Find Other Sides of Thai Politic. Update you on the political turmoil in Thailand.

อ่าน ทวิตเตอร์

Upcoming

Showing posts with label PAD. Show all posts
Showing posts with label PAD. Show all posts

Tuesday, November 17, 2009

ตำรวจปัดหนีแถวอ่าง เมินม็อบพธม.

โพสต์ ทูเดย์ - Breaking News - ตำรวจปัดหนีแถวอ่างเมินม็อบพธม.
ตำรวจเตรียมเชิญเสธแดงให้ข้อมูลกรณีระเบิดพธม.ชุมนุมสนามหลวง

พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 เปิดเผยกรณีพล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ตำหนิการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการรักษาความปลอดภัยการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่สนามหลวง กระทั่งเกิดเหตุระเบิดว่า เรื่องดังกล่าว ผู้บัญชาการตำรวจนครบาลกล่าวเปรียบเปรยการทำงาน ซึ่งไม่ใช่การที่ตำรวจไม่ดูแล หรือหนีไปเที่ยวอาบอบนวด เพราะทุกครั้งที่มีการชุมนุมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด จะมีการประชุมประเมินสถานการณ์ทั้งและหลังการชุมนุม

ส่วนกรณีที่มีการระบุว่า หลังเกิดเหตุผู้กำกับสถานีตำรวจมาช้ากว่าผู้บัญชาการตำรวจนครบาล พล.ต.ต.วิชัย กล่าวยืนยันว่า วันเกิดเหตุนั้นผู้กำกับการ สน.ชนะสงคราม ป่วยรักษาตัวที่โรงพยาบาล มีเพียงรองผู้กำกับการรักษาราชการแทน และก็อยู่ในพื้นที่เช่นกัน แต่ยอมรับว่าการทำงานครั้งนี้มีบางจุดไม่ได้ดำเนินการตามแผนบ้าง แต่ก็ไม่ได้หละหลวม และพร้อมน้อมรับคำตำหนิเพื่อนำไปปรับปรุง

ส่วนความคืบหน้าการติดตามจับกุมมือยิงระเบิด พล.ต.ต.วิชัย กล่าวว่า จะเชิญพล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือเสธ.แดง มาให้ปากคำ หลังจากที่ออกมาระบุว่า จะเกิดระเบิดขึ้นหากมีการชุมนุม ส่วนการใช้ระเบิดต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญหรือชำนาญการใช้งานนั้น เห็นว่า ปัจจุบันการหาซื้อและการใช้อาวุธดังกล่าวก็หาง่าย ประชาชนธรรมดาก็ใช้ได้เช่นกัน ขณะที่จุดต้องสงสัยยิงระเบิดมาจากกระทรวงมหาดไทยนั้นก็ไม่มีนัยอะไรแอบแฝง แต่จุดดังกล่าวเป็นจุดอับ และมีช่องทางหลบหนีหลายเส้นทาง และจากการตรวจวิถีกระสุนก็มาจากจุดดังกล่าว ซึ่งทุกขั้นตอนในคดีนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการตามหลักฐาน เพื่อเร่งติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดีให้ได้โดยเร็ว.


Tuesday, October 6, 2009

“สนธิ” นั่งหัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ คะแนนเสียงท่วมท้น

Politics - Manager Online
สมาชิกพรรคการเมืองใหม่เลือก “สนธิ” นั่งเก้าอี้หัวหน้าพรรค ขณะที่ “สมศักดิ์” นั่งรองหน.- “สุริยะใส” รั้งเลขาธิการพรรค "ประทีป"-ประพันธ์" -"ศรัญยู" นั่งกรรมการบริหารพรรค ด้านบรรยากาศเลือกตั้งเป็นไปอย่างชื่นมื่น
....
       1.นายสมศักดิ์ โกศัยสุข เป็นรองหัวหน้าพรรค
       2.นายสุริยะใส กตะศิลา เป็นเลขาธิการพรรค
       3.พล.ร.ท.ประทีป ชื่นอารมณ์ เป็นเหรัญญิกพรรค
       4.นายบรรจง นะแส เป็นกรรมการบริหารพรรค
       5.นายประพันธ์ คูณมี เป็นกรรมการบริหารพรรค
       6.นายสุทธิ อัฌชาศัย เป็นกรรมการบริหารพรรค
       7.นายชาลี ลอยสูง เป็นกรรมการบริหารพรรค
       8.นายชุมพล สังข์ทอง เป็นนายทะเบียนพรรค
       9.นางสาวอาภารัตน์ ชาติชุติกำจร เป็นกรรมการบริหารพรรค
       10.นายสำราญ รอดเพชร เป็นโฆษกพรรค
       11.นายศรัณยู วงศ์กระจ่าง เป็นรองเลขาธิการพรรค
       12.นางกิมอัง พงษ์นารายณ์ เป็นกรรมการบริหารพรรค
...>>


Saturday, September 19, 2009

เปลว สีเงิน | ณ ภาคพื้นดิน: ในภาพด่าวดิ้นของสรรพสัตว์

ณ ภาคพื้นดิน:ในภาพด่าวดิ้นของสรรพสัตว์ | ไทยโพสต์
วันนี้-วันเสาร์ที่ ๑๙ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๕๒ ตรงกับแรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ ปีฉลู เป็นวันอมาวสีจันทร์ดับ ณ เวลา ๐๑.๔๕ น. ที่ศรีสะเกษ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) บุกทวงพื้นที่รอบปราสาทพระวิหาร ๔.๖ ตารางกิโลเมตร ที่ทหารและชาวบ้านเขมรรุกล้ำเข้ามาปักหลักหวังครอง และที่กรุงเทพฯ ณ ลานพระบรมรูปทรงม้า เสื้อแเดง นปช.บุกทวงอำนาจกินเมืองด้วยเรื่องให้ทักษิณกลับมาครอง

แต่ดูเหมือนว่า วันนี้ นายกฯ อภิสิทธิ์ไม่อยู่ ท่านไปแล้ว เดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ผู้นำประเทศบนเวทีโลกที่สหประชาชาติ สหรัฐอเมริกา อยู่ทางนี้ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง "นายสุเทพ เทือกสุบรรณ" ทำหน้าที่รักษาประเทศ-รักษารัฐบาล โดยมี พ.ร.บ.ความมั่นคง เป็นเครื่องมือสำคัญในเขตดุสิต!

ก่อนอื่น ขอคลี่คลายข้อกังวลให้แจ้งก่อนว่า จากวันนี้ไป จนถึงวันที่นายกฯ เดินทางกลับ ๒๗ ก.ย.

๑.จะไม่มีการปฏิวัติ (แน่นอน)

๒.อภิสิทธิ์ไปดี กลับมามีโชคชัย

๓.การชุมนุมของ พธม.ที่ศรีสะเกษ และการชุมนุมของ นปช.ที่กรุงเทพฯ "ไม่รับประกัน" อุบัติเหตุฉับพลัน

อุบัติเหตุมาจากไหน?

อุบัติเหตุมาได้หลายทาง แต่ทางที่ควรระมัดระวัง คือ

ก..อย่าไปยั่วยุ หรือกระทำการท้าทายบุคคลในเครื่องแบบ ทั้งโดยคำพูด โดยการสื่อสาร และโดยการกระทำ

ข.ระวังมือที่สาม จะเสี้ยมเขาควายให้ชนกัน เป้าหมายเพื่อให้ฝ่ายตำรวจ-ทหารออกอาวุธ

ค.ระวังข่าวสารที่มาจากเทคโนโลยีสมัยใหม่ จากทางไกลๆ รวมทั้งข่าวลือ ข่าวปล่อย อันหาต้นตอ ที่มา-ที่ไปไม่ได้ จะเป็นไม้ขีดก้านเดียวในน้ำมันที่หกเรี่ยราด ถ้าเกิด-จะระเบิดแบบฉับพลัน และรุนแรง

สรุปแล้ว ๑๙ กันยานี้ ต้องระวังการสื่อสาร คำพูด-คำจา ข่าวทางไกล การก่อเหตุจากมือลึกลับอันหาตัวตนไม่ได้ มวลชนที่ตกเป็นเหยื่อจะคุคลั่งเหมือนสะเก็ดไฟ "บังเอิญ" กระเด็นไปสปาร์กกับ "บุคคลในเครื่องแบบ"

แล้วมันจะ "พรึ่บบบบบ" อย่างที่ไม่มีใครต้องการ และคาดฝันมาก่อน!?

เรียกว่า เหตุการณ์ใดๆ ในช่วงวันที่ ๑๙-๓๐ กันยานี้ มีความเป็นไปได้ที่จะไม่ Smooth as silk เหมือนทุกๆ เหตุการณ์ที่ผ่านมา ข้อควรระวังเพื่อการหลีกเลี่ยง คือช่วงนี้

อย่าาาาา....อย่าไปแหย่มัน!

อย่าไปแหย่ อย่าไปยั่ว อย่าไปยุ "บุคคลในเครื่องแบบ" โดยเฉพาะทหาร มีบุคคลในเครื่องแบบชนิดเดียวที่พอจะยั่วได้ ยุได้ แหย่ได้โดยไม่เป็นภัยในระยะนี้ คือ

บุคคลในเครื่องแบบ รปภ.!

บุคคลที่ราศียังเด่น โหงวเฮ้งยังแจ๋ว ยังคงเป็นนายกฯ อภิสิทธิ์ แต่บุคคลที่ระยะนี้โหงวเฮ้งปรับเปลี่ยนมีรังสี "สมรูป-สมลักษณ์" เตะตาเป็นพิเศษ แถมเป็นรังสีไม่ขัดแย้งกับอภิสิทธิ์ ผมบอกไปท่านอาจจะไม่เชื่อ

พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.นั่นไงครับ!

โหงวเฮ้งเริ่มเดินสู่ตำแหน่งตามจักรราศีแห่งวัย เหมือนผลไม้ที่เริ่มจากเกสร เกสรผสมติดเป็นตุ่ม จากตุ่ม-โตเป็นรูปลักษณ์ จากรูปลักษณ์เข้าสู่ภาวะแห่งรูปทรง จะเข้าสู่ระยะกาลบ่มเพาะตัวเองจนถึงระดับ โต-เต่งตึง-สมบูรณ์ หรือว่าจะมีอันต้องสลัดหลุดขั้วหล่นลงไปเสียก่อน นั่น...คงไม่ต้องดูกันถึงขนาด "หนังชีวิต" หรอกครับ

ประมาณว่าระดับซีรีส์เท่านั้น!

นี่ผมมองบ้านเมืองในภาพรวมๆ ดิบๆ นะครับ ไม่ได้มองโดยใช้ "ตัวช่วย" ใดๆ มาบวก มาลบ แต่ต้องไม่ลืมกันว่า "รากเหง้า" ก่อกำเนิดของแผ่นดินไทย-คนไทย นั้น-มี และเป็นการมี "ทรงเอกลักษณ์" เข้าสู่มิติพลูโตแนบแน่น ชาติอื่น-บ้านอื่น-เมืองอื่น เขาก็มีแบบของเขา

แต่ของเรา "ราก" นั้น เป็นรากแห่งจิตวิญญาณ เป็นบ้านเมืองที่มีบรรพบุรุษดูแล ดูเหมือนห่างไกล ยากจะสัมผัสถึงได้ แต่เบื้องลึก หยั่งรากฝากติดไว้กับพระพุทธศาสนา ฉะนั้น ต้นไม้ที่มีดอกติดผล และผลที่ติดนั้น จะเติบโตติดขั้วจนสู่ขั้นเป็นผลใช้เพาะขยายพืชพันธุ์สมบูรณ์ พรั่งพร้อมด้วยความหอมหวานได้หรือไม่?

นั่นต้องเข้าใจคำว่า กรรมล้างไม่ได้ แต่ใช้ "ปัจจุบันกรรม" ปรับแต่งได้!

นี่ก็ขึ้นอยู่กับว่า "เจ้าตัว" ใดๆ จะเข้าใจขนาดไหน และจะทำหรือไม่ทำตามความเข้าใจนั้นอย่างใด ก็สุดแต่บุญแต่กรรม ณ ปางนี้ และปางบรรพ์ ทั้งของแต่ละบุคคล และทั้งของ "ประเทศชาติ-บ้านเมือง" เถอะ!

ทุกอย่าง มันมีตัวเกิด ในตัวเกิดก็มีตัวทำลาย และในตัวทำลายก็มีตัวเกิด อย่างในการเกิดของระบบคอมพิวเตอร์ มันก็มีสิ่งที่เรียกว่า "ไวรัส" มาเป็นตัวทำลาย ถ้าใครเก่งเหนือไวรัสตัวนั้นก็ "กู้" ได้ จากตายให้ฟื้น

สถานการณ์บ้านเมืองเราที่ถามกันว่า......

"แล้วมันจะไปอย่างไรกัน?

แล้วมันจะไปจบกันตรงไหน เมื่อไหร่?"

คำตอบมันก็อยู่ที่แต่ละคนถามนั่นแหละ มันจะไปอย่างไรกัน...มันจะจบกันตรงไหน...มันก็อยู่ที่ว่า "พวกคุณ-พวกท่าน" จะเลิกกัดกันเมื่อไหร่

จุดที่ทำให้เปลี่ยนจาก "กัดกัน" ไปเป็น "กอดกัน" มีมั้ย?

มี....ใครว่าไม่มีล่ะ!

สนิมนั้น เกิดแต่เนื้อในตน, มะเดื่อนั้น หนอนเกิดแต่เนื้อในตน, มอดนั้น กัดกินเนื้อไม้หุ้มในตน บ้านเมืองของเราเหมือนกัน อ่านประวัติศาสตร์จะพบว่า แต่ละยุคที่เป็นไปสาเหตุ "เกิดแต่เนื้อในตน" เกือบทั้งนั้น

จะว่าเป็นกรรม ก็ไม่เถียง กรรมจากสร้างในชาติ กรรมจากสร้างในพระศาสนา กรรมจากสร้างในสถาบันพระมหากษัตริย์ ส่วนใครจะเป็นผู้สร้างที่ไหน-อย่างไร

ใคร-ไหนเล่า จะรู้เท่าตัวเอง?!

ก็กรรมเหล่านั้นแหละสั่งสมเป็น "มรดกรรม" ร่วมชาติ พวกเราทุกคน ไม่ว่าสีไหนทั้งนั้น ต้องรับสภาพ "กรรมทายาโท" คือเป็นผู้รับผลของกรรมนั้นเฉลี่ยกันไปในฐานะเกิดร่วมชาติ ร่วมแผ่นดิน

บางที-พวกเราชาวบ้าน "เนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้รองนั่ง" แต่ต้องยอมให้กระดูกแขวนคอ!

คิดแล้วมันก็น่าอนาถใจ แล้วเราเหลือง-แดง "ชาวบ้านด้วยกัน" จะถูกกรรมแผ่นดินที่ไม่รู้ "ใครสร้าง" มอมหน้าให้ต้องมาฆ่าแกงกันเองไปทำไม คิดแล้วหดหู่ สังเวชใจจริงๆ

พวกเรารักบ้านเมืองบริสุทธิ์ใจ แล้วก็ทำตามที่คิดด้วยวิธีและแนวทางผิดบ้าง-ถูกบ้างแตกต่างกันไป โดยมีเป้าหมายรวมอยู่ที่เดียวกัน คือ ต้องการให้บ้านเมืองไร้ทุกข์ ชาวบ้านอยู่สุขตามฐานานุรูป

แต่ในขณะที่เราเกือบต้องฆ่ากันบนเป้าหมาย "เพื่อบ้านเมือง" เดียวกัน ปรากฏว่า มีบางคน บางส่วน ไม่รู้ทุกข์ ไม่รู้ร้อน ไม่รู้หนาว ไม่รู้ว่ากูมีภาวะอะไร กำลังประพฤติตนเหมือนด้วงในคอมะพร้าว กำลังมัวเมาสร้างกรรมให้ชาติ เสาประเทศขณะนี้เหมือนปักอยู่บนหน้าผาเทลาด แล้วพวกเราส่วนหนึ่งก็ขึ้นไปขย่ม ถล่มทะเลาะตบตีกัน และอีกส่วนหนึ่งก็ ก้มหน้าก้มตาชอนไช กัดเซาะรากเสา!

