเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งได้รับรายงานว่าคืบหน้าโดยได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์จำนวนมาก แต่ยังไม่ขอเปิดเผยขบวนการที่สั่งการและแหล่งผลิต และยังไม่ชัดเจนว่ามีนักการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง ส่วนพนักงานบริษัทที่ถูกจับกุมน่าจะแค่นำเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ ไม่น่าจะอยู่ในขบวนการ.
Labels: Abhisit, Abhisit government, Abhisit vioce clip, PD
Monday, August 17, 2009
นายกอภิสิทธิ์รับโครงการพอเพียงมีทุจริต
นายกฯไม่สบายใจผู้บริหารโยนผิดให้ประชาชน รบ.พร้อมรับผิดชอบ
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสอบทุจริตโครงการชุมชนพอเพียงว่า ในส่วนของพรรคมีความชัดเจนมากขึ้น โดยนายเจริญ คันธวงศ์ ประธานคณะกรรมการตรวจสอบการทุจริตโครงการชุมชนพอเพียง จะสรุปผลการตรวจสอบให้ทราบในสัปดาห์นี้ เบื้องต้นมีคนผิดแน่นอน โดยจะดำเนินการอย่างเด็ดขาดกับบุคคลที่เชื่อมโยงไปถึง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบ
ทั้งนี้ ยอมรับว่าหลักเกณฑ์ของโครงการเอื้อให้เกิดการทุจริต ส่วนกรณีที่ผู้บริหารโครงการโยนความผิดให้ประชาชน นายกรัฐมนตรียอมรับว่าไม่สบายใจ พร้อมระบุว่า ผู้บริหารโครงการจะโยนความผิดให้กับประชาชนไม่ได้ หากไม่สามารถผลักดันให้เกิดการปฏิบัติได้จริง ก็ถือเป็นความรับผิดชอบของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม ยืนยันจะเดินหน้าโครงการชุมชนพอเพียง โดยไม่กลับไปใช้รูปแบบโครงการ SML เพราะเชื่อว่าไม่สามารถแก้ไขปัญหาการทุจริตได้
Labels: Abhisit, Abhisit government, corruptions
ศาลรับฟ้อง คดีจตุพรหมิ่นนายกฯ
ศาลอาญารับฟ้องจตุพรหมิ่นนายกฯมือเปื้อนเลือดนัดตรวจพยาน14ธ.ค.
วันนี้ (17สิงหาคม) ศาลอาญา มีคำสั่งประทับรับฟ้องคดีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย(พท.) และแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) หรือกลุ่มเสื้อแดง ในข้อหาหมิ่นประมาท เนื่องจากเห็นว่าคดีมีมูล โดยได้นัดตรวจพยานหลักฐานวันที่ 14 ธ.ค.52
คดีดังกล่าวนายกรัฐมนตรี ได้ยื่นฟ้องนายจตุพร เพราะไปขึ้นพูดบนเวทีปราศรัยที่วัดไผ่เขียว เมื่อวันที่ 10 พ.ค.52 โดยกล่าวหาว่านายกรัฐมนตรีไม่ได้นั่งอยู่ในรถประจำตำแหน่ง ในช่วงเหตุการณ์ม็อบเสื้อแดงปิดล้อมกระทรวงมหาดไทย และรุมทุบรถ รวมทั้งกล่าวหาว่านายกรัฐมนตรีเป็นฆาตกรมือเปื้อนเลือดที่สั่งให้ทหารยิงประชาชนคนเสื้อแดงในเหตุการณ์ชุมนุมช่วงเดือนเม.ย.52
Labels: Abhisit, Abhisit government, Jatuporn P.
Thursday, August 13, 2009
นายกอภิสิทธิ์ รัฐบาลไทย กับ Flickr
หน้าตาของหน้า Flickr ของ thaigov
ดูไปดูมา 8-9 หน้า ก็เห็นมีแต่รูปเปิดงานเป็นหลัก
ดูแล้วไม่รู้ว่าเป็นผลดี หรือผลเสียกับภาพพจน์ของรัฐบาลกันแน่
เพราะในขณะที่เศรษฐกิจย่ำแย่ เรื่องต่างๆต้องการการดูแล
ภาพของ thaigov กลับมีแต่ ภาพเปิดงาน และเน้นรูปของนายกอภิสิทธิ์เป็นหลัก
แถม account ยังเป็น "pro" หมายถึงเงิน $24.95 ต่อปี
เงินไม่มาก แต่หากออกมาจากภาษีประชาชน
ก็น่าจะเห็นภาพของการทำงานที่"จริงจัง"มากกว่านี้
รัฐบาลอภิสิทธิ์ทำงานประชาสัมพันธ์
แต่รัฐบาลทักษิณ ทำงาน propaganda
Labels: Abhisit, Abhisit government, Flickr
Tuesday, July 28, 2009
แดงโห่ไล่'มาร์ค'ที่พัทยา ตร.สกัดอยู่หมัด
อ่าน Post Today รายงาน คนเสื้อแดงจำนวน 200 คนวันนี้(28 ก.ค.) ที่โรงแรมดุสิต รีสอร์ท พัทยา จ.ชลบุรี พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รองผบ.ตร. เดินทางมา สภ.เมืองพัทยา เพื่อฟังบรรยายการสรุปการรักษาความปลอดภัยนายกรัฐมนตรี ที่จะเดินทางมาร่วมรับประทานค่ำกับนักธุรกิจจีน ซึ่งบก.ตร. ภ.ชลบุรี ได้เตรียมแผนการรักษาความปลอดภัยนายกรัฐมนตรีอย่างเข้มงวด โดยได้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ 600 นาย สารวัตรทหารจากมทบ.14 ชลบุรี อีก 150 นาย
