Find Other Sides of Thai Politic. Update you on the political turmoil in Thailand.

อ่าน ทวิตเตอร์

Upcoming

Showing posts with label เปลว สีเงิน. Show all posts
Showing posts with label เปลว สีเงิน. Show all posts

Wednesday, May 20, 2009

บทเรียนการใช้ชาติ"ภักดีนักการเมือง" - เปลว สีเงิน




บทเรียนการใช้ชาติ"ภักดีนักการเมือง" | ไทยโพสต์
นี่ถ้าผมไม่รู้มาก่อนว่า "นายศุภรัตน์ ควัฒน์กุล" เป็นปลัดกระทรวงการคลัง และใครบอกว่าเป็นน้องชาย "นายธนินท์ เจียรวนนท์" เจ้าสัวซีพี ผมก็ต้องเชื่อสนิท เพราะท่านทั้ง ๒ หน้าตาประพิมพ์ประพายกันมากเหลือเกิน เพียงแต่คิ้ว-โหนกแก้ม-ประกายตา และสีผิวของใบหน้าคนละราศีกันเท่านั้น แต่แค่นั้นก็เพียงพอที่จะทำให้วิถีและเส้นทางเดินชีวิตของคนทั้งสองเข้าลักษณะ "คนละฝั่งถนน" ได้แล้ว!

แต่ถนนหนทางเดี๋ยวนี้เอาแน่ไม่ได้ เห็นคนละสาย คนละทิศอย่างนั้นเถอะ ตัดไป-ตัดมา อ้าว...ไปเชื่อมเป็นทางร่วมกันเสียแล้ว อย่างวันก่อนผมไปบางใหญ่ จะไปสุพรรณฯ ขับไป-ขับมา...หลง คนอื่นขับน่ะครับ ผมขับเป็นแต่เครื่องบิน จึงนั่งเฉยๆ แต่ดันไปโผล่เอาเพชรเกษมโน่น

นี่ก็เหมือนกัน เผลอๆ นายธนินท์กับนายศุภรัตน์อาจเป็นอย่างนั้นบ้างก็ได้ เพราะตอนนี้นายศุภรัตน์ก็ถือว่าเป็น "อดีตข้าราชการตกงาน" หลังจากที่ อ.ก.พ.กระทรวงคลังมีมติ "ไล่ออก" ไปแล้ววานนี้ (๑๘ พ.ค.๕๒)

ก็เป็นการไล่ออกตามที่ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดร้ายแรงทั้งทางวินัยและอาญา ฐานทุจริตต่อหน้าที่ในการแต่งตั้งรองอธิบดีกรมสรรพากร ๔ คน ไม่ชอบด้วยกฎหมายเมื่อหลายปีก่อนโน้น นอกจากถูกไล่ออกแล้ว ยังจะไม่ได้รับบำเหน็จ-บำนาญใดๆ อีกด้วย!

ผมไม่เคยเห็นหน้าค่าตานายศุภรัตน์ในสภาพ "ตัวเป็นๆ" มาก่อน เห็นแต่ทางโทรทัศน์ และตามหน้าหนังสือพิมพ์ แต่พูดจากใจจริง ก็ไม่รู้ซีนะ....เห็นหน้านายศุภรัตน์ทีไร วูบแรกของความรู้สึกที่บอกกับตัวเองคือ..

คนคนนี้น่าสงซ้าน..น่าสงสาร!?

ไม่ใช่เพิ่งมาสงสารเอาตอนนี้นะครับ สงสารตั้งแต่รัศมีความรุ่งโรจน์จับ คือเมื่อทักษิณเข้ามาเป็นนายกฯ และนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ มาเป็นรัฐมนตรีคลัง ในปี ๒๕๔๔ อธิบดีกรมสรรพากรที่ชื่อ "ศุภรัตน์" คนนี้ ฝีมือและความสามารถก็ "เข้าตา" ทั้งทักษิณและสมคิดทันที

ถึงขนาดนายสมคิดเจอหน้าใครที่ไหนเป็นต้องออกปากว่า "มีศุภรัตน์ช่วยทำงานซะคน ผมนอนตาหลับ ไม่ห่วงงานอะไรอีกแล้วในกระทรวงคลัง"!?

แรกๆ ผมก็ไม่รู้หรอกว่า "ศุภรัตน์" ที่รัฐมนตรีสมคิดพูดถึงหน้าตาเป็นอย่างไร แต่หลังจากเป็นอธิบดีกรมสรรพากรขวัญใจของ "ทักษิณ-สมคิด" นายศุภรัตน์ก็มีบทบาทเป็น "พระเอกหนังข่าว" เผยโฉมทางโทรทัศน์จนเป็นที่คุ้นหน้า-คุ้นตาชาวบ้านทั่วไป

และก็ตั้งแต่นั้นแหละ ผมเห็นหน้าขาวอมซีด ตาซ่อนแววเศร้าซับซ้อนของท่านทางโทรทัศน์ทีไร ความสงสารก็เกิดขึ้นเองบนฐานความรู้สึกที่ผุดขึ้นว่า

"อืมมมม...หน้าตาคนนี้ โดดเดี่ยว-อมทุกข์" จริงหนอ ทำงานอาสาจนตัวตาย "ขายชีวิต" ให้เขาได้ แต่ถึงคราวตัวเองต้องตายจริงๆ จะเหลียวไปทางไหน ก็หาใครช่วยได้ยาก"!

ก็อย่าไปคิดน้อยใจใครเลยครับ ทั้งกรรมที่เราสร้างลิขิต และทั้งวาสนาแต่ปางบรรพ์ มันถูกกำหนดเป็น "ชะตาหักเห-ด้วยอาภัพ" ขีดไว้เป็นลายแทงบนใบหน้ามาแต่กำเนิดแล้ว ถึงรู้-ไม่รู้ เราก็ต้องเดินไป ทำไงได้ล่ะ...เนอะ!

ก็ขอเอาใจช่วยครับ ปลัดศุภรัตน์...ท่านเป็นอันที่รักของข้าราชการกระทรวงคลังและผู้ได้สัมผัสการทำงานร่วมกันกับท่านทุกคน ครอบครัวท่าน ตระกูลท่าน จงภูมิใจเถิดว่า "ท่านปลัดศุภรัตน์ผู้นี้ สว่างมา-สว่างไป" มิได้มืดมนในบั้นปลายตามนิยามความหมายแห่งการถูกไล่ออกจากราชการ

นั่นเป็นวิบากแห่งกรรม ซึ่งแต่ละคนก็มีแตกต่างกันไป ทั้งโลก และมนุษย์ต่างรู้เต็มหัวใจว่า ครั้งนี้ ท่าน "ปลัดศุภรัตน์" ใช้กรรมที่ตัวเองถูกคนอื่นยืมมือก่อโดยแท้!

ขอให้คุณงามความดีที่ท่านขยันหมั่นเพียร ตั้งอก-ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ราชการเป็นประโยชน์แก่ชาติบ้านเมืองด้วยสุจริตเป็นที่ตั้งมาช้านาน จนทุกคนออกปากเป็นเสียงเดียวกันว่า "เสียดายท่านปลัดศุภรัตน์" ที่ต้องมาพลาดพลั้งเพราะ "ทำตามใบสั่งการเมือง" ด้วยซื่อเพียงครั้งเดียว โดยที่ตัวเองเนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้รองนั่ง แต่สุดท้ายแล้วต้องเอา "กระดูกมาแขวนคอ" เช่นนี้

ก็ขอให้คำอุทธรณ์ต่อ "คณะกรรมการพิทักษ์คุณธรรม" จงมีผล ผ่อนหนัก-เป็นเบาเถิด เพราะคนอย่างท่านยังมีคุณค่าและความหมาย และทั้งชีวิตบั้นปลาย ท่านยังต้องนำ "ความหมาย" ในชีวิตท่านมาทำงานรับใช้ให้เป็นประโยชน์บ้านเมืองอันเป็นส่วนรวมอีก!

เอาเถอะ ใครจะคิดอย่างไรต่อท่านในกรณีนี้ก็ช่าง แต่ท่านโปรดทราบเถอะว่า อย่างน้อยก็มีผมคนหนึ่งละที่เข้าใจ คนชื่อศุภรัตน์ ควัฒน์กุล "ไม่เป็นอย่างที่บางคนคิดว่าเป็น"

อืมมมม...พูดถึง "ศุภรัตน์ ควัฒน์กุล" ปลัดกระทรวงการคลังแล้ว อดนึกถึงอีกปลัดหนึ่งไม่ได้ คือ "ปลัดกระทรวงสาธารณสุข" นามว่า "ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์"

อนาคตของท่านจะมีจุดจบทางราชการ "ก่อนเกษียณ" เหมือนปลัดศุภรัตน์ หรือจะอยู่ไปจนมีจุดจบทางราชการ "หลังเกษียณ" เหมือนคุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ ยากบอกได้?

ก็ขึ้นอยู่กับมิติของเจ้ากระทรวงสาธารณสุขคนปัจจุบัน "นายวิทยา แก้วภราดัย" ว่าจะบริหารเรื่องราวที่เป็นคดีความทุจริตคอรัปชั่นในกระทรวงด้วยมาตรฐานแบบไหน เพราะผมจำได้ว่า เมื่อต้นปี "สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน" ทำหนังสือถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ ป.ป.ช.ให้ดำเนินคดีอาญากับ "นายปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์" ปลัดสาธารณสุข และคนอื่นๆ อีกหลายคน

ในข้อหา "จัดซื้อรถพยาบาลฉุกเฉินโดยวิธีพิเศษ" จนเข้าข่าย พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.๒๕๔๒!

โน่นแน่ะ เรื่องตั้งแต่ปี ๔๗-๔๘ เริ่มในยุคเจ้ากระทรวงนายหญิงส่งมา ทั้งล็อก ทั้งรื้อสเปก ทั้งประมูล ทั้งล้มประมูล นัวเนียกันถึง ๘-๙ ครั้ง จนครั้งสุดท้าย คงด้วยปาฏิหาริย์แห่งนายหญิงนั่นแหละ ข้าราชการประจำพร้อมคณะกรรมการจัดซื้อจึงทำให้เสร็จสมอารมณ์หมายด้วยคำว่า "จัดซื้อรถพยาบาลฉุกเฉินด้วยวิธีพิเศษ"

ฉุกเฉินไปด้วยวงเงินตั้ง ๓๐๐-๔๐๐ ล้าน สำหรับรถพยาบาลฉุกเฉิน ๒๐๐ กว่าคัน ที่ สตง.ตรวจแล้วชี้มูลความผิดว่า

"มีความพยายามในการปรับปรุงคุณลักษณะเฉพาะเพื่อให้เอื้อต่อบริษัทที่เข้าประกวดราคาได้เพียงบริษัทเดียว ถือเป็นการไม่เปิดให้มีการแข่งขันอย่างป็นธรรม และการปรับลดคุณลักษณะเฉพาะ จนถึงลงมติให้มีการจัดซื้อนั้น มีการดำเนินการอย่างรีบร้อนและรวบรัด โดยใช้เวลาเพียงแค่ ๓ วันเท่านั้น"

ท่านปลัดปราชญ์นี่แหละ เป็นหัวเรี่ยวหัวแรง หรือพูดตรงๆ ก็คือ เป็นหัวหน้าทำงานทุกสิ่งทุกอย่างนำไปสู่การจัดซื้อพิเศษนี้ และขณะนี้ทาง สตง.ทำหนังสือแจ้งให้ดำเนินคดีอาญาปลัดปราชญ์กับคณะไปแล้วตั้งแต่เดือนกุมภา แต่ก็เห็นเงียบจ๋อย ไม่เห็นนายวิทยา หรือนายกฯ จะเดินตามมาตรฐานที่เคยปฏิบัติต่อข้าราชการที่ถูกชี้มูลความผิดอาญาร้ายแรงแต่อย่างใด?

ผมเห็นไล่ออกนายศุภรัตน์ ก็เลยนึกเรื่องนี้ขึ้นมาได้ จะต่างกันตรงที่คดีนายศุภรัตน์ ป.ป.ช.ชี้มูลคดีแล้วแจ้งมติให้เจ้ากระทรวงทราบ และ อ.ก.พ.ลงมติให้ไล่ออกตามมติ ป.ป.ช. ส่วนรายของปลัดปราชญ์ เรื่องยังอยู่ในขั้นตอน ป.ป.ช. โดย สตง.ตรวจสอบ พบความผิดจึงแจ้งให้ตำรวจดำเนินคดีอาญาด้วย

ตามมาตรฐานระเบียบปฏิบัติ ในขั้นแรก เพื่อความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ในระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้น จะต้องย้ายปลัดฯ ไปช่วยราชการที่สำนักนายกฯ ไว้ก่อน เพื่อไม่ให้มายุ่งเหยิงพยาน-หลักฐาน เมื่อตรวจสอบเสร็จแล้วตามกำหนด ถ้าพบว่ามีมูลตามที่ สตง.แจ้ง ก็เข้าสู่กระบวนการกฎหมายขั้นตอนต่อไป แต่ถ้าพบว่าไม่มีมูล ก็ย้ายเขากลับมาเป็นปลัดเหมือนเดิม

แต่นี่...รัฐมนตรีสาธารณสุข "นายวิทยา" ไม่ทำอะไรให้ปรากฏว่าเป็นการเอื้อเฟื้อต่อกฎระเบียบบ้านเมืองซักอย่าง และทั้งไม่ทำให้ปรากฏด้วยว่า เอาจริงเอาจังต่อการปราบปรามทุจริตคอรัปชั่นในวงราชการ การทำเป็นไม่รู้-ไม่ชี้อย่างนี้ ระวัง...จะเป็นบรรทัดฐานเลวทางบริหารที่รัฐมนตรีประชาธิปัตย์สร้างไว้ให้เป็นตัวอย่าง

หรือจะคิดว่า อีกไม่กี่เดือนปลัดปราชญ์ก็เกษียณแล้ว ทำเป็น (แกล้ง) ลืมๆ แล้วก็เลือนหายไปเอง ผมจะบอกให้ นอกจาก "ของหลวง" จะตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้แล้ว คดีความก็เหมือนกัน ใช่ว่าเกษียณแล้ว เรื่องคดีจะเกษียณตามไปด้วย ดูอย่างคุณหญิงทิพาวดีเห็นมั้ยล่ะ?

เรื่องก็ค้างคา มาตั้งแต่สมัยที่เป็นเลขาฯ ก.พ.จนกระทั่งไปเป็นรัฐมนตรีใหญ่โต ออกจากรัฐมนตรีไปเที่ยวรอบโลกสบายใจเฉิบ แล้วเมื่อตอนต้นปีนี้ กรรมเพิ่งมาส่งผล ป.ป.ช.มีมติให้พิจารณาโทษทางวินัยร้ายแรง ฐานปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยจงใจ ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบทางราชการ

จะถูกเรียกเงินเดือน บำเหน็จ-บำนาญคืนย้อนหลังก็ยังพอทำเนา แต่ที่ต้องถูกดำเนินคดีอาญา มีคุก-ตะรางเป็นเดิมพันนี่ซี กินทิฟฟี่ทั้งแผงก็ไม่หายปวดหัว!

