Find Other Sides of Thai Politic. Update you on the political turmoil in Thailand.

อ่าน ทวิตเตอร์

Upcoming

Showing posts with label Thaksin's lawsuits. Show all posts
Showing posts with label Thaksin's lawsuits. Show all posts

Thursday, September 24, 2009

ควันหลงจากกรณียกฟ้องคดีกล้ายาง คตส.ซัด"อัยการ"ไม่ทำหน้าที่ทนายแผ่นดิน

ควันหลงจากกรณียกฟ้องคดีกล้ายาง คตส.ซัด"อัยการ"ไม่ทำหน้าที่ทนายแผ่นดิน - Suthichaiyoon.com
คตส.เดือดอัยการหยามหลังแพ้คดีกล้ายาง โต้เป็นทนายแผ่นดินแต่ไม่ทำหน้าที่ เที่ยววุ่นวายสร้างความสับสนในสังคม แฉมีกระบวนการดิสเครดิต หัวโจกกระบวนการยุติธรรมเป็นพยานให้จำเลย “สัก-นาม” มั่นใจคดี “หวยบนดิน” เอาผิดได้แน่ เหตุหลักฐานแน่น "ทักษิณ" เหน็บอดีตรัฐมนตรีย้ายฟากเพื่อรอดพ้นคดี จวกเป็นพวกนายหน้าค้าอำนาจ

อดีตคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ประกอบด้วย นายนาม ยิ้มแย้ม ประธาน คตส. นายอุดม เฟื่องฟุ้ง นายกล้านรงค์ จันทิก นายวิโรจน์ เลาหะพันธุ์ นายแก้วสรร อติโพธิ นายสัก กอแสงเรือง และคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ได้ประชุมหารือกัน หลังจากที่ศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษายกฟ้องคดีทุจริตกล้ายางพารา 90 ล้านต้น โดยที่ประชุมได้หารือถึงกรณีที่โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) ออกมาโจมตีการทำงานของ คตส.ที่พ่ายแพ้คดี

นายสัก แถลงภายหลังการหารือว่า สาเหตุต้องแถลง เพราะโฆษกอัยการสูงสุดพาดพิง คตส. โดยมีการวิจารณ์สั่งสอน และหยามการทำงานของ คตส. โดย คตส.ขอชี้แจงว่า การแถลงครั้งนี้ไม่เกี่ยวกับคำพิพากษาของศาลฎีกา โดย คตส.ยอมรับ และถือเป็นข้อยุติ แต่กลับมีการกระทำของผู้ที่เกี่ยวข้องในองค์กรหลักในกระบวนการยุติธรรมออกมาวิจารณ์

จึงอยากถามว่า หลังจากศาลพิพากษาแล้ว องค์กรอัยการมีหน้าที่ต้องออกมาชี้แจงหรือไม่ หากไม่มีหน้าที่แล้วออกมาชี้แจง ก็จะให้สังคมไปพิจารณาเอง เพราะทำให้สังคมวุ่นวายและทำให้องค์กรกระบวนการยุติธรรมเสื่อม ซึ่งมีมาแล้วหลายองค์กร ที่มีความเสื่อมมาจากผู้นำ

นายสัก กล่าวว่า ศาลฎีกาฯ ได้พิพากษาว่า คตส.ได้แจ้งข้อกล่าวหาครบถ้วน และมีอำนาจเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย สามารถนำพยานในชั้นตรวจสอบมาใช้ในชั้นไต่สวนได้ ส่วนที่อัยการเห็นว่า คตส.ไม่มีอำนาจฟ้องเองจนจำเลยยกมาเป็นข้อต่อสู้ ศาลได้พิพากษาแล้วว่า คตส.มีอำนาจฟ้อง

“การที่บอกว่า คตส.ฟ้องคดีเองทำให้รัฐเสียหาย ต้องเสียค่าทนายความ เนื่องจากอัยการมีหน้าที่ฟ้องคดีแทนแผ่นดิน แต่ไม่ทำหน้าที่ กฎหมายจึงกำหนดให้ คตส.ต้องจัดหาทนายความฟ้องเอง โดยขอให้สภาทนายความ ส่งทนายความฟ้องความให้ จนขณะนี้ยังไม่มีการจ่ายค่าทนายแต่อย่างใด จึงขอถามสังคมว่า ถึงเวลาสมควรแล้วหรือยัง ที่จะมีองค์กรอิสระภาคประชาชน มาทำหน้าที่ในกรณีที่องค์กรของรัฐไม่ทำหน้าที่ เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา ไต้หวัน เกาหลี เหมือนสุภาษิตจีนที่ว่า อย่าปล่อยให้คนชั่วลอยนวล” นายสัก กล่าว