ต่อมาเวลา 18.00 น. ที่ลานประชาธิปไตย ซอยเพ็ชรตระกูล ย่านพัทยาเหนือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี นางชุลีพร สินธุไพร ประธานชมรมคนรักประชาธิปไตยเมืองพัทยา ได้นำมวลชนกลุ่มคนเสื้อแดงกว่า 500 คน เดินขบวนไปยื่นหนังสือให้กับตัวแทนนักธุรกิจชาวจีน ณ บริเวณวงเวียนปลาโลมา หน้าโรงแรมดุสิต รีสอร์ท พัทยา โดยเนื้อหาในหนังสือระบุว่า ชมรมคนรักประชาธิปไตยเมืองพัทยา (คนเสื้อแดง) ยังคงให้การสนับสนุนการร่วมประชุมสัมมนาและเจรจาจับคู่ทางธุรกิจระหว่างนักธุรกิจไทยและนักธุรกิจจีน ที่ออกมาแสดงเจตจำนงให้ทุกฝ่ายรับทราบว่าคนเสื้อแดงว่า ไม่ได้กีดกั้นการเข้ามาลงทุนของนักธุรกิจชาวจีน หรือชาวต่างชาติอื่นแต่อย่างใด แต่ขอเรียนให้ทราบว่า รัฐบาลที่ท่านร่วมลงทุนด้วยนี้ เป็นรัฐบาลที่มาโดยไม่ชอบธรรมตามแนวทางการปกครองในระบอบประชาธิปไตย จึงได้รวมตัวเรียกร้องขอความเป็นธรรมกลับคืนมา
ภายหลังนายหวัง ชิง เคอ เลขานุการสมาคมนักธุรกิจชาวจีน พร้อมล่ามชาวจีน ได้เดินออกมาจากโรงแรมดุสิตธานี พัทยา เพื่อมารับหนังสือจากแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังกลุ่มคนเสื้อแดงได้ยื่นหนังสือต่อตัวแทนสมาคมนักธุรกิจชาวจีนแล้วต่างพากันพอใจ และกำลังจะยกขบวนกลับ แต่ระหว่างนั้นมีขบวนรถของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เดินทางมาที่โรงแรมซึ่งเป็นสถานที่ประชุมพอดี ทางกลุ่มเสื้อแดงจึงได้ใช้เครื่องขยายเสียงกล่าวโจมตีและตะโกนขับไล่ ก่อนที่จะพากันแยกย้ายเดินทางกลับ โดยไม่มีเหตุการณ์รุนแรงตามที่หลายฝ่ายคาดแต่อย่างใด.
ภาพ | เดลินิวส์
Labels: Abhisit, Abhisit government, Pattaya, Red Shirt
“มาร์ค” ยิ้มรับ “พัชรวาท” ไม่พูดกระแสข่าวปลด!
“พัชรวาท วงษ์สุวรรณ” รอซุ่มดักพบ “นายกรัฐมนตรี” ท่ามกลางข่าวร้อน ใกล้วินาทีปลดพ้น ผบ.ตร.ขณะที่ “ธานี” เข้าบ้านพิษณุโลก พบ “นิพนธ์ พร้อมพันธุ์” หลัง ป.ป.ช.ชี้มูล “พัชรวาท” ผิดวินัยร้ายแรง
วันนี้ (28 ก.ค.) ที่โรงแรมดุสิตธานี พัทยา จังหวัดชลบุรี ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศระหว่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เดินทางเป็นประธานกล่าวต้อนรับในงานเลี้ยงอาหารค่ำ (Welcome Dinner) คณะนักธุรกิจยอดเยี่ยมเชื้อสายจีนโลก ท่ามกลางกระแสข่าวปลด พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ว่า ได้มีกลุ่มคนเสื้อแดงประมาณ 200 คน เดินทางมาชุมนุมที่บริเวณหน้าโรงแรมดุสิตธานี โดยมีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทั้งในและนอกเครื่องแบบ ประมาณ 3,000 นาย ดูแลความปลอดภัยอย่างเข้มงวด
อย่างไรก็ตาม ขณะที่ผู้สื่อข่าวรอดักสัมภาษณ์นายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับกระแสข่าวปลด พล.ต.อ.พัชรวาท ผู้สื่อข่าวได้เห็น พล.ต.อ.พัชรวาท เดินทางมาที่โรงแรมดุสิตธานี แต่เมื่อผู้สื่อข่าวจะไปสัมภาษณ์ พล.ต.อ.พัชรวาท ได้รีบเข้าไปในห้องรับรอง และไม่ยอมให้ผู้สื่อข่าวเข้าไป โดยมีรายงานว่า พล.ต.อ.พัชรวาท มารอพบ นายกรัฐมนตรี ก่อนที่นายกฯจะเดินทางกลับ
ต่อมาเวลา 20.40 น.ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.อ.พัชรวาท ได้ปรากฏตัวมารอส่งนายกรัฐมนตรี เมื่อผู้สื่อข่าวเข้าไปสัมภาษณ์ พล.ต.อ.พัชรวาท กล่าวว่า ไม่อยากให้สัมภาษณ์ ส่วนข่าวเรื่องปลด ก็เป็นเพียงกระแสข่าว ไม่ได้เป็นข้อเท็จจริง และตนก็ไม่ได้หวั่นไหวอะไร โดยตั้งแต่ดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร.ก็มีข่าวถูกปลดหลายครั้ง แต่ก็ไม่เป็นความจริง ต่อข้อถามที่ถูก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดกรณีสลายการชุมนุม 7 ตุลาคม 2551 พล.ต.อ.พัชรวาท กล่าวว่า ตนทราบแล้ว ส่วนในวันที่ 3 ส.ค.นี้ จะเดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหาหรือไม่ ยังไม่ทราบ เพราะติดภารกิจ อย่างไรก็ตาม ต่อข้อถามว่า มั่นใจหรือไม่ว่าจะอยู่จนถึงเกษียณอายุราชการ 30 ก.ย.นี้ ผบ.ตร.กล่าวว่า ตนไม่ได้ทำอะไรผิด ส่วนข่าวปลดก็เป็นเพียงข่าว ต่อข้อถามว่า ที่มาพบนายกรัฐมนตรี เพื่อดับกระแสข่าวปลดหรือไม่ พล.ต.อ.พัชรวาท กล่าวว่า ที่เดินทางมาเนื่องจาก นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้โทร.สอบถามว่า สถานการณ์เป็นอย่างไรบ้าง จึงได้เดินทางมาดูสถานการณ์ด้วยตนเอง
