Find Other Sides of Thai Politic. Update you on the political turmoil in Thailand.

อ่าน ทวิตเตอร์

Upcoming

Showing posts with label One Voice. Show all posts
Showing posts with label One Voice. Show all posts

Tuesday, May 5, 2009

Nostalgia of failed ex-communists?

Suthichai Yoon's personal journal
Nostalgia of failed ex-communists?



At first, I thought it was nothing more than nostalgia. But it seems they might want the public to take them seriously when they indicated that they might return to the way of the guerrillas of the now-defunct Communist Party of Thailand (CPT).

That's probably why Surachai Danwatananusorn (previously Surachai Sae Dan) was dressed in the uniform of an ex-guerrilla of the CPT on Monday when he gave himself up to the local police of Nakhon Si Thammarat.

Surachai, one of the red-shirted leaders, has been charged with joining others to violently crash into the Royal Cliff Hotel in Pattaya two weeks ago resulting in the cancellation of the Asean Plus Six summit.

One of the key red-shirts, Jakrapob Penkhair, who has fled abroad, has said the anti-government movement may have to adopt an armed struggle to overthrow the Abhisit government.

There have been talks from within some red-shirts of returning to the guerrilla warfare of the CPT. Government intelligence sources have also suggested that some of the anti-government elements may be considering employing the old CPT's subversive tactics.

So, why did Thaksin Shinawatr, the biggest red-shirt of them all, came out today with a statement that he would strongly oppose any use of force?

Who's really confused now?
I can't help but think these romantic ex-communists are out of touch with reality.


Thursday, April 23, 2009

"จดหมายรัก คนเสื้อแดง" โดย ไทยทน จากมติชนออนไลน์

"จดหมายรัก คนเสื้อแดง"

โดย ไทยทน จากมติชนออนไลน์

 

สีแดง เป็นสีที่มีความหมาย หมายถึงประชาชนคนไทย 65 ล้านคน คนไทยทุกคน มีเลือดสีแดง มีความภาคภูมิใจในความเป็นคนไทย (สีแดง) มีหลักธรรมและคุณธรรม (สีขาว) และมีพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นที่รักเทิดทูนของพสกนิกรไทยทั้งประเทศ เป็นศูนย์รวมดวงใจ (สีน้ำเงิน) ร่วมกัน คนไทยทั้ง 65 ล้านคน จึงพึงรักสามัคคีกัน โดยเฉพาะผู้นำประเทศ พึงนำประชาชนให้ไปสู่ความรักสามัคคีของคนในชาติ ไม่มีความแตกแยก

จดหมายรัก “คนเสื้อแดง” ฉบับนี้ จึงขอแสดงความรักผ่านแง่คิดมุมมองบางประเด็น ดังต่อไปนี้

1. คนไทยพึงรักสามัคคีกัน ทุกคน ทุกสี
: จะมีประโยชน์อันใด หากคนไทยไม่รักกัน แบ่งเป็นสีแดง สีเหลือง สีน้ำเงิน คนเสื้อแดงไม่ยอมซื้อของจากคนเสื้อเหลือง คนเสื้อเหลืองไม่ยอมขึ้นแท็กซี่ของคนเสื้อแดง คนเสื้อเหลืองกับคนเสื้อแดงต้องทะเลาะกันเมื่อพบกัน สังคมที่ไม่รักสามัคคีกัน จะมีพลังได้อย่างไร หากสังคมแตกแยกถึงขั้นสร้างความลำบากต่อกัน ทำร้ายกัน สร้างอันตรายถึงชีวิตกันจนบ้านเมืองอาจวอดวาย เราและลูกหลานเราจะมีสันติสุขอย่างวันดีๆที่คนไทยเราเคยมีตลอดมาได้อย่างไร

สังคมจะรักและเข้าใจกันเพียงใด เริ่มที่การชี้นำของผู้นำ เราจึงอยากเห็นผู้นำที่ไม่สร้างความแตกแยก ไม่เติมไฟในความขัดแย้ง และประชาชนไม่ต้องมีสีที่แตกต่าง ความแตกต่างทางการเมืองก็ดำเนินการผ่านสภา ความแตกต่างทางคดีก็ดำเนินการในศาล และประชาชนก็ติดตามเอาใจช่วยด้วยเสรีภาพที่มีตามระบอบประชาธิปไตย แต่ยังรักสามัคคีกัน ไม่ต้องทะเลาะกัน


2. ให้ความรักชนะความโกรธ : ในทุกระดับของสังคม ครอบครัว ที่ทำงาน หรือประเทศชาติ ความโกรธไม่สามารถจบสิ้นได้ ที่ฝ่ายหนึ่งกำราบอีกฝ่ายหนึ่งให้หมดสิ้นขวากหนาม แต่พึงเอาความรักชนะความโกรธ

เราโชคดี ที่นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นผู้นำที่ไม่สร้างความรู้สึกแตกแยก ไม่เติมไฟในความขัดแย้ง เราจะไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงจากทีวีรัฐที่เชียร์แต่ผู้นำเสื้อแดง เย้ยหยันคนเสื้อเหลือง แล้วเปลี่ยนเป็นทีวีรัฐที่เชียร์แต่ผู้นำเสื้อเหลือง หรือเสื้อน้ำเงิน เราไม่เห็นความเย้ยหยันคนไทยด้วยกัน