นี่...ปลัดปราชญ์ดูไว้เป็นมรณานุสติ นึกว่าจะหนีคดีความทางราชการพ้นหรือ ไม่ถูกวันนี้ เกษียณไปแล้ว นอนกระสับกระส่ายรอว่าเรื่องจะย้อนกลับมาหาตัววันไหน มันทรมานใจมิใช่เล่นนะ

Thursday, April 23, 2009

เกมนี้"มันจบแล้ว"สำหรับกบฏทักษิณ - เปลว สีเงิน 23-04-2009

ไทยโพสต์ - เปลวสีเงิน

ก็แปลกดี  เผาบ้าน-แยกเมือง  เสร็จแล้วแทนที่จะตกเป็นผู้ต้องหาก่อจลาจล  ทำลายความมั่นคง-ล้มล้างสถาบันหลักของชาติ   แต่  ส.ส.แกนนำก่อจลาจล  "นายจตุพร  พรหมพันธุ์"  และคณะพรรคเพื่อไทย  กลับใช้วาทกรรมพลิกตัวเองขึ้นเป็นผู้เสียหาย  กล่าวหารัฐบาล  และทหารว่าฆ่าพวกเขาตาย-เจ็บเป็นร้อยๆ  แล้วแอบลำเลียงศพไปเผาที่โน่น-ที่นี่

  พูดง่ายๆ  คือ  เจ้าหน้าที่ผู้รักษาบ้านเมืองแทนที่จะเป็นโจทก์  กลับกลายเป็นจำเลย  ส่วนผู้ก่อจลาจลในบ้านเมือง  แทนที่จะเป็นจำเลย  กลับกลายเป็นโจทก์  แล้วอย่างนี้ไม่แปลกหรือ?

     แต่ถ้าใครเข้าใจยุคสมัยแล้วจะไม่แปลก  ก็อย่างที่บอกนั่นแหละ  ยุคนี้เป็นยุค  "สื่อสารครองโลก"  ใครยึดสื่อได้ก่อน  ก็เป็นผู้ครองโลกได้ก่อน  คนที่เข้าใจตรงนี้ดีที่สุดคือ  "ทักษิณ  ชินวัตร"  เพราะฉะนั้น  เขาและบริวารจึงสามารถพลิกแพลงความเป็นโจทก์  หรือความเป็นตัวนำได้ก่อนเสมอ

     เขาทำอย่างไร..?

     ก็ด้วยการอาศัย  "ไมค์สื่อ"  ที่จ่อปากเป็นเครื่องมือ  พลิกลิ้น  ปลิ้นปล้อน  หน้าด้าน  พลิกดำเป็นขาว-พลิกขาวเป็นดำ  ให้กลายเป็นข่าวกรอกหู-กรอกตาประชาสาธารณชนผ่านจอ  เรียกว่า  "ชิงพื้นที่ข่าว"  ก่อนได้เปรียบ  อะไรประมาณนั้น

     พวกหนังหนา-หน้าด้าน  ไร้ซึ่งหิริ  โอตตัปปะเช่นนี้  คนบุราณท่านจัดอยู่ในประเภท  "คนระยำ  ใส่ครกตำ  สักพันปี  ก็บ่มี  ซึ่งยางอาย"!

     สื่อประเภทถือไมค์  ผมสังเกตว่าถูกใช้เป็นเครื่องมือง่ายมาก  และมากต่อมาก  ถ้าวัดระดับความเฉลียวดฉลาดในด้านสื่อแล้ว  ผมว่านายจตุพร  พรหมพันธุ์  ฉลาดเหนือชั้นกว่านักข่าว  และหัวหน้าข่าวโทรทัศน์หลายๆ  ช่อง  เพราะหลังจากหนีไปตั้งหลักอยู่วัน-สองวัน  พอโผล่หน้าก็มีสื่อเป็นม้าใช้  รุมกันเอาไมค์จ่อปาก

     แล้วจตุพรก็ลากไป  ว่าฝ่ายรัฐบาล  ให้ทหารลากปืนมาฆ่าประชาชนเสื้อแดงตายเป็นเบือบ้าง  ทหารขนเอาศพไปแอบเผาทิ้งบ้าง  พวกเสื้อแดงทำถูกทั้งหมด  ฝ่ายรัฐบาล-ทหารทำผิดทั้งหมดที่มาปราบปรามประชาชน  ซ้ำไม่กระดากปากปลิ้นปล้อนไปซึ่งๆ  หน้าว่า  พวกเขา-พวกเสื้อแดงไม่ใช่เป็นคนยิงใส่มัสยิด  มีคนสวมรอยป้ายความผิดไปให้พวกเขา

     เที่ยงๆ  บ่ายๆ  ค่ำๆ  คำสามานย์เหล่านั้นก็ได้ออกเป็นข่าวตามแผน  "กบฏแผ่นดิน"  ที่หลอกใช้สื่อโทรทัศน์กระจายข่าวสารจาก   "คณะก่อการทักษิณ"  สู่ประชาชน  ทั้งใกล้ปืนเที่ยง  และไกลปืนเที่ยง  เรียกว่าตั้งประเด็นเป็นโจทก์ไว้ก่อน-ได้เปรียบ  แล้วฝ่ายทหาร-ฝ่ายรัฐบาลก็เป็นฝ่ายคลานตามมาแก้  (ตัว)  ซึ่งเสียเปรียบในเชิงจิตวิทยามวลชน

     เมื่อพลิกลิ้นได้เปรียบเชิงกลทางข่าวสารที่  ถึงเร็ว-ถึงไว  และถึงก่อน  ไปแล้ว  ก็คิดเค้นประเด็นใหม่เป็นเหยื่อล่อให้สื่อไล่งับใหม่ไปเรื่อยๆ  ในภาษาสื่อเขาบอกว่า  "ประเด็นไม่ด้าน"  ถ้าไม่มีประเด็นใหม่มาหลอก  สื่อก็จะไม่เอาไมค์มาจ่อปาก  หรือจ่อปาก  คนข้างในก็จะไม่ตัดต่อออกหน้าจอสู่ประชาชน

     จตุพรศิษย์เอกทักษิณเขาเก่ง  ปล่อยข่าวเท็จจนฮิตติดชาร์ตไปแล้ว  ๒  ประเด็น  ทั้งเรื่องเสื้อแดงถูกทหารยิงตายเอาศพไปแอบเผา  กับเรื่องทหารเอาปืนจริง-กระสุนจริงมายิงเสื้อแดง  ก็เปิดประเด็นใหม่ตามแผน  "ใช้สื่อเป็นสากกะเบือ"  ไล่ทุบตีฝ่ายตรงข้าม

     รถแก๊สปิดถนน  ขู่บึ้มมมมม  ทลายกรุง  ตั้ง  ๒-๓  คันทั้งย่านดินแดงและราชปรารภ  อันเป็นหลักฐานประจานความชั่วร้ายขบวนการทักษิณ  นั้น  มันตวัดลิ้นไปว่า  หาใช่เกิดจากการกระทำของพวกเขาไม่

     หากแต่มีคนอีกฝ่ายจงใจ  "จัดฉาก"  ให้ฝ่ายเขาเป็นโจร....ดูมันพูดเข้า!?

     แม้กระทั่งจลาจลนางเลิ้ง  เสื้อแดงคลั่งยิงชาวบ้านตายไป  ๒  ศพ  มันยังกล้าพูด  หาใช่ฝีมือพวกมันไม่  หากแต่มีใครอีกฝ่ายสวมรอย  แล้วป้ายความผิดให้กบฏแผ่นดิน

     พรุ่งนี้ไม่รู้เขาจะคิดสรรปั้นประเด็นอะไรมาหลอกใช้สื่อ  และลากรัฐบาล-ทหาร-ตำรวจ ให้ตกเป็นจำเลยตามไปแก้ข้อกล่าวหาอีก  ก็ช่วยไม่ได้ครับ  ในตำราบอกว่า  "การศึกย่อมไม่หน่ายเล่ห์"  ฉะนั้น  เมื่อไม่คำนึงถึงคุณธรรม  มโนธรรม  และความงามสง่าในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์

     นายจตุพรและ  ส.ส.เพื่อไทย  เขาก็มีสิทธิ์ทำทุกอย่างเพื่อให้ฝ่ายตัวเองได้เปรียบ  และได้มวลชน  เช่นเดียวกัน  ฝ่ายรัฐบาล-ทหาร-ตำรวจ  ซึ่งเป็นฝ่ายรักษากฎหมาย  รักษาบ้านเมือง  และบริหารราชการงานเมือง  เรียกว่าได้เปรียบทั้งทางเงื่อนไข  และทางกลไกรัฐ  แต่ในเมื่อไม่สามารถใช้สิ่งที่เหนือกว่าชิงความได้เปรียบ  แม้กระทั่งสื่อโทรทัศน์ก็เป็นของรัฐ

     แล้วจะให้ไปโขกสับ-ด่าทอนายจตุพร  หรือนายตะแบงปากพูด-ตะแคงตูดถ่ายคนไหน  ก็ไม่รู้จะทำไปเพื่ออะไรกัน  ในชนชั้นไร้เสียแล้วซึ่งสำนึกแห่งชาติ  และมโนธรรมแห่งวิญญูชน

     คนในอาชีพสื่อ-ถือไมค์ทุกวันนี้  ก็น่าเห็นใจ  หน้าที่ของเขาคือซับข่าวสารกลับเข้าไปข้างในให้ได้มากที่สุด  และทุกอย่างขึ้นกับวินิจฉัยบุคลากรภายในว่าอะไรควรนำใส่จอ  แต่คนดูภายนอกไม่ค่อยเข้าใจ  ดี-ร้าย  ก็เหมาลงไปที่คนถือไมค์  และคนแบกกล้องจ้องถ่ายหมด

     ซึ่งผมก็เห็นใจ  และเข้าใจในข้อจำกัด  "นักรบถือไมค์"  ทั้งหลาย  ในภาวะสถานการณ์เป็นตาย  ประดาบกับ  "ตัวข่าว"  ทีไร  กลายเป็นเครื่องมือให้เขาไปโดยปริยายทุกที  เหตุผลง่ายๆ  ก็คือว่า  มีหน้าที่จ่อไมค์  แต่ไม่รู้จะตั้งประเด็นจี้ซักถามอะไร  เนื่องจากเหตุไม่มีภูมิในตัว  หรือไม่เคยทำการบ้านในเรื่องราวข่าวสารนั้นๆ  มาก่อน  จึงไม่มีฐานข้อมูลเป็นตัวรับและตัวรุก  คือการตั้งประเด็นซักไซ้  และถามแย้งกลับไปในการสัมภาษณ์

     ไมค์เลยถูกใช้เป็นสากกะเบือ  ให้เขาพูดลากไปตามประเด็นที่เขาตั้งใจจะใส่ร้ายป้ายสีใคร  หรือตามที่ตั้งใจจะพลิกแพลงตะแบงข่าวจากขาวเป็นดำสู่สังคม!

     เห็นมีคำถามยอดฮิตติดปากสื่อที่ได้ยินประจำทางหน้าจออยู่ประโยคเดียวซ้ำๆ  ซากๆ  คือ...ท่านครับ..ท่านคะ..เรื่องนี้ท่านว่าไงครับ  หรือไม่ก็..เรื่องนี้ไปถึงไหนแล้วคะ?

     นักการเมือง  หรือนักกวนเมืองได้ยินแล้วก็หัวเราะในใจ  จับไต๋ได้ว่าคนถามมีแต่ขี้คาไส้  นอกนั้นกลวงโบ๋  จึงให้ข่าวในลักษณะ  "หลอกใช้สื่อ"  เป็นเครื่องมือสู่เป้าหมายของเขา

     เนี่ยะ..ตั้งแต่  ๑๔  เมษา  ฝ่ายกบฏทักษิณ  "ออกแผน"  เป็นแคมเปญช่วงชิงมวลชนทางการตลาด  โดยชูประเด็น  ทหารใช้กระสุนจริงยิงเสื้อแดง  ทหารฆ่าเสื้อแดงเอาศพไปเผา  รัฐบาลใช้  ๒  มาตรฐานในการจับกุม  และต่างๆ  นานา  สุดแต่ความหนาจะเสกสรรค์ปั้นแต่งขึ้นมาสาดสี  ซึ่งนอกจากเป็นการโต้กลับแล้ว  ยังเป็นการกลบเกลื่อนความชั่วร้ายฝ่ายตัวเองที่ปล้นบ้าน-เผาเมืองอีกด้วย!

     กบฏทักษิณ  นายจตุพรและคณะพรรคเพื่อไทย  ไม่เห็นพูดถึงบ้างเลยว่า  นับแต่วันที่  ๘ เมษายน  ๒๕๕๒  ที่ทักษิณวิดีโอลิงค์มาถึงมวลชนเสื้อแดงอันรายล้อมทำเนียบรัฐบาล  และบ้านประธานองคมนตรีแน่นหนา  ด้วยคำปลุกเร้าประโยคหนึ่งว่า

     "เมื่อข้าอยู่ไม่ได้  ก็อย่าหวังว่าใคร  หน้าไหนจะอยู่ด้วยความสงบ"

     แล้วบรรดาสาวกเสื้อแดงก็ฮึกเหิม  ฮือก่อการจลาจลเมืองตามคำทักษิณสั่ง  ปิดถนนเฉพาะที่  และดาวกระจายตามปกติ  ก็ไม่ว่ากัน  แต่การไล่ปิด-ไล่ยึดทั้งกรุงเทพฯ  จนเป็นเมืองร้าง

     -ยึดรถเมล์มาเผา

     -ไล่ทุบ  ตามล่า  ไล่ฆ่านายกฯ  และคณะ

     -บุกโรงแรมรอยัลคลิฟบีช  พังการประชุมอาเซียนซัมมิต

     -ปิดดินแดง  ใช้รถแก๊สหวังระเบิดกรุง  ปาระเบิดเพลิงทำร้ายทหาร

     -กราดอาวุธสงครามใส่ศาลรัฐธรรมนูญ  หวังฆ่าคณะตุลาการ

     -ก่อจลาจล  สุมไฟ  แล้วไล่ยิงชาวบ้านนางเลิ้ง  ๒  ศพ

     -ย่ำยีศาสนสถานพี่น้องชาวมุสลิมย่านถนนเพชรบุรี

     ยังไม่นับที่จ้วงจาบหยาบช้าต่อสถาบันเบื้องสูง  และปลุกเร้า-ปลุกระดม  ให้กองกำลังเสื้อแดงลุกฮือยึดศาลาจังหวัดในแต่ละจังหวัด  อันเข้าข่ายกบฏแยกบ้าน-แยกแผ่นดิน

     นี่..ย่อๆ  แค่นี้  นายจตุพร  และคณะ  ส.ส.เพื่อไทย  ในเมื่อเรียกร้องความเป็นธรรม  เรียกร้องความถูกต้อง  เรียกร้องมาตรฐานในปฏิบัติการของตำรวจ-ทหาร  และรัฐบาล  แล้วทำไม่เห็นหยิบยกประเด็นเหล่านี้ขึ้นมาถามบ้างล่ะว่า

     "หมาหรือคนตัวไหนมันทำระยำต่อเมือง"?

     มันถูกต้องหรือไม่  มันเกินเลยกว่าการชุมนุมตามกรอบรัฐธรรมนูญหรือไม่  มันเป็นการก่อจลาจลปล้นยึดประเทศหรือไม่  และเข้าข่ายอาชญากรก่ออาชญากรรมหรือไม่?

     มากล่าวหาทหารทำรุนแรง  เอากระสุนจริงมายิงล้อรถเมล์ทะลุ  ซึ่งมันปลายเหตุ  ในเมื่อต้นเหตุก่อจลาจลเผาเมือง-ฆ่าชาวบ้านดังที่กล่าวมา  ถ้าทหาร-ตำรวจจะยิงให้ตายโหง-ตายห่าไปบ้าง  ผมว่าไม่มีใครพุทโธ  หรือติดใจสงสัยอะไรด้วยซ้ำ  มีแต่ตอนนี้ทั้งชาวบ้าน  และชาวโลกด้วยซ้ำที่กังขา

     รัฐบาล  ตำรวจ-ทหารประเทศไทย  "ใจพุทธ"  หรือว่า  "ใจไม่ถึง"?