จากนั้นเวลา 21.05 น.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางออกมาจากห้อง และเมื่อพบกับ พล.ต.อ.พัชรวาท นายกรัฐมนตรี สอบถามว่า มาด้วยหรือ สถานการณ์ใต้เป็นอย่างไรบ้าง ดีไหม และไม่ยอมให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าว พร้อมโบกมือว่า ไม่ให้สัมภาษณ์นะ ก่อนจะขึ้นรถเดินทางกลับ
อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่สัมภาษณ์ พล.ต.อ.พัชรวาท เป็นที่น่าสังเกตว่า นายตำรวจติดตาม พยายามกันสื่อไม่ให้ถาม โดยพูดอยุ่ตลอดเวลาว่า พอได้แล้ว พอได้แล้ว
สำหรับความเคลื่อนไหวเกี่ยวกัยกระแสข่าวปลด พล.ต.อ.พัชรวาท ตลอดทั้งวันที่ผ่านมา แหล่งข่าวจากที่ประชุม ครม.เปิดเผยว่า ระหว่างที่การประชุมคณะรัฐมนตรี มีการประชุม ซึ่งเป็นเวลาประมาณ 12.30 น.ปรากฏว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ด้านความมั่นคงได้ออกจากห้องประชุมไปช่วงหนึ่ง โดยได้ให้ นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมแทน จนกระทั่งในเวลา 13.00 น.ทั้ง นายอภิสิทธิ์ และ นายสุเทพ ได้เดินทางเข้าประชุม ครม.อีกครั้งด้วยหน้าตาแจ่มใส เป็นช่วงเดียวที่มีข่าวว่า ป.ป.ช.จะแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมกับผู้ที่เกี่ยวข้องในคดีสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 7 ต.ค.2551 อีก 2 คน โดยหนึ่งในนั้นมี พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร.รวมอยู่ด้วย
ทั้งนี้ ในเวลาใกล้เคียงกัน ที่บ้านพิษณุโลก พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หัวหน้าคณะทำงานสอบสวนคดี นายสนธิ ลิ้มทองกุล ได้เข้าพบ นายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี โดยเป็นเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง พร้อมกันนี้ ได้มีกระแสข่าวสะพัด นายกฯ และ นายสุเทพ ได้เดินทางไปสมทบที่บ้านพิษณุโลก แต่ขณะที่แหล่งข่าวใกล้ชิดนายกฯ ปฏิเสธว่า นายกฯ และ นายสุเทพ ไม่ได้เดินทางไปยังบ้านพิษณุโลกตามที่มีกระแสข่าว แต่เป็นหมายส่วนตัว
ขณะที่ในเวลา 16.50 น.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เดินทางเข้าที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ เพื่ออวยพรวันคล้ายวันเกิดครบ 71 ปี ย่าง 72 ปี ของ นายชวน หลีกภัย ประธานที่ปรึกษาพรรค พร้อมมอบกระเช้าดอกไม้ โดยนายกฯอวยพรให้นายชวน มีสุขภาพพลานามัยแข็งแรง เป็นกำลังหลักทำงานให้ประเทศ ช่วยประเทศชาติ และประชาธิปัตย์เป็นแบบอย่างที่ดีของสังคมต่อไป
ด้าน นายชวน กล่าวขอบคุณและให้กำลังใจนายกฯในการปฏิบัติหน้าที่ ขอให้ประสบความสำเร็จ รู้ดีว่าเหนื่อยยากและจะเหนื่อยมากยิ่งขึ้น ขอให้สุขภาพแข็งแรงมีกำลังใจในการทำงาน ขณะที่ นายสุเทพ อยู่ที่พรรคด้วย แต่ไม่ได้ร่วมการอวยพรพร้อมกับนายกฯ
ต่อมาเวลา 17.50 น.หลังจากการอวยพร นายชวน แล้ว นายอภิสิทธิ์ พร้อมด้วย นายสุเทพ ได้เดินลงมาจากห้องทำงานที่พรรคประชาธิปัตย์พร้อมกัน ด้วยสีหน้าชื่นมื่น โดย นายอภิสิทธิ์ ได้กล่าวกับสื่อมวลชนว่า “ผมต้องจับมือโชว์ให้เห็นไหม” ซึ่งทำให้ นายสุเทพ หัวเราะ
อย่างไรก็ตาม นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนยังไม่ได้คุยกับนายสุเทพ ถึงความคดีลอบยิงนายสนธิ ลิ้มทองกุล และตอนนี้ต้องรีบเดินทางไปพัทยา ขณะที่ นายสุเทพ กล่าวว่า เดี๋ยวจะไปคุยกับนายกฯในรถประจำตำแหน่งของนายกฯระหว่างทางไปพัทยา
ขณะที่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนไม่ได้บอกว่าจะได้คำตอบหรือไม่ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นนายอภิสิทธิ์ และ นายสุเทพ ก็ขึ้นรถประจำตำแหน่งของนายกฯเพื่อเดินทางไปพัทยาด้วยกัน
Monday, July 13, 2009
กษิตเจอห้องเย็น มาร์คฉุนนัดคุยเรื่องปาก บิ๊กทหารฮึ่ม!เรียงหน้าโต้