และที่สำคัญ นายกฯ อภิสิทธิ์ ได้แสดงความรักที่ยิ่งใหญ่ ด้วยชีวิตของท่านเอง ท่านถูกมุ่งทำร้ายร่างกาย ข่มขู่ เมื่อติดไฟแดงที่พัทยา ท่านถูกความพยายามทำให้เสียหน้า ด้วยการลงทุนถึงทำลายศักดิ์ศรีของประเทศด้วยการทำลายประชุมผู้นำอาเซียน ท่านถูกมุ่งทำร้ายอีกครั้งที่กระทรวงมหาดไทย หากถูกจับตัวได้คล้ายๆ คุณนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ ก็อาจหัวแตกเหมือนกัน หรือยิ่งกว่านั้น ท่านก็เป็นปุถุชน ย่อมมีความรู้สึกได้

ในขณะที่ท่านมีอำนาจในมือ มีกำลังทหารที่พร้อมด้วยอาวุธ และในขณะที่มีภาพกลุ่มคนเสื้อแดง ที่ก่อความวุ่นวาย ปิดการจราจรจนผู้คนมากมายไม่พอใจ เอารถแก๊สมาตั้ง ทำให้คนมากมายหวาดกลัว เผารถเมล์ เผายางทำให้บ้านเมืองเกิดบรรยากาศลุกเป็นไฟ ขณะที่มีคนไทยบางส่วน เอาใจช่วยคนเสื้อแดง ก็มีคนไทยจำนวนมาก อยากเห็นรัฐบาลใช้อำนาจเด็ดขาด เพื่อเอาผิดกลุ่มเสื้อแดงผู้สร้างความเดือดร้อนเหล่านี้ ย่อมเป็นเหตุให้นายกฯ อภิสิทธิ์แสดงอำนาจบารมี ตอบโต้คนเสื้อแดงอย่างเด็ดขาดได้ คนจะได้กลัว และไม่กล้าทำร้ายท่านอีกต่อไป

แต่ท่านกลับใช้วิธีแห่งความรัก ความให้อภัย ความเข้าใจ ความถ่อม การใช้กำลังยุติการชุมนุม ทำด้วยความใจเย็น ไม่มุ่งทำลายประชาชนคนไทยร่วมชาติ เพียงหวังให้ผู้เข้าใจผิดและไม่เห็นด้วยกับการต่อสู้ด้วยวิธีการรุนแรงแยก ย้ายกันกลับบ้าน ท่านไม่โกรธ ท่านไม่เติมไฟความโกรธ ท่านเป็นแบบอย่างของผู้นำที่จะสร้างความรักความสามัคคีให้คนไทยกลับมารัก สามัคคีกันได้ต่อไปอย่างแท้จริง่อมเป็นเหตุให้นายกฯ อภิสิทธ


3. คดีว่ากันตามกระบวนการยุติธรรม
: คนไทยทุกคน ควรอยู่ใต้กฎหมายเดียวกัน ไม่มี 2 มาตรฐาน รัฐธรรมนูญ และกฎหมาย ควรให้มีการบังคับใช้กับทุกคนเหมือนกัน การที่อดีตนายกฯ ทักษิณ กล่าวอ้างว่าถูกกลั่นแกล้งด้วย “กระบวนการยุติความเป็นธรรม” นั้น แต่ท่านก็ไม่เคยหาหลักฐานมาหักล้าง

เช่น คดีที่ดินรัชดา ท่านมักจะบอกว่า ภรรยาซื้อที่ดินธรรมดา แต่ไม่สามารถกลบเกลื่อนหลักฐานว่า รอบก่อนหน้าภรรยาท่านประมูล ราคากลางอยู่ที่ 870 ล้านบาท วางมัดจำ 10 ล้านบาท มีผู้วางมัดจำ 10 ล้านบาทแล้ว 3 รายแต่กลับไม่ได้ยื่นซอง และในการจัดประมูลรอบใหม่ ยกเลิกราคากลาง เพิ่มมัดจำเป็น 100 ล้านบาท และภรรยาท่านซื้อไปที่ 772 ล้านบาท หลังจากนั้น มีการเปลี่ยกฎแก้ไขข้อจำกัดความสูงของอาคารเอื้อประโยชน์ต่อภรรยาท่าน ท่านไม่ได้ชี้แจงอธิบายใดๆเรื่องนี้

ท่านมักจะบอกว่า ถูกกลั่นแกล้งจาก คมช. หรือ คตส. แต่หลักฐานที่เขาพบเช่น วันที่ 31 สิงหาคม 2543 นาย พานทองแท้ ต้องทำหนังสือสัญญาใช้เงิน 4,500 ล้านบาท ให้แม่ 1 วัน ก่อนโอนหุ้นชินฯให้ในวันที่ 1 กันยายน 2543 ท่านมักจะบอกว่าเป็นการโอนหุ้นในครอบครัวธรรมดา แล้วหนี้ 4,500 ล้านบาท คือหนี้ค่าอะไร ท่านไม่เคยตอบ แกนนำทุกคนไม่เคยให้คำตอบ แต่มันเป็นหลักฐานว่า เอาหุ้นไปเก็บไว้เฉยๆ เลี่ยงรัฐธรรมนูญ (ฉบับ 2540) เพื่อให้นายกฯอยู่ในตำแหน่งได้ เอื้อประโยชน์ได้นับหมื่นนับแสนล้านบาท เช่น การลดส่วนแบ่งรายได้รัฐกรณีบัตรพรีเพด และการให้ภาระภาษีสรรพสามิต เป็นของ ทศท. ฝ่ายเดียว เป็นต้น และอีกหลายกรณี

