skip to main |
skip to sidebar
โพสต์ ทูเดย์ - Breaking News - รับเว็บหมิ่น-นมรร.-โกงข้าว"คดีพิเศษมติ กคพ.รับ 8 เรื่อง เป็นคดีพิเศษ "เว็บหมิ่น-โรฮิงญา-นมโรงเรียน-โกงข้าว"
วันนี้ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) โดยมีหน่วยงานจากกระทรวงยุติธรรม และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม อาทิ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีฯยุติธรรม , นายวิชัย ศรีขวัญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย , พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รอง ผบ.ตร. , พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อธิบดี ดีเอสไอ
โดยที่ประชุมได้รับทราบการติดตามการดำเนินงานคดีพิเศษ จนถึงวันที่ 30 เม.ย.ที่ผ่านมา ดังนี้ 1. คดีพิเศษที่รับดำเนินการ จำนวน 517 คดี 2. คดีพิเศษที่ดำเนินการแล้วเสร็จ จำนวน 373 คดี และ 3. คดีพิเศษที่อยู่ระหว่างดำเนินการ จำนวน 144 คดี
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้เห็นชอบให้รับคดีความผิดทางอาญาไว้เป็นคดีพิเศษที่จะต้องดำเนินการสืบสวนสอบสวนตาม พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 อีก 8 กรณี คือ
1. เรื่องการกระทำความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ตามมาตรา 122 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซด์และการเผยแพร่ข้อมูลต่างๆ
2. คดีความผิดเกี่ยวกับการปลอมและใช้เอกสารสัญญาการค้าข้าวระหว่างประเทศปลอม เพื่อฉ้อโกงสถาบันการเงินในการขอวงเงินสินเชื่อเพื่อการส่งออก
3. กรณีนายการิม (ปกปิดนามสกุล) กับพวก เป็นนายหน้าหรือตัวกลางร่วมกันจัดทำบัตรบุคคลไม่มีสถานะทางทะเบียนโดยมิชอบด้วยกฎหมายให้กับชนเผ่าโรฮิงญาและคนต่างด้าวอื่น ในเขตพื้นที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์
4. การพิจารณาคดีความผิดทางอาญาอื่นเรื่องการกระทำความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐของสำนักงานชลประทาน จ.สุพรรณบุรี
5. การทุจริตนมโรงเรียน ตามโครงการจัดซื้ออาหารเสริม (นม) โรงเรียน
6. การทุจริตในการดำเนินการโครงการแทรกแซงตลาดมันสำปะหลัง ปี พ.ศ. 2551/2552
7. กรณีกรมสรรพากรร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดำเนินคดีอาญากับบริษัมรอยัล คาร์โก เอ็กซ์เพรส จำกัด กรณีมีเจตนาหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากรเพื่อจัดเก็บเป็นรายได้ของรัฐ อันเป็นความผิดตามมาตรา 37 และ มาตรา 90/4 ( 6 ) แห่งประมวลรัษฎากร และ
8. กรณีการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนที่ อ.เมืองอำนาจเจริญ จ.อำนาจเจริญ
โพสต์ ทูเดย์ - Breaking News - งง!สส.ศรีสะเกษ ปชร. ยื่นลาออกสส.ศรีสะเกษ ประชาราช ทำงง!ทั้งสภา ยื่นหนังสือลาออก อ้าง ดูแลพื้นที่ไม่ทั่วถึง มีผลทันทีวันนี้
ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วันนี้ ซึ่งเป็นการประชุมนัดสุดท้ายก่อนปิดประชุมสภาสมัยสามัญทั่วไป มีนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุม โดยนายชัย แจ้งว่า นายสุตา พรหมดวง ส.ส.ศรีสะเกษ พรรคประชาราช ได้ยื่นใบลาออกจาก ส.ส.เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม นี้ ส่งผลให้หมดสมาชิกภาพทันที และยังแจ้งว่า ขณะนี้มี ส.ส.ที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ทั้งสิ้น 470 คน
ทั้งนี้ ในหนังสือที่นายสุตา แจ้งลาออกจากการเป็นส.ส.นั้น ระบุเพียงว่า ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ส.ส.ได้ครอบคลุมพื้นที่ของตนเองได้
หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน : หนังสือพิมพ์คุณภาพ เพื่อคุณภาพของประเทศ
เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผยภายหลังนำคณะผู้บริหาร กทม.ไปแลกเปลี่ยนข้อมูลเรื่องการรับมือน้ำท่วมในกรุงเทพมหานคร กับสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นห่วงพื้นที่ฝั่งตะวันตก (ฝั่งธนบุรี) ซึ่งมีเพียงคลองสนามไชย-มหาชัย เพียงแห่งเดียวเท่านั้นที่เป็นพื้นที่รับน้ำ (แก้มลิง) ขณะที่พื้นที่ฝั่งตะวันตกส่วนใหญ่เป็นคลองที่ขวางทางน้ำไหล จึงอาจต้องมีการปรับปรุงการระบายน้ำทั้งระบบ แต่ต้องหารือร่วมกับ จ.สมุทรปราการ และ จ.สมุทรสาคร
ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์กล่าวว่า ล่าสุดกรมอุตุนิยมวิทยาเตือนว่า ในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายนนี้ จะมีฝนตกหนัก ขณะนี้ กทม.ประสานความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับกรมชลประทาน เพื่อที่จะแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา และลดผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพฯด้วย ทั้งนี้ กทม.ได้รับรายงานปริมาณฝนที่ตกในพื้นที่กรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 18 พฤษภาคมที่ผ่านมา มีปริมาณฝนสะสมมากกว่า 500 มิลลิเมตร ขณะที่ในรอบ 30 ปีของช่วงเดียวกัน มีปริมาณฝนสะสมเพียง 200 มิลลิเมตร เท่านั้น ส่วนตลอดทั้งปีมีฝนเฉลี่ย 1,100-1,200 มิลลิเมตร
ผู้สื่อข่าวถามว่า ได้ตรวจสอบเขื่อนริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีการชำรุดหรือไม่ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ กล่าวว่า ได้ดำเนินการตรวจสอบแล้ว พบว่ามีการทรุดพังประมาณ 3 กิโลเมตร บริเวณคลองบางกอกน้อย ซึ่งได้ส่งผลกระทบให้น้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยาซึมเข้าบ้านเรือนประชาชน จึงสั่งการให้แก้ไขไปพร้อมกับเร่งก่อสร้างเขื่อนอีก 7 กิโลเมตรที่เหลือ คาดว่าจะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปีงบประมาณ 2553