นายกฯ ตบปาก "กษิต" หลังอ้างขนคนมาเป็นแสนหนุนหลังให้อยู่ต่อได้ ชี้พูดอะไรต้องระวัง แต่ยังอุ้มจนถึงที่สุด เผยกลับจากนิวซีแลนด์ต้องเรียกมาคุยยาว บิ๊กทหารฮึ่ม! อนุพงษ์-แม่ทัพภาคที่ 1 สวน รมว.บัวแก้ว-อัดสื่อยันไม่มีเอี่ยวปลดพ้นเก้าอี้ สภาสูงชี้คนในรัฐบาลวางแผนล่อกันเอง รัฐศาสตร์จุฬาฯ ฟันธงจากอาการฟิวส์ขาด ไม่รอดแน่หลังอาเซียนซัมมิต
หลังจากนายกษิต ภิรมย์ รมว.การต่างประเทศ ออกมาทิ้งบอมบ์ข้ามประเทศจากนิวซีแลนด์ แสดงความไม่พอใจที่มีการรายงานข่าวว่า มีนายทหารในกองทัพต้องการให้นายกรัฐมนตรีปรับเขาออกจากตำแหน่ง หลังจากถูกตำรวจออกหมายเรียกในคดีบุกสนามบินสุวรรณภูมิ โดยพูดเป็นนัยทางการเมืองว่ากำลังถูกรุมกินโต๊ะจากหลายฝ่าย และให้สัมภาษณ์หลายประเด็นที่พาดพิงไปถึงกองทัพ อาทิ "ทหารเหล่านั้นวิพากษ์วิจารณ์ผมได้ ผมรับฟัง แต่ถามทีว่าใครปองร้ายนายกรัฐมนตรี และนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งนายสุเทพ (เทือกสุบรรณ) คงต้องตอบ" และย้ำว่า "ที่บอกว่ากระแสกดดันให้ลาออก ผมเอาออกมาเป็นแสน ถ้าจะเรียกร้องให้คนออกมาสนับสนุนก็ทำได้"
เรื่องนี้ทำให้หลายคนออกมาแสดงความคิดเห็นทันที โดย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) กล่าวถึงกรณีที่นายกษิตออกมาระบุว่า มีกลุ่มนายทหารออกมาเสนอให้นายกรัฐมนตรีปลดเขาออกจากตำแหน่ง ภายหลังถูกตำรวจออกหมายเรียกในคดีร่วมกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยบุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิ โดย ผบ.ทบ.กล่าวอย่างมีอารมณ์ว่า "เรื่องนี้อย่ามาถามผม ผมไม่มีความเห็น"
เมื่อถามว่า จะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของกองทัพ ในแง่ที่ว่าทหารเข้าไปยุ่งกับการเมืองหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่า "ขอให้ฟังให้ชัดๆ ผมไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง พวกหนังสือพิมพ์เป็นคนเขียนก็ให้ไปถามกันเองก็แล้วกัน ผมไม่เกี่ยว"
พล.ท.คณิต สาพิทักษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 กล่าวว่า ทหารไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ที่ผ่านมาไม่เคยได้ยินกระแสข่าวที่เกิดขึ้น และคนในกองทัพเองก็ไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ รวมทั้งที่ผ่านมา ผบ.ทบ.ก็ไม่เคยมีการพูดถึงเรื่องดังกล่าวแต่อย่างใด
พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก กล่าวเช่นกันว่า ไม่รู้ว่าที่ท่านกษิตพูดนั้นหมายถึงใคร เพราะเราก็ไม่ได้เข้าไปอยู่ในเหตุการณ์ การจะพูดหรือวิจารณ์อะไรนั้นอาจจะไม่เหมาะสม
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ "เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์" ถึงกรณีนายกษิตถูกตำรวจออกหมายเรียกว่า จริงๆ จากการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต้องขอบคุณทุกคน ที่เห็นความสำคัญในการให้รัฐมนตรีได้ปฏิบัติภารกิจในส่วนของอาเซียน ขอบอกว่ารัฐมนตรีก็ปฏิบัติหน้าที่และประสานงานกับอาเซียนได้เป็นอย่างดีมาโดยตลอด แล้วจะต้องทำงานนี้อย่างต่อเนื่องไป ในช่วงของการประชุมสำคัญระหว่างที่เราเป็นประธานอาเซียน และอยากบอกว่ามีประเด็นที่ตั้งคำถามมาว่า ที่เคยพูดถึงกฎเหล็กมาตรฐานทางการเมือง ขอยืนยันว่ายังรักษามาตรฐานนั้นไว้ทุกประการ
"มาตรฐานที่ว่านั้นคือ ผมจะไม่ต้องรอให้เรื่องของคดีความต่างๆ ไปถึงที่สุด แล้วก็เป็นประเด็นในทางกฎหมายที่บอกว่าบุคคลในรัฐบาลต้องพ้นจากตำแหน่งไป แต่กรณีของ รมว.