คตส.จวกอัยการดิสเครดิต

นายสัก กล่าวว่า การที่อัยการออกมาแถลงว่า จะฟ้องใครต้องมีหลักฐานเพียงพอที่ศาลจะลงโทษได้ ขอถามอัยการว่า ผลที่สุดแล้ว ผลแห่งคดีที่อัยการฟ้อง ไม่มีการยกฟ้องเลยใช่หรือไม่ แต่ปรากฏว่ามีผู้รับผิดชอบระดับสูงของกระบวนการยุติธรรม ไปเบิกความพยานฝ่ายจำเลย ทั้งคดีกล้ายาง และคดีหวย 2 ตัว 3 ตัว และตอบคำถามทนายจำเลยบางประการว่า เรื่องนี้ไม่ใช่ข้อกฎหมาย มันเป็นเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวพัน ผลจึงออกมาในลักษณะนี้

"ขอยืนยันว่า คตส.ทำหน้าที่เพื่อแผ่นดิน แต่กลับถูกกล่าวหา และฟ้องร้องทั้งคดีแพ่งและอาญา จากฝ่ายผู้ถูกตรวจสอบรวมกว่า 20 คดี แล้วยังต้องมาถูกกล่าวหาซ้ำเติม จากเจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมของรัฐบางกลุ่มอีก ดังนั้น เราต้องจับตาดูว่า มีกระบวนการดิสเครดิตการทำงานของ คตส. ผ่านบางกลุ่ม บางพวกในองค์กรกระบวนการยุติธรรม ซึ่งสังเกตได้ว่า กระบวนการนี้เริ่มขึ้นตั้งแต่ คตส.ชี้มูลความผิดคดีซีทีเอ็กซ์"

มั่นใจคดี "หวย" เอาผิดได้แน่

นายสัก ยังตั้งข้อสังเกตว่า หลังจากคดีกล้ายางแล้ว ขอให้รอดูคดีหวย 2 ตัว 3 ตัว ในช่วงปลายเดือนก.ย.ว่า ศาลจะตัดสินอย่างไร เพราะจากการวิเคราะห์พบว่า 1.มติ ครม.ที่อนุมัติให้ออกหวยบนดินได้ ผิดกฎหมาย เพราะเป็นสลากกินรวบ ไม่ใช่สลากกินแบ่ง ถือเป็นการพนัน กฎหมายเขียนไว้ชัดเจนว่าผิด

2.มติ ครม.ที่อนุมัติให้สำนักงานสลากกินแบ่งฯ ไม่ต้องนำเงินส่งกระทรวงการคลัง 28% ต้องถามว่า ครม.มีอำนาจยกเว้นการไม่นำเงินภาษีส่งคลังหรือไม่ เพราะถือว่า ไม่มีกฎหมายรองรับ และ 3.มติ ครม.ที่สั่งให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการศึกษาและการช่วยเหลือสังคม นำเงินไปใช้ในโครงการเพื่อสังคม ก็ถือว่า ไม่มีกฎหมายรองรับเช่นกัน

นายนาม กล่าวว่า ไม่หนักใจในการที่ศาลจะพิจารณาคดีหวยบนดินในวันที่ 30 ก.ย.นี้ เพราะมั่นใจในหลักฐานของ คตส. แต่การต่อสู้ในข้อกฎหมายย่อมมีทั้งบวกและลบ อะไรก็เกิดขึ้นได้ เมื่อศาลตัดสินออกมาอย่างไร คตส.ก็พร้อมรับ แต่จะเห็นด้วยหรือไม่ก็อีกเรื่องหนึ่ง และเชื่อว่าคดีนี้ไม่มีเหตุผลทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง ขึ้นกับดุลยพินิจของศาลในการปกป้องประโยชน์ของแผ่นดิน

"แก้วสรร" ซัดโฆษกอัยการ "พูดไม่สวย"

นายแก้วสรร กล่าวเสริมว่า คตส.คงไม่ไปฟ้องร้องโฆษกอัยการสูงสุด ที่ออกมาพาดพิงการทำงานของ คตส. แต่การพูดในลักษณะเช่นนี้ มันไม่สวย เพราะจะมีผลกระทบกับอีกหลายคดีที่รอการพิพากษาในชั้นศาล และใน ป.ป.ช.ซึ่งแต่ละคดีจะมีความแน่นและหนักเบาไม่เหมือนกัน ดังนั้น การพูดจึงไม่ควรมาก้าวล่วง คตส.เช่นกัน