ท่านไม่ควรสู้คดี ด้วยการหลอกให้คนสร้างความวุ่นวายในบ้านเมือง แต่ควรสู้ด้วยหลักฐานในศาล ประชาชนก็รักความเป็นธรรม ติดตามการพิสูจน์หลักฐานให้กระจ่างดีกว่า สังคมจะได้ไม่อยู่ในความเท็จต่อไป


4. เรื่องการเมือง ว่ากันตามกระบวนการรัฐธรรมนูญ
: ต่างกับในที่อดีตนายกฯ ทักษิณ ไม่ตอบกระทู้ในสภา ยุบสภาเมื่อจะมีการซักฟอกกรณีหุ้นชินคอร์ปฯ ในสมัย นายกฯ อภิสิทธิ์ ท่านเปิดโอกาสให้ผู้เห็นต่าง ฝ่ายค้าน (ระดับดาวสภาฯ) ซักถาม ซักฟอกเต็มที่ ไม่มีความจำเป็นต้องต่อสู้ทางการเมืองนอกสภาอีกต่อไป ประชาชนย่อมสามารถใช้สิทธิผ่านผู้แทนของเราในสภาได้


5. ประเมินผู้นำให้กระจ่าง
: มีความจริงหลายเรื่องที่ทุกคนควร “รู้ความจริง” ให้ตรงกัน

... จริงหรือที่ทักษิณเป็นผู้กู้ชาติจากวิกฤต 2540 : ทั้งๆ ที่รัฐบาลที่กู้ IMF ก็คือรัฐบาลชวลิต ซึ่งท่านทักษิณสนับสนุนมาโดยตลอด ในวันที่ 14 สิงหาคม 2540 และท่านก็เข้าไปเป็นรองนายกฯในวันที่ 15 สิงหาคม 2540 และก่อนหน้านี้ ท่านก็ส่ง นาย ทนง พิทยะ เป็นรัฐมนตรีคลังเพียงประมาณ 1 สัปดาห์ก่อนลอยตัวค่าเงินบาท ซึ่งเสนาะกล่าวหาว่า ท่านรวยเพราะค่าเงิน เหมือนเผาบ้านเมืองเอาประกัน และทักษิณมักจะฟ้องผู้ใส่ร้ายท่านเสมอ แต่ไม่เคยฟ้องหมิ่นประมาทเสนาะเรื่องนี้เลย

... จริงหรือที่ทักษิณ “ไม่กู้เงิน” : ยุครัฐบาลชวลิต ที่ท่านเข้าเป็นรองนายกฯ ก็ สร้างหนี้รัฐโดยรับหนี้เอกชนจาก 56 ไฟแนนซ์เป็นหนี้รัฐหลายแสนล้านบาท ในยุคท่าน ทั้งสร้างหนี้ภาคประชาชนเพิ่มเติม ซ่อนหนี้เพิ่มเติม เช่น กองทุนศูนย์ราชการ ก็ซ่อนหนี้ในรูปภาระการจ่ายค่าเช่า กองทุนวายุภักย์ ก็ซ่อนภาระในการซื้อคืนกองทุนใน 10 ปีข้างหน้า ฯลฯ นอกจากนั้น ท่านยังขายและพยายามขายทรัพย์สินชาติมากมาย เช่น หุ้น ปตท. หุ้น กฟผ. ฯลฯ

... จริงหรือที่ทักษิณเป็นผู้นำรักษาประชาธิปไตย ต่อต้านเผด็จการ : ท่านอ้างว่าต่อต้าน คมช. ทั้งๆที่ รัฐบาลขิงแก่ก็ลงจากอำนาจแล้ว แต่ จริงๆ ท่านเคยขอสัมปทานจากเผด็จการ รสช. และเมื่อท่านมีปัญหา ท่านก็หารือ พลเอกสุจินดา และท่านเป็นผู้นำอย่างไร ยุยงจากต่างประเทศ แต่ครอบครัวหนีไปก่อนสร้างความวุ่นวาย แล้วใครจะรับผิดชอบคนเสื้อแดงที่ออกมาด้วยใจบริสุทธิ์ ท่านอ้างว่า “วันใดเสียงปืนแตก ท่านจะกลับมานำประชาชน” แล้วท่านอยู่ไหนครับ มันวุ่นวายน้อยไปหรือครับ ท่านจึงยังไม่กลับมา

เราคนไทย ไม่ต้องโกรธกัน รักกันได้เสมอ เรื่องการเมืองเดินผ่านสภาฯ เรื่องคดีสู้ด้วยหลักฐานและความจริง บ้านเมืองก็สงบสุขครับ

คนไทยสีใดๆ ก็รักสามัคคีกันครับ บ้านเมืองจะได้สันติสุขคืนมา เรารักคนเสื้อแดง เหลือง น้ำเงิน และทุกๆสีครับ

