Find Other Sides of Thai Politic. Update you on the political turmoil in Thailand.

อ่าน ทวิตเตอร์

Upcoming

Saturday, March 13, 2010

เจ้าของรง.ผลิตเครื่องลั่นไก"เอ็ม79" เผยส่งงานแล้วกว่า1,000ชิ้น

Matichon Online
เจ้าของรง.ผลิตเครื่องลั่นไก"เอ็ม79"เผยส่งงานแล้วกว่า1,000ชิ้น


Monday, March 8, 2010

กองปราบคุมแก็งเสธแดงฝากขังศาลอาญา

กองปราบคุมแก็งเสธแดงฝากขังศาลอาญา
กองปราบคุมเข้มเสธแดง เคทอง กับพวกไปศาลอาญาขอฝากขังครั้งแรกพร้อมคัดค้านการประกันตัว

เจ้าหน้าที่ตำรวจหน่วยคอมมานโด กองปราบปราม กว่า 100นาย ได้ควบคุมตัวพล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธแดง ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก นายพรวัฒน์ ทองธนบูรณ์ หรือ เคทอง และลูกน้องคนสนิทของพล.ต.ขัตติยะ รวม 8คน เดินทางไปที่ศาลอาญาเพื่อยื่นคำร้องขอฝากขังเป็นครั้งแรกแล้ว โดยพนักงานสอบสวนจะยื่นคัดค้านการประกันตัว ขณะที่ทางทนายความของพล.ต.ขัตติยะ ได้เตรียมหลักทรัพย์เพื่อยื่นคำร้องขอให้ปล่อยตัวชั่วคราว

สำหรับผู้ต้องหาประกอบด้วย 1.พล.ต.ขัตติยะ 2.ว่าที่ ร.ต.สุรภัศ จันทิมา อายุ 27 ปี บ้านเลขที่ 358 ต.หย่วน อ.เชียงคำ จ.พะเยา 3.นายมงคล สารพัน อายุ 42 ปี 4.นายจักรชลัส คงสุวรรณ อายุ 37 ปี 5.นายเริงฤทธิ์ ตุ้มทองคำ 6.นายจรัญ ลอยพูล และ7.นายสุวิทย์ คีรีรักษ์ ถูกแจ้งข้อหาในความผิดฐานร่วมกันช่วยผู้อื่นซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดหรือเป็นผู้ต้องหาว่ากระทำความผิดอันมิใช่ความผิดลหุโทษ เพื่อไม่ให้ต้องโทษโดยให้พำนักแก่ผู้นั้นโดยซ่อนเร้นหรือโดยช่วยผู้นั้นด้วยประการใดเพื่อไม่ให้ถูกจับกุม และมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาติ พกพาอาวุธปืนเข้าไปในเมือง หมู่บ้านทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร

ส่วนนายพรวัฒน์ ถูกแจ้งข้อหา มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต พกพาอาวุธปืนเข้าไปในเมือง หมู่บ้านทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร และข้อหาทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวิธีอื่นใดเพื่อให้เกิดความปั่นป่วนถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร และขู่เข็ญให้ผู้อื่นเกิดความกลัวหรือความตกใจ จากนั้นกองปราบปราม จะให้ทางกองบังคับการตำรวจปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.)นำตัวไปดำเนินคดีในข้อนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ต่อไป



ในเสียงชื่นชม"มิเสียแรงที่ชื่อกองปราบ" [เปลว สีเงิน]

ในเสียงชื่นชม"มิเสียแรงที่ชื่อกองปราบ" | ไทยโพสต์
ก็ต้องชื่นชมการทำหน้าที่ผู้รักษากฎหมายของ "ตำรวจกองปราบ" เขานะครับ พล.ต.ท.ไถง ปราศจากศัตรู ผู้บัญชาการสอบสวนกลาง ซึ่งควบคุมกลไกกองปราบโดยตรง อย่าลืมยกย่องผู้ใต้บังคับบัญชาที่ปฏิบัติหน้าที่ เคร่งครัด-จริงจัง ไม่เอียงข้าง ไม่เกรงกลัว ไม่ยอมให้อิทธิพลหรือผู้ทำผิดกฎหมายอยู่เหนือศักดิ์ศรีตำรวจ เพื่อให้ประชาชนและตำรวจด้วยกันได้รับรู้ และยึดถือเป็นแบบอย่าง