ผู้สื่อข่าวถามว่า การที่โฆษกอัยการสูงสุดออกมาพูดอย่างนี้มีอะไรอยู่เบื้องหลังหรือไม่ เพราะมีผู้บริหารสูงสุดของอัยการสูงสุด (อสส.) ตกเป็นจำเลยในคดีการจัดซื้อเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิดซีทีเอ็กซ์หรือไม่ นายแก้วสรร ตอบว่า คตส.ไม่บังอาจไปคิดก้าวล่วงอย่างนั้น เพราะยังมีเรื่องในชั้นศาลอีกหลายคดี ไม่อยากไปละเมิดศาล

เมื่อถามว่า สาเหตุที่ คตส.แพ้คดีกล้ายาง เพราะมี คตส.บางคน ไปเป็นพยานฝ่ายจำเลยหรือไม่ นายแก้วสรร กล่าวว่า เขาเป็นคนที่ทนายจำเลย คณะกรรมการนโยบายพัฒนาและช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) อ้างอิงให้เป็นพยาน ซึ่งเขาเป็นเสียงส่วนน้อยใน คตส. ที่เห็นว่า คชก.ไม่มีความผิด เพราะเป็นการอนุมัติงบตามอำนาจหน้าที่ ดังนั้นที่เขาต้องไปให้ปากคำ เพราะทำตามอำนาจศาลในการเรียกพยาน

"ทักษิณ" เหน็บอดีต รมต.ย้ายฟากเพื่อรอดคดี

เมื่อเวลา 13.00 น.วานนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เขียนข้อความลงบนเว็บไซต์ twitter.com ใน Thaksinlive ถึงการตัดสินคดีกล้ายาง ที่ศาลฎีกาฯ ยกฟ้องจำเลยทั้ง 44 คน โดยมีใจความว่า "จากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 21 ก.ย. ผมรู้สึกเห็นใจและขอบคุณอย่างสุดซึ้งต่ออดีตรัฐมนตรีที่ยังมั่นคงอยู่กับผมแต่โดนคดี ผมไม่ขัดข้องและไม่โกรธเลยถ้าท่านจะย้ายข้ามฟากเพื่อความรอดพ้น เพราะท่านมีครอบครัวต้องรับผิดชอบ

พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวอีกว่า แต่ข้ามฟากอย่างเดียวไม่พอ ท่านต้องเนียนด้วยการคลอเคลียใส่ความผมเยอะๆ และลืมไม่ได้ ต้องกล่าวทับถมระบอบทักษิณ ที่ครั้งหนึ่งท่านเคยว่าคนที่ว่าเรามาก่อน และข้อกล่าวหาที่ได้ผลชัด คือ ล้มล้างสถาบัน ทั้งๆ ที่ท่านรู้ดีว่าผมเทิดทูนสูง เพราะท่านก็เคยร่วมกับผมทำงานถวายอย่างมีความสุขมาหลายปีหลายงาน และเราก็เคยพูดกันใน ครม. ถ้าท่านทำได้ครบก็จะมีคนยกหูช่วยท่านให้หลุดพ้น

ผมขอให้โชคดีและพ้นคดีกันทุกคนนะครับ ถ้าเนียนจริงก็จะได้เป็นนายหน้าค้าอำนาจ ไม่ต้องห่วงผม ชีวิตผมต้องช่วยตัวเองครับ เกิดปีวัวกลางวันก็หนักหน่อย ผมใช้ชีวิตอยู่ต่างแดนก็สบายดีครับ ถึงแม้จะเหงาหน่อยแต่ก็จิตสงบดี เพราะไม่ได้ฟังเรื่องไร้สาระรายวัน คนที่นี่เขาใช้เวลาทำมาหากินอย่างมีกติกาครับ"

"พัชรวาท" ร้องศาล ปค.ล้มมติ ป.ป.ช.