หนังสือพิมพ์มติชนออนไลน์ : หนังสือพิมพ์คุณภาพ เพื่อคุณภาพของประเทศครม.ตีกลับ"รถเมล์เช่า4พันคัน ให้ปรับลด"ค่าซ่อม-ดอกเบี้ย" กำหนดประกอบในไทยอย่างน้อย70%
คณะรัฐมนตรีพิจารณาข้อเสนอเช่ารถเมล์เอ็นจีวี 4 พันคัน โดยให้กลับไปพิจารณาปรับลด "ค่าซ่อม-ดอกเบี้ย" แล้วนำเสนอครม.อีกครั้ง พร้อมกำหนดต้องประกอบในไทยอย่างน้อย 70 %
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุม ครม. ที่อาคารสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 19 พ.ค. ว่า ครม.ได้พิจารณาโครงการจัดหารถเมล์เช่าเอ็นจีวี 4,000 คันของกระทรวงคมนาคม ซึ่งรัฐบาลมีหลักการที่สามารถดำเนินการได้คือ 1.จะต้องมีการประกอบในประเทศไทย ไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 2.ให้พิจารณาเรื่องการปรับลดตัวเลขต่างๆ ตามที่คณะทำงานของพล.ต.สนั่น ขจรประศาสตร์ รองนายกรัฐมนตรี ได้ดำเนินการเอาไว้ก่อนหน้านี้ หากเห็นว่าตัวเลขมีปัญหาในเรื่องใดก็ตาม กระทรวงคมนาคมไปพิจารณาร่วมกับกระทรวงการคลังและสำนักงบประมาณก่อนที่จะเสนอกลับเข้ามาให้ ครม.พิจารณาอีกครั้งในอีก 2 สัปดาห์
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่าวันนี้เป็นเรื่องที่ให้ 3 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกลับไปพิจารณาในเรื่องของตัวเลข เพราะกระทรรวงคมนาคมยังมีประเด็นที่เห็นไม่ตรงกับคณะทำงานของพล.ต.สนั่น ในตัวเขบางส่วนซึ่งครม.ได้ให้นำกลับไปดูให้เรียบร้อย เช่น ตัวเลขการคำนวนหลักเกณฑ์เกี่ยวกับค่าซ่อมรถ เมื่อถามว่า เกี่ยวกับราคาเช่ารถหรือไม่
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ราคาเช่ารถได้ปรับลงมา ขณะนี้ทุกอย่างปรับลงมาหมดมี 2 รายการ คือค่าซ่อมรถกับดอกเบี้ยที่ครม.ขอให้กลับไปทบทวน และเป็นหน้าที่ของ ครม. ในการพิจารณาทุกเรื่องที่เข้ามาเพื่อให้เกิดความรอบคอบรัดกุม ก็เป็นธรรมดาไม่เช่นนั้นก็ไม่ต้องมีครม.
เมื่อถามว่า นายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม มีความเห็นใน ครม.อย่างไรที่ให้นำกลับไปทบทวน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า “ไม่ว่าอย่างไร ท่านก็เข้าใจดี เพราะท่านก็บอกว่าเรื่องนี้มันมีเรื่องที่ส่งไปที่รองนายกฯสนั่นและก็มีการปรับลดตัวเลข ในการปรับลดตัวเลขนั้นท่านก็บอกว่าทางขสมก.ติดใจมาตั้งแต่ต้นว่ามันปรับได้ตามนั้นจริงหรือไม่ เมื่อเสนอมาครม.ก็บอกเมื่อไม่สามารถทำได้และไม่มีความชัดเจนก็ให้กลับไปดูร่วมกันทางกระทรวงก็ไม่ติดใจอะไร”
ทางด้านนายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ตามที่ครม.ได้ให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 1 ชุด เพื่อไปพิจารณารายละเอียดเกี่ยวกับค่าซ่อมโดยตนเองจะเรียกประชุมหารือกับกรรมการภายในวันพฤหัสบดีที่ 21พฤษภาคม
“เราใส่ตัวเลขรายละเอียดไปค่อนข้างเยอะ เพื่อให้มีความโปร่งใสมากที่สุด แต่ครม.ชุดนี้ไม่มีความรู้เรื่องนี้มาก่อน เลยมีการสอบถามและต้องอธิบายกันค่อนข้างมาก ซึ่งบางครั้งการอธิบายก็ไม่ครอบคลุมรายละเอียดทั้งหมด และยินดีให้ทุกฝ่ายตรวจสอบว่ามีการดำเนินการอย่างโปร่งใสจริง ๆ”