ก็กรณีตำรวจกองปราบจับนายเคทอง หรือนายพรวัฒน์ ทองธนบูรณ์ พร้อมพวก ได้เมื่อวันเสาร์ (๖ มี.ค.๕๓) และขังไว้ที่กองปราบ ในข้อหาร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต พร้อมกักตัว เสธ.แดง หรือพลตรีขัตติยะ สวัสดิผล ไว้ด้วยนั่นแหละ

เป็นเพราะตำรวจกองปราบเอาใจใส่ต่อหน้าที่ และทำงานจริงจังชนิดที่เรียกกันว่า "ไม่เกรงหน้าอินทร์-หน้าพรหม" กฎหมายและความถูกต้อง "ต้องมาก่อน" เช่นนี้ จึงเป็นสิ่งเรียกศักดิ์ศรีและความรักในตำรวจกลับมาสู่ใจประชาชนอีกครั้ง ผมไม่ทราบหรอกว่า เป็นผลงานของนายตำรวจท่านใด

แต่เอาที่อ่านจากข่าวพบว่า พ.ต.อ.สานิตย์ มหถาวร รองผู้บังคับการกองปราบ เป็นผู้นำ โดยตอนบ่ายวาน เสธ.แดง ซึ่งอยู่ระหว่างถูกพักราชการ ใช้รถทางราชการทหาร ทะเบียนตรากงจักร ๒๔๘๑ มีป้ายติดผ่านเข้าออก ม.พัน ๔ รอ. พ.ศ.๒๕๔๑-๒๕๔๒ ติดอยู่ วิ่งเข้าไปที่กองปราบ
อ่านต่อ...



รวบ2น้าหลานทีมปาบึ้มธ.กรุงเทพสีลม [kom]

รวบ2น้าหลานทีมปาบึ้มธ.กรุงเทพสีลม คมชัดลึก

ตร.นครบาลตามรวบ 2 น้า-หลานร่วมกันปาบึ้มแบงก์กรุงเทพ สีลม อ้างคนเสื้อแดงโทรให้ช่วยออกมาป่วนเมือง แต่ไม่คิดว่าจะให้พาไปปาบึ้ม อภิสิทธิ์ยันไม่มีใครอยู่เหนือกม.แย้มงัด พรบ.มั่นคงคุมม็อบ
(7มี.ค.) เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน บช.น. สามารถจับกุมคนร้ายปาระเบิดหน้าธนาคารกรุงเทพ สาขาสีลม ได้ย่านวรจักร ตั้งแต่ช่วงเย็นวันที่ 6 มี.ค. ที่ผ่านมา หลังได้รับแจ้งจากพลเมืองดีว่า รู้จักกับผู้ที่อยู่ในภาพวงจรปิดที่เจ้าหน้าที่ตำรวจนำมาเผยแพร่ จากาการสอบสวนทราบว่าชื่อนายเอกชัย มูลเจษ อายุ 23 ปี อดีตนักศึกษาชั้น ปวช.ช่างกลแห่งหนึ่งและให้การรับสารภาพว่า มีส่วนร่วมกับเหตุปาระเบิดจริง โดยได้รับการว่าจ้างจากอา ให้ขี่รถ จยย.ซ้อนมือระเบิดไปขว้างใส่หน้าธนาคารกรุงเทพ สาขาสีลม เบื้องต้น เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างติดตามตัวอาของนายเอกชัยมาสอบปากคำ เพื่อขยายผลติดตามจับกุมมือระเบิดรายนี้ต่อไป

ผบช.น.ยันรวบมือวางบึ้มแบงค์รับโยงเสื้อแดง

เมื่อเวลา 13.30 น. พล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์....
อ่านต่อ


Thursday, March 4, 2010

"กรณ์"เปิดใจแฟนคลับผ่านเฟซบุ๊กคำตัดสินยึดทรัพย์พิสูจน์ความยุติธรรม [posttoday]

"กรณ์" เปิดใจแฟนคลับผ่านเฟซบุ๊ก คำตัดสินยึดทรัพย์พิสูจน์ความยุติธรรม

กรณ์เปิดใจผ่านเฟซบุ๊กหลังศาลยึดทรัพย์ทักษิณ ชี้คำตัดสินพิสูจน์ศาลยุติธรรมจริง ห่วงคนไทยไม่ได้เรียนรู้เชิงลึกจากคำพิพากษา

นายกรณ์ จาติวานิช รมว.คัลงเปิดใจผ่าน Facebook เป็นครั้งแรก หลังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษายึดทรัพย์กว่า 4.6 หมื่นล้านบาท ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยเล่าถึงความเกี่ยวข้องของตัวเองกับกรณีการซุกหุ้นของพ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งมีเนื้อหาดังนี้