นายสมบูรณ์ บุญญาภิรมย์ ทนายความที่รับมอบอำนาจจาก พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. ได้ยื่นฟ้องคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ทั้งคณะ กรณีที่มีมติชี้มูลความผิด พล.ต.อ.พัชรวาท กระทำความผิดวินัยร้ายแรง ฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง และมีความผิดอาญา ฐานเป็นเจ้าพนักงานละเว้นไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ ทำให้ผู้อื่นได้รับความเสียหาย ในการสลายการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 7 ต.ค.2551

โดยขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำวินิจฉัยและชี้มูล และมติรับรองคำวินิจฉัยดังกล่าว พร้อมทั้งเรียกร้องให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชดใช้ค่าเสียหาย ทดแทนความเสียหายที่เกิดแก่สิทธิ และเกียรติยศชื่อเสียง เป็นเงิน 50 ล้านบาท รวมทั้งขอให้ศาลปกครองไต่สวนฉุกเฉิน และมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวด้วย


Monday, September 21, 2009

แกะรอย “พิณทองทา ชินวัตร” ให้การคดี “ซุกหุ้น”

Matichon Online
โดย ไทยทน

วันที่ 17 ก.ย. 2552 ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง น.ส.พิณทองทา ชินวัตร บุตรสาว พ.ต.ท.ทักษิณ ในฐานะผู้คัดค้านการอายัดทรัพย์สินคดีนี้ ได้เบิกความหลายประเด็น ซึ่งยังดูจะมีข้อความที่ไม่น่าเชื่อว่าเป็นความจริงหลายประการ

นัยของเรื่องนี้ คือ การที่ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ขายหุ้นชินฯให้นาย พานทองแท้ และนำมาขายต่อให้ น.ส. พิณทองทา รวมถึงหุ้นที่ขายให้ นาย บรรณพจน์ ดามาพงศ์ น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แอมเพิลริช และ วินมาร์คนั้น เป็นเพียงการจัดโครงสร้างการถือหุ้นแบบตัวแทนถือหุ้น (โนมินี) โดยมีมูลเหตุจูงใจ คือ พ.ต.ท. ทักษิณ และภรรยา ไม่สามารถถือหุ้นที่มีกิจการสัมปทานภาครัฐ ด้วยรัฐธรรมนูญมีเจตนาที่จะป้องกันไม่ให้ผู้มีอำนาจ ใช้อำนาจในการเอื้อธุรกิจส่วนตัว เช่น การเปลี่ยนแปลงสัญญาสัมปทาน ลดส่วนแบ่งรายได้ภาครัฐของโทรศัพท์มือถือระบบพรีเพดจาก 25-30% เป็น 20% ระบบภาษีสรรพสามิตโทรคมนาคมเพื่อตั้งกำแพงคุ้มครองผู้ประกอบการ โดยกำหนดให้หน่วยงานภาครัฐเป็นฝ่ายรับภาระฝ่ายเดียว ฯลฯ

ประเด็นการชี้แจงเรื่องราวในครอบครัวแต่ละครั้งนั้น จึงขึ้นอยู่กับว่า เป็น “เรื่องเล่า” ที่รับฟังได้เพียงใด โดยมีประเด็นที่น่าคิดว่า เชื่อถือได้จริงเพียงใด หลายประการดังนี้

1.น.ส. พิณทองทา ได้รับเงิน 370 ล้านบาท ฉลองครอบรอบวันเกิด 20 ปีพอดี คำถามคือ

ทำไม 370 ล้านบาท ด้วยใกล้เคียงกับยอดซื้อหุ้นจากพี่ชายจำนวน 367 ล้านบาทพอดี ? ไม่ใช่ 300 ล้านบาท ไม่ใช่ 400 ล้านบาท ซึ่งเมื่อซื้อแล้ว พิณทองทาจึงถือหุ้น 367,000,000 หุ้น และ พานทองแท้ถือหุ้น 366,950,220 ล้านหุ้น คือแบ่งหุ้นกันได้ 50.003% : 49.997% พอดีๆ

ทำไมมีรางวัลพิเศษ 370 ล้านบาท เมื่อครบ 20 ปี หากไม่ใช่เพื่อการปรับโครงสร้างการถือหุ้นแทน ต้องถามว่า เมื่อพานทองแท้อายุครบ 20 ปี หรือ แพทองธารอายุครบ 20 ปี ได้รับของขวัญวันเกิดพอๆกันหรือไม่ ? หรือหากไม่ใช่ ก็คงเป็นการปรับโครงสร้างการถือหุ้นแทนเท่านั้นใช่หรือไม่ ?