นายโสภณกล่าวว่า สำหรับตัวเลขค่าซ่อมที่มีการนำเสนอนั้นอยู่ที่ประมาณ 7.50 บาทต่อกิโลเมตรต่อคัน และเมื่อนำมารวมระยะทางแล้วทำให้ตัวเลขค่าซ่อมอยู่ที่ 2,250 บาทต่อคันต่อวัน สูงกว่าค่าเช่าตัวรถ ค่าเช่าอยู่ที่ 2,195 บาท ทำให้ค่าเช่าและค่าซ่อมโดยรวมอยู่ที่ 4,445 บาทต่อคันต่อวันทำให้มีการสงสัย
“มีการนำตัวเลขการศึกษาเก่าของสถาบนพระปกเกล้าที่เคยศึกษาว่าค่าซ่อมจะอยู่ที่ 4.50 บาทต่อคันต่อกิโลเมตร ทำให้มีการสอบถามเรื่องนี้ แต่ในข้อเท็จจริงแล้ว ค่าซ่อมเฉลี่ยของขสมก.ในปัจจุบันอยู่ที่ 7.60 บาทต่อกิโลเมตรต่อคัน”
Politics - Manager Onlineขรก.รับใช้การเมือง-บทเรียนที่ต้องจดจำ !!มติล่าสุดของคณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน กระทรวงการคลังที่ไล่ออก ศุภรัตน์ ควัฒน์กุล จากตำแหน่งปลัดกระทรวงการคลัง เนื่องจากกระทำผิดวินัยร้ายแรง ทำให้ต้องปิดฉากชีวิตราชการอย่างเจ็บปวดที่สุด
จากบทลงโทษดังกล่าวยังส่งผลให้ไม่ได้รับบำนาญอีกด้วย แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับเป็น “ตราบาป” ที่จะติดตัวไปตลอดชีวิตสำหรับอดีตข้าราชการชั้นผู้ใหญ่คนหนึ่งที่ไต่เต้ามาจนถึงตำแหน่งปลัดกระทรวงการคลัง มีเส้นทางที่เคยรุ่งโรจน์แล้วพลิกผันหักมุมอย่างน่าเศร้า
หากสอบถามจากทุกวงการไม่มีใครไม่ยอมรับ ปลัดกระทรวงการคลังคนนี้ เพราะเมื่อพลิกดูประวัติการเรียน การทำงาน ถือว่าอยู่ในระดับยอดเยี่ยม ในระดับเกรดเอหาคนมาเทียบเทียมยาก
เริ่มจากประวัติการศึกษา แม้ว่าเรียนหนังสือชั้นประถมโรงเรียนวัดธรรมดาในจังหวัดอุทัยธานี เป็นเด็กบ้านนอกที่น่าภาคภูมิใจ เป็นลูกชาวบ้านคนหนึ่งที่หัวดี จากนั้นก็ได้รับทุน ก.พ. ไปศึกษาในมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก เมื่อกลับมาก็เข้ารับราชการและไต่เต้าก้าวหน้ามาเรื่อยๆ อาทิ ผู้อำนวยการกองนโยบายและแผน กรมสรรพากรในปี 2532 จนกระทั่งได้รับแต่งตั้งเป็นอธิบดีกรมสรรพากรในปี 2543 และปี 2547 เป็นปลัดกระทรวงการคลัง
อย่างไรก็ดีการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสำคัญของ ศุภรัตน์ ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า เขามีสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอำนาจการเมือง โดยเฉพาะอำนาจของ “ระบอบทักษิณ” ซึ่งแม้ว่าหากจะว่าไปแล้วความสัมพันธ์ดังกล่าวจะออกมาในลักษณะ “รับใช้” มากกว่า
หากจะชี้ให้เห็นก็จะเริ่มตั้งแต่ในยุคที่ดำรงตำแหน่งเป็นอธิบดีกรมสรรพากรเรื่อยมา ซึ่งความผิดที่ถูกระบุเอาไว้ก็เป็นความผิดจากการแต่งตั้งระดับรองอธิบดีกรมสรรพากร 4 คน และเกี่ยวโยงกับกรณีความผิดเกี่ยวกับการหลีกเลี่ยงการเสียภาษีของครอบครัว ชินวัตร-ดามาพงษ์ ของ นช.ทักษิณ ชินวัตร และ พจมาน ณ ป้อมเพชร(ดามาพงษ์)