แด่เพื่อน FB:

เวลาผ่านไป 4 วันแล้วหลังจากคำพิพากษาคดียึดทรัพย์ พตท.ทักษิณ ผมยังไม่ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อใดแม้แต่คำเดียวเกี่ยวกับผลของคดีนี้ ส่วนหนึ่งเพราะผมมีความรู้สึกว่าคนพูดเรื่องนี้เยอะแล้ว แต่ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเรื่องนี้ใกล้ตัวผมมากในฐานะเป็นคนหนึ่งที่ต่อสู้เรื่องนี้มายาวนาน จึงมีความรู้สึกอยากให้ความคิดและอารมณ์ตกผลึกก่อนที่จะแสดงความคิดเห็นออกมา

จนถึงวันนี้ความคิดเริ่มนิ่งแล้วแต่ก็ยังสลับซับซ้อนอยู่

ผมเองเข้ามาเกี่ยวข้องจริงๆ ก็ตอนที่ทักษิณขายหุ้นให้ Temasek ในเดือนมกราคม 2549 หนึ่งปีเต็มๆ หลังจากที่ผมเป็น ส.ส. ฝ่ายค้าน จำได้ว่าพฤติกรรมทั้งหมดของทักษิณ ชี้ให้เห็นว่าเขาเป็นเจ้าของที่แท้จริงและได้ “ซุก” หุ้นทั้งหมดไว้โดยตลอด

เขาไปเจรจากับสิงค์โปรโดยอ้างว่าไปเที่ยว เขารีบแก้กฎหมายสัดส่วนการถือหุ้นโดยต่างชาติในบริษัทโทรคมนาคมเพื่อเขาจะได้ขายหุ้นได้ และเขาทำทุกอย่างเพื่อที่จะหลีกเลี่ยงการเสียภาษีแม้แต่บาทเดียว

ช่วงนั้นผมทำสองอย่าง อย่างแรกคือผมได้วิเคราะห์ว่ามีหลักฐานที่ กลต. ที่ชี้ให้เห็นว่าเขาแอบถือหุ้น Shin อยู่ที่บัญชีสิงค์โปรในธนาคาร UBS และอย่างที่สองผมได้ไปร้องเรียนกับอธิบดีกรมสรรพากร ณ ขณะนั้นว่าการซื้อมาขายไปโดยลูกของทักษิณทั้งสองคนเป็นนิติกรรมที่ควรต้องมีภาระภาษีให้แผ่นดิน

ผมจำได้ว่าความร่วมมือโดยหน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบได้มาด้วยความยากเย็น ซ้ำแล้วยังมีความพยายามขุดคุ้ยว่าผมเคยมีพฤติกรรมอันใดในสมัยที่ผมยังอยู่ในวงการหุ้นที่จะเป็นจุดอ่อน ที่จะให้กับฝ่ายตรงข้ามหรือไม่และเจ้าหน้าที่สรรพากรเองก็แอบปล่อยประวัติภาษีผม (ซึ่งเป็นความลับ ส่วนตัว) ให้กับ ส.ส.ไทยรักไทย
ก็โชคดีที่ผมไม่เคยทำอะไรไว้ให้ตัวเองมีแผลแต่ญาติในตระกูลเกือบทุกคน โดนข่มขู่หมดในระยะนั้น

วันนี้สิ่งที่ผมคิด คือ ถ้าไม่มีการปฏิวัติในปี ‘49 และไม่มี คตส. เราจะเห็นความยุติธรรมปรากฏในคดีนี้หรือไม่?

พอมี คตส. ผมก็หอบข้อมูลทั้งหมดไปให้เขาและเข้าไปช่วยวิเคราะห์ ข้อมูลเหล่านั้น รวมทั้งอธิบายชี้แจงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับหุ้นและการซื้อขายหุ้นซึ้งค่อนข้างซับซ้อนและเข้าใจยาก ผมจำได้ว่าวันที่ผมเดินเข้าไปที่ คตส. ซึ่งยืมสำนักงานของ สตง. อยู่ชั่วคราวมีกลุ่มกองเชียร์ทักษิณ (สมัยนั้นยังไม่ใส่เสื้อแดง) มารออยู่กันเต็มและตะโกนด่าว่าผมหยาบคาย วันนั้นคุณแก้วสรร ซึ่งเป็นคน คตส. คนหนึ่งและเป็นคนที่รับผิดชอบเรื่อง “ซุกหุ้น” โดยตรง เดินเข้าไปในเวลาไล่เลี่ยกันและโดนด่าทอรุนแรง ว่า “อ้ายหน้าหมา”