***************************************************************************

หมายเหตุ : ไทยทนขอชวนท่านผู้อ่าน โหลดข้อมูล หรือทำสำเนาออกแจกจ่าย ให้แท็กซี่ มอเตอร์ไซค์ ตอนชำระเงิน ด้วยความรัก ไทยทนเชื่อว่า การสร้างความรัก ความสามัคคีกลับคืนมา เป็นหน้าที่ของเราคนไทยร่วมชาติทุกคนครับ

Tuesday, April 14, 2009

Comment: การใช้บังคับกฎหมายในราชอาณาจักรไทย

Comment: การใช้บังคับกฎหมายในราชอาณาจักรไทย (Mgr comment#164)

การใช้บังคับกฎหมายในราชอาณาจักรไทย

กฎหมายเป็นหลักเกณฑ์ที่ใช้ ดำเนินการเพื่อบังคับผูกพันต่อบุคคลในลักษณะแห่งความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน (RELATIONS MUTUELLES) กฎหมายมีลักษณะเด่นประการหนึ่งที่สำคัญคือ การมีสภาพบังคับ การใช้บังคับกฎหมายมีวัตถุประสงค์หลักที่สำคัญคือ การใช้บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่มีอยู่ให้เป็นผลในทางปฏิบัติอย่างแท้จริง เพื่อให้การดำเนินชีวิตในทางสังคม (VIE SOCIALE) ของประชาชนสามารถดำรงอยู่ได้โดยความสงบสุขของส่วนรวม นอกจากนี้การดำเนินการใช้บังคับกฎหมายยังมีนัยที่รวมถึงการสร้างแบบอย่าง เพื่อให้ราษฎรของประเทศยอมรับและเคารพต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมาย อันจะส่งผลให้บริบทแห่งสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองภายในประเทศสามารถดำเนินการพัฒนาไปได้อย่างต่อเนื่อง และจะทำให้ราชอาณาจักรไทยได้รับการยอมรับนับถือจากสหภาพและรัฐต่าง ๆ ในเรื่องความสามารถในการรักษาความปลอดภัยและสงบเรียบร้อยภายใน

บุคคล ที่ดำรงชีวิตในสังคมจะต้องเกี่ยวข้องกับกฎหมาย โดยต้องอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์แห่งกฎหมายทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น กฎหมาย ศีลธรรม ศาสนา ซึ่งเป็นสิ่งที่สังคมให้การยอมรับ เหล่านี้ล้วนมีคุณค่าบังคับในเชิงกฎหมาย กฎหมายเป็นสิ่งที่จำเป็น (NECESSAIRE) เนื่องจากมนุษย์ทุกคนในสังคมส่วนรวมมีความผูกพันซึ่งกันและกัน ซึ่งเรียกว่า ความผูกพันทางสังคม ความเจริญของประเทศต่าง ๆ ส่วนหนึ่งจะผูกพันกับการใช้บังคับกฎหมาย นอกจากนี้ กฎหมายเป็นนัยแห่งพัฒนาการของมนุษยชาติซึ่งมาจากข้อความคิดในเรื่องความ ยุติธรรม (JUSTICE) ซึ่งต้องการที่จะสร้างความสงบเรียบร้อยในทางสังคม (ORDRE SOCIAL) กฎหมายจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อชีวิตในสังคมส่วนรวม บุคคลทุกคนในสังคมของประเทศจึงต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย และปฏิบัติตามคำบังคับแห่งกฎหมาย โดยรัฐหรือผู้ปกครองประเทศจะต้องประกันความปลอดภัยและความยุติธรรมให้แก่ สังคม

หลักเกณฑ์ในทางกฎหมายมีทั้งลักษณะซึ่งเป็นนามธรรม (ABSTRAITE) ซึ่งในเชิงความหมายนี้หมายถึง กฎหมายนั้นเป็นภาวะวิสัย ซึ่งมิได้ใช้บังคับ (S’APPLIQUER) ต่อส่วนตัวของปัจเจกชนโดยเฉพาะเท่านั้น แต่กฎหมายยังต้องมีผลต่อบุคคลทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นบุคคลใดก็ตาม ความเป็นนามธรรมของกฎหมายนี้เป็นเพียงข้อความคิดในทางการอธิบายกฎหมายเท่า นั้น แต่รัฐต้องดำเนินการให้กฎหมายนั้นมีผลใช้บังคับในทางข้อเท็จจริง (EN FAIT) และเป็นรูปธรรมในทางปฏิบัติ (EN PRATIQUE) กล่าวโดยสรุปกฎหมายมีนัยที่สำคัญ 3 ประการ คือ

1. กฎหมายไม่ใช่เรื่องส่วนตัวบุคคล (IMPERSONNELLE) กฎหมายจะต้องไม่ถูกบัญญัติขึ้นมาเพื่อประโยชน์ของกรณีใดกรณีหนึ่งโดยเฉพาะ แต่ต้องเป็นประโยชน์และสามารถใช้บังคับต่อสังคมโดยส่วนรวมทั้งหมด ทั้งนี้กฎหมายจะต้องไม่ถูกนำไปใช้เพื่อสนับสนุนหรือส่งเสริมต่อบุคคลใดโดย เฉพาะ การใช้กฎหมายนั้นจะต้องใช้เพื่อปกป้องต่อบุคคลทุกคนในสังคม โดยต้องป้องกันและประกันมิให้เกิดการกระทำอันละเมิด ฝ่าฝืน หรือกระทำการใดอันก่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคลใด หรือสังคมโดยส่วนรวม ข้อเรียกร้องที่ต้องการให้มีการแก้ไขกฎหมายเพื่อให้บุคคลใด หรือกลุ่มบุคคลใดหลุดพ้นจากความรับผิดทางกฎหมาย จึงเป็นข้อเรียกร้องที่ไม่สอดคล้องกับนัยสำคัญทางกฎหมายในลักษณะนี้