การต่างประเทศ ต้องรอจนศาลพิพากษาถึงจะมีผลทางกฎหมาย ผมบอกว่าผมจะไม่รอถึงมาตรฐานตรงนั้น แต่ว่ามาตรฐานที่บอกว่าถ้าเป็นกรณีที่ถูกตั้งข้อกล่าวหา ตำรวจออกหมายเรียกแล้วแปลว่าไม่สามารถดำรงตำแหน่งได้ ผมคิดว่าก็ดูจะเกินเลยมาตรฐานที่มีการปฏิบัติโดยทั่วไป ผมจึงอยากจะเรียนว่า ในชั้นนี้ท่านรัฐมนตรีได้แสดงความพร้อมในการที่จะไปต่อสู้คดี และผมยืนยันครับว่าท่านไม่มีสิทธิพิเศษใดๆ ความจริงท่านได้ไปรายงานตัว เพราะว่าในวันที่นัดหมายซึ่งเป็นวันหลังจากนี้ ท่านก็มีภารกิจที่ต้องปฏิบัติ" นายกฯ กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ขอยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่าในทุกคดี รัฐบาลหรือฝ่ายการเมืองจะไม่เข้าไปแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม สิ่งเดียวที่เราจะทำก็คือการเร่งรัด และการดูแลว่าถ้าหากว่ามีการร้องเรียนเรื่องความไม่ธรรมในขั้นตอนใดๆ อย่างเช่นในหลายคดี รวมทั้งคดีที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุม ก่อนหน้านี้มีการร้องเรียนให้เปลี่ยนพนักงานสอบสวน เพราะเกรงเรื่องความไม่เป็นกลาง อย่างนี้รัฐบาลดำเนินการได้ แต่ว่าถ้าจะให้ไปบอกว่าคดีนี้คนนี้ต้องผิด คนนี้ไม่ให้ผิด อันนั้นจะเป็นการทำร้ายและทำลายทั้งกระบวนการยุติธรรม ระบบการเมืองและประเทศอย่างแท้จริง ซึ่งไม่ทำ ดังนั้นไม่ว่าฝ่ายใดที่คิดว่ารัฐบาลกำลังจะช่วย เพราะว่ามีคนของรัฐบาลเข้าไปเกี่ยวข้อง หรือมีคนคิดไปถึงขั้นว่ามีการกลั่นแกล้ง เพราะมีความขัดแย้งภายใน ขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริงทั้งสิ้น และขอยืนยันว่าบุคคลทุกคนจะต้องได้รับความเป็นธรรม ถ้าหากว่ามีเรื่องที่ไม่ถูกต้องอย่างไรก็สามารถใช้สิทธิ์ตามกฎหมายได้
"การพิจารณาสถานะของ รมว.ต่างประเทศ ยืนยันว่าในชั้นการถูกออกหมายเรียกไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องปรับท่านออกจากตำแหน่ง ท่านควรจะได้ทำหน้าที่ในการทำงานในด้านของอาเซียนและในด้านอื่นๆ ในฐานะ รมว.ต่างประเทศต่อไป ผมได้ตรวจสอบในเบื้องต้นก็ไม่เห็นมีปัญหาความน่าเชื่อถือใดๆ ทั้งสิ้นในการทำงานของท่าน อยากจะให้ความมั่นใจ ยืนยันในส่วนนี้" นายกรัฐมนตรีกล่าว
ต่อจากนั้น นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวมีกลุ่มทหารกดดันให้นายกษิตลาออกว่า เข้าใจว่ามันมีรายงานข่าวก่อนหน้านี้ ที่มีการพูดแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับนายกษิต คงไม่มีอะไรมากกว่านั้น รอนายกษิตกลับมาก็คุยด้วย
ส่วนที่นายกษิตบอกว่า มีคนเพียงไม่กี่คนที่อยากให้ออกจากตำแหน่ง แต่มีคนเป็นแสนอยากให้อยู่ในตำแหน่งนั้น นายกฯ กล่าวว่า "อยากให้ระมัดระวัง คิดว่าจริงๆ แล้วได้อธิบายการตัดสินใจไปแล้ว ดังนั้น นายกษิตเองก็น่าจะสามารถอธิบายการตัดสินใจของตัวเองได้เช่นกัน ไม่มีอะไรต้องวิตกกังวล อย่าลืมว่าวันนี้มีงานสำคัญรออยู่ก็ให้นายกษิตเร่งทำไป"
ผู้สื่อข่าวถามว่า ทหารบีบให้นายกษิตลาออกหรือไม่ นายกฯ ปฏิเสธว่าไม่มี ตรงนี้ตำรวจต้องทำการชี้แจง ถ้ามีใครแทรกแซงคงไม่ได้ และถ้าใครมีหลักฐานก็มาบอกได้ จะได้แก้ไขให้มันถูกต้อง ทหารให้ความร่วมมือปฏิบัติตามนโยบายรัฐเป็นอย่างดี เมื่อถามต่อไปว่า ภาพที่ออกมาดูเหมือนรัฐบาลยังถูกครอบงำโดยทหารอยู่ นายกฯ ย้อนถามว่าเรื่องไหนล่ะ ที่อ่านดูเร็วๆ นี้เห็นท่านถูกสอบถามเรื่องรายงานข่าวว่าทหารแสดงความคิดเห็น ท่านก็ถามว่าเป็นใคร ก็เท่านั้นเองไม่กังวล ไว้รอนายกษิตกลับจากต่างประเทศคงพูดกันยาว
น.ส.รสนา โตสิตระกูล ส.ว.กทม.ในฐานะผู้ที่เคยถูกตั้งข้อหาก่อการกบฏภายในราชอาณาจักร เนื่องจากเข้าร่วมปราศรัยกับแกนนำพันธมิตรฯ ขับไล่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กล่าวถึงกรณีนี้ว่า ข้อหาก่อการร้ายที่ตำรวจเอาผิดกับผู้เกี่ยวข้องในคดีนี้ ถือเป็นข้อหาที่แรงเกินไป เป็นข้อหาที่ฝ่ายการเมืองต้องการเล่นเกมทางการเมือง เพื่อหวังสกัดกั้นและบีบให้ออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีมากกว่า
"ดิฉันเคยโดนข้อหานี้ในช่วงที่กำลังจะได้รับตำแหน่ง ส.ว. ซึ่งก็เหมือนกับกรณีของคุณกษิต ที่โดนขัดขาตอนเป็นใหญ่เป็นโตเช่นกัน การขึ้นเวทีพันธมิตรฯ เพียงครั้งเดียวไม่น่าจะโดนข้อหาเช่นนี้ อย่างไรก็ตามอยากแนะนำให้ รมว.ต่างประเทศต่อสู้ต่อไป โดยการยื่นฟ้องต่อศาลเพื่อขอความเป็นธรรม นอกจากนี้เชื่อว่า หากนายกษิตดำรงตำแหน่งนี้ต่อไปจะไม่มีผลกระทบต่อความเชื่อมั่น และไม่ส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ในการประชุมผู้นำอาเซียน" น.ส.รสนากล่าว
นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา บอกเช่นกันว่า นายกษิตแค่เป็นผู้ต้องหาเท่านั้น ยังไม่ชัดเจนว่าผิด ต้องรอให้อัยการมีคำส่งฟ้องก่อนจึงจะถือว่าให้หยุดปฏิบัติหน้าที่และลาออกได้
นายประสาร มฤคพิทักษ์ ส.ว.สรรหา กลุ่ม 40 ส.ว.กล่าวถึงกระแสข่าวกองทัพบีบนายกษิตว่า นายกษิตเป็นอดีตข้าราชการหัวแถวที่ออกมาท้าทายระบอบทักษิณ เพราะทนไม่ไหวที่เห็นความไม่ชอบธรรมสมัยเป็นที่ปรึกษาให้รัฐบาลทักษิณ นายกษิตเป็นเหยื่อทางการเมืองแน่นอน ดังนั้นจึงอยากให้นายกษิตออกมาเพื่อพิทักษ์ความชอบธรรมให้กับตัวเอง
นางสิริพันธ์ นกสวน สวัสดี อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงกระแสข่าวทหารขอให้นายกรัฐมนตรีปรับนายกษิตออกว่า หากเป็นจริงจะชี้ให้เห็นว่าทหารยังคงยุ่งเกี่ยวกับการเมืองอยู่ตลอดเวลา แต่ต้องดูว่าเป็นทหารกลุ่มไหน เพราะทหารเองก็มีหลายกลุ่ม ไม่เป็นเอกภาพ ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างทหารกับนักการเมืองในสังคมไทยมีมายาวนานและซับซ้อน แม้จะมีกระแสเรียกร้องให้นายกษิตลาออก แต่ในส่วนของทหารเห็นว่าไม่ควรแทรกแซงการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรี ทหารไม่ใช่ประชาชน แต่ทหารเป็นหน่วยหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงในสังคม
"หากมีการบีบให้นายกษิตลาออกจริง ก็สงสัยว่าเขาใช้ความชอบธรรมใดเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจของนายกฯ จะมาอ้างว่าเพื่อลดกระแสกดดันรัฐบาล หรือหวังดีต่อประเทศชาติก็เป็นเรื่องไม่เหมาะสมทั้งสิ้น"
นางสิริพันธ์ กล่าวถึงกรณีที่นายกษิตระบุว่า มีคนจำนวนเรือนแสนหนุนให้อยู่ ว่าเป็นวิธีเดียวกับที่พันธมิตรฯ เคยเรียกร้องให้นายสมัคร สุนทรเวช และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ ลาออกจากตำแหน่ง แต่ทั้งสองคนก็อ้างมวลชนของตนเองมาขู่ เนื่องจากอำนาจในการวัดความผิดถูกของสังคมแทบจะไม่มี
"สองวันมานี้จะเห็นนายกษิตออกมาตอบโต้ด้วยท่าทีและคำพูดที่เผ็ดร้อน ทั้งที่บทบาทของ รมว.ต่างประเทศไม่ควรเป็นแบบนี้ เป็นนิสัยส่วนตัว คือปากไว แต่ก็เป็นบทเรียนว่า คำพูดเมื่อพูดออกไปแล้วจะเป็นนาย ซึ่งได้ปรากฎชัดแล้ว เชื่อว่านายกษิตจะไม่ยอมลาออกจากตำแหน่ง ยกเว้นจะถูกผู้หลักผู้ใหญ่หรือผู้มีอำนาจในบ้านเมืองขอร้อง เชื่อว่าตำแหน่งนี้จะถูกเปลี่ยนก่อนการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน และหลัง กกต.ลงมติเรื่อง ส.ส.ถือหุ้นสัมปทานรัฐ" นักวิชาการผู้นี้ระบุ.
Labels: Abhisit, Abhisit government, Gen. Anupong P., Kasit Piromya, Rossana T.
Sunday, July 12, 2009
ข้อเสนอต่อรัฐบาลกรณีการแก้ปัญหาไข้หวัดใหญ่ 2009 - จาตุรนต์ ฉายแสง
สถานการณ์ไข้หวัดใหญ่ 2009
จาตุรนต์ ฉายแสง
สถานการณ์ปัจจุบันโรคนี้ได้ระบาดอย่างรวดเร็ว มีผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นในอัตราที่รวดเร็ว มีการคาดการณ์ว่าแนวโน้มการแพร่ระบาดจะรวดเร็วมากยิ่งขึ้น และสร้างความเสียหายให้แก่คนทั่วโลกได้อีกมาก
ในประเทศไทยโรคนี้ได้แพร่ระบาดเร็วมาก มีผู้เสียชีวิตแล้ว 14 คน มียอดผู้ป่วยด้วยโรคนี้เป็นอันดับ 9 ของโลก มีผู้เสียชีวิตเป็นอันดับ 6 ของโลก และเป็นอันดับที่ 1 ในเอเชีย (ยอดผู้ป่วย และเสียชีวิต จาก WHO - ThaiDMZ)
นอกจากนี้ยังเชื่อกันว่าในขณะนี้มีผู้ป่วยด้วยโรคนี้มากกว่าตัวเลขที่เป็นทางการอีกมาก ถ้าการแพร่ระบาดยังเป็นไปในลักษณะนี้ หมายความว่าจะเพิ่มอัตราเร่งสูงขึ้นเรื่อยๆ อาจจะทำให้เราพบกับสภาพที่มีผู้ปวยด้วยโรคนี้จำนวนเป็นแสนๆคนในอนาคตอันใกล้
ในอเมริกา หน่วยงานสาธารณสุขออกแถลงอย่างเป็นทางการไปแล้วว่า ในประเทศสหรัฐฯประเทศเดียว คาดว่าจะมีผู้ติดหวัด 90 ล้านคน และเสียชีวิตมากถึง 2 ล้านคน
(LATimes: ตัวเลขจากการสร้างโมเดลทางคณิตศาสตร์ ระบุยอดจริงผู้ติดเชื้อ H1N1 ในอเมริกา อาจจะทะลุยอด 1 ล้านคน (25 มิ.ย. 2009) - ThaiDMZ)
(gmanews: สาธารณสุขฟิลิปปินส์ ระบุ คนฟิลิปปินส์มีโอกาสติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ 2009 H1N1 ได้ถึง 25% ของประชากร 90 ล้านคน หรือราว 22.5 ล้านคน)