     ทีทำหยาบช้า-ป่าเถื่อนกับบ้านกับเมือง  กับพี่น้องประชาชนด้วยกัน-ทำได้  ครั้นเจ้าหน้าที่บ้านเมืองเขาทำหน้าที่ระงับยับยั้ง  ไม่ฆ่า-ไม่แกง  กลับแว้งกัด  ตัดประเด็นมาเสแสร้งใส่ไคล้กล่าวหา...ทหารฆ่าประชาชน

     ก็มันสมควรฆ่ามั้ยล่ะ....ถ้าเขาจะฆ่าจริงๆ  น่ะ  ไม่ปล่อยให้มายึดสภาฯ  เป็นกระดองเห่าอยู่อย่างนี้หรอก  ยิ่งลูกอีช่างสังเกตอะไรนั่นน่ะ  ทหารไม่เอากาบกล้วยคลุกขี้แมวท้องเสียแล้วราดสีแดงไปแพ่นตรงกลางกบาล  ให้มันร้องโฮๆ  ไปให้พ่อมันที่นิการากัวขัดหัวมันแผล็บให้  ก็นับว่าบุญแค่ไหนแล้ว?

     แสดงเดชศักดา  "ล่มประเทศ"  ตัวเองบูชาเจ้านาย  "กบฏทักษิณ"  กันไปเถอะ  มันจบแล้วสำหรับทักษิณที่จะได้กลับมา  "จูบแผ่นดิน"  อย่างครั้งก่อน  "บิน ลาดิน"  ที่โลกประณามเป็นผู้ก่อการร้ายโลกนั้น  ชั่ว-ดี-ถี่-ห่าง  บิน  ลาดิน  ทำทุกอย่างเพื่อปกปัก-พิทักษ์รักษาสถาบันเชื้อชาติ  ศาสนา  และวัฒนธรรม  ประเพณีของเขา

     บิน  ลาดิน  ไม่เคยทำลายประเทศชาติบ้านเมืองตัวเอง  และพี่น้องร่วมชาติ  ร่วมเผ่าพันธุ์ตัวเองเลย!

     แต่ทักษิณ  ชินวัตร  ล่ะ  ทำลายทั้งประเทศชาติตัวเอง  ทำลายทั้งสถาบันหลักของชาติตัวเอง  ทำลายทั้งพี่น้องร่วมชาติ-ร่วมเผ่าพันธุ์ตัวเอง  เพื่อปกปักรักษาสมบัติตัวเอง  อำนาจตัวเอง  และตระกูลตัวเอง  ในขณะที่มันให้ลูก-เมียบินหนีออกจากประเทศไทยไป  "ลอยชาย-ช็อปปิ้ง"  อยู่ต่างประเทศ  แล้วมันก็หลอกให้ชาวบ้านสวมเสื้อแดงก่อการกบฏบ้าน-กบฏเมือง...เพื่อมัน  อย่างนี้มันเลวกว่า  "ผู้ก่อการร้าย"  แล้วจะยอมตาย-ขายชาติให้กับคนจัญไรเช่นนี้ได้อย่างไรกัน?

Tuesday, April 21, 2009

เปลวสีเงิน - ภาวะผู้นำในถ้ำเสือ-วังมังกรของอภิสิทธิ์

เปลว สีเงิน ไทยโพสต์ 20-04-2009

ก็ผ่านยกที่   ๒  ไปได้แบบใจหาย-ใจคว่ำ  สำหรับ  "นายกฯ  อภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ"  แต่ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่า  "ยืนครบ  ๕  ยก  หรือไม่ครบ"  จากวันที่  ๒๑  เมษายน  ๒๕๕๒  ไปถึงเดือนสิงหาคม  ๒๕๕๒  นับเป็นยกที่  ๓  และระหว่างเดือนพฤษภาคม-๙  มิถุนายน  คือตอนกลางๆ  ยก  ฝ่ายตรงข้าม  (ก็ยังไม่รู้ว่าใคร)  อาจประเคนอาวุธทุกชนิดเข้าใส่หวังเผด็จศึกอีก  หมายความว่า  "นายกฯ  ต้องต่อสู้ทุกวินาที  ต่อสู้ทั้งคู่ชก  ต่อสู้ทั้งกรรมการ  ต่อสู้ทั้งพี่เลี้ยง  ต่อสู้ทั้งคนดู  ไม่มีเวลาให้พักหายใจ  แต่ไม่เป็นไร  เพราะราศี  "สุภาพบุรุษสังเวียน"  เริ่มจับแล้ว!

     แบบนี้แหละที่เรียกว่า  "รสชาติของชีวิต"  เป็นนายกฯ  ให้เขาอิจฉา  ดีกว่าเป็นนายกฯ  ให้เขาสมเพชเวทนา  ต่อยมา  ๒  ยกถึงเลือดโชกแต่ก็คุ้ม  เพราะได้ใจประชาชนคนไทยส่วนใหญ่ไปพะเรอเกวียน  ถ้ายก  ๓  นี้ไม่ถูกเขาน็อก  สามารถโชว์ลีลางามๆ  อีกซักดอก-สองดอก  ผมเชื่อว่า  ไม่มีใครกล้าเรียก  "นายกฯ  คุณหนู"  อีกต่อไป

     ศรัทธาจากประชาชนนั่นแหละ  จะเกิดเป็นรังสีที่เรียกว่า  "บารมีผู้นำ"  ๓-๔  เดือนที่ผ่านมา   ท่านเป็นนายกฯ  ที่บรรดาข้าราชการ  ทหาร-ตำรวจ  ทุกกระทรวง  ทบวง  กรม  "ท้าทายอำนาจ"  นั่งที่ไหนก็นินทารัฐบาลใหม่กันที่นั่น  ซึ่งก็น่าเห็นใจ  เพราะเขาเติบโต-ไต่เต้า  ชินกับการอยู่-การกินภายใต้ระบอบทักษิณมาตั้ง  ๕-๖  ปี

     เมื่อเปลี่ยนขั้วอำนาจใหม่  มันทำใจยาก...ว่างั้นเถอะ  อย่าว่าแต่ตำรวจ-ทหารเข้าแถวรับเครื่องแบบ  "แดงทักษิณ"  สวมทับเครื่องแบบตำรวจ-ทหารเลย  ที่เห็นเสื้อแดงมาชุมนุมกันเป็นหมื่นๆ  นั่นน่ะ  ส่วนหนึ่งคือบรรดา  "คุณครู"  ที่ใช้เวลาว่างตอนปิดเทอมมาทำประโยชน์ให้สังคมด้วยการ  "สวมเสื้อแดง"!

     การปักทวนสู้มรสุมศึกของอภิสิทธิ์ครั้งนี้  นอกจากประชาชนหันมาเทกำลังใจ  หนุนหลังให้  "สู้มัน"  แล้ว  ผมสังเกตว่า  นับจากวันที่  ๑๔  เมษายนเป็นต้นมา  ใจบรรดาข้าราชการใหญ่  นายทหาร-นายตำรวจ  ระดับแม่ทัพ  นายกอง  เริ่มเปิดอ้ารับบารมีอภิสิทธิ์ในฐานะ  "ผู้นำอำนาจ"  บ้างแล้ว

     ย้อนหลังกลับไปวัน-สองวัน  วันที่นายกฯ  อภิสิทธิ์ออกแถลงการณ์  โดยมีแม่ทัพใหญ่ทั้งหลาย  รวมทั้งปลัดกระทรวงนั่งล้อมรอบโต๊ะประชุมรูปไข่โดยมีโต๊ะหมู่บูชาอยู่ข้างๆ  ไม่ใช่ผมเห็นคนเดียว  คนไทย-เทศที่ดูโทรทัศน์ทั่วประเทศ  หรือทั่วโลกต่างก็เห็น....

     เห็นอะไรล่ะ?

     เห็นหน้า  รมว.กลาโหม  พลเอกประวิตร  วงษ์สวุรรณ  เห็นหน้า  ผบ.สส.พลเอกทรงกิตติ   จักกาบาตร์  เห็นหน้า  ผบ.ทบ.พลเอกอนุพงษ์  เผ่าจินดา  เห็นหน้า  ผบ.ทร.กำธร  พุ่มหิรัญ  และ  ฯลฯ

     นายกฯอภิสิทธิ์-สู้  ประกาศ  พ.ร.ก.ฉุกเฉิน  ต่อหน้าแม่ทัพ  นายกอง  และบรรดาข้าราชการใหญ่

     แต่...ตั้งแต่รัฐมนตรีกลาโหมลงไปยันแม่ทัพ-นายกองทั้งหลายที่นั่งเป็นพระอันดับ  ต่างก้มหน้า  หลุบสายตา  ในขณะที่นายกฯ  อภิสิทธิ์พูดให้ความมั่นใจกับประชาชนไป  แต่ดูเหมือนใจของคนที่นั่งอยู่รอบๆ  ตัวท่าน  ต่างโผบินไปสยบอยู่ใต้บารมีเสื้อแดงทักษิณหมดแล้ว!?

     สถานการณ์จาก  ๑๑-๑๒-๑๓  เม.ย.ทั้งตำรวจ  ทั้งทหาร  ทั้งข้าราชการ  "ทุกคน-ทุกฝ่าย"  ลงความเห็นตรงกันว่า  "อภิสิทธิ์ตายแน่"  ตายในทันทีที่  "ตำรวจ-ทหารบก-ทหารเรือ"  เปิดทางให้ม็อบเสื้อแดงบุกโรงแรมรอยัลคลิฟ  พังการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน  (นายกฯ  อภิสิทธิ์ตายเพราะ  "ตายใจ"  ให้กับ  "นายสุเทพ-นายเนวิน"  ที่วางตนเป็น  "ขุนพลใหญ่"  ในวันนั้นตะหาก)!

     จนกระทั่งเช้ามืดวันที่  ๑๔  เม.ย.หลังจากที่เปลี่ยนตัวผู้อำนวยการเฉพาะกิจแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน  จากนายสุเทพ  เทือกสุบรรณ  ไปเป็นพลเอกทรงกิตติ  จักกาบาตร์  และยุทธการ  "นิ้วมือไหมบีบไข่แม้ว"  ได้เริ่มขึ้นจนม็อบเสื้อแดงแตกสลาย  แกนนำ  ๒-๓  คนเข้ามอบตัว  ฝ่ายรัฐบาลสามารถเข้าควบคุมสถานการณ์ได้ทั้งหมด

     ประชาชนเฮ....ซูกฮกยกอภิสิทธิ์เป็น  "สุภาพบุรุษนักสู้หน้าหยก"  ตัวจริง!

     ไม่เพียงประชาชนมั่นใจในตัวนายกฯ  ของเขาเท่านั้น  ตัวนายกฯ  เองก็มีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น   เพราะสิ่งที่เคลือบแคลงสงสัยมานาน   บัดนี้ก็หายสงสัยเข้าใจกระจ่างแล้วว่า  ถ้าจริงใจต่อประชาชน  ประชาชนก็ย่อม  "มีใจ"  ให้เสมอ

     ที่ผมพูดย้อนเรื่องเก่ามา  ๒-๓  พารากราฟนี้  เพราะเมื่อวานนี้  (๑๙  เม.ย.)  นายกฯ   เรียกประชุมฝ่ายความมั่นคงที่ทำเนียบรัฐบาล   มี  ๔ ผบ.เหล่าทัพเป็นตัวยืน  นานกว่า  ๒   ชั่วโมง  ผมไม่ต้องการทราบหรอกว่าเขาประชุมเรื่องอะไรกันบ้าง  แต่ต้องการ  "เห็น"  มากกว่า  และก็ได้เห็นแล้ว  เห็นจากภาพในอินเทอร์เน็ต

     ก็เสียดายแทนท่านผู้อ่านที่ไม่ได้เห็น  เหมือนตอนนายกฯ  ออกทีวีพูล  "โดดเดี่ยว"  ท่ามกลางแม่ทัพ  นายกอง  และบรรดาข้าราชการใหญ่ที่นั่งรอบโต๊ะประชุม  แต่ใจไปอยู่เสียอีกทาง  ในขณะที่ภายนอก  ทัพเสื้อแดงกำลังฮือโหมรุกประชิดเผาเมือง!

     ผมเห็นหน้าชัดๆ   ของพลเอกประวิตร   พลเอกอนุพงษ์  และ  ฯลฯ  จากอินเทอร์เน็ต  เห็นแล้วก็ต้องแอบถอนหายใจด้วย  "สบายใจขึ้น"  แทนนายกฯ  เพราะว่า  มาเที่ยวนี้  แต่ละท่านดูขมีขมัน  "วิญญาณทหาร"  ข้นคลั่ก  ลงจากรถก็พึ่บพั่บตรงเข้าห้องประชุม  ครั้นประชุมเสร็จก็พึ่บพั่บออกมา

     หน้าตาจากดอกยี่หุบเมื่อวันโน้น  แต่ละท่านบานเป็นด้งไปตามๆ  กันเมื่อวานนี้!

     นี่เห็นบอกว่าวันนี้  (๒๐  เม.ย.)  พลเอกพัชรวาท  วงษ์สุวรรณ  ในฐานะ  ผบ.ตร.จะออกโทรทัศน์  แถลงการณ์เป็นเรื่อง-เป็นราวรายงานให้ประชาชนทราบ  เรื่องอะไรบ้างผมก็ไม่สนใจหรอก  แต่สะดุดใจตรงที่ว่า  บ้านเมืองแทบแหลกสลาย  ประชาชนมองหาใครเป็นที่พึ่งไม่ได้  แต่ผู้มีหน้าที่รักษากฎหมายโดยตรง  เพิ่งคิดจะโผล่หน้าออกมาพูดจากับประชาชน?

     แต่ก็ช่างเถอะ  ถ้าเราเป็นพราน  แล้วต้องฆ่าเสือที่แยกเขี้ยวใส่ทุกตัว  เว้นไว้แต่เสือที่กระดิกหางให้  เราก็คงได้แต่หมามาเลี้ยงแทนเสือเท่านั้น  นายกฯ  อภิสิทธิ์  ถ้าไม่มีธาตุแท้ผู้นำอยู่บ้างก็คงไม่สามารถยืนอยู่ได้ในวันนี้  ฉะนั้น  เมื่อขึ้นชั้นสังฆราชก็ไม่จำเป็นต้องให้เณรน้อย-เณรใหญ่เทศน์ให้สังฆราชฟัง   ในทางกลับกัน   คอยนั่งดูลีลาสังฆราชประกาศธรรมจะเข้าท่ากว่า

     นั่นก็คือ  ระยะนี้เจี๊ยวจ๊าวกันไปหมดว่า  ปลดคนโน้นซี  ย้ายคนนี้ซี  ล้วนแต่หวังดีกับนายกฯ  ทั้งนั้น  แต่ผมว่าฝ่าด่าน  ฝ่าสถานการณ์มาถึงขณะนี้  ประสบการณ์บอกแล้วว่า  การพูด  กับการทำมันคนละเรื่อง  และการทำอะไรที่ไม่ประกอบด้วยกาล  ด้วยสถานที่  ด้วยบุคคล  ด้วยเวลา  จะเสียทั้งงาน  เสียทั้งคน  แล้วลงท้ายก็จะ..จนใจตัวเอง!