2. กฎหมายต้องมีลักษณะทั่วไป (GENERALE) โดยเฉพาะการใช้บังคับกฎหมายต้องมีลักษณะเป็นการทั่วไปในทุกสถานที่ ดังนั้นกฎหมายจึงต้องใช้บังคับในลักษณะเดียวกันในทุกเขตแดนของราชอาณาจักร ไทย และการใช้บังคับกฎหมายนั้นต้องประกันความชอบด้วยกฎหมายแก่ทุกคนในขณะเดียว กัน การกระทำความผิดของบุคคล หรือกลุ่มบุคคลใด ไม่ว่าจะอยู่ ณ แห่งหนใดในราชอาณาจักรไทย รัฐบาลและองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการใช้บังคับกฎหมายจะต้องกระทำทุกวิถีทาง เพื่อป้องกัน ระงับ และปราบปรามการกระทำความผิดนั้น มิให้ขยายวงกว้างออกไป มาตรการอันสำคัญประการหนึ่งก็คือ รัฐบาลและทุกองค์กร ไม่ว่าจะเป็นเอกชน หรือรัฐ ต้องร่วมมือกันในเชิงการประชาสัมพันธ์และการปฏิบัติอย่างจริงจัง เพื่อให้ประชาชนเข้าใจต่อการกระทำใดที่ถือเป็นความผิด และจะต้องได้รับโทษหากกระทำการฝ่าฝืนต่อกฎหมายที่บัญญัติไว้

3. กฎหมายต้องมีลักษณะถาวร (PERMANENTE) การใช้บังคับกฎหมายในแต่ละครั้งนั้น บรรดาเงื่อนไข ข้อกฎหมาย และหลักเกณฑ์ต่าง ๆ จะต้องถูกใช้บังคับอยู่ตลอดเวลา จนกว่ากฎหมายเช่นว่านี้จะถูกยกเลิกไป กฎหมายจึงต้องใช้บังคับอย่างจริงจัง (VIRTUELLEMENT) รัฐบาลและองค์กรรัฐที่มีอำนาจใช้บังคับกฎหมายจะต้องเร่งรัดดำเนินการใช้ บังคับกฎหมายอย่างเด็ดขาดและจริงจังต่อบุคคลหรือกลุ่มบุคคลใดที่กระทำการ ละเมิดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมาย และสร้างความเดือดร้อนให้แก่สังคมส่วนรวม โดยเฉพาะการละเมิดต่อบทบัญญัติของกฎหมายและกระทำความเสียหายต่อรัฐที่กำลัง เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้

เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงต่อความวุ่นวาย ความไม่สงบสุข หรือสภาวะอันไร้ขื่อแปของบ้านเมือง กฎหมายจึงต้องมีความผูกพันและมีมาตรการในการบังคับ โทษทัณฑ์ที่บัญญัติไว้ในกฎหมายต้องถูกนำมาใช้บังคับอย่างมีประสิทธิภาพต่อ ผู้ฝ่าฝืนที่กระทำความผิด เพื่อให้เกิดการยอมรับและมีความเคารพยำเกรงต่อกฎหมาย การละเมิดต่อกฎหมายโดยเฉพาะการกระทำที่มีโทษทางอาญาจักต้องถูกลงโทษตาม กระบวนการทางกฎหมาย โดยการดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพของรัฐบาลและองค์กรตุลาการ

การ เคารพเชื่อฟังกฎหมาย เป็นแก่นสาระสำคัญแห่งกฎหมาย (obedientia est legis essentia) สาระสำคัญแห่งการปกครองประเทศประการหนึ่งคือ การใช้บังคับกฎหมายที่มีประสิทธิภาพ โดยรัฐบาล องค์กรผู้มีอำนาจทุกส่วนของรัฐ ต้องเร่งดำเนินการต่อผู้กระทำความผิด มิให้มีบุคคลหรือกลุ่มบุคคลใดก่อการ สร้างกระแส และแสดงอำนาจบาตรใหญ่อยู่เหนือกฎหมาย เพื่อให้ราษฎรทุกคนในราชอาณาจักรไทยยอมรับและเคารพต่อกฎหมาย ความหายนะ หรือความล้มเหลวในพัฒนาการของประเทศมิได้เกิดจากภัยคุกคามของต่างชาติเสมอไป แต่อาจเกิดขึ้นได้จากการละเลย เพิกเฉย และการไร้ประสิทธิภาพของรัฐบาลและองค์กรที่มีอำนาจในการใช้บังคับกฎหมายนั้น หย่อนยาน ขาด และไร้ซึ่งความสามารถในการดำเนินการต่อผู้กระทำความผิด ซึ่งจะทำให้ประชาชนขาดศรัทธาต่อระบบกฎหมาย และหลงผิดคิดไปว่าการกระทำความผิด โดยการละเมิดหรือฝ่าฝืนต่อกฎหมายสามารถกระทำได้ โดยมิต้องถูกลงโทษตามกระบวนการทางกฎหมาย ลักษณะเช่นนี้จะนำไปสู่ความวุ่นวายภายในประเทศที่มิอาจจบสิ้น