หากบอกว่าเป็นความสุจริตใจ แบ่งหุ้นเท่าๆกันในฐานะพี่น้อง ทำไมพานทองแท้ไม่ขายหุ้นให้น้องแพทองธารด้วย ? หากจะอธิบายว่า “ไม่ได้ เพราะจะทำให้ พ.ต.ท. ทักษิณ ไม่สามารถดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ เพราะต้องนับหุ้นที่เป็นของบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะด้วย” ก็ต้องตั้งคำถามต่อว่า ถ้าไม่ใช่การถือแทนกัน และเป็นความจริงใจของพี่น้องที่ต้องการแบ่งเท่าๆกัน ทำไม แม้เมื่อขายไปแล้ว ไม่แบ่งให้น้องด้วย ด้วยหากเป็นเงิน โอนแบ่งให้น้องก็ไม่มีปัญหาต่อการดำรงตำแหน่งของบิดาแต่อย่างใด หรือเพราะเมื่อโอนไปที่ต่างๆ เช่น ประไหมสุหรี ซื้อหุ้นสโมสรฟุตบอล แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ซื้อเหมืองเพชร แล้ว ก็บรรลุภารกิจการถือหุ้นแทนบิดาในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว หลังจากนั้นไม่มีภารกิจอีก จึงไม่ต้องแบ่งให้น้อง

แม้ยังฟังดูดีกว่า แต่ก็ไม่ต่างกับ กรณีบรรณพจน์ ที่หญิงอ้อ ยกหุ้นที่เคยถือในชื่อ น.ส. ดวงตา วงศ์ภักดี นาย บรรณพจน์ ให้ในลักษณะอุปการะ ให้โดยเสน่หาตามขนบธรรมเนียมประเพณีในโอกาสที่นายบรรณพจน์แต่งงาน และมีบุตร ซึ่งไม่แนบเนียน เพราะช่วงเวลาไม่สอดคล้องกับคำอ้าง กล่าวคือ นายบรรณพจน์แต่งงานเมื่อวันที่ 12 ม.ค.2539 และมีบุตรเมื่อวันที่ 4 ธ.ค.2539 แต่คุณหญิงพจมานโอนหุ้นให้นายบรรณพจน์เมื่อวันที่ 7 พ.ย.2540 ซึ่งเป็นเวลาหลังจากนายบรรณพจน์แต่งงานแล้วเกือบ 2 ปี และหลังจากนายบรรณพจน์มีบุตรแล้ว 11 เดือน 3 วัน ?!?!

2.น.ส.พิณทองทา ยังเบิกความถึง ภาษีที่ถูก คตส.ตรวจสอบและกรรมสรรพากรเรียกเก็บจากการซื้อขายหุ้นบริษัท ชินคอร์ป ให้บริษัท แอมเพิลริช ว่า กรมสรรพากรเรียกเก็บภาษีจากพยานและพี่ชายคนละกว่า 5,000 ล้านบาท โดยเรียกเก็บในฐานะผู้ถือหุ้นแต่ในคดีที่ คตส.อายัดทรัพย์ไว้ กลับระบุว่า ทรัพย์ที่ถูกอายัดเพราะพยานและพี่ชายไม่ได้เป็นเจ้าของหุ้นที่แท้จริง ซึ่งพยานเห็นว่าเรื่องดังกล่าวขัดแย้งกันและไม่น่าจะถูกต้อง

ประเด็นนี้ก็คงไม่ใช่ สมมติพ่อค้ายาเสพติด ต้องการฟอกเงิน โอนสมบัติไปให้ โนมินีถือหุ้นแทน ในการโอนนั้น ก็ย่อมต้องมีภาระภาษีอยู่แล้ว เพราะสรรพากรเก็บภาษีทุกคน ก็ไม่ต้องแยกแยะว่า รายการนั้นๆเป็นรายการจริงหรือปลอม และก็ไม่เว้นภาษีสำหรับการโอนที่ปลอม แต่แม้เก็บภาษีตามข้อเท็จจริงนั้นแล้ว เมื่อจับได้ว่า การโอนนั้น เป็นการซ่อนสมบัติ หรือการฟอกเงิน ก็ยังไม่สามารถหลบความผิดนั้นได้อยู่ดี และความผิดต้นตอที่ทำให้เกิดที่มาของเงินสำหรับฟอกนั้น ก็ดิ้นไม่หลุดด้วยเช่นกัน

เมื่อมีผู้ทำความผิดหลายประการ จะกล่าวหาว่าขัดแย้งได้อย่างไร เช่น บางคนมักเทียบว่า ปรับทั้งจอดรถที่ขาวแดง และฝ่าไฟแดงได้อย่างไร ? เผอิญคนขับทำทั้ง 2 อย่างก็คงต้องถูกทำโทษทั้ง 2 อย่างกรณีนี้ เมื่อเป็นการโอนหุ้นให้แอมเพิลริชเพื่อให้ถือแทน ย่อมไม่สามารถเลี่ยงความผิด “ซุกหุ้น” ของอดีตนายกรัฐมนตรี และต่อมา หลังจากที่มีการโอนผ่านแอมเพิลริชแล้ว กลับให้บริษัทที่กรรมการทั้งสองซื้อหุ้นออกจากบริษัทในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาด ก็ย่อมถูกประเมินภาษีตามมาตรฐานสรรพากรด้วย