     ในความเห็นผม  หน้าสิ่ว-หน้าขวาน  อย่างนี้  ไม่มีความจำเป็นใดๆ  ใช้อำนาจไปโยกย้ายใครนอกกาล-นอกฤดูเลย  ส้มในเข่งมาจากสวนพันธุ์เดียวกัน  ไม่ว่าจะเลือกหยิบลูกไหนขึ้นมา   มันก็เปรี้ยวหรือหวานเหมือนกันแหละ  ฉะนั้น  ลูกที่ปอกเปลือกอยู่ในจานตรงหน้านั่นแหละ  "หวาน"  ถูกปาก-ถูกคอดีที่สุด

     จุกหลุด  เปลือกเหลือง  "ลืมต้น-ลืมพันธุ์"  เอาเกลือ-น้ำตาลมาคลุกจิ้มอีกซักหน่อย  จะหวานตาหยี-อร่อยอย่าบอกใครเชียว!

     ผมสังเกตว่า  ตอนนี้ฝ่ายรัฐบาล  โดยนายกฯ  กับฝ่ายข้าราชการ  ทหาร-ตำรวจ  มีใจ-คือมีน้ำอกน้ำใจที่จะร่วมแก้ไขปัญหาบ้านเมืองมากขึ้นแต่ก่อนแล้ว  เรียกว่าคุณอภิสิทธิ์ผ่านด่านการ  "ลองของ"  จากบรรดาข้าราชการไปจนได้ใจ  อะไรๆ  ทำนองนั้น

     นั่นคือ   การยุบสภา  การย้าย  ๒-๓  บิ๊ก  ที่พูดจากันอยู่  ควรจะพับไว้  และนายกฯ  ควรใช้บารมีที่ได้มาตอนนี้  "สมานกับทุกเหล่าข้าราชการ"  หาวิธีสมัครสมานพี่น้องไทยฝ่ายเหลือง-ฝ่ายแดงให้มาเข้าใจกันให้ได้ในระดับหนึ่ง

     ไม่ต้องถึงขั้นลืมขั้วแล้วมาจ๊วบ..จ๊วบ..กันหรอก  เพราะมันยังเป็นไปไม่ได้  เอาที่เป็นไปได้คือ  ใครแยกข้าง-แบ่งขั้ว-แบ่งสี  ก็เชิญแบ่งกันตามสบาย  แต่ทำยังไงจะให้แต่ละฝ่าย  แสดงบทกันไปภายใต้  "กรอบ-กฎ-กติกา"  อย่าทำลาย-ทำร้ายบ้านเมือง  และสถาบันระบอบอันดีงามของชาติอันเป็นส่วนรวมกันเลย

     แล้วหาทางให้ตัวแทนแต่ละฝ่ายมานั่งโต๊ะหารือร่วมกัน   ทั้งฝ่ายข้าราชการ  ฝ่ายตำรวจ  ฝ่ายทหาร  ฝ่ายรัฐบาล  ฝ่ายค้าน  ฝ่ายเหลือง  ฝ่ายแดง  คุณจะเอาทักษิณ  ไม่ทักษิณ  "ได้ทั้งนั้น"  ข้อสำคัญคือว่า ร่างกฎกติกาออกมาแล้ว  ทุกฝ่ายต้องเคารพและเล่นกันไปตามนั้น  เฉพาะหน้านี้จะแก้รัฐธรรมนูญบางมาตรา  หรือว่าครอบคลุมแนวทาง  "นิรโทษกรรม"  คดีการเมือง  ในส่วนที่ไม่เกี่ยวกับคดีอาญา  ถ้าตกลงร่วมกันได้  ก็ตกลงกันไป

     เรียกว่ากู้รถไฟประชาธิปไตยที่ตกราง  ให้ขึ้นมาวิ่งกันบนรางใหม่อีกครั้ง  เมื่อร่างกติกากันเรียบร้อย   การเมืองจะเข้าเส้นสตาร์ทใหม่พร้อมๆ  กัน  โดยยุบสภา  แล้วให้แต่ละพรรค  รวมทั้งที่จะตั้งใหม่   ไม่ว่าจะฝักใฝ่เหลือง-แดง  หรืออะไรก็ช่าง  มาเข้าสู่เส้นสตาร์ทพร้อมๆ  กัน  แล้วให้ประชาชนตัดสินใจ

     ประชาชนส่วนใหญ่เลือกใคร  ก็ให้คนนั้น-พรรคนั้นเขาไป  ใครแพ้ขืนวอแว-ถีบมันเลย!

     ฝ่ายสีเหลือง  หรือพันธมิตรฯ  นั้นผมไม่ค่อยห่วงหรอก  แต่ผมห่วงพี่น้องเสื้อแดง  เพราะเขาตกอยู่ในสภาพลูกที่พ่อแม่ไม่รัก  แถมพี่น้อง-เพื่อนฝูงก็รังเกียจ  ซ้ำร้ายไปกว่านั้น  จากเหตุการณ์จลาจลเผาบ้าน-เผาเมือง  และฆ่าพี่น้องประชาชนด้วยกัน  เขากลายเป็นตัวผู้ร้าย  เป็นศูนย์รวมความโกรธ-เกลียด-แค้น-ชิงชัง  ไปเลย

     น่าเห็นใจมากครับ  และใครก็ไม่พยายามเข้าใจเขา  ซึ่งในข้อเท็จจริง  พี่น้องเสื้อแดงก็เหมือนพี่น้องเสื้อเหลืองนั่นแหละ  ที่มีการแสดงออกตามความเห็น-ความเชื่อของตนทางการเมือง  แต่ทีนี้ในฝ่ายเสื้อแดงนั้น  มีคนบางคนแอบแฝง  อาศัยคราบ  "แดงบริสุทธ์"  เอา  "แดงอสัตย์"  แฝงเข้ามาใช้บท  "โจรป่า"  ปล้นบ้าน-ปล้นเมือง  เลยเสียชื่อป่นปี้ไปด้วยกันหมด

     นายกฯ  อภิสิทธิ์ต้องรัก  ด้วยเข้าใจพี่น้องเสื้อแดงให้มากเข้าไว้  และบนความเป็นองคาพยพแห่งรัฐทั้งหมด  ฝ่ายไหน-หน่วยไหน  หรือทั้งหมด  จะร่วมทำกันอย่างไรให้พี่น้องเสื้อแดงได้เข้าใจว่า  พี่น้องร่วมชาติด้วยกันทุกคน  ยังรัก  ยังผูกพัน  ฉันท์เลือดร่วมชาติเหมือนเดิม  ไม่ได้ผลักไส  หรือมองว่าเป็นฝ่ายร้าย-ฝ่ายเลวอย่างที่มีคนเป่าหูด้วยหวังตอกลิ้มให้แตกแยกแต่อย่างใดเลย

     ตรงนี้ผมว่าสำคัญนะครับ  คนที่ร้ายทุกวันนี้  ลองไปไล่เรียงแล้วแยกแยะดูแต่ต้นเถอะ  จะพบว่าสาเหตุ  "ร้าย"  มาจาก"  ขาดรัก-ขาดความเข้าใจ"  จากคนรอบข้างก่อนทั้งนั้น!

     จะอะไรกันนักหนามนุษย์เรา   ข้าราชการ  ทหาร-ตำรวจ  ๖๐  ก็เกษียณไปเป็นพ่อเฒ่า-แม่แก่อยู่กะบ้าน  นักการเมือง  สูงสุด  ๔  ปีก็ต้องถอดหัวโขน  ทั้งอภิสิทธิ์  ทั้งทักษิณ  รวมทั้ง  ผบ.๔  เหล่าทัพ  กระทั่งไพร่ราบพลเลวอย่างผม  มียาดีวิเศษขนาดไหน  มันก็เกินร้อยปีไปไม่ได้หรอก  แถมมันจะซี้เสียก่อนด้วยซ้ำ

     เมื่อเป็นอย่างนี้  ลดๆ  ละๆ  อย่าเห็นแก่เงิน  แก่ยศ  แก่ตำแหน่ง  แก่ความสุขสบายเฉพาะตัวจนลืมชาติบ้านเมืองอันเป็นมรดกที่บรรพบุรุษฝากฝังให้รักษาต่อๆ  กันมาตามสายเลือดไทยให้มากนักเลย  กินก็แค่ชั่วอิ่ม  ต่อให้ใครปลูกบ้านใหญ่ยกให้อยู่ในย่านเซนต์  จอห์น  วูด  มันก็เท่านั้น  กตัญญูต่อคนซื้อบ้านให้โดยยอมขายประเทศ  ไม่รู้สึกทุเรศตัวเองบ้างหรือไง  อะไรที่ถึงคราต้องเปลี่ยน  ก็ให้มันเปลี่ยนไปตามครรลองของมัน  ข้อสำคัญ  "คนหลวง"  อย่าเป็นตัวทะลวงแผ่นดิน.

Saturday, April 18, 2009

เปลว สีเงิน - ลับแลอำนาจ"ฆ่าสนธิ"ปั่นเหลือง-แดงฆ่ากัน

เปลว สีเงิน ไทยโพสต์: 18-04-2009

เลือดสดฉาดฉานแดงสาดโชกเสื้อเชิ้ตสีขาวของ  "สนธิ  ลิ้มทองกุล"  จากห่ากระสุนสงคราม  ทั้งเอ็ม  ๑๖  เอ็ม  ๗๙  ที่กราดใส่เมื่อเช้ามืดวานนี้  (๑๗  เม.ย.๕๒)  ที่หน้าวัดเอี่ยมวรนุช  ย่านบางขุนพรหม  นั่น....เลือดสื่อ-หนังสือพิมพ์  ครับ  คุณสนธิเจ็บครั้งนี้  จะมีใครเจ็บด้วยหรือไม่ผมไม่ทราบ  แต่ผม-ในฐานะสื่อ-หนังสือพิมพ์ด้วยกัน  บอกได้คำเดียวว่า  "เจ็บ"  แต่เจ็บนี้ไม่ตายหรอกเพื่อนเอ๋ย  ฉะนั้น  ในหัวเลี้ยว-หัวต่อที่บ้านเมืองกำลังเดินสู่  "เส้นทางเปลี่ยน"  เลือดที่แดงฉาดฉาน  นั่นคือสิ่งที่ฟ้า-ดินส่งสัญญาณเตือนผ่านคุณสนธิถึง  สื่อ-หนังสือพิมพ์ทั้งหลายให้  "ใช้เลือด"  แทนหมึก  ผนึกหน้าที่  "ผลิตข่าวสารคุณธรรม"  นำทางสังคมชาติกันเถิด

     ทุกคนเห็นสภาพรถที่พรุนแหลกทั้งคันจากหัวยันท้าย  ต่างลงความเห็นตรงกันว่า  "ไม่รอด"  แต่คุณสนธิก็รอด  แถมเดิมยิ้มร่าออกมาจากซากรถ  ทั้งที่ร่างอาบเลือด  และกระสุนเจาะกะโหลกเข้าไปฝังในอยู่ในเนื้อสมอง

     ไม่จำเป็นต้องบอกว่าปาฏิหาริย์  หรือเป็นมนุษย์  ๑  ใน  ๑,๐๐๐,๐๐๐  ที่รอดได้ในสภาพเช่นนี้  และผมก็ไม่คิดแม้กระทั่งจะแอบคิดว่านั่นมาจาก  "ปาฏิหาริย์"  ที่ไร้คำอธิบาย  ในขณะที่เพื่อนนักข่าวบนกอง  บก.และใครๆ  ก็ออกปากกันอย่างนั้น  บางคนถึงขนาดสรุปลงไปด้วยความมั่นใจว่า

     "แบบนี้  คุณสนธิต้องมีพระดีแน่ๆ"!

     จะปาฏิหาริย์  หรือพระดี  ก็ช่างเถอะ  แต่ที่แน่ๆ  ในความเป็นมนุษย์คนหนึ่งอันมีทั้ง  ชั่ว-ดี-ถี่-ห่าง  เป็นส่วนผสมอยู่ในร่าง  ผมยอมรับว่าการทำหน้าที่สื่อของคุณสนธิในรอบ  ๔-๕  ปีนี้  ทำด้วยจิตวิญญาณอุทิศ  พร้อมสละทุกสิ่ง-ทุกอย่าง  ด้วยหวังอย่างเดียวให้อยู่รอด

     คือ  สถาบันพระมหากษัตริย์  สถาบันชาติบ้านเมือง!

     คนภักดีชาติ-ซื่อสัตย์สถาบัน  จะตายได้อย่างไร  ผีบ้าน-ผีเมืองไม่ยอมปล่อยให้หลีกไปสบายคนเดียวอยู่นอกภพ-นอกชาติในชั่วโมง นี้-ยามนี้หรอก

     คุณสนธินั้น  ล้านรัก-หมื่นชัง  เมื่อชั่งน้ำหนักแห่งเนื้อ-น้ำแล้ว  สังคมชาติบ้านเมืองต้องมีคนอย่างนี้  ผมยังคิดอยู่ในใจเสมอว่า  ในความสุขสบายของพี่น้องร่วมชาติบ้านเมืองอันจะมีในอนาคตข้างหน้ายาวนาน นั้น  เมื่อถึงวันตรุษ-สารทจะต้องมีคนรู้คุณออกมาเซ่นไหว้  เอ่ยนามคารวะนรชน  "สนธิ  ลิ้มทองกุล"

     คนหนังสือพิมพ์  "พลี"  เพื่อพิทักษ์ชาติ!

     หลักฐานทุกอย่าง  เห็นกันอยู่  แล้วต้องโวยวาย  พูดจาให้บรรดา  "อสัตย์แผ่นดิน"  ผู้ยิ่งยศมันแอบยิ้มหัวทำไม  "เป็นฝีมือพวกไหน"  บอกได้ชัดตามคติโบราณที่ว่า  "ร้อยปากว่า  ไม่เท่าหนึ่งหลักฐานที่ทิ้งไว้"

     บ้านเมืองอยู่ในภาวะฉุกเฉิน  ทหารควบคุม-ตรวจตรา  แต่ปรากฏว่ามีกลุ่มคนขน  "อาวุธสงคราม"  ชนิดร้ายแรง  กราดยิงหวังฆ่าคนกลางเมืองหลวง  แถมกล้องวงจรปิดที่ติดไว้ตามจุดต่างๆ  บริเวณนั้นมีอันขัดข้อง-ใช้ไม่ได้ในเวลาเดียวกันทั้งหมด

     แถม  "พลเอกอนุพงษ์  เผ่าจินดา"  ผบ.ทบ.เอ่ยวาจาให้ชาวบ้านได้ยินเสียงเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่วันที่  ๘  เมษายน  ๒๕๕๒  ที่ทัพแดงทักษิณบุกยึดกรุงแล้วเผาบ้าน-เผาเมืองว่า  "เรื่องเอาอาวุธสงครามมาถล่มหวังฆ่าสนธิเป็นคดีอาชญากรรมธรรมดา  ย่อมเกิดได้ไม่ว่าจะเป็นภาวะฉุกเฉิน  หรือไม่ฉุกเฉิน"

     ผมอยากจะบอกกับคุณสนธิ  มิตรสหาย  และพันธมิตรฯ  ทั้งหลายว่า  สิ่งที่จำเป็นต้องใช้มากที่สุดในเวลานี้  "สติตรองก่อนพูด-ก่อนทำ"  ทุกอย่าง  อย่าวู่วาม  อย่าใจร้อน  อย่าใช้อารมณ์ตอบสนองสิ่งที่เกิดแบบฉับพลันผลันผลุน  นอกจากไม่เกิดประโยชน์แล้ว  ยังจะเสียการ  เสียประโยชน์  และเหตุที่เกิดวานนี้

     อย่าโทษใครเปะปะไปเด็ดขาด  สิ่งที่รู้อยู่กับใจ  อย่าเอามาใช้เป็นคำพูด!