พี่น้องเอ๋ย เราเป็นลูกหลานรากเหง้าบรรพบุรุษไทยเดียวกัน พวกเราไม่ใช่ควายที่เพียงเขาเอาผ้าต่างสีมาคลุมก็ไล่ขวิดกันเอง เราจะยอมให้เป็นอยู่อย่างนี้ตลอดไปได้อย่างไร ใครจะล้างแค้นใคร นั่นก็ค่อยเช็กบิลกันเป็นรายๆ ไป แต่การล้างแค้นโดยเอาความสงบสุข และอนาคตชาติบ้านเมืองเป็นเดิมพัน เป็นลานแห่งงานสัประยุทธ์ล้างแค้นเช่นนี้

ไม่ถูกต้อง พี่เอ๋ย..น้องเอ๋ย ไม่ควรทำเลย บ้านเมืองเจ็บ พวกเราเจ็บทุกคนใช่ไหม เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว จะทำตามที่เขาหลอกไปทำไม ไอ้พวกข้างบนนั้น เขาสมประโยชน์ในโพดผลนั่งอยู่บนหัวเราอยู่ตลอด พวกเราไปรู้เรื่องอะไรกะเขาซักเท่าไหร่ วันไหนเขาหมดธุระที่จะใช้พวกเรา เขาก็มองพวกเราแค่ "หมาขี้เรื้อน" ที่เลิกเลี้ยงตัวหนึ่งเท่านั้น!

เชื่อผมเถอะ นี่คือความจริง ประชาชนนั้น ไม่ได้มีไว้หลอก แต่ทุกยุค-ทุกสมัย ประชาชน "ถูกหลอกใช้" ตลอดกาล!?

.....
.....

     อย่าลืมนะครับ  บ้านเมืองไทยเป็นของเราทุกคน  ไม่ใช่ของคนเสื้อสีไหนๆ  ไม่ใช่ของฝ่ายรัฐบาล  ไม่ใช่ของฝ่ายค้าน  ไม่ใช่ของรัฐสภา  ไม่ใช่ของตำรวจ-ทหาร  ไม่ใช่ของใครฝ่ายเดียว-คนเดียวทั้งนั้น  เรา-คนไทยเป็นเจ้าของกันทุกคน  เพราะสุดท้ายแล้ว  คนที่  "แบกชาติ"  ให้อยู่ได้  ก็ไม่ใช่ใคร  คือพวกเราที่ฟัดกันเองนี่ไง

     ชาติเจ็บ-ไม่มีใครเจ็บ  พวกเราทุกคนนี่แหละ  "เจ็บ"

     โปรดจำ.


Friday, September 11, 2009

เมินโดนพธม.ไล่แขวะ 'สมยศ'รับ'ตร.สีน้ำเงิน'

Thai Insider - เมินโดนพธม.ไล่แขวะ 'สมยศ'รับ'ตร.สีน้ำเงิน' 'รัก-ชอบพอ'กับ'เนวิน' แจงชัดไม่กลัว-ไม่อาย
“สมยศ” เมินพธม.วิจารณ์ “ตร.สีน้ำเงิน” แอ่นอกรับ “รักชอบพอ” กับ “เนวิน” เป็นคนประเภทเดียวกัน-นิสัยเหมือนกัน-เป็นไงเป็นกัน ลั่น “ไม่กลัว-ไม่อาย” เพราะถ้าปฏิเสธก็หมายถึงโกหก พร้อมยอมรับซี้ปึ้กกับ “วิชัย-กนกศักดิ์” แถมชอบเล่นหุ้น

วันที่ 11 ก.ย. 2552 พล.ต.ท.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้ช่วยผบ.ตร. ซึ่งเพิ่งได้รับคำสั่งจากพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. เมื่อวันที่ 9 ก.ย.ที่ผ่านมา ให้เป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวนในคดีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ปิดล้อมสนามบินดอนเมืองและสนามบินสุวรรณภูมิ แทนพล.ต.ท.วุฒิ พัวเวส ผู้ช่วยผบ.ตร. ที่ขอลาออกจากคดีนี้ กล่าวผ่านรายการ “เจาะลึกทั่วไทยอินไซด์ไทยแลนด์” ถึงกรณีดังกล่าวว่า “ถามว่าเห็นคำสั่งหรือยัง ณ บัดนี้ยังไม่เห็นคำสั่ง ยิ่งผบ.ตร.ตั้งผม ก็ไม่ได้ศึกษาหรือถามผมก่อน แต่ทราบมาหลายวันแล้วว่า พล.ต.ท.วุฒิ พัวเวส ได้มาขอลาออกกับพล.ต.อ.พัชรวาท การที่ผบ.ตร.สั่งผม ไม่ทราบเรื่องมาก่อน ซึ่งก็ตกใจ ว่าทำไมมาตั้งผม เพราะหน้าที่ความรับผิดชอบ เป็นผู้ช่วยผบ.ตร. ที่รับผิดชอบกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) ซึ่งงานเรื่องของพันธมิตรฯปิดสนามบินสุวรรณภูมิกับดอนเมือง เป็นเรื่องของผู้ช่วยผบ.ตร. ที่ดูแลกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) กับกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 (บช.ภ.1) มันผิดฝั่งผิดฝาไปหน่อย”

พล.ต.ท.สมยศ กล่าวว่า เป็นดุลยพินิจของผู้บังคับบัญชา ที่มอบหมายให้ตนทำ ก็น้อมรับ แต่ถามความรู้สึกส่วนตัว มันผิดฝาผิดฝั่ง เพราะวันหนึ่งหากงานเดินไป แล้วมีปัญหา ก็อาจจะลาออกก็ได้ เพราะไม่ใช่ความรับผิดชอบของตน แต่ทั้งนี้ก็ต้องอยู่ในดุลยพินิจของรักษาการผบ.ตร. (พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์) ในเวลานี้

เมื่อถามว่า นายสั่งก็ต้องทำ อะไรที่ว่าถ้ามีปัญหาจะลาออก พล.ต.ท.สมยศ กล่าวว่า “การทำงานของผมยึด 3 ประการคือ 1.ยึดหลักความยุติธรรม ทำตรงไป-ตรงมา 2.ถูกต้องตามกฎหมาย 3.จะไม่กลั่นแกล้งหรือรังแกผู้อื่น ไม่ทำแล้วดูเป็นการกลั่นแกล้งหรือช่วยเหลือใคร”

ถามต่อว่า รู้สึกอย่างไร ในทันทีที่มีข่าวเซ็นตั้ง ทางพันธมิตรฯก็เริ่มยิงปืนใหญ่ถล่ม เป็นหมู่บ้านกระสุนตก กล่าวหาเป็นตำรวจสีน้ำเงิน ทำไมจึงเกิดเช่นนี้ และสีน้ำเงินแปลว่าอะไร พล.ต.ท.สมยศ กล่าวว่า “ถ้าถามว่า อะไรเป็นความรับผิดชอบหรือคำสั่งของผู้บังคับบัญชา สั่งอะไรมาก็ทำ แต่ผมยึดหลัก 3 ประการ ผมทำเรื่องใหญ่คือ รีสอร์ตทองผาภูมิ ก็เป็นเป้ากระสุนตกมาแล้ว นสพ.ผู้จัดการก็เขียนถึงผมเยอะ ก็ไม่ว่ากัน เค้าบอกเป็นตำรวจติดตามนายมนตรี พงษ์พานิช จากนั้นก็บอกมาติดตามนายเนวิน ชิดชอบ ก็ขอแก้ข่าวว่า ผมไม่ได้เดินตามนายเนวิน ไม่ได้เป็นตำรวจติดตาม แต่รักนายเนวิน เพราะนิสัยเหมือนกัน เป็นไงเป็นกัน ผมเป็นตำรวจติดตามก่อนคุณเนวินเป็นส.ส.ด้วยซ้ำ เมื่อเจอกัน เป็นคนประเภทเดียวกัน ก็คบกันได้ เค้าเคารพผมเหมือนพี่ เราก็เคารพกัน เป็นเพื่อน นี่คือความผูกพัน”

เมื่อถามว่า พูดเต็มปาก ว่ารักชอบพอกับนายเนวิน ไม่กลัวหรือ ผู้ช่วยผบ.ตร.ผู้นี้ ตอบว่า “ไม่กลัวครับ นสพ.เขียน ถ้าไม่จริง ผมจะตอบโต้ แต่เค้าเขียนเรื่องจริง ผมไม่อายหรอก ถ้าผมปฏิเสธว่าไม่เคย ก็โกหก เค้าบอกว่า ผมเป็นเพื่อนคุณวิชัย (รักศรีอักษร ประธานกรรมการบริหาร บริษัท คิง เพาเวอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป จำกัด) เป็นเพื่อนคุณกนกศักดิ์ (ปิ่นแสง) บอกผมชอบเล่นหุ้น เขียนไปแล้ว ผมไม่ว่า ผมเล่นหุ้นก็ใช้เงินผม ไม่ได้สนใจเงินสีดำ สีเทา หรือเงินเน่าๆ ในวงการตำรวจ ผมอยู่ได้อย่างสง่าผ่าเผย ถามเลย ใครเคยเอาเงินมาให้ผม ผมชอบเล่นหุ้นมันผิดกฎหมายหรือครับ เงินที่เข้า-ออก บัญชีผม มาจากตลาดหลักทรัพย์ฯ เจ๊งบ้าง-รวยบ้าง ถือเป็นการประชาสัมพันธ์ให้ผมได้ดัง”

เมื่อถามว่า พูดเต็มปาก เดินตามนายมนตรี แต่ไม่ได้เดินตามนายเนวิน แค่รักชอบพอกัน แถมรู้จักนายวิชัย-นายกนกศักดิ์ ปิ่นแสง และเล่นหุ้นจริง พล.ต.ท.สมยศตอบว่า “ใช่...ไม่ว่ากัน”

ถามอีกว่า ถ้าลงไปเคลื่อนสำนวนในคดีพันธมิตรฯ ไม่ยิ่งโดนหนักกว่านี้หรือ พล.ต.ท.สมยศ กล่าวว่า “ไม่เป็นไร ถ้าเป็นหน้าที่ก็ต้องทำ ถ้าไม่อยากทำ ก็ลาออก ต้องดูกันต่อไป เพราะขีดความอดทนไม่เหมือนกัน บางคนอาจโดนปั๊ง-สองปั๊งก็อถอดใจ ผมอาจโดนสักร้อยปั๊ง ถึงถอดใจ”

พล.ต.ท.สมยศ กล่าวต่อว่า การหยุดปฏิบัติหน้าที่ของพัชรวาท มันมีสองแง่สองง่าม บางท่านก็บอกว่า ต้องหยุดทันที บางท่านก็บอกว่า ไม่ต้องหยุด เพราะพล.ต.อ.พัชรวาทไม่ใช่ข้าราชการเมือง ตนก็เคารพภูมิปัญญาทุกท่าน คนหนึ่งเห็นอย่าง อีกคนเห็นอย่าง ก็ต้องถกเถียงกัน

เมื่อถามว่า หากทางกฎหมาย บอกว่า พล.ต.อ.พัชรวาทต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ คำสั่งตั้งพล.ต.ท.สมยศ ก็หมดสภาพ พล.ต.ท.สมยศ กล่าวว่า “ไม่ขอวิจารณ์ ผมแค่พอรู้กฎหมาย แต่ไม่แตกฉานในเรื่องกฎหมายสำคัญ ให้ผู้รู้ว่ากันไปดีกว่า”

“ถ้ารักษาการผบ.ตร. (พล.ต.อ.ธานี) เรียกไป ก็ต้องหารือถึงแนวทางและวิธีการ แต่เท่าที่ทราบ สำนวนการสอบสวนมันจบไปแล้ว ผมมาทำอะไรไม่ได้ มันสรุปแล้วว่า ข้อหาเป็นอย่างนั้นจริง ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ระบบยุติธรรมของไทย เป็นระบบกล่าวหา ให้ไปต่อสู้กันในศาล” ผู้ช่วยผบ.ตร.ผู้นี้ระบุ

เมื่อถามว่า สำนวนคดีปิดสนามบิน ถือว่าจบแล้ว ทำอะไรไม่ได้แล้ว ไปถึงขั้นตั้งข้อกล่าวหา และมารับทราบข้อกล่าวหาแล้ว เปลี่ยนแปลงไม่ได้ พล.ต.ท.สมยศ กล่าวว่า ถ้าผู้ถูกกล่าวหาไม่มารับทราบข้อกล่าวหา จากพนักงานสอบสวน ตามหมายเรียก ก็เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวน จะออกหมายเรียก หรือทำเรื่องไปถึงศาล เพื่อขออออกหมายจับ แต่ตามป.วิอาญา ไม่ได้บอกว่า จะต้องออกหมายเรียกกี่ครั้ง อยู่ที่ดุลยพินิจของพนักงานสอบสวน

ถามอีกว่า แต่เค้า (แกนนำพันธมิตรฯ) ไปปรากฏตัวต่อหน้าพนักงานสอบสวน แต่ไม่รับทราบข้อกล่าวหา ตำรวจก็ทำอะไรไม่ได้ พล.ต.ท.สมยศ กล่าวว่า “ถ้าผมมารับงานในหน้าที่นี้แล้ว ก็ต้องหารือกับคณะกรรมการ ที่สอบสวนเรื่องนี้ ไม่อยากตัดสินโดยลำพัง ขอถามก่อนว่า เค้าคิดอย่างไร แต่ขั้นตอนการดำเนินการตามป.วิอาญา มันมีอยู่”

เมื่อถามต่อถึงคดีรีสอร์ตของพล.ต.อ.เสรีพิศุทธิ์ เตมียาเวส อดีตผบ.ตร. ออกหมายเรียกไปกี่ครั้ง พล.ต.ท.สมยศ กล่าวว่า “3-4 ครั้งแล้ว”

ถามต่อว่า แต่ไม่มีสัญญาณตอบรับ พล.ต.ท.สมยศ กล่าวว่า “ท่านไม่ได้มาพบพนักงานสอบสวน แต่ทราบว่าล่าสุดไปขึ้นศาล จึงไม่ได้มา เราก็เข้าใจ ก็ต้องออกหมายเรียกซ้ำอีกที โดยกำหนดให้มาวันที่ 14 ก.ย.นี้ เวลาบ่ายโมง ให้มาที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เลย”

"ธานี" ฟิตจัดเรียกประชุมคลี่คลายคดีลอบยิงสนธิ

พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รองผบ.ตร. ในฐานะ รรท.ผบ.ตร. ได้เรียกรองผบ.ตร. ,จเรตำรวจแห่งชาติ (จตช.) และตำแหน่งเทียบเท่า ประชุมภายหลังเข้ารับตำแหน่ง รรท.ผบ.ตร. โดยใช้เวลาการประชุมประมาณ 30 นาที พล.ต.อ.ธานี กล่าวภายหลังการประชุมว่า ได้เชิญรองผบ.ตร. จตช. และตำแหน่งเทียบเท่า เข้าประชุม ตนไม่ได้กำชับอะไรเป็นพิเศษ ได้แจ้งว่าให้ทุกท่านทำงานไปตามปกติ ส่วนกรณีที่พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. มีคำสั่งเปลี่ยนตัวหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีปิดล้อมสนามบิน จากพล.ต.ท.วุฒิ พัวเวส ผช.ผบ.ตร. เป็นพล.ต.ท.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผช.ผบ.ตร. ก็ให้เป็นไปตามนั้น คำสั่งที่ผบ.ตร.ลงนามไว้ ก็จะถูกแจกจ่ายไปยังผู้ปฎิบัติ ในการทำคดีก็ให้อำนาจหัวหน้าพนักงานสอบสวนไปดำเนินการได้เต็มที่