3.น.ส.พิณทองทา ยังได้เบิกความถึงทรัพย์สินหลังจากการขายหุ้นว่า ได้นำเงินไปลงทุนในสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ ซิตี ในประเทศอังกฤษ โดยพยานและพี่ชายได้เป็นกรรมการ ขณะที่บิดาถือหุ้นอยู่ในสโมสรจำนวน 200,000 ปอนด์ ซึ่งเป็นเงินที่ขอมาจากมารดา ต่อมาพยาน พี่ชาย และบิดา ได้ขายหุ้นสโมสรฟุตบอล หลังจากนั้น ได้นำเงินไปลงทุนในเหมืองเพชรประเทศแอฟริกา โดยให้บิดาซึ่งอยู่ต่างประเทศดูแลบริหาร

นับว่า มีความชัดเจนดีว่า ทรัพย์สินที่ได้จากการขายนั้น ได้ใช้ไปลงทุนในสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ ซิตี ซึ่งสิ่งที่ไม่ควรเกิดคือ บิดาดำรงตำแหน่งนายกฯ ไม่สามารถถือหุ้นที่มีกิจการสัมปทานได้ โอนให้บุตรถือหุ้นแทนผ่านการ “ซื้อขาย” กันในราคาไม่ให้มีภาษี มีการแก้ไขเงื่อนไขสัมปทาน ลดประโยชน์ภาครัฐ เพิ่มประโยชน์กิจการส่วนตัว เมื่อบิดาพ้นจากตำแหน่ง บุตรขายหุ้นที่ได้ประโยชน์เพิ่มออกไป ก็นำเงินมาคืนให้บิดาใช้อีกครั้ง

ความจึงน่าพิจารณาว่า เป็นการขายที่แท้จริง หรือมีการโอนไปให้บุตรถือแทนกันแน่ จึงน่าถามว่า ใครเป็นผู้ตัดสินใจซื้อและขาย? ใครเป็นผู้เจรจา? บุตรรู้จักผู้ขายหรือผู้ซื้อหรือไม่?

ตามข่าวที่เปิดเผยทั่วไปนั้น เป็นที่ประจักษ์แก่ชาวโลกว่า เจ้าของที่แท้จริง คือ พ.ต.ท. ทักษิณ เช่นข่าวตามลิงค์ http://www.arabianbusiness.com/539714-catch-me-if-you-can?start=1 พ.ต.ท. ทักษิณ ให้สัมภาษณ์ว่า

“I thank them ( England ) because I went there, I bought a football club then sold it and made some money in the process,” he (Thaksin) says.

 แปลว่า “ผมขอบคุณประเทศอังกฤษ เพราะ ‘ผม’ ได้ไปที่นั่น ซื้อสโมสรฟุตบอล แล้วขายไป และทำกำไรได้” ก็ชัดเจนว่า ใครเป็นผู้ซื้อที่แท้จริง

พ.ต.ท. ทักษิณ ยังได้ให้สัมภาษณ์ ช่วงกันยายน 2551 ว่า

“When I bought Manchester City the club  had been languishing in the bottom half of the Premier League and had an uncertain future.”

คือ ตอน ‘ผม’ ซื้อแมนฯซิตี้ สโมสรนี้ยังอยู่ครึ่งล่างของตาราง และมีอนาคตที่ไม่แน่นอน ไม่มีอะไรแสดงว่าเป็นของลูกเลย มีแต่ พ.ต.ท. ทักษิณที่แสดงตัวเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง

4. น.ส.พิณทองทา ยังเบิกความถึงความจำเป็นที่จะต้องซื้อหุ้นบริษัทคืนจากบริษัท วินมาร์ค ที่มีนายมามุด มหาเศรษฐีชาวตะวันออกกลาง เพื่อนนักธุรกิจของบิดา ว่า เพราะก่อนหน้านั้น บิดาเคยขายหุ้นให้ บ.วินมาร์ค ปี 2542 เนื่องจากขณะจะนำบริษัทในเครือชิน 5 แห่ง เข้าตลาดหลักทรัพย์ และให้คำมั่นไว้ว่าจะรับซื้อคืน หากไม่ได้นำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ครบตามที่ระบุไว้ ดังนั้น เมื่อพยานมีเงินปันผลจากบริษัท จึงนำเงินซื้อหุ้นที่เคยเป็นธุรกิจของครอบครัวกลับมา ระหว่างปี 2547-2550 มูลค่า 485 ล้านบาทเศษ และที่ นายมามุด ทำหนังสือชี้แจงเกี่ยวกับบริษัทต่อศาลก็เป็นเรื่องจะยืนยันความเป็นเจ้าของ