     พี่น้องเสื้อแดงนั้น  ต่อให้โกรธ-เกลียดเข้ากระดูกดำกันขนาดไหน  พี่น้องไทยใต้ฝ่าพระบาท   "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว"  พระองค์เดียวกัน  ผมเชื่อสนิทใจ  โกรธกันขนาดไหน  ก็ไม่ถึงขั้นต้องลากอาวุธสงครามมาไล่ฆ่ากันอย่างนี้แน่นอน

     ถ้าอย่างนั้นแล้วใครล่ะที่ทำ?

     ก็ใครล่ะที่จะได้ประโยชน์จากการสร้างสถานการณ์ปั่นหัว  "เสื้อเหลือง-เสื้อแดง"  ให้โกรธกันถึงขั้นอยู่ร่วมโลกเดียวกันไม่ได้  แล้วทำสงคราม  "ประชาชน-ประชาชน"  ฆ่ากัน  แล้วมันจะสอดกลางหยิบชิ้นปลามัน  ในเมื่อทั้งเหลือง-ทั้งแดง  "ตายหมด"  หรือไม่ก็อ่อนล้า-ราบคาบ

     แล้วใครล่ะ  อยู่ในฐานะ  "ซ้าย-ขวา"  กินเรียบ!?

     คนเอ่ยสัตย์ปฏิญาณว่าภักดี-มีเยอะ   แต่กับเงิน  และอำนาจที่จัดสรรลงตัวในวันข้างหน้า  คนยุคนี้-สมัยนี้-เวลานี้  จะให้น้ำหนักในการภักดีกับอะไรมากกว่า

     "หน้ากาก"  มันค่อยๆ  เผยอให้เห็นสีหน้าและแววตากันแล้วมิใช่หรือ?

     ผมเข้าใจ-ด้วยเป็นห่วงสุดขีด  คือบ้านเมืองขณะนี้  ด้วย  "ความนิ่ง"  ของบางอำนาจทางการบริหาร  เป็นตัวช่วยเร่ง  ด้วยหลอกให้พี่น้องประชาชนร่วมชาติสวมกระบังตา  แดงกับเหลือง  ดาหน้าเข้าเข่นฆ่าประหัต-ประหารกัน  ซึ่งในข้อเท็จจริง  ระดับพี่น้องประชาชนด้วยกัน  ไม่มีอะไรต้องแบ่งแยก-เกลียดชังกันถึงขั้นนั้น

     แต่นี่..เมื่อสร้างความรู้สึกให้เกิดว่า  "แดงพ่าย"  เป็นแค้นที่แดงต้องชำระขึ้นแล้ว.......

     ในขณะที่แดงแค้นอาฆาต  "มือที่มองเห็น"  ก็กราดยิงหมายสังหารคุณสนธิ  เพื่อปั่นสีเหลืองให้แค้นอาฆาตสีแดงด้วยเข้าใจว่า  อาก้า-เอ็ม  ๑๖  เอ็ม  ๗๙  ที่กราดยิงนั้น  มันพวกสีแดง!

     ฉะนั้น  ตรงนี้  ผมอยากให้พ่อ-แม่พี่น้องในความเป็นประชาชนด้วยกัน  ทั้งสีเหลือง  และสีแดงใจเย็นๆ  มีสติกันให้มากเข้าไว้  และค่อยๆ  ลำดับความก็จะเข้าใจว่า  เราทั้งหลายเวลานี้   กำลังมี  "มือที่มองเห็น"  มอมหน้า-ปั่นหัวหวังให้ฆ่ากัน  เพื่อพวกมันจะได้ฉกฉวยเป็น "ตาอยู่"  อ้างกู้สถานการณ์-ปกบ้าน  ป้องเมือง

     แล้วสถาปนาอำนาจ  "ผูกขาด"  ในชาติบ้านเมืองเสียเอง!?

     ทักษิณไม่เกี่ยวในงานหมายสังหารสนธิ  แต่เกมบ้าน-เกมเมืองของทักษิณครั้งนี้  เหมือนการเล่นเผ  มวลชนเสื้อเป็นแค่ไพ่ที่หงายลอยหน้า  ๔  ใบ  แต่  "ไต๋"  ใบสำคัญที่คว่ำไว้  ก่อนหน้านี้เพียงเห็นหลังไวๆ  ยังปักใจชัดไม่ได้ว่ามันใครกันแน่

     แต่ดูลีลาเรียกไพ่  และการใส่เงินของทักษิณจาก  ๘-๑๔  เม.ย.  ไต๋ทักษิณคือตัวอะไร  ถึงมั่นใจใส่เงินไม่ยั้งอย่างนั้น  ระดับขั้นหมื่นล้านด้วยซ้ำ  ท่านทั้งหลายดูโทรทัศน์รายการ  "รวมการเฉพาะกิจ"  ที่นายกฯ  อภิสิทธิ์ออกมาพูดจากับประชาชนแต่ละครั้ง  "จิตวิญญูชน"  ย่อมบอกกับ  "จิตใต้สำนึก"  ของแต่ละท่านที่รักชาติ-บ้านเมืองได้มิใช่หรือ

     "แววตาคือต่างหน้าต่างใจ"  ครั้นมองสำรวจไป  ก็คล้ายมีหนามปักคา?

     พี่น้องร่วมชาติทุกคนไม่วิกฤติ  แต่บ้านเมืองขณะนี้วิกฤติ  และวิกฤตินี้จะคลี่คลายได้  โดยพี่น้องเสื้อเหลือง-เสื้อแดง  ต้องเข้าใจว่าพวกเราทั้ง  ๒  ฝ่าย  กำลังตกเป็นเครื่องมือของคนบางคนจ้องฉกฉวยโอกาสหลอกล่อให้  "เหลือง-แดง"  ฆ่ากันตายไปทั้งสองฝ่าย  ผมเห็นท้ายสงกรานต์  พี่น้องออกมาเล่นสาดน้ำกันสนุกสนาน  ไม่มีเหลือง  ไม่มีแดง  มีแต่รักสมัครสมานสามัคคีดีต่อกัน  ก็อยากให้วันอย่างนี้มีกับพี่น้องไทยเหมือนเดิม

     ขณะนี้  สีเหลืองก็เหมือนพ่าย  เพราะคุณสนธิ  "เกือบตาย"  และฝ่ายแดงก็เหมือนพ่าย  ชาวบ้านอย่างเราไม่ได้อะไร  ต้องกระจัดกระจายกลับบ้านใคร-บ้านมัน

     ก็ด้วยตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน  พวกเรา-ในระดับพี่น้องประชาชนด้วยกัน  ทำอย่างไรจะให้ทั้งสองสี-สองฝ่ายหันมาพูดจาทำความเข้าใจกัน  สมัครสมานให้บรรยากาศเล่นสาดน้ำสงกรานต์กลับคืนมา  "โชกสุขสนุกสนาน"  โดยไม่มีสี!?

     จากที่คุณสนธิเจ็บถึงตายได้ครั้งนี้  โดยพื้นฐานใจพี่น้องพันธมิตรฯ  ย่อมเดือดกว่าน้ำร้อนบนเตาไฟ  แต่การเอาไฟไปดับไฟ  หรือเอาน้ำร้อนไปเติมน้ำร้อน  ไฟก็ไม่ดับ  น้ำก็ไม่เย็น  ด้วยวุฒิภาวะแห่งเจตนาเพื่อบ้านเมือง  หาทางลอกสีเหลือง-สีแดง  แล้วนำความเป็นพี่น้องไทยเนื้อแท้ไปต่อสาย-ต่อขั้ว  รวมเป็นกอไผ่-ไทยด้วยกันจะดีไหม

     ที่ผมพูดเช่นนี้  เพราะจากที่สดับตรับฟังมาหลายๆ  ด้าน  ถ้าไม่หาทางให้ทุกคนมีสติยับยั้งชั่งใจ  วันนี้-พรุ่งนี้  อาจมีสถานการณ์อุบาทว์เมืองเกิดขึ้นได้  เพราะใจแยกฝ่าย-แยกแค้น!?

     นายกฯ  อภิสิทธิ์ก็เช่นกัน  ณ  วันนี้  ตัวท่าน-อำนาจท่าน  ผมสังเกตว่าเหมือนท่านนั่งอยู่บนกองหนาม  รอบข้างท่าน  ๑๐  คน  ๑๐๐  คน  มีถึง  ๒  ถึง  ๑๐  คนไหมที่ท่านมั่นใจว่าเนื้อแท้ในใจจะไม่เป็นบรูตุส?

     ข้าวเหนียวหน้าเนื้อน่ะ  กินอร่อย  แต่คนหน้าเนื้อ  ต้องระวัง...เพราะมันใจเสือจะกินท่าน  เหตุที่เกิดกับคุณสนธิ  ไม่มีอะไรรับประกันว่ามันจะเกิดกับท่าน  ครอบครัวท่านไม่ได้  ที่พัทยา   ที่มหาดไทยนั่นคือตัวอย่างสอนใจ  อย่าลืมว่าอำนาจสูงสุดในการบริหารประเทศอยู่ที่ท่าน  ผมเชื่อแล้วว่าท่านใจแข็ง-ใจถึง  แต่ท่านอย่าตายใจกับใครง่ายๆ

     ด้วยอำนาจของท่านอันมีผลต่อสถานการณ์บ้านเมือง  ต้องฆ่ามันก่อนที่มันจะรวมหัวฆ่าท่าน!

     ไม่ต้องดูอื่นไกล  นำเหตุการณ์ที่เกิดในกระทรวงมหาดไทยมาทบทวน-ไล่เรียงดู  เรื่องราวเป็นยังไงทำให้ต้องไปแถลงข่าวที่มหาดไทย  มีใครไปบ้าง  การไปมีใครรู้บ้าง  ตอนเกิดเหตุมีใครถูกเสื้อแดงทุบ  มีใครไม่ถูกทุบ  และหน่วยรักษาความปลอดภัยเป็นหน่วยไหน  ใครจัดมาให้ท่าน  ต่างๆ  นานามันเป็นปริศนาที่ต้องหาคำตอบทั้งนั้นว่า

     เรื่องบัดสี-หยาบช้านี้เกิดขึ้นกับ  "ผู้นำประเทศ"  ได้อย่างไร?


     ทั้งที่มหาดไทยกับที่พัทยา  ไล่เรียงดูก็ได้ว่า  มันมาจาก  "คนหน้าเดิม"  ใช่หรือไม่?

     ผมบอกได้ว่า  เวลานี้มีคนต้องการฆ่าสนธิ  พอๆ  กับมีคนใช้แผนแยบยลเพื่อแซะก้นท่านให้พ้นเก้าอี้  "นิพนธ์  พร้อมพันธ์"  นั้น  นับว่าเป็น  ๑  ใน  ๑๐๐  ที่ท่านไว้ใจได้ในยามนี้  ท่านใช้วิสัยทัศน์และความเก่งบนความเป็น  "เด็กนอก"  เพื่อการบริหารงานเถอะ  แต่การบริหารอำนาจนั้น  ต้องใช้วิสัยทัศน์และบรรจุแผ่นดิสก์สมองโปรแกรมไทยลงไป  ไม่อย่างนั้นจาก  ๒๐  เม.ย.ถึงกลางมิถุนายนเป็นอย่างช้า  ท่านจะ  "พลาดท่า-เสียทาง".

เปลว สีเงิน - พรก.ฉุกเฉินทำลายเศรษฐกิจจริงหรือ?