การดำเนินการประท้วงภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประชาชนทุกคนย่อมสามารถดำเนินการได้ ในสังคมตะวันตกซึ่งเคารพต่อรัฐเสรีประชาธิปไตย ประชาชนที่ไม่มีกลุ่มสนับสนุนตนในระบอบรัฐสภา ย่อมมีสิทธิในการชุมนุมโดยสงบ เพื่อเรียกร้องให้รัฐสภาและรัฐบาลนำข้อเรียกร้องของกลุ่มตนไปแก้ไขตามครรลอง ของระบอบการเมืองและการปกครอง

แต่ในราชอาณาจักรไทยในขณะนี้กลับมีลักษณะอันตรงกันข้ามกับสังคมตะวันตกโดย สิ้นเชิง กล่าวคือ การประท้วงของกลุ่มบุคคลที่กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ เป็นการดำเนินการที่ได้รับการสนับสนุนจากบุคคลผู้สูญเสียอำนาจทางการเมือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบางส่วน รวมทั้งกลุ่มบุคคลผู้สูญเสียอำนาจทางการเมืองบางส่วน ซึ่งกลุ่มบุคคลเหล่านี้มีฐานอำนาจของตนเองอยู่แล้วในระบบรัฐสภา ซึ่งสามารถที่จะอาศัยกลไกทางสภาได้ แต่ไม่ดำเนินการในระบอบรัฐสภาโดยตรง กลับใช้วิธีการก่อความวุ่นวายภายนอกรัฐสภา ปลุกเร้า สร้างความเกลียดชังในหมู่ประชาชน โดยหวังให้เกิดความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักรไทย

ประสงค์จะให้เกิดการเข่นฆ่าซึ่งกันและกัน โดยมีนัยที่ต้องการโค่นล้มรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรง เป็นประมุข และอาจเกินเลยไปจนถึงความต้องการที่จะล้มล้างระบอบการปกครองของราชอาณาจักรไทย สร้างข้อต่อรองให้แก่บุคคลเพียงคนเดียว ซึ่งเป็นการสร้างข้อเรียกร้องที่ไม่ดำเนินการตามข้อความคิดอันแท้จริงของการ ชุมนุมโดยสงบแบบอารยประเทศ และเป็นไปไม่ได้ในลักษณะของการใช้กฎหมายตามประเด็นที่ได้กล่าวแล้วว่า กฎหมายนั้นต้องมิใช่เรื่องส่วนตัวบุคคล การแก้ไขกฎหมายเพื่อให้บุคคลหรือกลุ่มบุคคลใดพ้นจากความรับผิดทางกฎหมาย หรือสามารถกลับคืนสู่อำนาจของตน จึงกระทำไม่ได้

รัฐบาลและองค์กรผู้ มีอำนาจใช้บังคับกฎหมายทั้งหลายต้องตระหนักให้เข้าใจอย่างชัดเจนว่า ความไร้ประสิทธิภาพในการใช้บังคับกฎหมาย ย่อมนำมาซึ่งความพินาศและการล่มสลายของประเทศชาติได้ ดังนั้นจึงถึงเวลาแล้วที่ประชาชนทุกคนในชาติจะต้องเรียกร้องให้มีการใช้ บังคับกฎหมายอย่างเด็ดขาดต่อบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่กำลังสร้างความหายนะต่อ ราชอาณาจักรไทย และต่อประชาชนโดยส่วนรวมอยู่ในขณะนี้ ซึ่งเป็นการกระทำที่มุ่งหวังแต่เพียงเพื่อช่วยเหลือให้บุคคลคนเดียวสามารถ กลับคืนสู่อำนาจของตน นอกจากนี้การกระทำของกลุ่มบุคคลดังกล่าวยังได้กระทำการฝ่าฝืนกฎหมายและทำลาย ล้างภาพพจน์อันดีงามของราชอาณาจักรไทยต่อสายตาประชาคมโลกด้วยการใช้กำลัง เข้าขัดขวางการประชุมที่สำคัญของประเทศชาติ จะมีชนกลุ่มใดในโลกที่กล้าประกาศชัยชนะเหนือความอัปยศอดสูของประเทศชาติตน เอง โดยเหตุนี้ มาตรการที่สำคัญในการใช้บังคับกฎหมายนั้น รัฐหรือผู้มีอำนาจทางปกครองทั้งหลายจึงต้องเร่งดำเนินการและกระทำอย่างมี ประสิทธิภาพ และให้ปรากฏผลอย่างรวดเร็ว เพื่อหยุดยั้งความเสียหายที่จะเกิดมีขึ้นอีกในกาลข้างหน้า และเพื่อให้กลุ่มบุคคลที่กำลังกระทำการละเมิดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายอยู่ใน ขณะนี้เข้าใจและยอมรับว่า แม้บุคคลเหล่านี้จะไม่เกรงกลัวใครก็ตาม แต่เขาต้องเคารพและยำเกรงต่อกฎหมาย