น่าสงสารที่ น.ส. พิณทองทา ต้องให้การเท็จเพื่อพ่อแม่ เพราะในเมื่อจะกำหนดว่า จะนำบริษัทในเครือชิน 5 แห่ง เข้าตลาดหลักทรัพย์ได้อย่างไร ในเมื่อเป็นกิจการของผู้ถือหุ้นกลุ่มเดียวกัน ทำธุรกิจคล้ายๆกัน ตลาดหลักทรัพย์ฯ และ กลต. ย่อมไม่อนุญาตเช่นนั้นอยู่แล้ว เพียงแต่สะท้อนว่า น.ส. พิณทองทาให้การด้วยความไร้เดียงสา และอยากจะกตัญญู จึงท่องบทมาชี้แจงหรือไม่ ? มีความเข้าใจในเรื่องธุรกิจและการเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯหรือไม่ ? หรือเป็นเพียงโนมินีให้พ่อ ?

การตัดสินใจเหล่านี้ พิณทองทาได้เจรจากับใครในวินมาร์ค การซื้อหุ้น 5 บริษัทไม่ต้องเจรจาเลยหรือ ทั้งๆที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย กลับอ้างว่าเป็นการใช้เงินที่อ้างว่า “ตนเป็นเจ้าของจากเงินปันผล หรือการขายหุ้น” ได้อย่างไม่ได้เป็นตัวแทนจริงๆ เพราะทั้ง 5 บริษัท มีมูลค่าทางบัญชีแตกต่างกันไป กำไร/ขาดทุนแตกต่างกันไป

ผู้รักความยุติธรรมต้องขอบคุณพิณทองทาให้การว่า วินมาร์คมีเงื่อนไขให้ทุกบริษัทต้องเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ แต่เธอทราบหรือไม่ว่า ใน 6 บริษัทนั้น มีเพียงบริษัทเดียวที่เข้าตลาดหลักทรัพย์ฯได้ คือ โอเอไอ พร็อพเพอร์ตี้ (เปลี่ยนชื่อเป็น SC) วินมาร์คถือทั้ง 6 บริษัทมาตั้งแต่ 1 สิงหาคม 2543 แต่กลับต้องขายหุ้น SC ออกไปในวันที่ 11 สิงหาคม 2546 เพียง 3 สัปดาห์ก่อนยื่นไฟลิ่งกับสำนักงาน ก.ล.ต. 3 สัปดาห์ก่อนยื่นไฟลิ่งกับสำนักงาน กลต. ให้กองทุน VAF และกองทุน VAF ถือหุ้นเพียง 3 สัปดาห์ ก็โอนออกไปขายให้กองทุน OGF และ ODF แล้ว ในวันที่ 1 กันยายน 2546 โดยกองทุนทั้งสามคือ VAF, OGF และ ODF มีที่อยู่เดียวกัน คือ เลขที่ L1, LOT7, BLK F, SAGUKING COMMERCIAL BLDG. LALAN PATAU-PATAU, 8700 LABUAN FT, MALYSIA แล้วคำอ้างว่า “วินมาร์คมีเงื่อนไขให้ทุกบริษัทต้องเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์” จะมีความน่าเชื่อถือได้อย่างไร

นาย มามุด มหาเศรษฐีชาวตะวันออกกลาง หากเป็นเจ้าของจริง SC และครอบครัวชินวัตรก็น่าจะได้เปิดเผยมานานแล้ว เพราะไม่เห็นว่ามีเหตุจูงใจใดๆต้องปกปิดเลย และน่าจะเชิญมาสัมภาษณ์หน่อยว่า “ในการซื้อ 6 บริษัทนี้ เขารู้จักหรือไม่ ? แต่ละบริษัททำไมตีราคาเท่ากันที่พาร์ ทั้งๆที่มูลค่าไม่เท่ากัน กำไร/ขาดทุนไม่เท่ากัน ? ทำไมขายไปให้ VAF 3 สัปดาห์ก่อนยื่นไฟลิ่ง ? และ แปลงร่างเป็น OGF และ ODF ทั้งๆที่อยู่ที่อยู่เดียวกัน หากเป็นการปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้น SC และนางบุษบา ดามาพงศ์น่าจะมีโทษฐานปกปิดความจริง และแสดงข้อความอันเป็นเท็จในหนังสือชี้ชวนอย่างจงใจ เพราะมีความร่วมมือในการทำทะเบียนถี่ๆกันหลายฉบับ คือ