จึงเป็นที่วิตกกันว่า โรคนี้จะระบาดมากขึ้น สร้างความเสียหายอย่างมาก โดยที่คนจำนวนมากไม่ค่อยเชื่อถือตัวเลขจากทางการ ไม่เชื่อมั่นในมาตรการป้องกันแก้ไขปัญหานี้ รวมทั้งไม่เชื่อในข้อมูลข่าวสารที่ทางราชการได้เผยแพร่หรือชี้แจง ซึ่งมีเหตุผลที่ทำให้คนจำนวนมากรู้สึกอย่างนั้น
ขาดยุทธศาสตร์ แผนงาน มาตรการ
ความจริงประเทศไทยมีพื้นฐานที่ดีหลายอย่างในการที่จะรับมือกับโรคนี้ คือเรามีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ มีความเชี่ยวชาญ ในเรื่องที่เกี่ยวกับโรคระบาดอยู่พอสมควร เราได้ผ่านประสบการณ์กับการที่ต้องเผชิญกับโรคซาส์และปัญหาไข้หวัดนกในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทำให้เรามีประสบการณ์ทำงาน ในการวางแผน ในการจัดการ รวมทั้งยังได้มีแผนรับมือกับภาวะโรคระบาดที่ได้มีการวางแผนไว้แล้วอย่างต่อเนื่องถึง 2 แผน
แผนแรกได้ทำโดยคณะกรรมการติดตามแก้ปัญหาไข้หวัดนก และต่อมามีการพัฒนาแผนขึ้นอีกเป็นแผนงานขั้นที่ 2 ที่ต่อเนื่องโดยสำนักงานสภาพัฒน์ฯ นอกจากนั้นเรายังมีเครือข่ายความร่วมมือที่ดีกับองค์กรต่างประเทศ องค์กรระหว่างประเทศ รวมทั้ง WHO ที่ได้เคยให้เราเป็นศูนย์กลางในภูมิภาคนี้ ในการป้องกันแก้ปัญหาไข้หวัดนก
เรายังได้เคยมีการศึกษา ค้นคว้า เพื่อจะสร้างหรือผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ทำให้เรามีความรู้ ความเชี่ยวชาญอยู่พอสมควร ในการที่จะสร้าง ผลิตวัคซีนเพื่อป้องกันโรคนี้
มีคำถามว่า ทำไมเราจึงมาอยู่ในจุดที่ผู้คนขาดความเชื่อถือ และดูเหมือนการแก้ปัญหาไม่มีประสิทธิภาพ ไม่น่าเชื่อถือ ไม่น่าไว้วางใจ จนกระทั่งทำให้เกิดการคาดการณ์ในทางหวั่นวิตกว่า ปัญหาจะหนักหน่วงรุนแรงมากขึ้นอย่างรวดเร็ว
สาเหตุสำคัญ คือ เราขาดยุทธศาสตร์ในการรทำงาน ขาดนโยบาย การวางแผน การวางมาตรการที่ดี ขาดการปรึกษาหารือกับผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญ ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบอย่างเป็นระบบ และไม่มีการตัดสินใจที่ดี รวมทั้งไม่มีการวางยุทธศาสตร์ วางแผนในการสื่อสารประชาสัมพันธ์ ให้เจ้าหน้าที่ผู้ที่เกี่ยวข้องและประชาชนได้เข้าใจข้อเท็จจริง รวมทั้งสร้างความเข้าใจว่าเรากำลังจะรับมือกับปัญหานี้อย่างไร ผู้คนทั้งหลายจะรับมือกับปัญหานี้อย่างไร
ปัดฝุ่นคณะกรรมการยุทธศาสตร์ เชื่อมโยงต่างประเทศ
หากจะให้เสนอแนะความคิดเห็น ผมคิดว่าควรจะมีการตั้งคณะกรรมการระดับชาติขึ้น เพื่อดูแลปัญหานี้ แต่จากการติดตามข่าวสารทราบว่า มีการตั้งคณะกรรมการระดับชาติ ระดับรัฐบาลเพื่อดูแลปัญหานี้แล้ว แต่ว่าคณะกรรมการคณะนี้ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ไม่ค่อยได้ประชุมปรึกษาหารือกัน จึงไม่เห็นว่าคณะกรรมการชุดนี้ได้ทำงานอะไร ทำหน้าที่อย่างไร
ข้อเสนอประการแรกคือ ให้คณะกรรมการฯที่ตั้งไว้นี้ ปรับปรุงองค์ประกอบคณะกรรมการชุดนี้ให้ทันสมัยมากขึ้น ให้มีผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญ จากกระทรวงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งควรจะเชิญผู้เชี่ยวชาญทั้งในประเทศและจากต่างประเทศหรือองค์กรระหว่างประเทศ ให้เข้าร่วมเป็นกรรมการหรือเป็นที่ปรึกษา แล้วให้คณะกรรมการนี้ทำงานอย่างจริงจัง มีการประชุมสม่ำเสมออย่างน้อยทุกสัปดาห์ เพื่อที่จะกำหนดยุทธศาสตร์ แผนงาน มาตรการ และเพื่อที่จะบัญชาการ สั่งการ ให้เกิดการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหลาย
รวมทั้งควรจะมีการนำเอาแผนฉุกเฉินที่จะรับมือกับการเกิดโรคระบาด ที่มีการทำไว้แล้วนั้นมาพิจารณาเพื่อนำส่วนที่เกี่ยวข้องเป็นประโยชน์มาใช้โดยเร็ว รวมทั้งควรจะมีการชี้แจงประชาสัมพันธ์ให้ประชาชาชน
- ได้เข้าใจข้อเท็จจริง
- เข้าใจลักษณะความรุนแรงของโรค
- วิธีการในการป้องกันรักษา
- วิธีปฏิบัติตน
- แนวปฏิบัติขององค์กรหน่วยงาน สถานที่ต่างๆ
- รวมไปถึงบุคคลแต่ละคนว่าควรปฏิบัติในการป้องกันรักษาโรคนี้อย่างไร
ควรจะมีรายละเอียดตั้งแต่ในภาวะปกติที่ยังไม่ปรากฎ ไปจนถึงสงสัยว่า
- เริ่มมีอาการอย่างไร
- จะทำอย่างไร