ขณะเดียวกันถ้ามองอีกมุมหนึ่งจะสังเกตเห็นว่าในยุคนั้นซึ่งเป็นยุคที่ นช.ทักษิณ เรืองอำนาจ ใหญ่คับฟ้า “ชี้นกเป็นไม้” คงไม่มีใครคิดว่าจะมีชะตากรรมเช่นวันนี้ ต้องถูกศาลตัดสินจำคุก ต้องหลบหนีหมายจับ ระเหเร่ร่อนในต่างแดน
นอกจากนี้เมื่อกล่าวถึงข้าราชการที่รับใช้อำนาจการเมืองอย่างสุดลิ่ม เพื่อแลกกับตำแหน่งแห่งที่แล้วในที่สุดก็มีชะตากรรมที่น่ารัดทด ยังมีปรากฏให้เห็นตัวอย่างรายอื่น เช่น กรณีของ “3 หนา” กรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ในยุค พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ ปริญญา นาคฉัตรีย์ และวีระชัย แนวบุญเนียน ที่ถูกศาลอุทธรณ์พิพากษายืนสั่งจำคุก คนละ 4 ปี โดยไม่รอลงอาญา ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
ยอมรับใช้ถวายชีวิตกับอำนาจการเมืองในยุคนั้นที่คิดว่าจะไม่มีวันล่มสลาย ยอมแม้กระทั่งช่วยกันปกปิดและทุจริตการเลือกตั้งเพื่อช่วยเหลือให้พรรคไทยรักไทยในอดีตได้รับชัยชนะ
ทำทุกทางโดยไม่เกรงกลัวกฎหมาย และที่สำคัญตัวเองยังถือว่าเป็นผู้รักษากฎหมายต้องดำรงความยุติธรรมอย่างเคร่งครัด แต่มาทำผิดเสียเอง
และกรณีล่าสุดจะเป็นเพราะเห็นบทเรียนในอดีตหรือกรรมเก่ากำลังตามมาทันบรรดาข้าราชการที่รับใช้การเมืองหรือเปล่าหรือไม่ หรือบังเอิญมาสอดคล้องต้องกัน อย่างกรณีของ ผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ(ขสมก.) พิเณศวร์ พัวพัฒนกุล ที่ได้ยื่นหนังสือลาป่วยยาว เป็นเวลาถึง 1 เดือนเต็ม
บังเอิญว่าการลาป่วยของผู้อำนวยการ ขสมก.ครั้งนี้เป็นช่วงที่โครงการเช่ารถเมล์เอ็นจีวี 4 พันคัน มูลค่าร่วม 7 หมื่นล้านบาท กำลังเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีอยู่พอดี และในฐานะผู้บริหารองค์กรต้องมีหน้าที่ชี้แจงและต้องมีส่วนรับผิดชอบด้วย
ซึ่งโครงการดังกล่าวในวงการรู้กันทั่วว่าเป็นการผลักดันจากฝ่ายการเมือง และมีข้อพิรุธในเรื่องผลประโยชน์อย่างมาหาศาล มีเสียงคัดค้านกันดังระงม
ดังนั้นเมื่อพิจารณาจากกรณีของข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่องค์กรอิสระอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นตัวอย่างของ “สามหนา” หรือ ศุภรัตน์ ควัฒน์กุล ที่ต้องปิดฉากอย่างน่าเศร้า ขณะเดียวกันยังเป็นบทเรียนสอนใจให้กับบรรดาข้าราชการในยุคปัจจุบันและอนาคตให้ยับยั้งชั่งใจได้ว่า การรับใช้อำนาจการเมืองโดยมิชอบ ใช้ความรู้ความสามารถในทางที่ผิด จะต้องประสบกับชะตากรรมเยี่ยงไร
โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากจะโฟกัสไปยังหน่วยงานสำคัญ อย่างเช่น ตำแหน่งปลัดกระทรวงการคลังคนใหม่ที่กำลังวิ่งเต้นฝ่ายการเมืองกันอย่างฝุ่นตลบอยู่ในเวลานี้ ก็น่าจะตั้งสติหยุดคิดได้บ้างว่าควรจะวางตัวให้เหมาะสมอย่างไร
เพราะเชื่อว่ากรณีของ ศุภรัตน์ ควัฒน์กุล ไม่น่าจะเป็นรายสุดท้าย !!