Monday, April 13, 2009

ความแตกต่างของการสลายการชุมนุมของต่างประเทศ กับของไทย

ความแตกต่างของการสลายการชุมนุมของต่างประเทศ กับของไทยคือ

ต่างประเทศมักจะไม่ใช้อาวุธ นอกจากกระบอง แต่นั่นคือ ผู้ชุมนุมประท้วง ไม่มีอาวุธ อย่างมากก็คือ เผารถ ทำลายสิ่งของ เพราะมีการควบคุมอาวุธปืน ไม่ได้หาซื้อได้ง่าย และเค้าไม่ต้องการฆ่าใคร ที่สำคัญ ไม่ได้เกิดจากการจัดตั้ง ความรุนแรงส่วนมากเกิดจากความโกรธแค้นซะมากกว่า

ส่วนประเทศไทย ผู้ชุมนุมมีทั้งระเบิดเพลิง ระเบิดปิงปอง ปืนไทยประดิษฐ์ มีแม้กระทั่งระเบิดแกสน้ำตา รวมทั้งยึดรถแกส ชิวิตของประชาชนทั่วไปอยู่ในอันตราย ม็อบมีการจัดตั้งมาเป็นอย่างดี มีจุดประสงค์ที่ต้องการบรรลุ มีกองกำลังของตัวเอง

สิ่งเหล่านี้นี่เองที่ทำให้การติดอาวุธของทหาร มีความชอบธรรม หากรัฐบาลชี้แจงออกไปต่อสังคมโลก ย่อมไม่ยากที่จะเข้าใจ


คงเหลือแต่เสื้อแดง ที่ยังไงก็คงจะไม่เข้าใจ
ยังคงไม่รู้ตัวว่า ตัวเองทำอะไรลงไป หรือเพื่อนเสื้อแดงทำอะไรโดยที่ตัวเองไม่รู้บ้าง

Saturday, April 4, 2009

ประชาธิปไตย กับเมืองไทย

BANGKOK, THAILAND - AUGUST 27 : The Thai flag ...Image by Getty Images via Daylife

ไทยพร้อมสำหรับประชาธิปไตยแค่ไหน
อิรักล่ะ
จีน เป็นประชาธิปไตยหรือยัง

เมื่อ ปี 2475 เราพร้อมแล้วหรือ ประชาชนทุกคนเข้าใจในสิทธิ เสรีภาพ และประชาธิปไตยดีแล้วหรือ หรือสภาพเราตอนนั้น ถูกคนกลุ่มน้อยบังคับให้เป็นไป ให้ยอมรับโดยปริยายกับประชาธิปไตยแบบตะวันตก ที่อาจไม่เหมาะสมกับวิถีแบบไทยๆทั้งหมด

เหมือนกับที่แถบตะวันออกกลาง ถูกนักล่าอาณานิคมขีดเส้น แบ่งประเทศให้ โดยไม่สนใจว่าชนเผ่าต่างๆเคยอยู่กันมาอย่างไร จนผันเป็นความขัดแย้งตราบทุกวันนี้

อิรักสมัยซัดดัม ชนกลุ่มน้อยเป็นใหญ่ จึงอยู่มาได้ทั้งสองกลุ่ม อย่างสมดุล เมื่อถูกยัดเยียดประชาธิปไตยให้ในปัจจุบัน คนกลุ่มน้อยไม่อาจทัดคานคนกลุ่มใหญ่ได้ แล้วจะอยู่กันอย่างไร

ประเด็นจึงไม่ใชที่"่ประชาธิปไตย" แต่เป็นผู้เป็นใหญ่ หรือผู้นำ

หากมีคุณธรรม และความสามารถ ย่อมนำพาทุกคนในประเทศให้มีความสุข และก้าวไปพร้อมๆกันได้อย่างเท่าเทียม

ตราบใดที่ยังมีการซื้อสิทธิขายเสียง ประชาธิปไตยก็ไม่เคยเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง

Reblog this post [with Zemanta]

Wednesday, April 1, 2009

Comment ประชาธิปไตย

ปัญหาเศรษฐกิจที่ลามไปทั่วโลก หนักหนาสาหัสในวันนี้...ส่งผลกระทบรุนแรงกับคนทั่วโลก รวมทั้งพวกเราทุกคน

ต้นเหตุมาจากอเมริกา "ซึ่งเป็นประเทศประชาธิปไตย"
เลือกตั้งเสรี และทุนนิยม


ต้นเหตุมาจากการบริหารผิดพลาดของรัฐบาลบุช "ซึ่งชาวอเมริกันส่วนใหญ่" เลือกเข้ามากับมือถึง 2 สมัย รวม 8 ปี กว่าจะแสดงผลชัดเจนก็ปลายปีที่ 8

ระบบตรวจสอบการบริหารที่มีอยู่ทั้งหลาย ก็ไร้ผล ในการมองเห็น และป้องกันหายนะที่อยู่เบื้องหน้า

ประชาธิปไตย และการเลือกตั้งเสรี ผู้นำ และรัฐบาลจากคนส่วนใหญ่ จึงไม่ใช่หลักประกันว่า

สิ่งที่คน "ส่วนใหญ่" เห็นด้วย จะดีกับคนทั้งหมด"ทั้งประเทศ" หรือทั้งโลก


สิ่งที่น่าคิดคือ เมื่อเกิดความเสียหายอันใหญ่หลวง "คนส่วนน้อย" กลับต้องมารับผลกระทบจากการตัดสินใจผิด ของคนส่วนใหญ่เหล่านั้นด้วย

ฝากคิด แล้วตอบตัวเอง ว่า...
จริงหรือไม่????