พล.ต.อ.ธานี กล่าวถึงคดีลอบยิงนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพธม. ก็คืบหน้าไปทุกๆด้าน และเวลา 14.00 น.วันนี้ก็จะเรียกประชุมติดตามความคืบหน้าจากคณะทำงาน ซึ่งก็จะมารายงานในสิ่งที่ตนได้สั่งการไป

เมื่อถามว่ากดดันหรือไม่ เพราะเหลือเวลาเพียง 19 วันก็จะเกษียณอายุราชการ พล.ต.อ.ธานี กล่าวว่า ไม่ได้กดดันอะไร มีหน้าที่ก็ทำไป เมื่อวานที่ไปพบนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯก็ไม่ได้กำชับอะไรเป็นพิเศษ เพียงแต่บอกว่า ให้ปฎิบัติหน้าที่ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย สิ่งที่ท่านเป็นห่วงคือความมั่นคง การชุมนุมต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น


Tuesday, September 8, 2009

ป.ป.ช. ฟันคดี7ตุลา

โพสต์ ทูเดย์ - Breaking News - ป.ป.ช.ฟันคดี7ตุลา
ป.ป.ช.ลงดาบสมชาย-จิ๋ว-พัชรวาท-สุชาติบิ๊กตร.เจอ2เด้งผิดวินัย

วันนี้(7กันยายน) นายวิชา มหาคุณ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยหลังการประชุม ป.ป.ช.พิจารณาสำนวนการไต่สวนคดีการสลายผู้ชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อ ประชาธิปไตย (พธม.) เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 จนมีผู้เสียชีวิต และบาดเจ็บจำนวนมากว่า ที่ประชุมมีมติให้ชี้มูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบกับนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ในฐานะนายกรัฐมนตรี และพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ในฐานะรองนายกรัฐมนตรี ขณะนั้นฐานเป็นผู้สั่งการให้สลายการชุมนุม

นอกจากนั้น ยังมีมติให้ชี้มูลความผิดทางอาญา และวินัยร้ายแรงในฐานความผิดเดียวกับพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.)และพล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ในฐานะผู้บัญชาตำรวจนครบาล (ผบช.น.) ซึ่งเป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ แต่กลับไม่มีการสั่งให้หยุดการสลายการชุมนุม ทั้งที่มีผู้บาดเจ็บและชีวิตในช่วงเช้า

สำหรับผู้ถูกกล่าวหาอีก 5 คน ระดับรองผบ.ตร. และรองผบช.น. คณะกรรมการฯ เห็นว่าไม่มีความผิด เนื่องจากเป็นผู้ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ซึ่งรายละเอียดทั้งหมดจะแถลงในเวลา 15.00 น. วันนี้โดยนายกล้านรงค์ จันทิก กรรมการ และโฆษก ป.ป.ช.

ด้านนายกล้านรงค์ จันทิก โฆษกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. เปิดเผยว่า ที่ประชุม ป.ป.ช.ได้มีการพิจารณาข้อเสนอของคณะอนุกรรมการไต่สวนเหตุสลายการชุมนุม และเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้อง ในวันที่ 7 ตุลาคม 2551 โดยที่ประชุมมีมติ 8 ต่อ 1 ชี้มูลความผิดคดีอาญา มาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ กับนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ฐานสั่งการให้ตำรวจสลายการชุมนุม

ส่วนพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจนครบาลในขณะนั้น ถือว่ามีความผิดทางอาญาและวินัยร้ายแรง

ขณะที่ผู้ถูกกล่าวหาอีก 5 คน ประกอบด้วย พล.ต.อ.วิโรจน์ พหลเวชช์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ต.ลิขิต กลิ่นอวล พล.ต.ต.เอกรัตน์ มีปรีชา พล.ต.ต.วิบูลย์ บางท่าไม้ และ พล.ต.ต.จักรทิพย์ ชัยจินดา รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ไม่ถูกชี้มูลความผิด เนื่องจากทำตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา

อย่างไรก็ตาม ผู้ถูกชี้มูลความผิดทางคดีอาญา ป.ป.ช.จะส่งเรื่องให้อัยการส่งฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จะอยู่ในเวลาดำเนินการ 7-15 วัน ส่วนความผิดทางวินัยร้ายแรง จะส่งเรื่องถึงผู้บังคับบัญชาให้พิจารณาภายใน 3 วัน


ฟัน 4บิ๊ก ฆ่า7ตุลา อัปยศ!'ชาย-จิ๋ว-ป๊อด'โทษลูกน้อง

ฟัน 4บิ๊ก ฆ่า7ตุลา อัปยศ!'ชาย-จิ๋ว-ป๊อด'โทษลูกน้อง | ไทยโพสต์
ป.ป.ช.เชือดคนสั่งฆ่าประชาชนในเหตุการณ์ 7 ตุลาแล้ว "สมชาย-บิ๊กจิ๋ว" ผิดอาญา ส่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมืองลงทัณฑ์ ส่วน "พัชรวาท-สุชาติ" ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง อ่วมทั้งอาญาและวินัยร้ายแรง โทษต้องออกสถานเดียว ประเทศไทยสุดชีช้ำ โคตรอัปยศ! หาชายชาตรีไม่ได้ พบคำให้การโยนเป็นทอดๆ "ชายกระโปรง" ป้ายขี้ให้ตำรวจ อ้างยังไม่แถลงนโยบายสั่งตำรวจไม่ได้ "ป๊อด" เหลวไหลโทษลูกน้อง "สุชาติ" รับสภาพ "ดีแล้วที่ความผิดสุดท้ายจบลงที่ผม ไม่มีความผิดไปถึงน้องๆ" ฝ่ายค้านจุดไฟต่อ ปูดเป็นแผนตั้ง ผบ.ตร.คนใหม่

เมื่อวันจันทร์ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ประชุมนัดพิเศษ พิจารณาข้อกล่าวหานายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และพวก รวม 9 คน กระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่กรณีสั่งให้มีการสลายการชุมนุมผู้ชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย บริเวณหน้ารัฐสภา เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 จนทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตหลายราย โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างเคร่งเครียด ใช้เวลานานถึง 6.30 ชั่งโมง

จากนั้น นายกล้านรงค์ จันทิก โฆษก ป.ป.ช. แถลงผลการประชุมว่า ป.ป.ช.ได้พิจารณาข้อเท็จจริง ตลอดจนได้แจ้งข้อกล่าวหาให้ผู้ถูกกล่าวหารับทราบและเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงข้อกล่าวหาแล้วเห็นว่า

1.นายสมชาย ได้เรียกประชุม ครม.เป็นนัดพิเศษเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2551 เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ของผู้ชุมนุม โดยเรียก พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. เข้าประชุม และสั่งการให้ไปดำเนินการให้สมาชิกรัฐสภาเข้าประชุมเพื่อรับฟังการแถลงนโยบายต่อรัฐบาลให้ได้ นอกจากนี้ ครม.ได้มีมติมอบหมายให้ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รองนายกฯ ติดตามตรวจสอบสถานการณ์และกำกับดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยในวันประชุมร่วมรัฐสภา โดยให้ประสานสั่งการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หน่วยงาน และบุคคลที่เกี่ยวข้อง

ซึ่งหลังการประชุม พล.อ.ชวลิตได้เดินทางไปมอบนโยบายให้ สตช.ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล โดยให้นโยบายสรุปว่า "พรุ่งนี้ต้องใช้รัฐสภาเป็นที่ประชุม โดยพยายามเอาตำรวจเข้าไปเพื่อรักษาสถานที่ก่อน จะทำอย่างไร จะเอากำลังเข้าไปเท่าไรก็ได้ สิ่งที่สำคัญจะต้องเปิดเส้นทางให้ ส.ส.และ ส.ว.เข้าไปให้ได้ในเวลา 09.30 น." เมื่อ พล.อ.ชวลิตเดินทางกลับ สตช.จึงต้องปฏิบัติตามคำสั่งของนายกฯ และรองนายกฯ

นายกล้านรงค์แถลงว่า นายสมชายได้ชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาว่า 1.มิได้เรียก พล.ต.อ.พัชรวาทมาพบ 2.ไม่มีคำสั่งให้เปิดทางให้สมาชิกรัฐสภาเข้าประชุม 3.การดำเนินคดีกับผู้ชุมนุมที่กระทำผิดกฎหมาย และหน้าที่และดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ตำรวจ 4.แม้ ครม.จะมอบหมายให้ พล.อ.ชวลิตเป็นผู้ควบคุมการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ แต่อยู่ในฐานะกำกับนโยบาย อำนาจยังเป็นของเจ้าหน้าที่ตามแผนกรกฎ 48 5.ครม.ยังมิได้แถลงนโยบายต่อสภา จึงไม่มีอำนาจในการบริหารและสั่งการตำรวจ

โฆษก ป.ป.ช.กล่าวว่า ป.ป.ช.ได้พิจารณาการแก้ข้อกล่าวหาของนายสมชายแล้ว มิอาจหักล้างข้อเท็จจริงที่ได้จากการไต่สวนได้ เนื่องจากพบว่ามีคำให้การของพยานบุคคลที่เป็น ส.ส.คนหนึ่งยืนยันว่า นายสมชายเป็นคนสั่งให้โทรศัพท์ไปเรียก พล.ต.อ.พัชรวาทไปพบที่ทำเนียบรัฐบาลชั่วคราว นอกจากนี้ พล.ต.อ.พัชรวาทยังยืนยันว่า ได้รับคำสั่งจาก พล.อ.ชวลิตให้เปิดทางให้สมาชิกรัฐสภาเข้าประชุม และเข้าพบนายสมชายเพื่อขอคำยืนยัน

"ปรากฏจากรายงานการประชุม ครม. ระบุว่ามีมติมอบหมายให้ พล.อ.ชวลิตประสานกับ สตช.เพื่อสั่งการให้ตำรวจเปิดเส้นทางให้สมาชิกรัฐสภาเข้าประชุมให้ได้ จึงต้องถือว่าเป็นมติของ ครม.ภายใต้การกำกับดูแลของนายสมชายนายกฯ ขณะนั้น"

มติ 8 ต่อ 1 ฟัน "สมชาย"

นายกล้านรงค์กล่าวว่า การที่นายสมชายอ้างว่ายังไม่มีอำนาจนายกฯ เนื่องจากยังไม่ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา เห็นว่าอำนาจนายกฯ ได้นับแต่วันที่โปรดเกล้าฯ พร้อมถวายสัตย์ฯ แล้ว จึงถือว่านายกฯ มีอำนาจของนายกฯ สมบูรณ์ มีอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดิน เหนือข้าราชการทุกกระทรวง ทบวงและกรม และมีอำนาจยับยั้งการปฏิบัติการใดๆ ได้

"ข้อเท็จจริงปรากฏว่า เหตุการณ์ในตอนเช้าวันที่ 7 ตุลาคม 2551 มีประชาชนได้รับบาดเจ็บจากการสลายการชุมนุมจนขาขาด ดังนั้นนายกฯ จึงควรยับยั้งไม่ให้ตำรวจปฏิบัติหน้าที่เช่นนั้นอีก แต่นายสมชายก็หาได้สั่งการไม่ กลับปล่อยให้เจ้าหน้าที่กระทำซ้ำอีกในช่วงบ่ายและค่ำ ฉะนั้นการกระทำของนายสมชายที่ควรบริหารให้บ้านเมืองมีความปลอดภัย เคารพสิทธิการแสดงออกของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ"

เขาระบุว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.จึงมีมติด้วยคะแนนเสียง 8 ต่อ 1 ว่าการกระทำหรือละเว้นการกระทำของนายสมชาย มีมูลความผิดทางอาญาฐานปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

2.พล.อ.ชวลิต คืนวันที่ 6 ตุลาคม 2551 เมื่อ พล.อ.ชวลิตเดินทางกลับยังได้มอบหมายให้ พล.ต.อ.บุญฤทธิ์ รัตนพร นายตำรวจนอกราชการ พล.ต.ต.สุรพงศ์ สิริภักดี ผู้บังคับการตำรวจรถไฟ อยู่ติดตามและตรวจสอบสถานการณ์ การดำเนินการตามคำสั่งของ พล.อ.ชวลิตได้ใช้กำลังเพื่อเปิดทางให้สมาชิกรัฐสภาเข้าประชุมได้ โดยเริ่มตั้งแต่เวลา 06.00 น. และการเปิดทางดังกล่าว ทำให้ประชาชนได้รับบาดเจ็บ แม้ต่อมา พล.อ.ชวลิตจะประกาศความรับผิดชอบด้วยการลาออกเวลา 09.00 น.

พล.อ.ชวลิตได้ชี้แจงข้อกล่าวหาโดยสรุปว่า 1.รัฐบาลนายสมชายยังไม่ได้แถลงนโยบายต่อสภา จึงไม่มีอำนาจในการสั่งการ การดำเนินการใดๆ จึงเป็นอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานตามกฎหมาย 2.ก่อนประชุม ครม. พล.อ.ชวลิตมิได้เรียก พล.ต.อ.พัชรวาทไปสั่งการเปิดทางเข้ารัฐสภาโดยวิธีการสลายการชุมนุม และมิได้สั่งการเช่นเดียวกับที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล 3.เมื่อเกิดเหตุการณ์ในช่วงเช้าวันที่ 7 ตุลาคม พล.อ.ชวลิตได้ลาออกจากตำแหน่ง ซึ่งเป็นการแสดงการรับผิดชอบทางการเมือง มิใช่การยอมรับผิดตามที่กล่าวหา 4.ครม.มอบหมายให้ พล.อ.ชวลิต อำนวยการและควบคุม แต่ไม่มีอำนาจในการสั่งการเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ผลักดันผู้ชุมนุม

คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า พล.อ.ชวลิตสั่งให้เปิดทางเข้าประชุมในเวลา 09.30 น. ของวันที่ 7 ต.ค.ให้ได้ สอดคล้องกับเทปบันทึกเสียงที่ พล.อ.ชวลิตสั่งการว่า "จะต้องเปิดเส้นทางให้ ส.ว.และ ส.ส.เราเข้าไปให้ได้" โดยการสั่งการดังกล่าวย่อมเล็งเห็นผลได้ว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องสลายการชุมนุมเพื่อเปิดทางเข้าสู่ประตูปราสาทเทวฤทธิ์

"คำปฏิเสธว่าลาออกแล้ว พิจารณาจากผลการกระทำของตำรวจจนทำให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง การแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออก หาได้พ้นความรับผิดในฐานะเป็นผู้สั่งการไม่ ซึ่งการกระทำดังกล่าว พล.อ.ชวลิตได้ติดตามโดยตลอด โดยให้ พล.ต.อ.บุญฤทธิ์ และ พล.ต.ต.สุรพงศ์ เป็นผู้ติดตามสถานการณ์โดยตลอด การที่ พล.อ.ชวลิตอ้างว่า ไม่ได้รับรายงานและทราบข่าวจากสื่อมวลชนตอนเช้านั้นจึงฟังไม่ขึ้น การตัดสินใจลาออกจึงเป็นการหลีกหนีความรับผิดชอบ คณะกรรมการ ป.ป.ช.จึงมีมติด้วยเสียง 6 ต่อ 3 ว่ามีมูลความผิดทางอาญา ฐานปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157"

"ป๊อด"โยนให้"สุชาติ"

3.พล.ต.อ.พัชรวาท เมื่อ พล.ต.อ.พัชรวาทเดินทางไปถึงทำเนียบรัฐบาลชั่วคราว ก็ได้พบกับ พล.อ.ชวลิต และได้รับการแจ้งว่า การประชุมวันที่ 7 ตุลาคม จะต้องมีการประชุมรัฐสภาให้ได้ พล.ต.อ.พัชรวาทแสดงความเห็นว่าน่าจะเปลี่ยนสถานที่หรือเลื่อนการประชุม แต่ไม่มีการตอบสนองแต่อย่างใด หลังจากนี้ พล.อ.ชวลิตได้เดินทางไปที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล และสั่งการให้เปิดทางให้สมาชิกรัฐสภาเข้าฟังการแถลงนโยบายในเวลา 19.30 น.