ก) 13 สิงหาคม 2546 ซึ่ง Win Mark โอนหุ้นให้ VAF

ข) 28 สิงหาคม 2546 ซึ่ง VAF ยังเป็นผู้ถือหุ้น เพื่อการประชุมผู้ถือหุ้นในวันที่ 29 สิงหาคม

ค) 29 สิงหาคม 2546 ซึ่ง VAF ยังเป็นผู้ถือหุ้น ในรูปแบบทะเบียนผู้ถือหุ้นบริษัทมหาชน

ง) 1 กันยายน 2546 (วันจันทร์ ซึ่งเป็นวันทำการถัดจากวันที่ 29 สิงหาคม 2546) ซึ่ง VAF โอนหุ้นให้ OGF และ ODF ซึ่งมีที่อยู่เดียวกันกับ VAF

5.ทั้งนี้ น.ส.พิณทองทา ยังเบิกความตอบคำถามศาลด้วยว่า ในการดำเนินธุรกิจของครอบครัว จะมี นางกาญจนาภา หงษ์เหิน เลขานุการส่วนตัวของ คุณหญิงพจมาน มารดา ดูแลในชั้นปฏิบัติการเกี่ยวกับการจัดการเอกสาร และทรัพย์สินต่างๆ ภายใต้ความเห็นชอบของบิดาและมารดาซึ่งบิดาและมารดาดูแลนโยบายทั่วๆ ไป

ซึ่งน่าจะได้รับโทษ ครึ่งเดียวฐานสารภาพตรงๆ ว่ากระทำไปภายใต้ความเห็นชอบของบิดาและมารดา


Thursday, September 10, 2009

อัยการสั่งไม่ฟ้อง “สุนัย” หมิ่น “ทักษิณ” แฉคดีปกปิดหุ้นเอสซีฯ

Crime - Manager Online
อัยการสั่งไม่ฟ้อง “สุนัย มโนมัยอุดม” หมิ่น “ทักษิณ” ระบุดีเอสไอมีหลักฐานชัดเอาผิดคดีปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้นเอสซีแอสเสท ชี้ทำหน้าที่โดยสุจริต

วันนี้ (10 ก.ย.) นายณัฐพร โตประยูร ทนายความนายสุนัย มโนมัยอุดม อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 23 ก.ค.ที่ผ่านมา นายชูเกียรติ ธรรมรักษ์ อัยการอาวุโส รักษาราชการแทนอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา อัยการเจ้าของสำนวนมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องในคดีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มอบอำนาจให้นายอภิศักดิ์ อาภัสสมภพ ทนายความแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ให้ดำเนินคดีกับนายสุนัย ฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา กรณีให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 19 ส.ค.51 ทำนองว่าหลักฐานที่ดีเอสไอมีอยู่เพียงพอที่จะลงโทษ พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ อดีตภริยา ในคดีปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้นบริษัท เอสซี แอสเสท คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

“คดีนี้อัยการพิจารณาพยานหลักฐานในสำนวนการสอบสวนแล้วเห็นว่า นายสุนัยให้สัมภาษณ์ในฐานะเป็นอธิบดีดีเอสไอ ที่ได้สอบสวน พ.ต.ท.ทักษิณและพวก โดยเป็นการชี้แจงขั้นตอนการดำเนินคดีที่รับผิดชอบอยู่ รวมถึงชี้แจงสิทธิของ พ.ต.ท.ทักษิณ และเป็นการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับพยานหลักฐานที่พนักงานสอบสวนรวบรวมได้ในขณะนั้นว่ามีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะให้ศาลลงโทษผู้ถูกกล่าวหาได้หรือไม่เพียงใด ซึ่งได้กล่าวไปตามพยานหลักฐานตามการสอบสวน ไม่ได้แกล้งใส่ร้าย หรือจงใจให้เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง จึงขาดองค์ประกอบความผิดฐานหมิ่นประมาท ทั้งยังเป็นการกล่าวโดยสุจริตตามพยานหลักฐานในฐานะที่เป็นเจ้าพนักงาน ไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาท จึงมีคำสั่งไม่ฟ้อง” นายณัฐพร กล่าว



Label Cloud