เปลว สีเงิน ไทยโพสต์: 17-04-2009

ถึงตอนนี้ก็ต้องชมว่ายุทธศาสตร์-ยุทธวิธีที่เรียกว่าแผนการที่  "กองอำนวยการแก้ไขสถานการณ์เฉพาะกิจ (กอฉ.)"  กำหนดขึ้นเพื่อใช้คลี่คลายเหตุการณ์  "จลาจลเผาบ้าน-เผาเมือง"  ที่ทักษิณปลุกปั่น-ยุยงคนเสื้อแดงก่อการกบฏแผ่นดินขึ้น  เมื่อ  ๘-๑๔  เม.ย.นั้น  เป็นแผนที่แสดงถึงความลุ่มลึก  ไม่ทำเพียงหวังผลเฉพาะหน้า  แต่วางแผนครอบคลุมถึงผลต่อเนื่องที่จะเกิดตามมาด้วย  ดังนั้น  เราจะเห็นว่า  การสลายม็อบจากเช้าถึงเที่ยงวันที่  ๑๔  เม.ย.นั้น  กอฉ.ใช้สมองทำงานมากกว่าใช้กำลัง  เป็นการปราบกบฏที่โอ่อ่า-เปิดเผย  โดยยอมให้ประชาชน  และสื่อมวลชนร่วมไปกับทหารที่ปฏิบัติการสลายม็อบ  โดยไม่ใช้อาวุธ  ไม่ใช้กำลังและ  "ไม่ใช้ความรุนแรง"  ทุกรูปแบบ
     ด้วยการประเมินสถานการณ์ข้างหน้าไม่ผิดพลาดเช่นนี้แหละ  รัฐบาล  โดย  กอฉ.จึงมีพยานเต็มไปหมด  ทั้งชาวบ้าน  ทั้งสื่อไทยและสื่อเทศต่างยืนยันได้ว่า  ที่พรรคเพื่อไทยก็ดี  คนเสื้อแดงทักษิณก็ดี  ออกมาให้ข่าวขณะนี้ว่า  รัฐบาลใช้ความรุนแรงบ้าง  ว่าทหารฆ่าประชาชนแล้วเอาศพแอบไปเผาบ้าง  นั้น
     ไม่เป็นความจริง  เป็นการบิดเบือน  สร้างข่าวใส่ร้าย-ป้ายสีรัฐบาล  และทหารอย่างหน้าด้านที่สุด!
     ลำพังสื่อวิทยุ   โทรทัศน์  หนังสือพิมพ์ภาษาไทย  คนไทยด้วยกันเองอ่านแล้ว-ฟังแล้วมัน "ด้านใจ"  แต่พอสื่อฝรั่งทั้งโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์ตอกย้ำความจริงลงไปอีกทีว่า  ทักษิณเป็นจอมปั้นความเท็จลวงโลก  ชมนายกฯ  อภิสิทธิ์  "เคลียร์ชัด-สะอาด-บริสุทธิ์"  ประณามม็อบทักษิณก่อความรุนแรงที่ยอมรับไม่ได้  และยกย่องว่าทหารปฏิบัติการสลายม็อบแดงได้เยี่ยม  เพราะไม่ใช้ความรุนแรงใดๆ  เลย
     ไม่มีคนเสื้อแดงเจ็บ-ตายจากการสลายม็อบของทหาร
     มีแต่ชาวบ้าน  และทหาร  ทั้งเจ็บ-ทั้งตาย  ด้วยน้ำมือฝ่ายเผาบ้าน-เผาเมืองของพวกแดงทักษิณ!
     สื่อนอกยันเท่านี้  เป็นใบการันตีความบริสุทธิ์โปร่งใสของรัฐบาล-ทหาร  กอฉ.ตลอดไปทันที  การพูดจาโฆษณาชวนเชื่อใดๆ  จากฝ่ายทักษิณต่อจากนี้  ไม่มีใครเชื่อวาจาโจรอีกแล้ว
     ฉะนั้น  ตอนนี้  ไม่ว่าทักษิณจะซื้อพื้นที่สื่อจากต่างประเทศ  พูดจาตลบตะแลงอะไรเข้ามาในเมืองไทย  หรือสมุนแดงในเมืองไทย  รวมทั้งคนในพรรคเพื่อไทย  จะสาดสี-ป้ายโคลนใส่รัฐบาล  ใส่ทหารกองกำลัง  กอฉ.อย่างใด  ก็คล้ายเสียงหมาหอบแดดเยี่ยวรดสังกะสี  ไม่มีราคาเลย!
     แต่ปฏิบัติการ  "กบฏแผ่นดิน"  ของทักษิณยังไม่จบ  เพียงแต่สะดุด-หยุดชะงักไปชั่วคราวเท่านั้น  เหมือนเชื้อโรคแหละครับ  ตราบใดที่ร่างกายยังแข็งแรง  มันก็สงบรอจังหวะ  ถ้าร่างกายอ่อนแอวันไหน  มันก็พร้อมจะออกมาโจมตีใหม่วันนั้น
     นั่นคือ  รัฐบาล  โดยนายกฯ  อภิสิทธิ์  ถ้าหย่อนในมาตรการ  ทหาร-ตำรวจ  ไม่ร่วมมืออย่างจริงใจเมื่อไหร่  และศักยภาพในการบริหารของท่านอ่อนแอวันไหน  ก็เมื่อนั้นแหละ
     กองกำลังกบฏแผ่นดินของทักษิณจะโผล่ขึ้นมา  "ผนึกไส้ศึก"  ยึดบ้าน-ยึดเมืองอีกทันที!
     ในความเห็นผม  อย่างเร็วที่สุด-สัปดาห์นี้ทั้งสัปดาห์  จะถือว่าบ้านเมืองเข้าสู่สถานการณ์ปกติยังไม่ได้  ยังจำเป็นต้องใช้มาตรการจาก  พ.ร.ก.ฉุกเฉินอยู่  จนกว่าสัปดาห์หน้า  คือวันที่  ๒๐  เม.ย.ไปแล้วนั่นแหละ  ค่อยนำข้อมูลทั้งลับ-ทั้งแจ้งมาชั่งน้ำหนักสุดท้ายดูอีกทีก่อนตัดสินใจ
     คือจะเลิก  พ.ร.ก.ฉุกเฉิน  หรือจะคงไว้อีกระยะ  หลังวันจันทร์จึงค่อยตัดสินใจก็ยังไม่สายหรอก!
     เรื่อง  พ.ร.ก.ฉุกเฉิน  มองดูแล้วก็แปลก  เหมือนกรณีโรงไฟฟ้า  ถ้าวันไหนไฟตก  ไฟดับ  ไฟไม่พอ  ไฟติดๆ  ดับๆ  ชาวบ้านจะด่าแม่  กฟผ.เช็ดเลย  หาว่าไม่บริหาร-จัดการตระเตรียมพลังงานรองรับการเติบโตของประเทศชาติ  ครั้น  กฟผ.ตระเตรียมพลังงานรองรับการเติบโต  เพื่อให้มีไฟใช้กันไม่ติดๆ  ดับๆ  โดยสร้างโรงไฟฟ้าจากพลังงานถ่านหินบ้าง  พลังงานนิวเคลียร์บ้าง
     ชาวบ้านต่อต้าน-คัดค้านหัวชนฝา!
     สรุปก็คือ  ไฟจะเอา  และเอาในราคาถูก  แต่ไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหิน  โรงไฟฟ้านิวเคลียร์!
     ก็เหมือนที่พ่อค้า  นักธุรกิจเขาคร่ำครวญเช้า-เย็นอยู่ตอนนี้  ให้ยกเลิก  พ.ร.ก.ฉุกเฉินในทันที  เพราะทำให้คนไม่มาลงทุน  ไม่มาเที่ยว  ต้นทุนธุรกิจสูง  ค้าขายไม่ได้
     แต่ตอนมีม็อบแดงยึดบ้าน-ป่วนเมือง  ถึงขั้นก่อการกบฏหวังยึดแผ่นดินเพื่อสถาปนาทักษิณเป็นใหญ่  พวกพ่อค้า-นักธุรกิจ  ก็ตีอกชกตัว  ก่นด่ารัฐบาลว่า  นายกฯ  ไม่แข็ง  ไม่เห็นทำอะไร  ปล่อยให้กบฏบ้าน-กบฏเมืองก่อการจนเศรษฐกิจพังแล้ว-พังอีก
     พอรัฐบาลทำอะไร  และยังไม่ทันไร  ออกมาแหกปากร้องอีกแล้ว  ให้เลิก  พ.ร.ก.ฉุกเฉิน!
     จะเอาแต่ใจ-เอาแต่ได้ฝ่ายเดียวกันไปถึงไหน  ไม่มีใครต้องการให้บ้านเมืองประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินหรอก  แต่เพื่อความคล่องตัวในมาตรการที่ทันต่อสถานการณ์ไม่ปกติ  มันก็จำเป็นต้องใช้  ก็เห็นอยู่ว่าเป็นการใช้แบบไม่ใช้ด้วยซ้ำ  ในเมื่อสถานการณ์ยังไม่สะเด็ดน้ำดี  ก็เผื่อเหลือ-เผื่อขาดเอาไว้  ปุบปับจะได้ทันการณ์
     ขืนรีบยกเลิกไป  ถ้ามีอะไรขึ้นมาก็ด่ารัฐบาล  ด่าทหารอีกหละว่าปราบม็อบไม่ได้..ไม่มีน้ำยา!
     ก็จะให้เขาปราบแบบมีน้ำยารวดเร็ว-ทันใจได้อย่างไร  เพราะกฎหมายในภาวะปกติทุกวันนี้  "ประชาธิปไตยจ๋า"  ขนาดเตะหมากลางถนน  เผลอๆ  จะเจอข้อหา  "เหยียบย่ำศักดิ์ศรีความเป็นสุนัข"  เอาด้วยซ้ำ  แล้วนี่การควบคุมฝูงชนผู้บ้าคลั่ง  และตั้งธงมาเผาบ้าน-เอาเมืองโดยตรง  ใจคอจะไม่ให้เขาใช้กฎหมายพิเศษชั่วคราวบ้างหรือ?
     พ่อค้าก็มีต้นทุน  ชาวบ้านก็มีต้นทุน  ประเทศชาติก็มีต้นทุน  ทุกคน-ทุกฝ่ายล้วนมีต้นทุนต้องบริหารด้วยกันทั้งนั้น  ฉะนั้น  ถึงคราวจำเป็นก็ต้องชั่งใจ
     จะเอาแต่ตัวเองค้าขายได้ชั่วครั้ง-ชั่วครู่  แต่บ้านเมืองภินท์พังยาวนาน  หรือว่า  จะเอาให้บ้านเมืองสงบร่มเย็นยาวนาน  โดยยอมเสียหายด้านการค้าการขายชั่วคราว  คิดให้มันยาวๆ  หน่อย?
     ตอนได้-ค้าขายรวย  ไม่เห็นเอามาแบ่งให้สังคมเลย  เงียบกริบ  แต่ตอนเสีย-สารพัดบ่น  สารพัดเคลมกับสังคม  พ่อค้าในหอการค้า  หรือในสภาอุตสาหกรรม  ไม่เคยตายจากโจรกบฏเมือง  ซ้ำตอนดีๆ  สวมเสื้อนอก  ดื่มไวน์กับไอ้พวกกบฏเมืองหน้าระรื่น  แต่ชาวบ้านสิ  เป็นฝ่ายเผชิญหน้า  ถูกเผา  ถูกฆ่า  ถูกคุกคามสารพัด  ไม่เคยต่อว่าซักคำ  แถมยังต้องซื้อข้าว-ซื้อน้ำเลี้ยงตำรวจ-ทหารเป็นการแบ่งปันน้ำใจ
     ฉะนั้น  อย่าสร้างเงื่อนไขอ้าง  "ส่งออก-ส่งเข้า"  ไปผูกไว้กับ  พ.ร.ก.ฉุกเฉินมากนัก  ชาวบ้านเขาจะหมั่นไส้  ถ้ามี  พ.ร.ก.ฉุกเฉินแล้วไม่มีใครมาค้าขายด้วย  ประเทศชาติจะเจ๊ง....
     แล้วทำไมจึงแย่งกันไปค้าขายกับจีน  กับเวียดนาม  กับพม่า  กับประชาธิปไตยปลอมๆ  อย่างในกัมพูชา  ในสิงคโปร์ล่ะ  ประเทศเหล่านั้น  ระบบปกครองบ้านเมืองเขาไม่ยิ่งกว่ามี  พ.ร.ก.ฉุกเฉินอีกหรือ?
     ให้โอกาส  ให้เวลากับรัฐบาล  และเจ้าหน้าที่ตำรวจ-ทหารเขาได้ทำงานต่อเนื่องอย่างสบายใจบ้างเถอะ  อย่าให้เขาต้องเผชิญศึกหลายด้าน  ลำพังกวาดล้าง-แก้เกมพวกกบฏแดงที่กระจายไปทั่วประเทศก็ยุ่งยาก-ลำบากพออยู่ แล้ว  แล้วนี่...พวกผู้ดีเสื้อนอกยังจะมาหลับหู-หลับตาแง้วๆ  เอาแต่ได้  เอะอะก็จะให้เลิก..เลิก
     ลืมตาดูโลก  โดยเฉพาะตลาดใหญ่ที่สหรัฐอเมริกาซะบ้าง  จะได้รู้คิดปรับทิศทางธุรกิจประเทศตัวเอง  นี่ยังจะหวังส่งออกลมๆ  แล้งๆ  อยู่อีก  ตลาดผู้บริโภคใหญ่ในสหรัฐ  เดี๋ยวนี้ชาวอเมริกันหันไป  "ปลูกผัก-ทำสวนครัว"  หน้าบ้านใคร-หน้าบ้านมัน  ที่รกร้างว่างเปล่ามีตรงไหน  ก็ไปจับจองทำแปลงผักกันตรงนั้น  กำลังเป็นแฟชั่นฮิตมาก
     เรียกว่า  ปรับวิถี  ปรับทัศนคติ  การอยู่-การกิน-การดำรงชีวิต  เพื่อรับสภาพเศรษฐกิจที่ตายซากยาวนานของสหรัฐ  อันทุกคนลงความเห็นตรงกันว่าจากยุคโลกาภิวัตน์  มันมาถึงยุคโลกาวิบัติแน่แล้ว!
     แล้วไทยเราซึ่ง  ๖๐-๗๐%  มีรายได้มาจากการส่งออก  และการท่องเที่ยว  ยังจะหลับหู-หลับตา  งมโข่งอยู่กับการเป่าตูดกระตุ้นการลงทุนเพื่อการส่งออกอยู่อีก  ผลิตสินค้าแล้วไม่รู้จะส่งไปขายใคร  ง่ายๆ  อย่างนี้  แล้วจะยังจะตะบี้ตะบันการค้า-การลงทุน-การส่งออก  ชนิดไม่ดูเหนือ-ดูใต้  มันก็น่าสมควรปล่อยให้เจ๊งอยู่หรอก?
     ที่ผ่านมา  จีดีพี-มันคือตัวสะท้อนความสุขจากการค้าขายกำไรของพ่อค้า-กลุ่มทุน  เราทุ่มทั้งประเทศเพื่อเลี้ยงตัวเลขของสังคมกลุ่มนี้  แล้วเคลมว่าเป็นตัวเลขความเติบโตผลิตภัณฑ์มวลรวม
     ต่อจากนี้  จีดีพีของประเทศไทย  มันควรต้องเป็นตัวสะท้อน  "ความสุขมวลรวมในการดำรงชีวิตของประชาชนในชาติ"
     สุขนั้นมาจากไหน  สุขนั้นจะมาจาก  "เศรษฐกิจพอเพียง"  เพื่อรอการต่อยอดในอนาคต  ไม่ควรจะเป็นจีดีพีสะท้อนสุขของพ่อค้า-กลุ่มทุนส่งออกประเภท  "ใครใหญ่-กูไปซบตีน"  แล้วพอมีอะไร  เอาทุกข์มายัดใส่บ่าชาวบ้าน  แต่ยามสุข...เสพกันเงียบอยู่พวกเดียว!
     ให้ประเทศมันรอดซะก่อน  แล้วการค้า-การส่งออกมันก็รอด  ไม่ต้องห่วงหรอก  พวกคุณได้รวยกันแน่  ปลายปีนี้  รอฟังข่าวดี  ประเทศไทยอาจมี  "บ่อน้ำมันใหญ่"  ให้ได้เฮกันทั้งชาติ
     แต่ถ้าประเทศไม่รอด   ต่อให้เศรษฐกิจโลกดีขนาดไหน  พวกคุณจะไปค้าขายได้อย่างไร  และอีกอย่าง  ผมก็ไม่แน่ใจว่าพวกคุณจะอยู่  "ร่วมทุกข์"  กันครบหน้ากับชาวประชาในประเทศหรือไม่?
     อย่าพูดกันเรื่องนี้ดีกว่า  เดี๋ยวจะเหม็นหน้ากันไปเปล่าๆ  ระวังเสาร์-อาทิตย์  "ส่งท้ายสัปดาห์"  อาฟเตอร์ช็อกอาจเกิดขึ้นได้  การบีบวงล้อมทั้งตัวทักษิณ  และบริวารแดงจากฝ่ายรัฐบาล  อาจจะมีปฏิบัติการตอบโต้-ต่อต้านให้เห็น  นายกฯ  อภิสิทธิ์ยังไม่พ้นวิบาก  ยิ่งทีมการเมืองร่วมรัฐบาลทำตัวเหมือน  "ธุระไม่ใช่"  ซ้ำภายในประชาธิปัตย์สะบัดร้อน-สะบัดหนาว  ก็ต้องขอบอกว่านายกฯ  อภิสิทธิ์ยังไม่มีสิทธิ์นอนชนิด  "หัวติดหมอน"  ได้หรอกครับ.