พล.ต.อ.พัชรวาทได้ปฏิเสธและชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาสรุปได้ว่า การสั่งการของนายสมชายและ พล.อ.ชวลิต ถือเป็นคำสั่งของผู้บังคับบัญชาที่ต้องปฏิบัติตาม ส่วนการใช้แก๊สน้ำตาถือเป็นอุปกรณ์ที่ไม่มีความรุนแรง การเสียชีวิตของนางสาวอังคณา ระดับปัญญาวุฒิ ไม่ได้เกิดจากแก๊สน้ำตา นอกจากนี้ พล.ต.ท.สุชาติ ผู้บัญชาการเหตุการณ์เป็นผู้สั่งการตามแผนกรกฎ 48 โดยไม่ต้องเสนอผู้บังคับบัญชา นอกจากนี้หน่วยที่สลายการชุมนุมไม่ใช่หน่วยอรินทราช 26 หรือหน่วยนเรศวร 261 ซึ่งจะต้องได้รับอนุมัติจาก ผบ.ตร. และเหตุการณ์ 7 ตุลาคมไม่เคยได้รับรายงานหรือขอให้สลายการชุมนุมตามแผนกรกฎ 48 แต่อย่างใด

คณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณาจากการโยนและยิงแก๊สน้ำตาเข้าใส่ผู้ชุมนุมจนทำให้มีเสียหายในตอนเช้า และกระทำซ้ำในตอนบ่าย พล.ต.อ.พัชรวาทมีอำนาจบังคับบัญชาใน สตช.และแต่งตั้งให้ พล.ต.ท.สุชาติเป็นผู้บังคับบัญชาเหตุการณ์ แม้แผนกรกฎ 48 พล.ต.อ.พัชรวาทจะมิได้ลงนาม แต่ก็จัดทำในนาม ผบ.ตร. ฉะนั้นเมื่อทราบว่าในการผลักดันผู้ชุมนุมมีเหตุรุนแรง ผบ.ตร.ย่อมมีอำนาจสั่งการให้หยุดยั้งการกระทำที่เป็นอันตรายต่อประชาชนได้ การกล่าวอ้างว่าไม่เคยได้รับรายงานหรือขออนุมัติในการใช้กำลังสลายการชุมนุม ไม่มีเหตุผลให้พ้นความผิดได้

คณะกรรมการ ป.ป.ช.จึงเห็นด้วยคะแนนเสียง 8 ต่อ 1 ว่า พล.ต.อ.พัชรวาทได้กระทำการใดๆ อันเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง และเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ มาตรา 79 (5) (6) และปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

4.พล.ต.ท.สุชาติ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ผบช.น. ในฐานะผู้บังคับบัญชาเหตุการณ์ ตามแผนกรกฎ 48 ได้ปฏิบัติหน้าที่เกิดกว่าเหตุจนทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต เมื่อทราบเหตุการณ์ในช่วงเช้าวันที่ 7 ต.ค.แล้วมีผู้บาดเจ็บเป็นจำนวนมาก แต่เวลา 16.00 และ 19.00 น. พล.ต.ท.สุชาติก็ยังคงสั่งให้ใช้แก๊สน้ำตาผลักดันผู้ชุมนุมอีก จนทำให้มีผู้บาดเจ็บ เสียชีวิต ขาขาด มือขาด โดยไม่ดำเนินการทบทวนวิธีการหรือหยุดยั้งการกระทำดังกล่าว คณะกรรมการ ป.ป.ช.จึงมีมติด้วยคะแนนเสียง 8 ต่อ 1 เห็นว่า การกระทำของ พล.ต.ท.สุชาติ มีมูลความผิดฐานทำร้ายประชาชนและประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ มาตรา 79 (3) (5) (6) และมีมูลความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

สำหรับ พล.ต.ต.ลิขิต กลิ่นอวล รอง ผบช.น., พล.ต.ต.เอกรัตน์ มีปรีชา รอง ผบช.น., พล.ต.ต.วิบูลย์ บางท่าไม้ รอง ผบช.น., พล.ต.ต.จักรทิพย์ ชัยจินดา รอง ผบช.น. รวมทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ออกปฏิบัติการสลายการชุมนุมทั้งหมด เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ตามการสั่งการของ ผบช.น. ในฐานะผู้บัญชาการเหตุการณ์ และ ผบ.ตร. ส่วน พล.ต.อ.วิโรจน์ พหลเวชช์ รอง ผบ.ตร. ไม่พบพยานหลักฐานว่ามีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงต่อเหตุการณ์ดังกล่าว

นายกล้านรงค์กล่าวว่า หลัง ป.ป.ช.มีมติชี้มูล สำหรับความผิดทางอาญาก็จะส่งสำนวนให้อัยการสูงสุดดำเนินการส่งฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งการเมืองต่อไป ส่วนความผิดทางวินัย ก็จะส่งให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาบทลงโทษภายใน 30 วัน โดยคาดว่าจะสามารถส่งเอกสารทั้งหมดได้ในเวลา 2 สัปดาห์

โทษ"พัชรวาท"ออกสถานเดียว

สำหรับโทษของ พล.ต.อ.พัชรวาท ในความผิดทางวินัยฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง มีโทษเพียงปลดออกหรือไล่ออกเท่านั้น ซึ่งจะส่งผลต่อบำเหน็จบำนาญด้วย ส่วนการพิจารณาให้พักราชการ ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ มาตรา 55 เป็นอำนาจของผู้บังคับบัญชาจะพิจารณาต่อไป

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี เปิดแถลงข่าวทันทีโดยบอกว่า มั่นใจเป็นผู้บริสุทธิ์ โดยในวันที่มีการชุมนุม ระหว่างที่ตนจะแถลงนโยบายต่อรัฐสภานั้น นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้นัดให้คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภาในวันที่ 7 ตุลาคม ซึ่งในคืนวันที่ 6 ตุลาคม ได้มีกลุ่มผู้ชุมนุมเข้าไปปิดล้อมอาคารรัฐสภาเป็นจำนวนมากอย่างผิดปกติ ตนจึงได้เชิญ ครม.มาหารือ โดยมีการบันทึกการประชุม ครม.ในคืนนั้นด้วย ซึ่งตนได้แจ้งกับที่ประชุม ครม.และรัฐมนตรีหลายคนได้ให้ความเห็นว่า น่าจะมีการย้ายการประชุม ครม.หรือเลื่อนการแถลงนโยบาย

อดีตนายกรัฐมนตรีกล่าวอีกว่า ตนก็ได้ให้นายชูศักดิ์ ศิรินิล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี โทรศัพท์หารือกับนายชัย ซึ่งนายชัยก็ระบุว่าให้ดำเนินการไปตามที่สั่งไว้ ตนจึงสั่งให้รัฐมนตรีไปดูข้อเท็จจริงที่สภาว่าเข้าประชุมได้หรือไม่ หากเข้าไม่ได้ ก็ให้รอคำสั่งจากประธานสภาฯ เมื่อเช้าวันรุ่งขึ้นก็ทราบข่าวว่ามีการใช้แก๊สน้ำตากับผู้ชุมนุม จึงได้ให้ ผบ.ตร.มาให้ข้อมูลกับ ครม.อีกครั้ง ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ต้องรักษาสถานการณ์บ้านเมืองตามหน้าที่

"เราในฐานะที่เป็น ครม.ไม่สามารถสั่งการอะไรได้ เพราะยังไม่มีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา" นายสมชายโยนความผิดไปให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ

เขายังบอกว่า เช้าวันนั้นได้รับแจ้งให้เข้าสู่สภาจนตนแถลงนโยบายเสร็จประมาณ 11 นาฬิกา ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ตำรวจให้รีบออกจากสภา เพราะจะมีผู้ชุมนุมบุกเข้ามาทำร้าย โดยจะเปิดทางข้างหน้า แต่จะทำหรือไม่ทำ จะใช้แก๊สหรือไม่ ก็เป็นอำนาจหน้าที่ของตำรวจ ไม่ใช่ว่าตำรวจทำแล้วจะมีความผิด เพราะเป็นการทำไปตามอำนาจหน้าที่

"ผมยอมเสียศักดิ์ศรีความเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ใช้อำนาจบาตรใหญ่กับผู้ชุมนุม โดยปีนออกไปข้างหลังยังพระที่นั่งวิมานเมฆ แต่ยังออกไปไม่ได้เพราะมีการปิดทุกประตู จนสุดท้ายก็ต้องมีการประสานงานเจ้าหน้าที่พระที่นั่งวิมานเมฆให้เฮลิคอปเตอร์มารับผมออกไป หลังจากออกมา ไปประชุมที่กองทัพไทย ก็ได้รับแจ้งว่ากลุ่มผู้ชุมนุมจะบุกเข้าไปทำร้าย ส.ส.และ ส.ว. แต่ผมไม่อยู่ในอำนาจ ที่จะสั่งการให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการได้ เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจมีแผนกรกฎที่ได้วางเอาไว้ตั้งแต่ก่อนหน้าแล้ว" อดีตนายกฯ พยายามปัดความผิดให้พ้นตัว

นายสมชายกล่าวว่า ได้ไปแก้ข้อกล่าวหาโดย ป.ป.ช.ที่ไม่ได้มีการเรียกให้ตนไปให้การใดๆ เลย ซึ่งตนเป็นผู้ถูกกล่าวหาก็ต้องมีสิทธิในการแก้ข้อกล่าวหาและดูเอกสารหลักฐานการกล่าวหา ตนได้ไปร้องอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการข้อมูลข่าวสาร โดยได้มีหนังสือกลับมาถึงตน 2 ฉบับในการเร่งตัดสินว่า ตนสามารถดูเอกสารจากทาง ป.ป.ช.ให้เร็วที่สุด

"และในปลายเดือนสิงหาคม คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารนัดให้ ป.ป.ช.ไปให้ข้อมูลวันที่ 8 กันยายน แต่ ป.ป.ช.กลับนัดลงมติกรณีผมในวันที่ 7 กันยายน จนกระทั่งวันที่ 4 กันยายน ผมก็ได้ไปยื่นฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อให้พิจารณาว่าผมมีสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ ที่จะมีสิทธิตรวจสอบเอกสาร พยาน และหลักฐานตามที่ ป.ป.ช.ใช้ในการกล่าวหา เพราะเท่าที่ปรากฏข้อเท็จจริงกับผมนั้น ไม่มีสิ่งที่ ป.ป.ช.กล่าวหาอยู่ แต่สุดท้าย ป.ป.ช.ก็รีบเร่งมีมติและชี้มูลออกมาในวันที่ 7 กันยายนโดยไม่รอฟังคำสั่งศาล ทำให้ตนไม่ได้รับความเป็นธรรมในการต่อสู้ โดยแสดงให้เห็นว่า ป.ป.ช.ไม่ยอมรับระบบของความยุติธรรมตามกฎหมาย และไม่สนใจการดำเนินการของศาลปกครอง"

"ชายกระโปรง"สู้ต่อ

นายสมชายได้ยืนยันว่า หลังจากนี้จะแต่งตั้งทนายความเพื่อต่อสู้คดี แต่จะไม่ฟ้องกลับไปที่ใครทั้งนั้น แต่จะสู้คดีไปตามที่ตนมีสิทธิ์ต่อสู้คดีต่อไป

เขายังได้ออกแถลงการณ์ระบุว่า "ข้าพเจ้าจึงเห็นว่าการกล่าวหาข้าพเจ้าในครั้งนี้ ถือเป็นคดีทางการเมือง"

ขณะที่ พล.ต.อ.พัชรวาท ยืนกรานที่จะปฏิบัติหน้าที่ต่อไป โดยบอกว่า "ทำไมจะปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้ ไม่มีข้อห้าม จะปฏิบัติหน้าที่ต่อไป จนกว่าจะมีคำสั่งตามกฎหมายออกมา ไม่มีข้อห้ามตรงไหนในการปฏิบัติ"

ด้าน พล.ต.ท.สุชาติบอกว่า เคารพกติกา เพราะเป็นนักกีฬา ผลออกมาอย่างไรก็เคารพ เพราะได้ทำหน้าดีที่สุดแล้ว จะตัดสินอย่างไรก็ว่าไปตามนั้น

"ดีแล้วที่ความผิดสุดท้ายจบลงที่ผม ไม่มีความผิดไปถึงน้องๆ ผู้ใต้บังคับบัญชา เพราะต้องได้รับคำสั่งมาจากผม ซึ่งถูกต้องตามสายบังคับบัญชาและทำตามกฎหมาย แต่ผมได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาเหนือกว่าผม แต่ก็ดีที่ผมยังมีที่ยืน"

ด้าน พล.ต.อ.วิสุทธิ์ กิตติวัฒน์ นายกสมาคมตำรวจ กล่าวว่า คิดว่าต้องดูถ้อยคำแถลงและคำสั่งของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ว่ามีเหตุผลอย่างไร มีการพิจารณาพยานหลักฐานครอบคลุมทุกด้านหรือไม่ และได้ให้ความเป็นธรรมกับผู้ที่ถูกชี้มูลพอเพียงหรือไม่ มีการสอบปากคำเจ้าหน้าที่รัฐสภา ส.ส.ที่มีชีวิตอยู่ใกล้อันตรายเพียงใด รวมทั้งมีการสอบปากคำเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ด้วยหรือไม่ สมาคมตำรวจซึ่งมีนักกฎหมาย และที่ปรึกษาที่มีความรู้ด้านกฎหมายจะมีการช่วยเหลือแนะนำในเรื่องพยานหลักฐานใหม่ เพื่อใช้ในการต่อสู้ในเรื่องนี้

"ขอเตือนสังคมต้องช่วยกันดูแลตำรวจให้ดีพอสมควร เพราะตำรวจเป็นเครื่องมือรักษาความสงบเรียบร้อย จัดระเบียบสังคม อย่าให้รู้สึกว่าตำรวจไม่ได้รับความเป็นธรรมจากสังคม มีการบีบคั้นจนตำรวจไม่มีทางออก อย่าทำกันถึงขั้นนั้นเลย"

เขายังบอกว่าข้อสังเกตการชี้มูลของ ป.ป.ช. จงใจให้ออกมาเพื่อให้นัดประชุม ก.ต.ช.แต่งตั้ง ผบ.ตร.คนใหม่ โดยมีการแต่งตั้งรักษาการ ผบ.ตร.เข้ามาเป็นกรรมการ ก.ต.ช.แทน พล.ต.อ.พัชรวาท หาเสียงสนับสนุนการตั้ง ผบ.ตร.ของนายอภิสิทธิ์เป็นที่น่าสังเกตว่ามีความเป็นไปได้เหมือนกัน

พ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ ส.ส.นครราชสีมา คณะทำงานด้านยุทธศาสตร์และการเมืองของพรรคเพื่อไทย ตั้งข้อสังเกตว่า พล.ต.อ.พัชรวาทจะหมดโอกาสเข้าร่วมประชุม ก.ต.ช. เพื่อเลือก ผบ.ตร.ทันที ทำให้คะแนนที่สนับสนุนนายตำรวจคนที่นายอภิสิทธิ์เสนอเท่ากับคะแนนฝ่ายตรงข้าม ล่าสุดทราบว่าจะมีขบวนการบีบให้นายวิชัย ศรีขวัญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะ ก.ต.ช. ลงคะแนนเลือกคนที่นายกฯ เสนอ หากไม่ยอมทำตามจะถูกเล่นงานในกรณีที่ดินอัลไพน์ ที่อาจจะถูกเด้งไปช่วยราชการ และไม่มีสิทธิ์เข้าประชุม ก.ต.ช.

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการทำหน้าที่ ผบ.ตร.ของ พล.ต.อ.พัชรวาทว่า ถ้า ป.ป.ช.ชี้แล้วก็ต้องเป็นไปตามกฎหมาย ซึ่งตนจะไปดูคำวินิจฉัยก่อน

ถามว่า จะมีการแต่งตั้งผู้รักษาการแทนหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ถ้าปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้ก็จะมีการพิจารณาแต่งตั้งรักษาการแทน ส่วนจะเป็น พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ที่ปรึกษา สบ.10 หรือไม่ ขอไปดูคำวินิจฉัยก่อน.