- ควรจะไปพบแพทย์ และควรจะไปโรงพยาบาลใดบ้าง หรือทั่วไป
- หรือว่าเมื่อใดควรจะหยุดเรียน เมื่อใดโรงเรียนควรจะปิด
- จากนี้ไปผู้ที่รับผิดชอบสถานที่ ระบบขนส่ง อาคารตึกรามต่างๆจะต้องมีมาตรการอย่างไร
ชี้แจงประสัมพันธ์ทั้งระบบ จัดทำแผนฉุกเฉิน ผลิตวัคซีน
ควรจะมีคำแนะนำที่ชัดเจน ควรจะมีการมาสรุปผลการศึกษาการวิเคราะบทเรียนจากการป้องกันรักษาโรคนี้ ทั้งในประเทศไทยและจากต่างประเทศ เพื่อให้คนเข้าใจพฤติกรรมเข้าใจการพัฒนาการคลี่คลายของเรื่องนี้ว่า คนมักจะติดโรคนี้จากอะไร ติดมาในโอกาสไหนมาจากใครอย่างไร ที่หายๆได้อย่างไรแต่ละคนจะได้วางตัวถูก
ประการที่สอง คือ นอกจากชี้แจงสิ่งที่เป็นปัจจุบันแล้ว ต้องแสดงภาพให้เห็นว่าในอนาคตอันใกล้นี้ เราจะต้องเผชิญกับสภาพอย่างไร แล้วเราจะรับมือกับมันอย่างไร ในอนาคตคนจะเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธรณะอย่างไร คนจะใช้บริการต่างๆ ไปดูหนัง อยู่ในร้านอาหาร ไปซื้อข้าวซื้อของตามศูนย์การค้าและอื่นๆจะทำอย่างไร
โดยเฉพาะเมื่อมีการระบาดของโรคนี้อย่างกว้างขวางมากๆ แล้วคนแต่ละคนจะทำกันอย่างไร ให้นำเอาแผนฉุกเฉินแผนที่มีไว้สำหรับการรับมือกับโรคระบาดอย่างร้ายแรงมาพิจารณาดูว่าควรจะต้องเพิ่มขีดความสามารถในการรักษาโรคอย่างไรและก็ต้องเร่งทำอย่างจริงจัง ต้องทุ่มเทงบประมาณหาบุคลากรมาเสริมอีกมาก รวมทั้งต้องร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศก็ต้องรีบดำเนินการ หมายถึงว่าต้องมีเครื่องไม้เครื่องมือเตรียมยาสำหรับรักษาเตรียมผลิตวัคซีน เตรียมเครื่องไม้เครื่องมือ อย่างเช่นห้องทดลอง เครื่องมือในการตรวจพิสูจน์ว่าเขาเป็นอะไรกันแน่เป็นโรคนี้หรือไม่ ห้องรักษาคนไข้แบบปิดที่ไม่แผ่เชื้อต่อๆไป รวมทั้งก็จะต้องเร่งผลิตวัคซีนเพื่อป้องกันโรคนี้
(VOA: WHO มีแผนจะสามารถผลิตวัคซีนป้องกัน H1N1 ได้ในกลางเดือนตุลาคม 2009 อีก 3 เดือนข้างหน้า - ThaiDMZ)
ประการสำคัญ ต้องจัดระบบการชี้แจงประชาสัมพันธ์เสียใหม่ คือเมื่อมีการพิจารณาอย่างเป็นระบบแล้ว นำเรื่องสำคัญๆมาชี้แจงแก่ประชาชนทราบให้เข้าใจสถานะของปัญหาความร้ายแรงของปัญหาในขอบเขตทั่วโลก และทั่วประเทศ รวมทั้งความรุนแรงที่จะเกิดต่อคนแต่ละคน วิธีการป้องกันวิธีการรักษาที่ดีควรเป็นอย่างไร ในการชี้แจงควรจะชี้แจงอย่างจริงจังเป็นระบบด้วยเครื่องไม้เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ เช่นต้องขอความร่วมมือให้มีการใช้ทีวีพูล มีการใช้วิทยุรวมการเฉพาะกิจ ขอความร่วมมือจากสถานีวิทยุต่างๆให้มีความร่วมมือในการที่เผยแผ่ข้อมูลข่าวสารอย่างจริงจังทั้งระบบ
กระทำอย่างต่อเนื่องอย่างเหมาะสมและต่อเนื่อง เพื่อให้คนในสังคมรู้ว่าจะรับมือกับปัญหานี้อย่างไร ผมคิดว่าหากได้มีการพยายามทางยุทธศาสตร์วางแผนอย่างเป็นระบบ มีการบัญชาการสั่งการอย่างจริงจัง รวมทั้งชี้แจ้งข้อมูลอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมาให้ประชาชนเข้าใจข้อเท็จจริง รวมทั้งข้อมูลข่าวสารที่จำเป็นและเป็นประโยชน์ทั้งหลายอย่างเพียงพอ ประชาชนก็จะลดความวิตกกังวลลดความเครียดลงไป ก็คงจะไม่ได้ตำหนิอะไรรัฐบาลมากมายอย่างที่เป็นอยู่ เพราะว่าประชาชนย่อมจะรู้อยู่ว่าปัญหานี้เป็นเรื่องที่หลายหลายส่วนก็เป็นเรื่องสุดวิสัยที่ใครจะทำอะไรได้
ถ้าแต่หากว่ายังปล่อยให้อยู่ในสภาพที่ไม่มีการบริหารจัดการที่ดีไม่มีการบัญชาการสั่งการที่ดี ไม่มีการประชาสัมพันธ์ที่ดี มีสภาพอย่างที่เป็นอยู่ คนก็จะรู้สึกตำหนิรัฐบาลมากยิ่งขึ้นๆ แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาเท่ากับว่า จะทำอย่างไร จะช่วยป้องกันความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้ว และที่จะเกิดขึ้นจากโรคนี้ในวันข้างหน้า
สิ่งสำคัญคือว่า จะทำอย่างไรที่จะช่วยกันป้องกันลดความเสี่ยงที่เกิดขึ้นและที่จะเกิดขึ้นจากโรคนี้
ประเด็นสุดท้าย ทั้งหมดนี้จะเริ่มที่ไหน ผมคิดว่าก็ต้องเริ่มที่นายกรัฐมนตรี
อ่าน Update สถานการณ์ ไข้หวัดใหญ่ 2009 และ จำนวนผู้ป่วย (6 กค 2552)
Labels: Abhisit, Abhisit government, H1N1, Jaturon C.