Tuesday, April 14, 2009

เปลว สีเงิน: มหาประชาชนเท่านั้นที่"ชาติต้องการ"

มหาประชาชนเท่านั้นที่"ชาติต้องการ"
เปลว สีเงิน
14 เมษายน 2552

ท่าน ผู้อ่านที่มีความเจ็บปวดต่อสถานการณ์ "ไทยทรยศแผ่นดินไทย" กันเองทั้งหลาย เวลานี้ ไม่จำเป็นต้องถามกันแล้วว่า "อะไรเกิดขึ้นต่อชาติบ้านเมืองอันเป็นที่รักของเรา" และก็ไม่ต้องถามด้วยว่า "เราควรจะทำกันอย่างไร" ณ ขณะนี้ ท่านยังจำประโยคอมตะประโยคหนึ่งได้ใช่ไหมที่ว่า "พบกันใหม่เมื่อชาติต้องการ" ผมค้นพบแล้วว่า ผู้ที่ประเทศชาติต้องการแท้จริง และตลอดกาล ไม่ใช่ใครที่ไหน คือประชาชนมือเปล่า เราๆ ท่านๆ ทั้งหลายนี่เอง

จงกุมสติกันให้มั่น อย่าถาม-อย่าโทษใครทั้งนั้น ทั้งหลายทั้งปวงมันพิสูจน์ด้วยตัวมันเองชัดแจ้งแล้วว่า กลียุคบ้านเมืองขณะนี้ ไม่ใช่จากน้ำมือของพี่น้องประชาชนเสื้อแดง แต่มันมาจากบุคคลคนหนึ่งที่ทรยศต่อชาติบ้านเมือง ต่อพี่น้องประชาชนทุกคน วางแผน-สั่งการ-ซ่องสุมและจัดตั้ง "กองกำลังทรยศชาติ"

มันคนนั้นคือ "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร"

อ้าง มาทวงประชาธิปไตย หลอกใช้พี่น้องประชาชนตามจังหวัดต่างๆ สวมเสื้อแดงมารวมตัวกันชุมนุมเรียกร้อง แล้วใช้กองกำลังทรยศชาติที่ผ่านการฝึกและเพาะเลี้ยงมาแล้วอย่างดี แทรกซึมปะปนเข้ามา ทำทีเป็นว่าร่วมชุมนุมกับพี่น้องเสื้อแดง สงบ-สันติ ด้วยซื่อบริสุทธิ์

แต่หาเป็นเช่นนั้นไม่ มันแฝงเข้ามาพร้อมแผนก่อการจลาจล-ยึดประเทศ และรออาณัติสัญญานจากตัวการใหญ่ที่จะสั่งผ่านวิดีโอลิงค์ โดยอาศัยคราบพี่น้องประชาชนเสื้อแดงที่ชุมนุมกันอย่างบริสุทธิ์ใจบังหน้า ลุกขึ้นก่อการจลาจล เผาบ้านเผาเมือง

หวังยึดครองประเทศแล้วสถาปนา อำนาจเถื่อนเป็นประชาธิปไตยระบอบเจ้ามูลเมือง แล้วอัญเชิญกบฏแผ่นดิน "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" ให้กลับเข้ามา สถาปนาอำนาจใหม่ตาม "ต้นแบบ" ที่มันแอบฝังใจ

นั่นคือ "การปฏิวัติประชาชน ๑๔ กรกฎา" ล้มสถาบันกษัตริย์ แล้วสถาปนาอำนาจใหม่ ดังที่รู้จักกันทั่วไปว่า "ปฏิวัติฝรั่งเศส"

ทักษิณ จงใจใช้วันที่ ๑๔ กรกฎาตั้งพรรคไทยรักไทย หลายคนเชื่อครึ่ง ไม่เชื่อครึ่ง เมื่อมีนักวิชาการที่ร่วมงานตั้งพรรคครั้งนั้นออกมาแฉเบื้องหลัง แต่ถึง ณ วันนี้ จาก ๘-๑๓ เมษายน ๒๕๕๒ ที่พ.ต.ท.ทักษิณ ปอกเปลือก-เปลือยตัวเองให้เห็นเนื้อใน "ไอ้บกฏแผ่นดิน" ล่อนจ้อน ทรยศชาติ ประชาชน ออกมาบัญชาการปล้นบ้าน-ชิงเมือง อันเห็นประจักษ์ตา และเป็นที่สิ้นความเคลือบแคลงสงสัยใดๆ กันไปแล้ว

ท่านผู้อ่านและ ประชาชนผู้รักชาติ รักบ้านรักเมืองทั้งหลาย ผมเยิ่นเย้อเพราะต้องการย้ำให้ท่านเข้าใจว่า กลียุคบ้านเมืองครั้งนี้ อย่ามองฉาบฉวยเฉพาะหน้า จงใช้สติมองด้วยแยกแยะ อย่าเหมาโทษพี่น้องเสื้อแดงทั้งหมด เพราะเป็นที่ประจักษ์ชัดแล้วว่า

เมื่อ พี่น้องเสื้อแดงที่หลงเข้าใจผิดตามคำปลุกปั่น-ยุยงทักษิณแต่แรก เห็นธาตุแท้ทักษิณ และทราบความจริงแล้วว่า ถูกทักษิณหลอกมาเป็น "ประชาชนทักษิณ" ประกอบฉากเผาบ้าน-ชิงเมือง-ล้มสถาบันเบื้องสูง ไม่มีอะไรที่เรียกว่า "ประชาธิปไตย" ตามที่กล่าวอ้างเลย

จากหลาย หมื่น-ถึงเรือนแสนของพี่น้องเสื้อแดงที่มาร่วมชุมนุมแต่แรก เมื่อเห็น "หางแดง" ทักษิณโผล่ ได้พากันทยอย ถอยตัวออกห่างจากวงชุมนุมไปเรื่อยๆ ถอดเสื้อแดงทิ้งแล้วกลับบ้าน ไม่ยอมถูกหลอกใช้เป็นสะพานไปล้มสถาบัน-ปล้นบ้านชิงเมืองอีก

จากเรือน หมื่น-เรือนแสนที่ว่านั้น เหลือเรือนพันหรือแค่หมื่นต้นๆ และนั่นคือ "กองกำลังทรยศชาติ" ส่วนหนึ่งที่แฝงเข้ามาด้วยจงใจเจตนาลงมือก่อจลาจล โค่นล้มสถาบันบ้านเมือง ดังจะเห็นได้จากรูปแบบการยึดสถานที่ต่างๆ ทั่วกรุงเทพฯ รูปแบบการก่อการทั้งหมด กระทั่งอาวุธสงครามที่นำมาใช้

ไม่ ใช่ความคิดความอ่าน และยิ่งไม่ใช่ระดับปฏิบัติการของชาวบ้านสวมเสื้อแดงธรรมดาซึ่งไม่มีขีด สามารถและประสบการณ์ระดับนั้น หากแต่ว่า เป็นปฏิบัติการของผู้ผ่านการฝึกด้านศึกสงครามทั้งด้านยุทธการ และด้านยุทธิวิธีอย่างที่ "นักรบป่า" ฝึกอบรมกันมาชนิดช่ำชอง

จึง เป็นที่สรุปได้ว่า จลาจลยึดประเทศครั้งนี้ เกิดจากแกน "กองกำลังทักษิณ" กบฏแผ่นดินฝ่ายเดียว ประชาชนเสื้อแดงที่มาร่วมชุมนุมส่วนใหญ่ ไม่ร่วมมือ ไม่เป็นใจ ไม่เอาด้วย กับการกบฏแผ่นดินของทักษิณ เพื่อทักษิณ และโดยทักษิณ โดยแจ้งชัด

ท่านผู้อ่านที่เคารพ ผมบอกแต่ต้นแล้วว่า ประชาชนเต็มขั้นอย่างเราๆ ท่านๆ เท่านั้นที่ "ชาติต้องการ-ตลอดกาล" อย่าปัดว่าธุระไม่ใช่ เอาแต่โยนใส่บ่า ตำรวจ-ทหาร-ข้าราชการงานเมืองฝ่ายเดียว

อย่าโทษใคร อย่าเกี่ยงใคร ในภาวะที่ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน จงร่วมมือกับรัฐบาล กับกองกำลังตำรวจ-ทหารที่ตั้งขึ้นตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน อันมีพลเอกทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นผู้กำกับดูแล

และจงให้กำลังใจ "นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" นายกรัฐมนตรี ผู้ทำหน้าที่ผู้นำด้วยกำลังใจที่พิสูจน์แล้วว่า แกร่งกล้า อดทนและยืนหยัดอยู่ได้ในขณะที่ใครต่อใครอีกหลายคนต่างอยู่ในลักษณะ "ถอดใจให้โจร"

แต่นายกฯ อภิสิทธิ์ ถึงจะผิด-จะถูกขนาดไหน ในภาวะชาติเผชิญภัย ยังสามารถยืนหยัดเป็นหลักใจ ไม่หันหลังหนีภัยทิ้งให้ประเทศชาติ-ประชาชนต้องเผชิญชะตากรรมเดียวดาย เหมือนขอนไม้ในคลื่นสึนามิ

สู้เพื่อชาติ พลาดอย่างอาชาไนย ถึงตาย-เกียรติยศก็ยังดำรงไว้ จงภูมิใจเถอะ อย่าให้ความเสียใจมาดับไฟนักสู้ในหัวใจท่านเลย ผมขอเป็นกำลังใจ และยืนอยู่เคียงข้างการทำหน้าที่ผู้นำชาติยามวิกฤติของท่าน

และข้อ สำคัญ ท่านจงฟังและปรึกษาหารือคนอื่นๆ นอกจากที่อยู่รอบตัวไม่กี่คนให้มากเข้าไว้ ไม่มีใครรู้และเจนจบได้ในทุกเรื่อง อย่างกรณีนี้เช่นกัน งานบู๊กันเป็นของฝ่ายปฏิบัติการ ก็ควรฟังทหาร-ตำรวจเขา อะไรที่เป็นงานบุ๋น คือนโยบายบริหาร นั่นจึงเป็นงาน "กลั่นกึ๋น" ของท่านสั่งการออกไป

เหตุการณ์ ครั้งนี้ บ้านเมืองยับเยิน-ย่อยยับยิ่งนัก ไม่ต้องพูดกันแล้วเรื่องจีดีพีเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องความเชื่อมัน ความสำคัญทั้งหมดสรุปรวมอยู่ตรงหน้านี้ว่า จะควบคุมสถานการณ์ และยุติกบฏเผาบ้าน-ยึดเมืองนี้ได้แบบไหน อย่างไร และ..วันไหน?

ลูก ผู้ชาย-วันนี้ ไม่ต้องไปโทษใคร ความชอบถ้ามี จงแจกจ่ายและยกย่องเขา ส่วนความผิด เมื่อเสร็จภารกิจกู้สถานการณ์แผ่นดิน ท่านต้องเตรียมคำตอบอันเป็นการ "ตัดสินใจ" ที่สาสมกับความสูญเสียของประเทศชาติครั้งใหญ่จากการบริหารในฐานะผู้นำของ ท่าน

เสียลาภ-ยศ-สรรเสริญ-สุข เสียไปเถอะครับ ถ้าการเสียนั้นเป็นการเสียเพื่อดำรง "ศักดิ์ศรีแห่งผู้นำ" บอกตรงๆ เห็นหน้าท่านออกทีวีตอนสองยามคืนก่อนท่ามกลาง ผบ.เหล่าทัพที่ก้มหน้า ซ่อนแววตาสงบนิ่ง

ในบรรยากาศที่เหมือนแถลงอยู่บนขั้วโลกคนเดียว แต่ท่านนายกฯ ยังสามารถรักษาบุคลิกภาพผู้นำ เพื่อไม่ให้ผู้ตามคือประชาชนอย่างพวกผมพลอยถอดใจ วูบหนึ่ง ผมสงสารท่านสุดขั้วใจจริงๆ

ท่านผู้อ่าน และประชาชนผู้รักบ้านรักเมือง และรักสถาบันทั้งหลาย ณ เวลานี้ เรากำลังถูกกบฏแผ่นดินคุกคามย่ำยีทุกด้าน อย่าแตกแยก อย่าแตกใจ และอย่านิ่งดูดาย เอาแต่เรียกร้องและร้องหาแต่ความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ-ทหาร และรัฐบาลอย่างเดียว สิ่งสำคัญเฉพาะหน้า เรา-ประชาชน ต้องผนึกแขนงไม้เป็นกอไผ่ รวมพลังต้านภัย ช่วยกันรักษาบ้าน-รักษาสถาบันไว้ไห้จงได้

อย่าเอาแต่นั่งพูด นั่งด่า อวดวิชาการแก่กล้า โชว์วิสัยทัศน์ด้วยการ "ด่าทุกมาตรการ" ที่ตำรวจ-ทหาร และรัฐบาลนำออกมาใช้ ผมบอกได้คำเดียวว่า ถ้ามัวแต่แคร์กระแสโลก กระแสสื่อกลุ่มทุนอย่าง CNN ปล่อยให้โจรฆ่าประชาชน เผาเมือง ล้มสถาบัน โดยตำรวจ-ทหาร-รัฐบาลเอาแต่ "พับเพียบปราบ"

เพราะ เหตุนี้ผมจึงขอย้ำ "ประชาชนคือคนที่ชาติต้องการ-ตลอดกาล" ถ้าประชาชนไม่รวมตัว-รวมใจ เห็นที ประเทศไทยจะราบคาบ "กบฏไทยผสมเทศ" จะเข้ามายึดครองต้องตามคำว่า "ถิ่นกาขาว" พวกเรา..ไม่เอากันอย่างนั้นมิใช่หรือ?
รักนายกฯและจะอยู่เคียงข้างท่านตลอดไป

Monday, April 13, 2009

เปลว สีเงิน - "อภิสิทธิ์" บนเส้นด้ายอำนาจที่ไร้ทางถอย 13-04-2009

Thaipost: ครับ...บ้านเมืองเข้าสู่ยุค   "มิคสัญญี"  แล้ว  จะให้ผมต้องพูดอะไรมากไปกว่านี้อีกล่ะ  เพราะสิ่งที่ควรพูด  ก็พูดไปหมดแล้ว  และสิ่งที่ควรบอก  ก็บอกไปหมดแล้ว  เหลือแต่คำสุดท้ายว่า   ถ้ารัฐบาลอภิสิทธิ์ไม่สามารถกำราบปราบปรามกบฏแผ่นดิน  อันมีทักษิณเป็นตัวการใหญ่ได้  ผมก็เกรงว่า  จาก  ณ  วันที่  ๑๒-๒๐  เมษา.นี้  ไม่เพียงนายกฯ  อภิสิทธิ์เท่านั้นที่ยับเยิน  บ้านเมืองในความหมายของ  "ประเทศไทย"  ก็  "ย่อยยับ"  ด้วย!

     ในยามนี้  ไม่ว่าเหลียวมองไปทางไหน  รอบๆ  ประเทศไทย  นอกจากลุ่มเสื้อแดงทักษิณที่กำลังยึดบ้าน-ยึดเมืองแล้ว  ก็เหมือนไม่มีคนไทยอื่นใดเหลืออยู่ในประเทศไทยเลย!

     สภาพประเทศไทยวันปีใหม่-มหาสงกรานต์ของพุทธศักราช  ๒๕๕๒  อย่าว่าแต่มนุษย์ร่ำไห้  แม้องค์เทพผู้สถิตรักษา  "ปกบ้าน-ป้องเมือง"  ก็ยังต้องหลุบเปลือกพระเนตร  ด้วยเวทนาต่ออสัตย์สามานย์มนุษย์

     ทุกข์กันได้  แต่ไม่ต้องให้ถึงหม่นไหม้ใจตนหรอกครับ  ยามดี-บางดีก็เหลิงลืมฐานะแห่งตน  ปู้ยี่ปู้ยำ-ย่ำยีบ้านเมืองกันนัก  มีเหตุอาเพทให้ประจักษ์เสียบ้างจะได้รู้สำนึก  ผมขอย้ำ  "ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม"  และย้ำกับท่านมาแต่ต้นปีแล้ว  ฉะนั้น  เมื่อบ้านเมืองส่งสัญญาณเข้าสู่วงรอบของการเปลี่ยนแปลงใหญ่ตามอนิจลักษณะ

     ท่านก็จงมั่นใจเถอะว่า  เมืองไทยเป็นเมืองธรรม  คนเริงเลวระยำ  จะกระทำต่อบ้าน-ต่อเมืองได้ชั่วพัก-ชั่วครู่ตามทักษาเท่านั้น  จะห้ำหั่นหักหาญเอาบ้านเอาเมืองหาได้ไม่!