เปลว สีเงิน | แล้ว"พัชรวาท"ก็ไม่พ้นอาถรรพณ์ผบ.ตร.!

แล้ว"พัชรวาท"ก็ไม่พ้นอาถรรพณ์ผบ.ตร.! | ไทยโพสต์
แค่วันที่ ๗ เดือน ๙ เท่านั้น ยังไม่ถีงวันที่ ๙ เดือน ๙ เลย "ปรากฏกรรม" ก็ผ่าเปรี้ยงลงที่ "สำนักงานตำรวจแห่งชาติ" ทีเดียว ๒ ครั้งซ้อน นายตำรวจดำเป็นตอตะโกคาที่ไป ๑๑ นาย ทราบชื่อเพียง ๒ คือ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีต ผบช.น. ส่วนอีก ๙ นายยังไม่ทราบชื่อ!?

ครับ..ท่านคงงงว่าผมพูดถึงอะไร ก็เมื่อวานนี้ไงครับ (๗ ก.ย.๕๒) ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดทั้งทางอาญา และทางวินัย พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ไปเรียบร้อยแล้ว ในคดี "ตำรวจฆ่าประชาชน ๗ ตุลาคม ๒๕๕๑" ที่หน้ารัฐสภา และบริเวณลานพระบรมรูปทรงม้าครั้งนั้น

นอกจากต้องถูกดำเนินคดีทางอาญาด้วยความผิดตามมาตรา ๑๕๗ แล้ว ทั้ง พล.ต.อ.พัชรวาท และ พล.ต.ท.สุชาติ ซึ่งยังอยู่ในราชการ ป.ป.ช.ชี้มูลว่ามีความผิดทางวินัยขั้นร้ายแรงด้วย

ตามกฎระเบียบบอกว่า ความผิดทางวินัยร้ายแรง ฐานกระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง และฐานละเว้นการกระทำใดๆ อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรงอย่างนี้ ไม่ต้องไปฟ้องให้ศาลลงโทษ ป.ป.ช.ส่งเรื่องไปยังผู้บังคับบัญชาของนายตำรวจทั้ง ๒ ให้พิจารณาโทษทางวินัยได้ทันที

ผู้บังคับบัญชาของตำรวจก็คือ "นายกรัฐมนตรี" นั่นก็คือ ป.ป.ช.ส่งเรื่องให้นายกฯ อภิสิทธิ์ปุ๊บ ภายใน ๓ วัน ๗ วัน นายกฯ ก็ต้องนำเรื่องลงโทษวินัยร้ายแรงกับ พล.ต.อ.พัชรวาทเข้าที่ประชุม ก.ต.ช.ซึ่งตามกฎ "ผิดวินัยร้ายแรง" มีโทษ ๒ สถานเท่านั้น คือ ปลดออก หรือไล่ออกในทันที!

ตรงนี้-ถ้าเราอยากจะรู้ว่าอภิสิทธิ์ "มีความรู้สึกอย่างไร" ต่อผู้ทำผิดวินัยขั้นชั่วร้ายแรงที่ชื่อ พล.ต.อ.พัชรวาท ก็คอยสังเกตบทลงโทษ ถ้ามีเยื่อใยไมตรี ก็คงลงโทษแค่ "ปลดออก" นับว่ายังได้รับบำเหน็จ-บำนาญอยู่

แต่ถ้าตัดบัวไม่เหลือใย เฉียบขาดตามเจตนารมณ์ของคำว่า "ผิดวินัยร้ายแรง" จะฟันฉับด้วยโทษ "ไล่ออก" สถานเดียว ซึ่งจะทำให้ไม่ได้รับบำเหน็จ-บำนาญเลย!

ส่วน พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ซึ่งเป็น ผ.บชภ.๔ อยู่ขณะนี้ ก็เหมือนกัน ก.ตร.จะพิจารณาโทษภายใน ๓๐ วัน โทษก็มี ๒ สถานเหมือนกัน คือถ้าไม่ปลดออก ก็ไล่ออก บทอวสานของ "บิ๊กเบื๊อก" นรต.รุ่น ๒๖ เพื่อนร่วมรุ่นของ "บิ๊กแม้ว" ก็เป็นประการฉะนี้

พูดถึง พล.ต.อ.พัชรวาท ในที่สุดท่านก็ไม่สามารถ "ลบอาถรรพณ์" สำนักงานตำรวจแห่งชาติไปได้ คือยังไม่มี ผบ.ตร.คนไหนที่อยู่ในตำแหน่งจนถึงวันเกษียณได้สักราย ล้วนแล้วแต่ "มีอันเป็นไป" ดีบ้าง-ร้ายบ้างกระเด็นไปจากเก้าอี้ก่อนทั้งนั้น แต่ส่วนมากกระเด็นไปแบบร้าย มากกว่าแบบดี!

ที่เห็นชัดๆ พล.ต.อ.สันต์ ศรุตานนท์ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส แล้วก็มา พล.ต.อ.พัชรวาทนี่แหละ ที่อีก ๒๓ วันจะครบเกษียณคาตำแหน่ง "ล้างอาถรรพณ์" ได้อยู่แล้ว แต่ก็ต้องตกเก้าอี้ไปจนได้ "กงกรรม-กงเกวียน" ของคนในวงการตำรวจโดยแท้

คงไม่ต้องลุ้นหรอกครับว่า นายกฯ อภิสิทธิ์รับเรื่องจาก ป.ป.ช.แล้วจะแกล้ง "ดึงๆ ดองๆ" เอาไว้จนเลย ๓๐ กันยา.เพื่อช่วยให้ พล.ต.อ.พัชรวาทได้ชื่อว่า "เกษียณอายุในตำแหน่ง" แล้วค่อยนำเรื่องเข้าที่ประชุม ก.ต.ช. เพราะขืนทำอย่างนั้น ก็จะต้องมีนายกรัฐมนตรีอีกคนที่เจออาญา มาตรา ๑๕๗ ฐานจงใจละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่มิชอบ

พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี คงทั้งสร้างและทั้งทำลายสถิติ "ผบ.ตร.รักษาการ" มากสมัยที่สุด ช่วงไม่ถึงเดือนมั้ง ได้เป็น "ผบ.ตร.รักษาการ" ไปแล้ว ๒ ครั้ง และนี่ทำท่าว่าจะต้องปฏิบัติหน้าที่ ผบ.ตร.รักษาการอีกเป็นครั้งที่ ๓!?

นายกฯ อภิสิทธิ์น่ะ เรื่องเก่งคงไม่เท่าไร แต่เรื่องเฮงน่ะ...ผมว่า "ก๊กเฮง" ยังต้องชิดซ้าย ก็เมื่อฟ้าผ่า ผบ.ตร.คาที่ไปต่อหน้า-ต่อตาอย่างนี้ การประชุม ก.ต.ช.เพื่อเลือกตัว "ผู้บัญชาการตำรววจแห่งชาติ" คนใหม่ที่เต็มไปด้วยขวากหนาม จากนี้ก็คงโล่ง-โปร่งสบาย อย่างน้อยที่สุด ในเมื่อ พล.ต.อ.วิเชียรมานั่งเก้าอี้ ก.ต.ช.แทนพัชรวาท

เสียงสนับสนุนนายกฯ ที่เสนอ "พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ" เป็น ผบ.ตร.ก็เป็นที่วางใจได้!

พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ หรือ พล.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย ใครคือ...ผบ.ตร.นาทีนี้คงไม่ต้องพูด แต่เมื่อยังไม่ถึงวันที่ ๑ ตุลา. "ระบบเมืองไทย" นั้น จะฟันธงโครมครามคนใดลงไปเห็นจะยังไม่ได้

เพราะ "ข้อมูลใหม่" กับเมืองไทย เป็นของคู่กัน!

ผมบอกไว้ข้างต้นว่าฟ้าผ่านายตำรวจ ๑๑ นาย อ่านถึงตรงนี้เห็นมีแค่ ๒ นาย แล้วอีก ๙ ที่ไม่ทราบชื่อนั่นคือใคร คืออย่างนี้ครับ เมื่อวาน-วันเดียวกัน ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ คณะอุนกรรมการ ก.ตร.ชุดพิเศษ ที่ตั้งขึ้นสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีซื้อขายตำแหน่ง พล.ต.อ.นพดล สมบูรณ์ทรัพย์ ในฐานะโฆษกฯ ท่านก็แถลงผลสอบว่า

"เชื่อว่ามีการแทรกแซงอำนาจการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรววจประจำปี ๒๕๕๑"

และเชื่อว่า..."การแต่งตั้งส่อไปในทางทุจริตและแสวงหาผลประโยชน์"!

ประมาณ ๘-๙ นายตำรวจครับที่คณะอนุฯ ก.ตร.เสนอว่ามีความผิดในการแต่งตั้งโยกย้ายครั้งนั้น ส่วนจะเป็นใครบ้าง "ก็...รู้ๆ กันอยู่" จะมีอีจ๋อย..อีจ่อย..อะไรนั่นด้วยหรือไม่ รอเขาเสนอเรื่องถึง "รองฯ สุเทพ" ก่อน แล้วให้เขาแถลงออกมา

ตอนนี้กลัวอยู่อย่างเดียวคือ กลัวสองชายม่วงปิดห้องกอดกันแล้วยิงตัวตายหนีคดีรุ้มเร้า!!!

ปีที่แล้ว "๗ ตุลาคม ๒๕๕๑" ฟ้าผ่าหน้ารัฐสภา และบริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) เจ็บ-ตายเกลื่อนกลาด

ปีนี้ "๗ กันยายน ๒๕๕๒" ฟ้าผ่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ส.ต.ช.) ทั้ง ผบ.ตร.และทั้งคณะแก๊งผู้มีความประพฤติชั่วร้ายตายเกลื่อนกลาด!

ปรากฏกรรม หรือ กรรมติดจรวด นั่นแล!

แต่ก็ต้องขอแสดงความยินดีกับนายตำรวจอีก ๕ นาย ที่อยู่ในวงเวียนเดียวกัน แต่โชคดี-รอดจากการถูกฟ้าผ่าตายไปได้ชนิดต้องจำไปจนตาย ก็มี พล.ต.อ.วิโรจน์ พหลเวชช์ รอง ผบ.ตร., พล.ต.ต.ลิขิต กลิ่นอวล, พล.ต.ต.เอกรัตน์ มีปรีชา, พล.ต.ต.วิบูลย์ บางท่าไม้ และ พล.ต.ต.จักรทิพย์ ชัยจินดา รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายที่ออกปฏิบัติหน้าที่สลายม็อบวันนั้น

ป.ป.ช.ชี้มูลว่า "ไม่มีความผิด" เพราะเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา!

สรุปก็คือ ในคดี ๗ ตุลา.มีผู้ถูกกล่าวหารวม ๙ นาย ป.ป.ช.ชี้มูลว่าไม่มีความผิดไป ๕ นายข้างต้น และชี้มูลว่ามีความผิดทั้งอาญาและทั้งวินัยร้ายแรง ๔ นาย คือ

๑.นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ในฐานะหัวหน้ารัฐบาล ซึ่งเรียกประชุม ครม.นัดพิเศษในคืนวันที่ 6 ตุลาคม 2551 โดยมอบหมายให้ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นผู้สั่งการ และเปิดทางให้ ส.ส.และ ส.ว.เข้าสู่รัฐสภา

ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิด 8 ต่อ 1

๒.พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกฯ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ฐานเป็นผู้รับผิดชอบเหตุการณ์ และสั่งการให้ตำรวจผลักดันผู้ชุมนุมโดยใช้แก๊สน้ำตา

ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิด 6 ต่อ 3

๓.พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ในฐานะ ผบ.ตร.ซึ่งรับผิดชอบตามอำนาจหน้าที่ เมื่อเกิดเหตุรุนแรงจนถึงขั้นผู้ชุมนุมบาดเจ็บสาหัส ถึงขนาดขาขาด-แขนขาด ก็ต้องยับยั้งมิให้เหตุการณ์ลุกลามต่อไป และมีการให้การจากพยานว่า เป็นผู้สั่งการสลายการชุมนุม จึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และมีความผิดวินัยร้ายแรง ตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๗ มาตรา ๗๙ (๕) (๖)

ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิด 8 ต่อ 1

๔.พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีต ผบช.น.ในฐานะผู้บัญชาการเหตุการณ์ และเป็นเจ้าของพื้นที่ มีความผิดวินัยร้ายแรงตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๗ มาตรา ๗๙ (๓) (๕) (๖) และอาญา เช่นกัน

ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิด 8 ต่อ 1

สรุปถึงขั้นตอนปฏิบัติ ในด้านข้อหาอาญา ป.ป.ช.จะส่งสำนวนให้อัยการสูงสุดพิจารณา แล้วนำตัวทั้ง ๔ ส่งฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมือง เฉพาะ พล.ต.อ.พัชรวาท กับ พล.ต.ท.สุชาติ มีความผิดวินัยร้ายแรงด้วย ป.ป.ช.จะส่งเรื่องให้นายกฯ จัดการ "ปลดออก-ไล่ออก" ต้องรู้ผลภายใน ๑๕ วัน!

แหม..เหลือที่ข้างท้ายนี้ ....



Thursday, July 16, 2009

เฉลิมยัน ครม.ไม่ได้สั่งสลายพธม.

โพสต์ ทูเดย์ - เฉลิมยัน ครม.ไม่ได้สั่งสลายพธม.
เฉลิม แจง ปปช. ยัน มติคณะรัฐมนตรี 6 ตุลาคม 2551 ไม่ได้สั่งการให้สลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย กล่าวภายหลังเข้าให้ปากคำกับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เกี่ยวกับเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ว่า การประชุมคณะรัฐมนตรีในคืนวันที่ 6 ตุลาคม 2551 ไม่ได้มีมติให้สลายการชุมนุม หรือให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือหน่วยงานใดสลายการชุมชุม ส่วนกรณีที่มอบหมายให้ พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ รองนายกรัฐมนตรี ในขณะนั้นติดตามดูแลการชุมนุมเนื่องจาก นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ในขณะนั้น จะต้องดูแลในเรื่องของการแถลงนโยบาย นอกจากนี้ยังกล่าวถึงการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจสลายการชุมนุมว่า เนื่องจากการดูแลฝูงชนมีความตึงเครียด และเจ้าหน้าที่ตำรวจเชื่อว่าการใช้แก๊สน้ำตาเป็นการควบคุมการชุมนุม

ร.ต.อ.เฉลิม ยังกล่าวถึงสถานการณ์ของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ในฐานะที่เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ว่า ควรใช้ความระมัดระวังป้องกันรักษามากกว่าการประชาสัมพันธ์ เพราะจะทำให้ประชาชนเกิดความตระหนก พร้อมเห็นด้วยที่จะมีการแถลงสถานการณ์รวมถึงตัวเลขผู้ติดเชื้อสัปดาห์ละ 1 ครั้ง อย่างไรก็ตามไม่ขอวิจารณ์การทำงานของ นายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เพราะเชื่อว่ามีความตั้งใจในการทำงาน แต่วิธีการดำเนินงานค่อนข้างไม่มีประสิทธิภาพ

Monday, April 27, 2009

"ทนายผู้เสียหายสลายพันธมิตร" ถอนฟ้อง "พัชรวาท-อำนวย"

NationChannel : "ทนายผู้เสียหายสลายพันธมิตร" ถอนฟ้อง "พัชรวาท-อำนวย"
ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก วันที่ 27 เม.ย.52 ศาลนัดไต่สวนมูลฟ้องในคดีหมายเลขดำที่ อ.4142/2551 ที่ นายสิทธิพร โพธิโสตา อาชีพทนายความ ซึ่งอ้างว่าเป็นผู้เสียหายจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ที่บริเวณหน้าอาคารรัฐสภา และกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) เมื่อวันที่ 7 ต.ค.51 ที่ผ่านมา เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี, พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. , พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รอง ผบ.ตร., พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผบช.น. , พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รอง ผบช.น. เป็นจำเลยที่ 1- 5 ในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ กรณีร่วมสั่งการให้มีการสลายการชุมนุมจนมีผู้บาดเจ็บ และเสียชีวิต