จากมติชน ออนไลน์

Monday, March 30, 2009

One Voice

เอะอะก็บอกเสื้อเหลืองเคยทำ เสื้อเหลืองเลวอย่างโง้นอย่างงี้ พวกคุณรู้ว่าเสื้อเหลืองไม่ดีแล้วทำตามอย่างทำไมครับ แล้วตอนนี้ สิ่งที่คุณทำ มันไม่ใช่การเอาคืนเสื้อเหลืองอย่างที่พวกคุณด่ากันนะครับ คุณกำลังทำลายทั้งประเทศ เห็นคนอื่นๆ ที่เขาไม่เกี่ยวบ้านรึปล่าว หรือในโลกของคุณ ใครไม่เห็นด้วยกะคุณ จะต้องเป็นเสื้อเหลืองกันหมด ถ้าเป็นอย่างที่คุณว่า เสื้อเหลืองคงมีเป็นหลายพันล้านคนทั่วโลกนะครับ ตอนนี้คุณคือปัญหาของประเทศครับ คุณพยายามยั่วยุให้เกิดความรุนแรง เพื่อให้มีการสลาย เพื่อให้คุณเอาประเทศของตัวเองไปประจานนานาชาติ แล้วคุณจะได้อะไรครับ ผลของการกระทำ พวกคุณนั่นแหละที่จะเป็นคนเดือดร้อนไม่ต่างจากคนอื่นๆ คุณจะได้มาแค่ความสะใจ ทุกวันนี้ ไอ้ลิ้มมันไม่เกี่ยวกะเรื่องนี้แล้ว คนที่คุณเกี่ยวด้วยตอนนี้คือประชาชนทั้งประเทศที่ต่อให้คุณเอาเหลืองกะแดง รวมกันคูณ 10 ก็ยังมีไม่เท่า ระวังคนพวกนี้จะลุกขึ้นมา ทวงคืนประเทศนะครับ ประเทศ ไม่ใช่ของพวกคุณคนเดียว คุณถึงจะย่ำยียังไงก็ได้ ประชาชนทั้งประเทศ ต้องการความสงบ ให้ประเทศเดินหน้า อย่าเอาความเป็นคนด้อยพัฒนา ด้อยคุณภาพมาถ่วงดึงประเทศให้มันแย่ไปเลยครับ และขอบเขตของการกระทำมันต้องมีครับ อย่าเล่นกันจนเกินขอบเขตที่พอดี การพาลโดยการดึงเอาทุกอย่างที่คิดว่าเกี่ยวข้องลงมาเล่น มันไม่สามารถเปลี่ยนความคิดคนอื่นได้ง่ายๆ หรอกนะครับ ทุกสิ่งที่พวกคุณพยายามบิดเบือน ให้ร้าย มีหลักฐานเป็นรูปธรรมให้เห็นกันแล้วว่าคุณโกหก คนที่เชื่อคุณ มันก็แค่โดนกล่อมไปซักพัก ความดีงามเป็นความจริงแท้อันประเสริฐพอที่จะไม่โดนคนเลวๆอย่างไอ้เหลี่ยมกัด กร่อนเอาง่ายๆ หรอกครับ
……………………………

ยากให้ใช้กำลังสลายการชุมนุม เสื้อแดงจะได้ลุกฮือ ทั่วประเทศ อยากเห็นเมืองไทยพินาศว่ะ สะใจดี

ความคิดเห็น โดย: ด (#67461)

……………………………

เช่นความเห็นแบบนี้เป็นตัวอย่าง อันนี้พิสูจน์ให้เห็นง่ายๆ ว่า ในหัวสมองคิดอะไรอยู่บ้าง พฤติกรรมเฮไหนเฮด้วย ไม่รู้จักไตรตรอง มันพิสูจน์ให้ชาวโลกเห็นอยู่แล้วว่าคุณเป็นคนยังไง คนเราจะโง่ได้ขนาดไหน ที่ยอมจะเผาบ้านตัวเอง เพื่อให้ชาวโลกได้หันมามอง เขาหันมามองแล้วยังไงครับ เค้าจะเชื่อรึปล่าว เค้าจะเชื่อคนโง่ที่เผาบ้านตัวเองมั๊ยครับ วันนี้ เสื้อเหลือง หรือสนธิไม่ได้มีบทบาทแล้ว คุณพวกเดียวที่กำลังแสดงบทบาทโง่ๆ โชว์สายตาชาวโลกอยู่

ผมขอชื่นชมผู้คนที่รักในประชาธิปไตยจริงๆ แต่ถ้าคุณบอกว่าประชาธิปไตยต้องเห็นไปข้างเดียวกันหมด คนที่ไม่เห็นด้วยไม่ใช่ประชาธิปไตย นั่นแสดงว่าพวกคุณไม่ได้รู้จักคำว่าประชาธิปไตยครับ ประชาธิปไตย หมายถึงการให้เสียงส่วนใหญ่นำพาก็จริง แต่ก็ไม่ได้ละเลยเสียงส่วนน้อย ไม่ใช่ไม่ยอมรับ และมองเป็นศัตรูครับ

ความคิดเห็น โดย: จตุพร (#67692)


Label Cloud