กทม.ลงทุนกว่า 700 ล้าน ทำลิฟต์ติดบีทีเอสครบทุกสถานีอำนวยความสะดวกให้คนพิการ “สุขุมพันธุ์” ยอมรับนโยบายคนพิการไม่คืบ ติดเรื่องงบประมาณ

ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผยถึงการดำเนินนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการอำนวยความสะดวกให้กับคนพิการด้านการเดินทาง ว่า ตนได้มีนโยบายไปยังสำนักการจราจรและขนส่ง (สจส.) ให้มีโครงการร่วมกับบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ในการติดตั้งลิฟต์โดยสารสำหรับบริการคนพิการที่มีความประสงค์จะเดินทางด้วยรถไฟฟ้าบีทีเอส เบื้องต้นให้ติดตั้งลิฟต์เพิ่มเติมให้ครบทุกสถานีจากเดิมที่มีลิฟต์โดยสารไว้ให้บริการแล้ว 7 สถานี ได้แก่ สถานีหมอชิต สถานีอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ สถานีนานา สถานีอ่อนนุช สถานีช่องนนทรี สถานีกรุงธนบุรี และสถานีวงเวียนใหญ่
เบื้องต้นนั้นสรุปว่า จะติดตั้งลิฟต์โดยสารทั้งหมด 56 ตัว งบประมาณกว่า 700 ล้านบาท ซึ่งในส่วนของงบประมาณนั้นจะนำเข้าสู่การพิจารณาของสภา กทม.ในสัปดาห์นี้เพื่อให้ความเห็นชอบและอนุมัติ จากนั้นทาง สจส.ก็จะมีการออกแบบรายละเอียด ซึ่งคาดว่า ภายในปี 2554 นั้น จะติดตั้งให้ครบทุกสถานี โดยปี 2552 จะดำเนินงานติดตั้งในสถานีที่คาดว่ามีพื้นที่และทำได้ง่ายก่อน 10 ตัว ปี 2553 ติดตั้ง 20 ตัว และปี 2554 ติดตั้ง 26 ตัว ส่วนการดำเนินสร้างอุปกรณ์อำนวยความสะดวกให้กับผู้พิการ ตนยืนยันว่าอยู่ในการพิจารณา อาทิ การติดตั้งสัญญาณไฟพูดได้ ไว้ตามทางแยก ทางข้าม เพื่อให้ผู้พิการทางสายตาสามารถใช้บริการได้, การทำทางเท้าพื้นลาดสำหรับคนพิการ
ม.ร.ว.สขุมพันธุ์ กล่าวด้วยว่า ในการดำเนินการนโยบายที่เกี่ยวกับคนพิการยอมรับว่าไม่ใช่งานที่ง่าย ส่วนหนึ่งที่สำคัญ คือ เรื่องของงบประมาณ ซึ่งการที่จะกำหนดโครงการและประสานงานกับหน่วยงานของรัฐบาลเพื่อขอความร่วมมือ หรือของบประมาณนั้นคงเป็นเรื่องยาก ดังนั้นกทม.ต้องหาจังหวะที่เหมาะสมดำเนินโครงการด้วยตัวเอง อาทิ การปรับปรุงทางเท้า หากพื้นที่ใดที่ต้องซ่อมแซมก็จะคำนึงการอำนวยความสะดวกให้กับคนพิการ ด้วย