โดยวันนี้ทนายความจำเลยเดินทางมาศาลเพื่อเตรียมการซักค้านพยานแต่ปรากฏว่า นายสิทธิพร โจทก์ ได้ยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง พล.ต.อ.พัชรวาท จำเลยที่ 2 , พล.ต.ท.สุชาติ จำเลยที่ 4 และพล.ต.ต.อำนวย จำเลยที่ 5 ไปเมื่อวันที่ 23 เม.ย.ที่ผ่านมา หลังจากได้ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องนายสมชาย จำเลยที่ 1 ไปตั้งแต่วันที่ 25 ธ.ค.51 และถอนฟ้อง พล.ต.อ.จงรัก จำเลยที่ 3 ไปเมื่อวันที่ 27 ก.พ.52 ซึ่งการถอนฟ้องโจทก์ระบุว่าไม่ติดใจที่จะดำเนินคดีต่อไป และเพื่อความสมานฉันท์และความสงบเรียบร้อยในบ้านเมือง โดยศาลสอบถามฝ่ายจำเลยไม่คัดค้านจึงอนุญาตให้ถอนฟ้องและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับ นายสิทธิพร นั้นมีรายงานข่าวระบุว่ามีความสนิทสนมกับ พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รอง ผบช.น.และถูกมองว่านำคดีดังกล่าวมาฟ้องเพื่อหวังให้ ป.ป.ช.ยุติการไต่สวนนายตำรวจที่เกี่ยวข้องกับการใช้กำลังสลายการชุมนุม ตาม พ.ร.บ.ป.ป.ช. พ.ศ.2542 มาตรา 86 ได้บัญญัติ ห้ามไม่ให้ ป.ป.ช.รับคำกล่าวหาที่เกี่ยวกับเรื่องที่ศาลรับฟ้องในประเด็นเดียว


Monday, April 20, 2009

“ธานี” ถกล่าทีมลอบสังหาร “สนธิ” ชุดสืบสวนเกาะติด “พล.อ.(พ)-เสธ.คนดัง”

Sondhi Limthongkul speaking at a mass rallyImage via Wikipedia

MGR: “พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์” ประชุมติดตามความคืบหน้าคดีสังหาร “สนธิ ลิ้มทองกุล” ขณะที่ชุดสืบสวนมุ่งปมการเมือง เกาะติดความเคลื่อนไหว พล.อ.(พ) นอกราชการ และเสธ.คนดัง เชื่ออาจมีเอี่ยวสั่งฆ่า

วันนี้ (20 เม.ย.) ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 09.30 น. พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รอง ผบ.ตร.ได้เรียกประชุมพนักงานสอบสวนคดีที่เกี่ยวกับการประกาศพระราชกำหนดใน สถานการณ์ฉุกเฉิน และคดีคนร้ายลอบยิงนายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และผู้ก่อตั้ง นสพ.เครือผู้จัดการ และ ASTV หลังจาก พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้มีคำสั่งแบ่งงานระดับ รอง ผบ.ตร.และผู้ช่วย ผบ.ตร.ใหม่ โดยมอบหมายให้ พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รอง ผบ.ตร.ฝ่ายป้องกันปราบปราม 2 เข้ามารับผิดชอบพื้นที่นครบาล แทน พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รอง ผบ.ตร. ฝ่ายป้องกันปรามปราม 4 ที่ถูกโยกไปคุมตำรวจภูธรภาค 1, 2, 3, 4

สำหรับการประชุมในวันนี้ มีรายงานว่า พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผบช.น.จะสรุปความคืบหน้าของคดีและแนวทางการสืบสวนสอบสวน ให้ พล.ต.อ.ธานี รับทราบ เพื่อใช้ประกอบในการกำหนดกรอบการทำงานต่อไป

ขณะที่แหล่งข่าวระดับสูงในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ขณะนี้ชุดสืบสวนมุ่งเน้นไปที่ประเด็นเรื่องความขัดแย้งทางการเมืองเป็น ประเด็นหลัก โดยเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนมีสี ภายใต้การสังกัดของ พล.อ.(พ.) นอกราชนายหนึ่ง รวมทั้ง เสธ.คนดัง โดยแนวทางสืบสวนพบว่ามีความเป็นไปได้สูง เนื่องจากกลุ่มมือปืนที่ก่อเหตุใช้ลักษณะแบบกองโจรลอบโจมตี ซึ่งกลุ่มอิทธิพลคนมีสีกลุ่มดังกล่าวมีความถนัด

อย่างไรก็ตาม สำหรับประเด็นเรื่อง “กลุ่มอำนาจใหม่” ที่มีนักการเมืองชื่อดังถูกโยงถึง ทางชุดสืบสวนก็ได้ให้ความสนใจเรื่องนี้เช่นกัน และเชื่อว่าหลังจาก พล.ต.อ.ธานี ได้รับทราบความคืบหน้าของคดีแล้ว ประเด็นการสังหารและกลุ่มมือปืนจะมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น

นอกจากนั้น วันนี้ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จะแถลงผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ถึงความคืบหน้าคดีสำคัญต่างๆ ทั้งคดีการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) รวมทั้งคดีลอบสังหาร นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ รวมถึงการติดตามความเคลื่อนไหวการเดินทางออกนอกประเทศของกลุ่มบุคคลที่ เกี่ยวข้องกับสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง และจะชี้แจงการทำงานร่วมกับสื่อมวลชนภายใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินด้วย

Reblog this post [with Zemanta]

แผนฆ่าเหลวค่าหัวสนธิ-สุริยะใสพุ่ง3ล.

Sondhi LimthongkulImage by angshah via Flickr

คมชัดลึก :ตำรวจชี้เบาะแสลอบยิง “สนธิ” ลงมือ 7 คน ใช้ปิกอัพ 2 คัน ซุ่มจับความเคลื่อนไหวก่อนดักถล่ม พร้อมดึงแฟนพันธุ์แท้ช่วยสืบหารถต้องสงสัย พฐ.ถอดล้อพิสูจน์วิถีกระสุน “ธานี” เรียกถกสางคดี 20 เม.ย. แกนนำ พธม.จี้นายกฯ รื้อโครงสร้างความมั่นคง แฉหลังแผนฆ่าไม่สำเร็จค่าหัว "สนธิ-สุริยะใส" พุ่ง 3 ล.

ความคืบหน้าการติดตามตัวคนร้ายก่อเหตุใช้อาวุธสงครามยิงถล่มรถของนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์เครือผู้จัดการ และสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวีนั้น เมื่อวันที่ 18 เมษายน ที่ผ่านมา พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) มีคำสั่งแบ่งมอบงานระดับ รอง ผบ.ตร.และ ผู้ช่วย ผบ.ตร. โดยมอบหมายให้ พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รอง ผบ.ตร. ฝ่ายป้องกันปราบปราม 2 คุมพื้นที่นครบาล และภาค 7 ส่วน พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รอง ผบ.ตร. รับผิดชอบงานป้องกันปราบปราม 4 คุมพื้นที่ภาค 1, 2, 3, 4 สำหรับการแบ่งงานใหม่ครั้งนี้ พล.ต.อ.ธานี ต้องรับผิดชอบคดีพันธมิตร และแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) รวมทั้งคดีลอบยิงนายสนธิ แทน พล.ต.อ.จงรัก

ขณะที่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ปฏิเสธว่า ไม่ได้สั่งให้มีการเปลี่ยนงาน รอง ผบ.ตร. เพราะเป็นอำนาจหน้าที่ในการตัดสินใจของ พล.ต.อ.พัชรวาท ที่เห็นว่า พล.ต.อ.ธานี เป็นหัวหน้าชุดในการดำเนินคดีกับกลุ่มคนเสื้อแดง

ล่าสุด เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 19 เมษายน พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) กล่าวภายหลังเรียกประชุมผู้บังคับบัญชาระดับรอง ผบช.น. ผู้บังคับการตำรวจนครบาล (ผบก.น.) 1-9 และเจ้าหน้าที่ศูนย์สืบสวน บช.น. เพื่อเร่งรัดคดีลอบยิงนายสนธิ ว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่า ก่อนเกิดเหตุคนร้ายขับรถกระบะออกมาจากบริเวณสี่แยกเทเวศร์แล้วเลี้ยวซ้าย แต่คนร้ายไม่ได้ขับรถตามมาตั้งแต่แรก

พล.ต.ท.วรพงษ์กล่าวว่า น่าเชื่อว่าคนร้ายดักซุ่มอยู่ก่อนจุดเกิดเหตุถึงแยกเทเวศร์ เมื่อรถนายสนธิมาถึงแยกรถคนร้ายก็ออกไปก่อน แสดงว่าคนร้ายต้องทราบว่ารถนายสนธิออก มาเมื่อเวลาใด โดยมีอาวุธปืนทั้งหมด 6 กระบอก แต่ปืนเอ็ม 79 ยังไม่ทราบว่าเป็นปืนกระบอกเดียวกันกับปืนเอ็ม 16 หรือเป็นคนละกระบอก ส่วนคนร้ายคาดว่ามีประมาณ 6 หรือ 7 คน ส่วนรถที่คนร้ายใช้คาดว่ามีประมาณ 2 คัน ทั้งหมดเป็นรถปิกอัพ

"ขณะนี้ได้ประสานไปยังผู้ที่เชี่ยวชาญหรือแฟนพันธุ์แท้รถปิกอัพ เพื่อให้มาดูภาพว่า รถที่คนร้ายใช้เป็นรถกระบะยี่ห้อและรุ่นอะไร สำหรับคุณสนธิและผู้ติดตามที่นอนรักษาตัวอยู่โรงพยาบาลนั้น ขณะนี้ยังไม่ได้ให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนแต่อย่างใด" พล.ต.ท.วรพงษ์กล่าว

ผบช.น.กล่าวถึงกรณี พล.ต.อ.พัชรวาท มอบหมายให้ พล.ต.อ.ธานี รับผิดชอบคดีในพื้นที่นครบาล และภูธรภาค 7 ว่า พล.ต.อ.ธานี ได้นัดประชุมพนักงานสอบสวนคดีที่เกี่ยวกับการประกาศพระราชกำหนดการบริการราช การณ์ในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในวันที่ 20 เมษายนนี้ เวลา 09.30 น. หลังจากนั้นจะเรียกประชุมในคดีคนร้ายลอบยิงนายสนธิต่อไป ทั้งนี้ คดีของนายสนธิยังอยู่ในความรับผิดชอบระดับ บช.น. แต่รอง ผบ.ตร.ลงมาช่วยทำหน้าที่กำกับดูแลคดี

เมื่อเวลา 13.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจกองพิสูจน์หลักฐานได้ตรวจสอบสภาพรถยนต์ของนายสนธิ ที่จอดอยู่บริเวณหน้า สน.ชนะสงคราม พร้อมทั้งใช้อุปกรณ์ช่วยถอดล้อรถทั้ง 4 ล้อ เพื่อตรวจสอบร่องรอยกระสุนปืนที่เจาะเข้าในยางรถยนต์ โดยมีประชาชนทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติให้ความสนใจการทำงานของ เจ้าหน้าที่

"สนธิ"ออกจากไอซียู-คนขับยังโคม่า


ส่วนอาการบาดเจ็บของนายสนธิ นายอดุลย์ แดงประดับ คนขับรถนายสนธิ และนายวายุภักษ์ มังคละสินธุ์ ผู้ติดตามนายสนธิ เมื่อเวลา 11.00 น. ที่ห้องประชุมมงคลนาวิน ชั้น 10 ตึก สก. รศ.นพ.อดิสร ภัทราดูลย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ แถลงว่า อาการของนายสนธิดี ขึ้นตามลำดับ ถือว่าอยู่ในขั้นปลอดภัย รับประทานอาหารได้ตามปกติ ลุกขึ้นเดินได้เล็กน้อย เช่นเดียวกับอาการของนายวายุภักษ์ ปลอดภัยดี ขณะนี้แพทย์ได้ย้ายนายสนธิ และนายวายุภักษ์ ออกจากห้องไอซียูมาอยู่ห้องพักผู้ป่วยปกติแล้ว

ขณะที่นายอดุย์มีอาการสมองบวมที่สมองน้อยด้านหลังซีกขวา หลังจากการผ่าตัดเมื่อวาน (18 เม.ย.) ผลออกมาเป็นที่น่าพอใจ ผู้ป่วยรู้ตัวดีขึ้น ตอบสนองต่อคำสั่งแพทย์ได้ดี มีโอกาสรอดสูง ส่วนอาการแขน-ขาอ่อนแรงยังเหมือนเดิม ยังไม่ถือว่าพ้นขีดอันตราย ขณะนี้นายอดุลย์ยังอยู่ในห้องไอซียู

ส่วนการรักษาความปลอดภัยนายสนธินั้น พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเดินทางไปยังตึก สก. โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เพื่อตรวจเยี่ยมเจ้าหน้าที่ที่วางกำลังดูแลความปลอดภัยนายสนธิ โดยปฏิเสธให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ทั้งนี้ พ.ต.อ.ไพศาล ลือสมบูรณ์ ผกก.สน.ปทุมวัน จัดกำลังตำรวจ บก.น.6 เปลี่ยนเวรกัน 12 ชั่วโมง

จี้"มาร์ค"รื้อโครงสร้างความมั่นคง

ต่อมา นายพิภพ ธงไชย แกนนำพันธมิตร นายสำราญ รอดเพชร นายสาวิทย์ แก้วหวาน นายชัยอนันต์ สมุทวณิช และ ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ เดินทางมาเยี่ยมนายสนธิที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ นายพิภพกล่าวภายหลังเข้าเยี่ยมนายสนธิว่า นายสนธิไม่ ได้กล่าวอะไร ยังมีจิตใจเข้มแข็ง ไม่วอกแวกต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ขณะที่ 4 แกนนำพันธมิตรยังคงรักษาความปลอดภัยตามปกติ เหตุการณ์ที่เกิดกับนายสนธิครั้ง นี้ ทำให้ภาคประชาชนเข้มแข็งขึ้น ระหว่างนี้กลุ่มพันธมิตรจะไม่ออกมาเคลื่อนไหว มีเพียงจัดกิจกรรมคอนเสิร์ตการเมืองที่ จ.ระยอง ขอให้ประชาชนทุกฝ่ายระวังเรื่องการปะทะสร้างความปั่นป่วนด้วย

"เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับนายสนธิครั้ง นี้ แกนนำพันธมิตรได้พูดในการจัดคอนเสิร์ตการเมืองที่ จ.ภูเก็ต (18 เม.ย.) แล้วว่า ผู้ที่กระทำการดังกล่าวอยู่ระหว่างกลุ่มอำนาจเก่า และกลุ่มที่ต้องการเข้ามามีอำนาจใหม่ ซึ่งมีการใช้อาวุธสงคราม จึงเป็นข้อจำกัดว่าต้องเป็นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างแน่นอน ดังนั้นจึงไม่ยากที่ ผบ.ตร. และ ผบ.ทบ. จะหาตัวผู้กระทำผิดมาให้ได้" นายพิภพกล่าว

แกนนำพันธมิตรกล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาในสังคมไทยรู้กันทั่วไปอยู่ว่า ในหลายเหตุการณ์บุคคลในเครื่องแบบเป็นผู้มีอิทธิพล ดังนั้นจึงไม่ยากที่ ผบ.ทบ. และ ผบ.ตร. จะสืบตัวผู้กระทำ ขณะที่นายกรัฐมนตรีควรใช้โอกาสนี้ปรับโครงสร้างหน่วยความมั่นคงทั้งทหาร ตำรวจ เนื่องจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เห็นว่าการรักษาความปลอดภัยยังไม่น่าพอ ใจ โดยเฉพาะตัวผู้นำหน่วยความมั่นคงที่ไม่น่าไว้ใจ นายกฯ จะต้องตั้งองค์กรดูแลเกี่ยวกับหน่วยงานความมั่นคง เหมือนในประเทศอังกฤษ หรือสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นเรื่องที่นายกฯ ต้องทำหลังจากที่นายกฯ เองได้ประสบเหตุการณ์ที่เสี่ยงอันตรายมาแล้ว 2-3 ครั้ง และต้องคิดว่าเหตุการณ์ร้ายแรงที่เกิดขึ้นจากกลุ่มอำนาจเก่าที่ยังเคลื่อน ไหวใต้ดิน พร้อมกับผ่านระบบสภาอีก

ส่วนที่บริเวณชั้น 1 ตึก สก. มีประชาชนและพระภิษุสงฆ์มาลงนามในสมุดเยี่ยมนายสนธิอย่าง ต่อเนื่อง บางคนร่วมบริจาคเงินในตู้รับบริจาคสำหรับเอเอสทีวี และช่วยเหลือนายอดุลย์ โดยทีมงานของเอเอสทีวีได้แจกซีดีธรรมะให้แก่ประชาชนที่มาเยี่ยม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตัวแทนของ พล.ต.มนูญกฤตและนางเสมอจิตต์ รูปขจร ได้นำกระเช้ามาเยี่ยมนายสนธิด้วย

แฉค่าหัว"สนธิ-สุริยะใส"พุ่ง3ล.