     และจะว่าไปอีกที  เพราะมีสิ่งนี้  จึงทำให้สิ่งนั้นเกิด  ซึ่งก็นั่นแหละคือเหตุปัจจัยขยับเขยื้อนนำไปสู่  "ความเปลี่ยนแปลง"  ที่เราทั้งหลายจะเห็นรูปแบบใหม่ไทยวิไลเลิศหรูที่ทุกคนพอใจในอีก  ๑๕-๒๓  ปีข้างหน้า

     ผมบอกไม่ได้ว่ามันคืออะไร  แต่ทุบโต๊ะ-ฟันธงได้ว่า  เศษสวะอย่างทักษิณ  หรือระบอบทักษิณไม่มีส่วนได้ร่วมในการเปลี่ยนแปลงไปสู่มิติใหม่ของประเทศไทย ในอนาคตแน่นอน!

     หนังสือสวดมนต์  และบทสวดพระพุทธมนต์ที่เคยบอกไป  ยังยึดมั่นปฏิบัติสม่ำเสมอกันอยู่ดีหรือเปล่าเอ่ย  สวดให้กำลังเทพเทวาที่รักษาบ้านเมือง  และสวดถวายพระพรชัยแด่  "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอย่หัว"  ของเรา-คนไทยทุกคน  ผมขอย้ำ..ไม่มีอะไรที่ทรงพลัง  และขลังยิ่งใหญ่เหนือไปกว่า  "พลังใจบริสุทธิ์"  ของมวลประชาไปได้หรอก

     ขาดอะไรก็ขาดได้  ในเวลานี้  แต่ที่ขาดไม่ได้คือ  "สติ"!

     จงประคองสติเอาไว้ให้ตลอด  อย่าให้อารมณ์โกรธ  อารมณ์เครียด  อารมณ์ทุกข์หม่นเศร้ามาครองใจแทนสติเป็นอันขาด  ตราบใดที่ยังมีสติ  ตามนั้น  จะเห็นทางออกของสถาบันและบ้านเมือง  เพราะสติมา-ปัญญาเกิดครับ

     อย่าโทษใคร  อย่าน้อยใจใคร  อย่าคับแค้นใคร  อย่าไปประชด-ประชันใคร  ต้อง  "ดูใจ-ถามใจ"  ตัวเราเองดีๆ  ก่อนในทุกเรื่อง  อย่าหวังคอยให้คนอื่นมาช่วยชาติ  ถ้าตัวเราเองไม่ช่วยก่อน  สำหรับรัฐบาลนี้  โดยเฉพาะนายกฯ  อภิสิทธิ์  "ตำหนิกันมาพอแล้วครับ"  อย่าไปพูดจาซ้ำเติมอะไรอันเป็นการทอนกำลังใจในขณะที่ท่านต้องทำหน้าที่  "ผู้นำสังคมชาติ"  อีกเลย

     ผิด-ถูก  ว่ากันทีหลัง  แต่ในยามตกอยู่ในสถาการณ์เครียดคลั่งของบ้านเมืองด้วยกัน  อะไรช่วยกันทำให้ผ่านพ้นสถานการณ์จากผีป่าสิงเมืองไปได้   ก็ต้องช่วยกัน  ไม่ควรไปซ้ำเติมอะไร  ซึ่งจะทำให้ทุกอย่างย่ำแย่ลงไปอีก

     นายกฯ  อภิสิทธิ์กำลังเรียนรู้การเป็นผู้นำที่สมบูรณ์ด้วยประสบการณ์  และครั้งนี้ถือว่าเป็นโอกาสทองที่ได้เหตุการณ์ล้ำค่ามาเป็นเบ้าหลอม  ด้วยความร้อนระดับ  ๑๐,๐๐๐  องศาฟาเรนไฮต์  ถ้านายกฯ  อภิสิทธิ์พิชิตได้ก็จะกลายเป็นผู้นำเหนือจุดหลอมละลายจากความร้อนใดๆ  ในโลก

     แต่ถ้าไม่ผ่านการหลอมละลายครั้งนี้ไปได้   ในเมื่อมาตามทางวิถีประชาธิปไตย  ในระบบรัฐสภา  ก็คืนอำนาจบริหารบ้านเมืองให้เขาไปตามวิถี  คือประกาศยุบสภา  ให้ไปเลือกตั้งกันใหม่  ประชาชนส่วนใหญ่เขาจะเอายังไง  ก็ว่ากันไปตามนั้น  อย่าไปคาดการณ์ถึงเรื่องราวล่วงหน้าให้มาเป็นโจทย์ของการตัดสินใจตอนนี้

     ในเมื่อมีหน้าที่นำประเทศ  แต่ไม่สามารถนำไปสู่ฝั่งฝันได้  ก็คืนอำนาจเขาไป...ลูกผู้ชาย  กล้าทำ  กล้ารับแบบเปิดเผย  ยังสามารถเงยหน้าสู้ฟ้าดินได้อยู่!

     ทำไมผมจึงแนะเรื่อง  "ยุบสภา"  เป็นทางออกสุดท้าย  เพราะผมมองเห็นแล้วว่า  บ้านเมืองขณะนี้  ไม่ว่าข้าราชการ  ทหาร  และตำรวจ  อันเป็นองค์กรที่เรียกว่าเครื่องมือในกลไกบริหารอำนาจรัฐ   ส่วนหนึ่งรวมตัวกันคล้าย  "แข็งขืนต่ออำนาจผู้นำประเทศ"  หรือเรียกว่า  "ปฏิวัติเงียบรัฐบาล"  ก็ประมาณนั้น

     จะเป็น  "ไส้ศึก"  ให้ทักษิณในระบบรัฐ  หรือจะเป็น  "แนวร่วมกองทัพแดง"  ในถนน  นั่นก็ไม่จำเป็นต้องพูดกัน   เพราะพฤติกรรมทั้งแต่  ๘  เมษายน  เป็นต้นมา  ประจักษ์ชัดว่า  "แดงยึดเมือง"   ส่วนหนึ่งมาจากคนในระบบรัฐ  "เปิดประตูเมือง"  ให้  ทั้งในเรื่องปิดถนนทั้ง  ๔  ด้านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ  กระทั่ง  "เปิดทาง"  ให้คนเสื้อแดงบุกพังโรงแรมรอยัลคลิฟ  ที่พัทยา  ล้มการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน

     เอาที่ล่าสุด  เห็นจะจะลูกตาไปทั้งโลก  มันป่าเถื่อน  และปล่อยให้เป็นอย่างนั้นได้อย่างไรกัน  ที่กระทรวงหมาดไทย  อันเป็นกระทรวงหลักใหญ่  ๑  ใน  ๔  ความหมายของประเทศนับแต่มีมา  กลุ่มคนบ้าคลั่งในชุดเสื้อแดง  อย่าว่าบุกเลย  คล้ายมีคนเปิดประตู  "เชิญเข้าไป"  จะถูกต้องกว่า  ไล่ล่ารุมตีรถนายกฯ  เหมือนหมาป่าบ้าคลั่งกระหายเลือด  รุมทึ้งฉีกเนื้อหมายชีวิต  จนมีผู้ติดตามบาดเจ็บสาหัส

     ท่ามกลางตำรวจ-ทหารที่ยืนดูด้วยความเบิกบานสำราญใจ  ดังเห็นได้จากในภาพ-ข่าวโทรทัศน์!?

     นายกฯ  ประกาศภาวะฉุกเฉินขั้นร้ายแรง  หมายความว่า  "รัฐบาลเอาจริง"  ด้วยอำนาจเข้มผ่านทหาร-ตำรวจ  แต่ดูเหมือนว่า  "เขาสั่ง-เราก็มา"  แค่นั้น  แต่ลืมหัวจิต-หัวใจไว้ในกรมกอง  ยิ่งเป็นสิ่งสร้างความลำพองให้กบฏทักษิณเหิมห้าวหนักขึ้น  เพราะรู้ว่าทหาร-ตำรวจพวกเรามาตามคำสั่ง

     แต่ไม่ทำตามคำสั่ง!?

     ฉุกเฉิน  กับไม่ฉุกเฉิน  ไม่มีผลต่างกันเลย  ยามปกติ  ก็ไม่เห็นหน้านายตำรวจ-นายทหารออกมาบัญชาการให้ปรากฏ  มีแต่ปริมาณไอ้เณรมานั่งๆ  นอนๆ  หยอกเอินพยักเพยิดกับม็อบ

     ครั้นฉุกเฉิน  ก็ไม่ปรากฏหน้านายทหาร-นายตำรวจใดๆ  ปรากฏออกมาพูดจาให้ความอุ่นใจกับประชาชน  ทั้งที่ตำรวจ-ทหารมียศ  มีขั้นระดับนายพลขึ้นไปมากมายเป็นร้อย-เป็นพัน  แต่เมื่อชาติต้องการ  กลับไม่ปรากฏหน้าใครเลย  มีแต่ไอ้เณรขับตุ๊กๆ  ที่เรียกว่า  "รถถัง"  มาจอดให้คนเสื้อแดงยึดไปประกาศชัยชนะ!?

     พฤติกรรมส่อเจตนา  จะให้เข้าใจเอาเองอย่างนั้นหรือ  ถ้าเป็นยุคก่อน  เมื่อประกาศภาวะฉุกเฉินถือว่าพื้นที่นั้น  "ทหารใหญ่สุด"  จะมีทหารใหญ่ที่ได้รับมอบหมายมาออกจอเปล่งประกายบารมี  ออกวิทยุทุกสถานี  พูดจาทำความเข้าใจกับประชาชน  และประกาศเตือนผู้ชุมนุมให้สงบและสลายตัวด่วน  ต่อจากนั้น  จะเป็นปฏิบัติการเฉียบขาด

     ไม่มีอย่างวันนี้หรอกครับ  ฉุกเฉินแล้วโจรเมืองยังรำเฉิบอยู่กลางถนน  แถมระดมคนมาปล้นบ้าน-ยึดเมืองต่อ!

     วันนี้-คำสั่งจากผู้มีอำนาจสูงสุดฝ่ายบริหารของประเทศ   สั่งเหมือนสั่งขี้มูก  เพราะฝ่ายกำลังสนองตอบแบบเสียไม่ได้  หรือฝืนทำด้วยไม่เต็มใจ  ซึ่งก็เป็นอุทาหรณ์แห่งอำนาจ  ที่ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลายคิดกันไว้บ้างก็ดีว่า

     "อำนาจแท้จริงไมได้อยู่ที่ผู้มีอำนาจ  หากแต่อยู่ที่คนใต้อำนาจ"  เหมือนศาลพระภูมิ  เมื่อคนไม่เชื่อถือกราบไหว้  มันจะต่างอะไรกับจอมปลวก?

     ย้อนมาดูผู้นำอำนาจรัฐ  "นายกฯ  อภิสิทธิ์"  เป็นรัฐบาลมา  ๓  เดือนกว่า  ท่านใช้คนทำงานอยู่คนเดียว  "นายเทพ  เทือกสุบรรณ"  ขี้ไม่ออก-เยี่ยวไม่ออกก็สุเทพ  แม้กระทั่งประกาศใช้  พ.ร.ก.ฉุกเฉิน  ก็ยังงมงายมอบหมายให้นายสุเทพเป็น  "ผู้กำกับดูแล"  เสียอีก

     หมายความว่า  พ.ร.ก.ฉุกเฉินใช้อำนาจทหาร  แต่ดันให้  "นายสุเทพ"  เป็นนายใหญ่ไปสั่งทหาร  แล้วมันจะได้เรื่องอะไร  นายสุเทพเหมาะในงานการเมืองแบบหนึ่งเท่านั้น  ดันให้ไปเป็นนายสั่งการทหารในภารกิจควบคุมบ้านเมืองยามวิกฤติ  เหตุนี้ด้วยหรือเปล่า  จึงไม่ปรากฏหน้า  ผบ.เหล่าทัพใดมายืนเคียงข้างให้ประชาชนอุ่นใจ

     ทีในยุค  "นายกฯ  สมชาย"  ยังเห็นหน้าพลเอกอนุพงษ์  เผ่าจินดา  ยืนเสริมรัศมีอยู่ข้างๆ  แต่ครั้งนี้..ไม่ปรากฏหน้าบิ๊กไหนๆ  ฝ่ายทหาร-ตำรวจ  ชาวบ้านว้าเหว่คล้ายว่า  ตำรวจ-ทหารลอยแพรัฐบาล  และประชาชน

     ประชุมอาเซียน  พังมาหยกๆ  ก็ไม่เพราะนายสุเทพบัญชาการด้านความมั่นคงดอกหรือ  แล้วนี่  ยังมอบหมายให้นายสุเทพมาคุมทหารปราบม็อบอีก  รองนายกฯ  ที่พอมีประสบการณ์งานทหาร-งานม็อบอย่าง  "พลตรีสนั่น  ขจรประศาสน์"  ก็ยังมีอยู่  ทำไมจึงไม่เรียกมาปรึกษาหารือ  หรือใช้ให้เป็นการ  "ใช้งานให้ถูกกับคน"  ล่ะ?

     ท่านนายกฯ  อภิสิทธิ์ครับ  จงเปิดเปลือกตามองคนให้กว้าง  และไกลออกไปให้พ้นรัศมีพรรคประชาธิปัตย์เถอะ  ท่านอยู่ในอำนาจ  ท่านก็ต้องเล่น  และคลุกคลีอยู่กับอำนาจ  ท่านจงคิดทุกเรื่อง-ทุกประเด็น  และมองทุกคนรอบตัวให้ทะลุ  แต่อย่าพูดทุกเรื่อง  ทุกประเด็น  และในทุกคน  อย่างที่ท่านคิด  และมองเห็น

     กุมสติให้ดี  ท่านประกาศ  "ขอเวลา  ๓-๔  วัน"  ที่จะกำราบปราบปรามผู้ทำผิดกฎหมายในการชุมนุมเสื้อแดง  ๓-๔  วันนี้  ท่านจะปราบเสื้อแดงได้อยู่หมัด  หรือจะเป็นฝ่ายถูกปราบ  พ่ายแพ้ราบคาบทั้งในการเมือง  และในเครดิตเสียเอง

     ไม่ได้ขึ้นอยู่กับฤทธิ์เดชเสื้อแเดง  แต่ขึ้นอยู่กับ  "ทหาร-ตำรวจ"  ภายใต้  พ.ร.ก.ฉุกเฉินว่าจะวางท่าที  และปฏิบัติการจริงจังขนาดไหน?

     การณ์นี้  เส้นตายผมขีดให้  ภายใน  ๒๐  เมษา.!

     พ.ร.ก.ฉุกเฉินที่จะขลัง  ต้องเห็น  "นายทหาร"  ในเครื่องแบบออกมาบัญชาการต่อสายตาประชาชน  ไม่ใช่เห็นแค่นายสุเทพสวมเสื้อเชิ้ตออกมาบัญชาการ-สั่งทหารอยู่คนเดียว

     ครับ...ตอนผมคุยอยู่กับท่าน  ในเวลา  ๔-๕  ทุ่ม  แต่ถึงตอนเช้าที่ท่านอ่านอยู่นี่  ผมก็ไม่ทราบว่าตั้งแต่  ๒  ยามเรื่อยมา  มีสถานการณ์อะไรเกิดขึ้นบ้าง  ม็อบป่วนเมืองท้าทาย  พ.ร.ก.ฉุกเฉิน  หรือว่าทหาร-ตำรวจใช้อำนาจตาม  พ.ร.ก.ฉุกเฉินปราบม็อบราบคาบไปแล้ว  ทุกช็อต-ทุกตอนต่อจากนี้ล้วนมีความหมาย  "ชี้เป็น-ชี้ตาย"  วัดใจทั้งฝ่ายเขา-ฝ่ายเรา  ตั้งสติให้มั่น  ถึงอย่างไร  สุดท้ายแล้ว  บ้านเมืองเราไปรอดได้แน่นอน.

Label Cloud