หลังจากนายพิภพ ธงไชย แกนนำพันธมิตร เปิดเผยบนเวทีคอนเสิร์ตการเมืองที่ จ.ภูเก็ต โดยระบุว่า มีการวางแผนจะให้แกนนำพันธมิตรที่มีชื่ออักษร ส. 2 คน เสียชีวิต คือ นายสนธิ ลิ้มทองกุล และนายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตร โดยหวังให้พันธมิตรทั่วประเทศลุกฮือจนเกิดปัญหาต่างๆ ตามมานั้น

ล่าสุดแหล่งข่าวระดับสูงจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เปิดเผยเมื่อวันอาทิตย์ว่า มีการวางแผนกันก่อนที่กลุ่ม นปช.จะจัดชุมนุมใหญ่ในวันที่ 8 เมษายน ที่ผ่านมาแล้ว โดยกลุ่มผู้อยู่เบื้องหลังปฏิบัติการดังกล่าว ต้องการปลุกปั่นสถานการณ์วุ่นวายทางการเมือง ควบคู่ไปกับการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง เพื่อให้เกิดความไร้ระเบียบทางการเมือง และปลุกให้กลุ่มพันธมิตรออกมาเคลื่อนไหวเผชิญหน้ากับกลุ่ม นปช.

แหล่งข่าวบอกว่า ปฏิบัติการดังกล่าวคลาดเคลื่อน เนื่องจากช่วงชุมนุมของ นปช. แกนนำพันธมิตร 2 ทั้งคน มีการระมัดระวังตัวสูง และมีระดับรักษาความปลอดภัยที่เข้มข้น จนยากที่จะลงมือในช่วงเวลาดังกล่าว แต่คนร้ายยังต้องเดินหน้าปฏิบัติการลอบสังหาร แม้การชุมนุมจะยุติ เพราะปฏิบัติการดังกล่าวมีคนจ้างมีคนรับงานกันเรียบร้อยแล้ว การปฏิบัติการลอบสังหารนายสนธิจึงต้องเกิดขึ้น

“แต่ผิดคาด เพราะนายสนธิรอด ตายอย่างปาฏิหาริย์ ทำให้ค่าหัวของทั้ง 2 คน เพิ่มจาก 5 แสน เป็น 3 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้ได้จัดทีมเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบติดตามหาข่าวของกลุ่มคน ร้าย และติดตามประกบแกนนำพันธมิตร โดยเฉพาะแกนนำพันธมิตรทั้งสองคนที่ถูกระบุถึง เพื่อป้องกันเหตุร้ายที่อาจจะเกิดขึ้นซ้ำอีก” แหล่งข่าวระบุ

แหล่งข่าวยังอ้างว่า มีการวิเคราะห์กันภายในทีมติดตามหากลุ่มคนร้าย เข้าใจว่า สาเหตุที่มีการมุ่งไปยังแกนนำ 2 ส.ของพันธมิตร เพราะนายสนธิ และนายสุริยะใส ถือเป็นกลไกสำคัญของพันธมิตร โดยเฉพาะนายสนธิเป็นแกนนำคนสำคัญประกอบกับเป็นเจ้าของเอเอสทีวี ซึ่งเป็นกระบอกเสียงและหัวใจสำคัญในการเคลื่อนไหวของพันธมิตร หากไม่มีนายสนธิก็ไม่มีเอเอสทีวี พันธมิตรก็จะระส่ำระสาย และอ่อนกำลังไปในที่สุด

ส่วนนายสุริยะใสนั้น เป็นผู้ประสานงานที่มีบทบาทสำคัญ ในการประสานเชื่อมโยงเครือข่ายพันธมิตร เพื่อเคลื่อนไหวกดดันระบอบทักษิณในวงกว้าง และเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการให้ข่าวตอบโต้เปิดโปงแผนของฝ่ายตรงกันข้ามมาโดย ตลอด

แหล่งข่าวกล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้นิ่งนอนใจ กำลังติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด และส่งเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบคอยดูแลแกนนำพันธมิตร รวมทั้งแกนนำคนอื่นๆ ซึ่งอาจจะถูกลอบทำร้ายด้วยเช่นกัน

"จำลอง"เผยฆ่าสนธิโยงปฏิวัติ

พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตร กล่าวยืนยันว่า เหตุการณ์ลอบสังหารนายสนธิไม่ ใช่เรื่องความขัดแย้งทางการเมือง เพราะเรื่องของการเมืองเป็นเรื่องที่มีความเห็นไม่ตรงกันของคนสองกลุ่ม แต่สาเหตุจริงๆ มี 2 ประการ คือ ประการแรก หากกำจัดนายสนธิได้ คนเสื้อเหลืองจะลุกฮือออกมา และจะมีการปลุกคนเสื้อแดงออกมาเช่นกัน เพื่อให้เกิดการปะทะ รัฐบาลไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ จากนั้นจะมีผู้ฉวยโอกาสควบคุมอำนาจ และประการที่สอง การเติบโตของการเมืองภาคประชาชน โดยมีเอเอสทีวีเป็นกระบอกเสียง ซึ่งเขาเชื่อว่าหากสิ้นนายสนธิไปแล้วพันธมิตรก็จะอ่อนแรง

ตรึงกำลังเข้มบ้านพระอาทิตย์

พ.ต.อ.ขิง แขวงวิเศษชัยชาญ ผกก.สน.ชนะสงคราม กล่าวถึงมาตรการดูแลความปลอดภัย ช่วงประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในส่วนของ สน.ชนะสงคราม ว่า ตำรวจได้ร่วมมือกับทหารหลายสังกัดร่วม 100 นาย ตั้งด่าน 5 จุด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณหน้าสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมเอเอสทีวี ถนนพระอาทิตย์ ตำรวจและทหารได้ตั้งด่านตรวจ ป้องกันเหตุร้าย หลังจากเกิดเหตุลอบสังหารนายสนธิ

เสธ.หนั่นไม่เชื่อคนมีสีอยู่เบื้องหลัง

แม้ว่าหลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่า กลุ่มคนมีสีอยู่เบื้องหลังการลอบยิงนายสนธิ แต่ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวยืนยันว่า ไม่ปักใจเชื่อว่าเป็นฝีมือคนมีสี กลุ่มไหนอย่างไร และมองไม่เห็นว่า การกระทำครั้งนี้ถึงกับแค้นจนต้องลอบสังหาร เพราะเหตุผลน้อยไป อย่างไรก็ตาม พรรคร่วมรัฐบาลวิเคราะห์ว่า เหตุการณ์ที่ผ่านมา ตั้งแต่ที่พัทยา กระทรวงมหาดไทย และในกรุงเทพฯ เจ้าหน้าที่ยังหย่อนยาน โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัยของบุคคลสำคัญ รปภ.ต้องพร้อมใช้อาวุธได้ หากเป็นผู้นำต่างประเทศมาแล้วปล่อยแบบนี้ ถือเป็นข้อบกพร่องของเจ้าหน้าที่ที่ไม่ทำงานอย่างเอาจริงเอาจัง

โต้ลูกสนธิพูดไม่มีหลักฐาน

นายศุภชัย ใจสมุทร โฆษกพรรคภูมิใจไทย และคนใกล้ชิดนายเนวิน ชิดชอบ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย กล่าวถึงกรณีนายจิตตนาถ ลิ้มทองกุล บุตรชายนายสนธิ ระบุว่า คนที่ลอบฆ่านายสนธิคือ นักการเมืองว่า ขอปฏิเสธว่านายเนวินไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง 100% เรื่องนี้นายจิตตนาถจินตนาการสูงไปหน่อย และหลังจากนี้พรรคภูมิใจไทยจะหารือกันและจะแถลงข่าวในวันที่ 20 เมษายนนี้

ด้านนายศุภชัย โพธิ์สุ ส.ส.นครพนม พรรคภูมิใจไทย กลุ่มเพื่อนเนวิน กล่าวว่า ถ้านายเนวินฆ่านายสนธิ แล้วได้ประโยชน์อะไร และนายเนวินไม่ได้อยู่กลุ่มเสื้อแดงแล้ว อยากถามว่า การที่ลูกชายนายสนธิว่า มีหลักฐานอะไรมากล่าวหา และอยากถามว่ามีใครเห็นและมีพยานหลักฐานหรือไม่

นายกฯ วอน พธม.อย่าเคลื่อนไหว

วันเดียวกัน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ "เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์" ช่วงหนึ่งว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์ลอบสังหารแกนนำพันธมิตร ทำให้หลายฝ่ายมีความห่วงใย และมีความรู้สึกขึ้นมา ซึ่งเรื่องนี้อาจจะนำไปสู่ความขัดแย้งขึ้นมาใหม่อีก อย่างไรก็ตาม ตนขอให้ความมั่นใจว่าคดีนี้จะได้รับการสะสางอย่างตรงไปตรงมาอย่างรวดเร็วที่ สุด เรื่องที่เกิดขึ้นนี้ อยากจะเรียกร้องไปยังประชาชนที่ให้การสนับสนุนกลุ่มพันธมิตรตั้งอยู่ในความ สงบ ขออย่าให้ได้นำเรื่องดังกล่าวนี้ไปเป็นปัญหา จะนำไปสู่ความขัดแย้งที่อาจจะเกิดความรุนแรง

ด้านนายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กล่าวว่า พันธมิตรคงเข้าใจว่าบุคคลที่ดำเนินการย่อมหวังผลทางการเมือง มีเป้าหมายชัดเจนต้องการทำให้เกิดความปั่นป่วนในบ้านเมือง

ส่วนข้อเรียกร้องที่ให้รัฐบาลเปลี่ยนแปลงบุคคลดูแลงานด้านความมั่นคง นายชินวรณ์กล่าวว่า สถานการณ์การเมืองของประเทศในขณะนี้เกิดวิกฤติเป็นพิเศษ จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือทุกภาคส่วน โดยจะต้องไม่เปลี่ยนม้ากลางศึก

Reblog this post [with Zemanta]

Friday, April 17, 2009

ภาพเหตุการณ์ สนธิ ลิ้มทองกุล ถูกลอบยิง

ความเห็นจากบางเว็บบอร์ด ออกความเห็นว่าไม่น่าจะเป็นฝีมือของฝั่งตรงข้ามโดยตรง และน่าจะเป็นการเตือน ไม่ได้มุ่งหวังชีวิตโดยตรง แต่หากเสียชีวิตก็ไม่เป็นไร เพราะถ้าหากมุ่งหวังชีวิตจริงๆ สนธิก็ไม่น่าจะรอดชีวิต จะเห็นได้จากกระจกรถตอนหลัง ซึ่งเป็นจุดที่สนธินั่งอยู่ ไม่มีร่องรอยกระสุน หรือได้รับความเสียหายเลย



บางความเห็นบอกว่า อาจจะเป็นการสร้างเหตุการณ์ เพื่อให้กองทัพ และพันธมิตร เกิดความร้าวฉาน ทั้งนี้เพื่อให้กลุ่มผู้ที่ปกป้องสถาบัน มีกำลังอ่อนแอลง สังเกตจากการใช้อาวุธสงครามทั้ง M-16, M-79, AK-47 เพื่อให้ประเด็นมุ่งไปสู่กองทัพ ขณะเดียวกันก็สอดคล้องกับที่กลุ่มแกนนำพันธมิตรแถลงการณ์ว่า เป็นการกระทำจากฝ่ายตรงข้าม




Reblog this post [with Zemanta]

โฆษกรัฐบาลรับ"สนธิ"ถูกลอบยิงมีผลต่อการยกเลิก พรก.ฉุกเฉิน

nation channel: รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวยอมรับว่า เหตุลอบยิงนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา จะมีผลกระทบแน่นอนต่อการพิจารณายกเลิกประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่เดิมจะพิจารณาในระหว่างการประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษซึ่งจะมีขึ้นที่ ทำเนียบรัฐบาล ในเวลา 09.00 น.วันนี้ ขณะนี้นายกรัฐมนตรีและหน่วยงานด้านความมั่นคงได้รับรายงานเกี่ยวกับเรื่อง ที่เกิดขึ้นแล้ว และในการประชุมคณะรัฐมนตรีคงจะมีรายงานที่ชัดเจนจากเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยว ข้องส่งมาให้ที่ประชุมได้พิจารณาเป็นระยะๆ เพื่อประกอบการตัดสินใจ
   
รศ.ดร.ปณิธาน ยอมรับว่า กำหนดการเดินทาง รวมทั้งสถานที่ที่นายกรัฐมนตรีจะไปปรากฏตัวทั้งหมดจะยังอยู่ภายใต้การควบคุม ดูแลของหน่วยงานด้านความมั่นคงต่อไป และจะยังไม่เป็นที่เปิดเผย เนื่องจากยังคงหวั่นเกรงเรื่องความปลอดภัยอยู่



ผอ.วชิระฯ เผย "สนธิ"กระสุนฝังหัวอาการรุนแรง เร่งผ่าตัด

Matichon: เมื่อเวลา 08.35 น. นพ.ชัยวัน เจริญโชคทวี ผู้อำนวยการโรงพยาบาลวชิรพยาบาล แถลงว่า นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย มีอาการรุนแรง เนื่องจากกระสุนปืนฝังเข้าศรีษะทางกระโหลกด้านขวา ส่วนตามลำตัวไม่มีบาดแผลใดๆ คณะแพทย์กำลังเร่งผ่าตัด โดยผู้รักษาเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมประสาทโดยตรง คาดว่าจะผ่าตัดแล้วเสร็จช่วงเที่ยงนี้ ทั้งนี้ เมื่อนายสนธิปลอดภัยดีแล้ว จะออกมาแถลงข่าวด้วยตนเอง

นพ.ชัยวัน กล่าวต่อว่า กรุณาอย่ามาเยี่ยมนายสนธิ เพราะเราแยกไม่ได้ว่าผู้มาเยี่ยมเป็นใคร เกรงว่าจะไม่ปลอดภัย

Yellow shirts' leader Sondhi ambushed and wounded

The Nation:

Sondhi was riding on Samsen Road , on his way to his newspaper and television office in Banglampoo at about 5am when a group of men  riding on a pickup opened fires on his vehicle.

The pickup then sped away along Tevet Road.

The bullets hit Sonthi's arm while his driver, Adul Daengpradub, was also injured. Both were rushed to a hospital nearby. Latest information showed that Adul who was seriously wounded and received urgent operation was also in stable condition.

Police who rushed to the attack scene in front of Iamworanut Temple found Sondhi's car riddled with bullets. Police reportedly collected about 100 cartridges of AK-16 and rifles.

Yellow shirts' leader Sondhi ambushed and wounded

ปานเทพ คาดยิง"สนธิ"ฝีมือคนมีสี

Posttoday: คนขับรถเมล์เผยผู้ติดตาม"สนธิ" ซิ่งรถยิงโต้คนร้ายจนหนีโฆษกพันธมิตร เผย สนธิ รู้ตัวก่อนหน้านี้ ถูกตามฆ่า

ความคืบหน้าเหตุคนร้ายถล่มยิงรถยนต์นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย บริเวณสี่แยกบางขุนพรหม เมื่อช่วงเช้ามืดที่ผ่านมานั้น ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการตรวจสอบสภาพรถคันดังกล่าว พบว่าถูกยิงด้วยอาวุธปืนสงครามอาก้า และเอ็ม16  กระจกด้านหน้าเป็นรูพรุน 27 รู ฝากระโปงหน้า 8 รู กระจังหน้ากันชน 7 รู บริเวณซันลูปด้านบนของรถเป็นรูโหว่ขนาดใหญ่ กระจกด้านหลังแตกทั้งบาน กระจกด้านหน้าซ้ายแตกทั้งบาน ยางรถทั้ง 4 ถูกยิงแตก น้ำมันเครื่องไหลนองพื้นถนน

พบปลอกกระสุนปืนอาก้าและเอ็ม 16 กว่า 100 ปลอก ขณะที่รถโดยสารประจำทางองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพมหานคร ( ขสมก.) สาย 53  หมายเลขทะเบียน12-0283 กรุงเทพมหานคร โดนกระสุนปืนลูกหลงเข้าด้านหน้ามุมขวารถ

นาย** อายุ 49 ปี คนขับรถ ขสมก. สาย 53 กล่าวว่า ขณะเกิดเหตุขับรถมาถึงหน้าวัดเอี่ยมวรนุช เห็นรถกระบะสีน้ำเงิน ไม่ทราบยี่ห้อและรุ่น ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน ขับแซงรถคันเกิดเหตุไปจอดด้านหน้า ก่อนที่คนร้ายที่นั่งกระบะท้าย 2 คน จะลุกขึ้นนั่งและใช้อาวุธสงครามใส่รถคันดังกล่าว จากนั้นได้มีรถยนต์เก๋ง สีดำที่ขับตามมา ขับแซงขึ้นมาใช้อาวุธปืนยิงต่อสู้กับคนร้าย ทำให้คนร้ายหลบหนีไป

โฆษก พธม. คาดฝีมือคนมีสี

ด้าน นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ โฆษกพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวในรายการ "เรื่องเล่าเช้านี้" ทางช่อง 3 ถึงเหตุคนร้ายถล่มยิงรถยนต์นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยว่า คนร้ายมีอย่างน้อย 2 คน ใช้อาวุธสงครามปืนอาก้าและเอ็ม16 ยิงล้อรถทั้ง 4 ล้อให้ยางแตก ก่อนลงรถมากราดยิงใส่ พบปลอกกระสุนปืนในจุดเกิดเหตุอย่างน้อย 100  ปลอก เบื้องต้นคนขับรถและคนติดตามได้รับบาดเจ็บสาหัส ถูกนำส่งโรงพยาบาลวชิรพยาบาล ก่อนนำส่งโรงพยาบาลมิชชั่น

นายปานเทพ กล่าวต่อ ว่า ก่อนหน้านี้ ในที่ประชุมข่าวเอเอสทีวีช่วงเช้าทราบว่าจะมีเหตุลอบยิงนายสนธิอย่างต่อ เนื่อง แต่นายสนธิไม่ได้ให้ความสำคัญ เพราะเป็นเหตุต่อเนื่องมาตั้งแต่การต่อสู้กับรัฐบาลที่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการขว้างระเบิด ยิงสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมเอเอสทีวี จึงเป็นเรื่องคาดไม่ถึง เชื่อว่าการยิงประกบยิงครั้งนี้ เป็นมืออาชีพ เนื่องจากคนร้ายสวมชุดสีขาวกางเกงลายพราง ใช้เวลาประมาณ 5 นาที

นายปานเทพ กล่าวต่อว่า เหตุดังกล่าวสะท้อนว่า วิถีการแสดงความคิดเห็นของภาคประชาชนถูกคุกคามอย่างหนัก รุนแรงผิดปกติ เพราะใช้อาวุธสงคราม  เข้าข่ายเป็นภัยความมั่นคงของชาติ  ไม่ได้เพียงมุ่งหมายข่มขู่ สื่อมวลชน แกนนำภาคประชาชน เท่านั้น แต่เป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทยในสายตาของนานานชาติ รัฐบาลต้องติดตามเรื่องนี้ให้ถึงที่สุด เชื่อว่า ไม่ใช่ฝีมือของคนธรรมดา  และถูกฝึกมาอย่างดี สังเกตจากการใช้อาวุธ อาจเป็นคนในแวดวง ทหารหรือตำรวจทางใดทางหนึ่ง


“สนธิ” ถูก มือมืดลอบกัด ใช้อาวุธสงครามยิงรถพรุน (edited)

Mgr: ด่วน "สนธิ" ถูก "สัตว์นรก" ลอบกัด ใช้ปืนกระหน่ำยิงกว่า 100 นัด ใส่รถยนต์ขณะเดินทางเข้า "เอเอสทีวี" เผยรถถูกยิงพรุนไปทั้งคัน-พบรอยเลือดที่บริเวณเบาะด้านหน้า เบื้องต้น "สนธิ" ได้รับบาดเจ็บ แต่เข้ารับการรักษาตัวจนอยู่ในขั้นปลอดภัยแล้ว
      
       รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อเวลาประมาณ 05.45 น. คนร้ายไม่ทราบจำนวนใช้อาวุธปืนยิงใส่รถยนต์ของนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่บริเวณปั๊มคาลเท็กซ์ หน้าวัดเอี่ยมวรนุช สี่แยกบางขุนพรหม ใกล้ธนาคารแห่งประเทศไทย
      
       รายงานข่าวแจ้งเพิ่มเติมว่า ในที่เกิดเหตุพบรถยนต์โตโยต้าอัลพาร์ด สีดำ ทะเบียน วล 89 กทม.ซึ่งเป็นรถยนต์ของนายสนธิ ถูกยิงด้วยอาวุธปืนสงครามไม่ทราบชนิด ยิงกราดจนรถพรุนทั้งคัน กระจกฝั่งด้านคนนั่ง และกระจกด้านหลังแตกละเอียด ล้อรถยนต์ทั้ง 4 ล้อถูกยิงจนแบน บริเวณใกล้กันพบปลอกกระสุนอาวุธปืนสงคราชนิดอาก้า และเอ็ม 16 ตกอยู่จำนวนกว่า 100 ปลอก ใกล้กันพบรถประจำทาง ขสมก.สีครีมแดง สาย 53 ประจำเส้นทาง วัดโสมนัส-รอบเมือง ถูกกระสุนลูกหลงจอดอยู่ ตรวจสอบผู้บาดเจ็บคือนายสนธิ มีอาการบาดเจ็บเล็กน้อยเบื้องต้นเจ้าหน้าที่นำส่งโรงพยาบาลวชิระ อาการปลอดภัยแล้ว นายอดุลย์ แดงประดับ คนขับอาการสาหัส ส่งโรงพยาบาลมิชชัน ล่าสุดรายงานว่าอาการปลอดภัยแล้วเช่นกัน และนายวายุภัก มัดสิน อายุ 40 ปีการ์ดที่นั่งมาด้านหน้าบาดเจ็บเล็กน้อยส่งโรงพยาบาลมิชชั่น
      
       จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า นายสนธิได้เดินทางด้วยรถยนต์คันดังกล่าวออกจากบ้านพักย่าน ถ.สุโขทัย มา 3 คนพร้อมคนขับ และการ์ดที่นั่งมาด้านหน้า ตั้งแต่เวลาประมาณ 05.30น. เพื่อมาจัดรายการมอร์นิ่งทอร์ก ที่สถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี ถ.พระอาทิตย์ ในเวลา 06.00น. ทุกวัน ขณะมาถึงที่เกิดเหตุ รถกระบะ โตโยต้าวีโก้ 2 ประตู สีบรอนซ์ทอง ไม่ทราบทะเบียนได้ขับมาประกบข้างรถ และ มือปืนสวมเสื้อสีขาวกางเกงลายพรางสันนิษฐานเบื้องต้นว่ามือปืนน่าจะเป็นมือ อาชีพ ซึ่งอยู่ด้านหลังของกระบะ ได้ยิงปืนใส่ล้อรถนายสนธิ เพื่อให้ยางแตกก่อน แล้วกระหน่ำยิงเข้าใส่ตัวรถ จนมีผู้บาดเจ็บดังกล่าว จากนั้นขับรถหนีไปโดยใช้เส้นทางถนนสามเสน มุ่งหน้าไปยังเทเวศร์
      
       ทั้งนี้ พยานที่เห็นเหตุการณ์ ระบุว่า คนร้ายสวมเสื้อสีขาวกางเกงลายพรางสันนิษฐานเบื้องต้นว่ามือปืนน่าจะเป็นมือ อาชีพ และมุ่งหวังจะเอาชีวิตเป้าหมาย
      
       ด้าน นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ โฆษกพันธมิตรฯ กล่าวว่า ต้องขอขอบคุณพี่น้องพันธมิตรฯ ที่โทรศัพท์เข้ามายังเอเอสทีวี เพื่อสอบถามอาการของนายสนธิ ซึ่งต้องขอยืนยันว่า นายสนธิ ปลอดภัยแล้ว ถึงแม้ว่าจะถูกคนร้ายใช้อาวุธปืนอาก้ายิงใส่กว่า 100 นัด ส่วนคนขับรถได้รับบาดเจ็บสาหัส และไม่สามารถเปิดเผยได้ว่าขณะนี้ นายสนธิ รักษาตัวอยู่ที่ใด เพื่อรักษาความปลอดภัยเบื้องต้นให้กับนายสนธิ
      
       “ขอประณามคนที่ลงมือกระทำ หรือคนที่เข้าถึงอำนาจ หรือใครก็ตามที่จ้องทำลายคุณสนธิ เพราะถือเป็นการคุกคามที่ร้ายแรงที่สุด และถ้าหากคิดว่าหากทำลายคุณสนธิ ได้แล้ว ก็จะเหมือนทำลายทุกอย่าง บอกได้เลยว่าไม่ใช่ เพราะคุณสนธิ สร้างเครือข่ายเอาไว้แล้วในทุกๆ ด้าน ทั้งเอเอสทีวี และพี่น้องพันธมิตรฯ ทั่วประเทศ ฉะนั้นขอให้พี่น้องพันธมิตรฯ ไม่ต้องตระหนกกับอาการบาดเจ็บคุณนายสนธิ ที่สำคัญคือระบบตรวจสอบของเอสเอสทีวี สัมฤทธิ์ผล จนทำให้คนร้ายต้องก่อเหตุดังกล่าว”นายปานเทพ ระบุ
      
       นายปานเทพ กล่าวอีกว่า จากกรณีที่เกิดขึ้น ตำรวจ จะต้องเร่งติดตามจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดีให้ได้โดยเร็วที่สุด ที่สำคัญโดยขณะนี้นายสนธิ คงไม่ปลอดภัย เพราะคาดว่านายสนธิ คงจะทำให้คนที่จ้างวานเสียผลประโยชน์ จนต้องส่งคนมาลอบยิงดังกล่าว
      
       ขณะที่ พ.ต.อ.ชิง แขวงวิเศษชัยชาญ ผู้กำกับ สน.ชนะสงคราม ซึ่งเดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ กล่าวว่า จากการตรวจสอบที่เกิดเหตุ เบื้องต้นรถนายสนธิ ซึ่งขับรถยนต์จากแยกบางขุนพรหม มาทางแยกบางลำพู ได้ถูกกลุ่มคนร้ายจำนวนมากกว่า 2 คนขึ้นไป ใช้รถปิกอัพ ตีขนาบข้างรถของนายสนธิ แล้วใช้อาวุธปืนกระหน่ำยิงใส่ เบื้องต้นคนขับรถได้รับบาดเจ็บสาหัส ส่วนนายสนธิ ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย
      
       ส่วนพยานในที่เกิดเหตุนั้น มีเพียงคนได้ยินเสียงปืนดังสนั่นหวั่นไหวเท่านั้น ซึ่งจากนี้ไปจะต้องไปตรวจสอบจากกล้องวงจรปิด ก่อนที่จะเร่งติดตามตัวคนร้าย และผู้บงการที่มุ่งเอาชีวิตนายสนธิ มาดำเนินคดีให้ได้โดยเร็วที่สุด






Monday, April 13, 2009

ย้อนเวลา ฟ้ากับดิน

7 ตุลา 2551 ตำรวจภายใต้รัฐบาลสมชาย สลายการชุมนุมด้วยทั้งแกสน้ำตา โล่ และกระบอง (พร้อมเครื่องป้องกันตัวเอง)กระหน่ำไม่ยั้ง

นี่หรือคือม๊อบมีเส้นที่ เสื้อแดงมันบอก
ตำรวจกระทำทั้งหมดนี้ เพียงเพื่อที่จะนำ สส. เข้าประชุมให้ได้เท่านั้น

ถึงเวลาของความยุติธรรมหรือยัง นายกอภิสิทธิ์





ขณะที่เสื้อแดง ทั้งปิดถนน ทำร้าย ทำลายการประชุมอาเซียน ซัมมิท ข่มขู่ทำร้ายนายก






ย้อนเวลา Thai protestors demand government quit - 26 Nov 2008

ย้อนเวลากลับไปดูการชุมนุมของ พันธมิตร
ในมุมมองของ Al Jazeera (สื่อนอกมักมีอคติเสมอ)



Sunday, April 12, 2009

พธม.พร้อมขยับ

posttoday: สมศักดิ์ส่งสัญญาณพธม.เตรียมพร้อมขยับแน่หากรบ.คุมสถานการณ์ไม่ได้
นาย สมศักดิ์ โกศัยสุข แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เปิดเผยว่าไม่มั่นใจว่า รัฐบาลจะสามารถดำเนินการรักษาเกียรติภูมิของชาติได้หรือไม่ หลังจากที่กลุ่มพันะมิตรฯได้ออกแถลงการณ์ว่า กลุ่มคนเสื้อแดงพวกนี้มุ่งเน้นให้มีการเปลี่ยนแปลงการเมือง เพราะขนาดนายกรัฐมนตรีก็ถูกทุบจนแทบเอาชีวิตไม่รอด นายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์  เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ก็ถูกทำร้ายขณะนี้อยู่โรงพยาบาล ความรับผิดชอบจึงเป็นหน้าที่ของทหารตำรวจที่ดูแล ต้องดูว่าการประกาศพรก.ฉุกเฉินฯ ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่เพียงใด การที่กลุ่มเสื้อแดงยึดรถถังก็เป็นเรื่องที่น่าอับอายไปทั่วโลก

สำ หรับกลุ่มพธม.ขณะนี้ก็ได้ขอให้ทุกคนเตรียมอยู่ในที่ตั้ง ภารกิจคือดูแลความปลอดภัยของประชาชนกันเอง และทำให้ประเทศชาติกลับสู่ความสงบ ขอให้พธม.เตรียมดูแลรักษาความปลอดภัยตนเองในทุกพื้นที่ ป้องกันกลุ่มโจรที่จะมาทำร้าย และเตรียมพร้อมใช้พลังโดยทันที เมื่อถึงเหตุการณ์ที่รัฐบาลไม่สามารถควบคุมได้ เพื่อเห็นแก่ประโยชน์ของประเทศ ขณะนี้ได้ส่งสัญญาณไปทั่วประเทศแล้วหากปล่อยแบบนี้ปัญหายิ่งลุกลามใหญ่โต

Label Cloud