วันนี้ หัวใจของคดีนี้ คือการพิสูจน์ว่า ทักษิณ ซุกหุ้นจริง หลังจากนั้นจึงเป็นการพิสูจน์ว่าเข้าเอื้อต่อหุ้นที่เขาซุกอยู่ด้วย คำพิพากษาของ ศาลฎีกา สรุป โดยเอกฉันท์ว่าซุกหุ้นจริง

ผมนึกย้อนกลับไปช่วงปี ‘49 นั้นทักษิณ อ้อ โอ๊ค เอม ทุกคนออกมา โกหก ครั้งแล้วครั้งเล่าว่าไม่ได้ซุกแต่สุดท้ายก็ต้องจำนนต่อหลักฐาน

แต่ย้อนกลับมาที่ประเด็นสำคัญคือถ้าไม่ปฏิวัติจะได้เห็นคำพิพากษานี้ไหม และทำไม สังคมไทยจึงกลับไม่สามารถ มีความยุติธรรมได้โดยไม่ต้องอาศัยอำนาจเผด็จการ แสดงว่าบางครั้งเผด็จการให้ความสำคัญกับความถูกต้องมากกว่า ระบอบประชาธิปไตยหรือ?

ก็คงเป็นเพราะคนไทยจำนวนมาก จริงๆ แล้วไม่ให้ความสำคัญกับความถูกต้อง ขอให้ค้าขายได้ อยู่ดีกินดี ใครจะทำอะไรก็ช่าง แล้วความคิดเช่นนี้ผิดหรือ? ใครๆ ก็รู้ว่าความถูกต้องหรือความยุติธรรมเป็นสิ่งที่กินไม่ได้ จับต้องไม่ได้ หรือเป็นเพราะคนที่มีอันจะกินเท่านั้นที่มีเวลามาคิดเรื่องความยุติธรรม ในขณะที่คนจนเขาต้องปากกัดตีนทีบเพื่อเลี้ยงดูครอบครัวและไม่มีเวล่ำเวลามาคิดมากับเรื่องราวเหล่านี้

และเมื่อคนส่วนใหญ่ยังยากจน และเสียงส่วนใหญ่เป็นเสียงสวรรค์ในระบอบประชาธิปไตย คำตอบสุดท้ายจึงเป็นเช่นนี้ ก็คือเป็นว่า “เราไม่แคร์”

ก็อาจจะเป็นเช่นนั้น แต่ก็อีกหล่ะครับ คนที่ “ไม่แคร์” มีตั้งเยอะที่เป็นพ่อค้าและคนร่ำรวย เอาเข้าจริงทุกคนก็จะพูดว่าต้องการเห็นความถูกต้อง แต่น้อยคนที่พร้อมจะเสียสละโอกาสของตนเอง เพื่อความถูกต้อง

ถ้าทุกคนทำตามหน้าที่ ความยุติธรรมก็จะปรากฏเสมอโดยไม่ต้องมีคนมายัดเยียดให้กับเรา ด้วยการปฏิวัติหรืออื่นๆ เราทำเองได้ แต่เราไม่ทำ

บทเรียนนี้ ผมว่าเป็นบทเรียนสำคัญจากคดีนี้ครับ

สุดท้ายแล้ว สี่วันผ่านไป ผมมีความรู้สึกมากขึ้นทุกๆวัน ว่าศาลยุติธรรมจริง

ถ้าเป็นผม ผมคงยึดหมดทั้ง 76,000 ล้านบาทแล้วครับ เพราะผมคิดง่ายๆ มาตลอดว่า ถ้าเพียงยึด “ส่วนเกิน” ก็หมายความว่า ทักษิณโกงแล้ว “เท่าทุน” แต่ข้อเท็จจริงก็คือหน่วยงานต่างๆ ที่เสียหายจากการทุจริตของทักษิณยังมีหน้าที่ ต้องฟ้องร้อง เรียกร้องความเสียหายอีกหลายหน่วยงาน ของคลังก็มีครับ คือ ธนาคาร EXIM ที่โดนบังคับให้ปล่อยกู้ราคาถูกให้รัฐบาลพม่าเอาเงินไปซื้อของจากบริษัทของทักษิณ และผมรู้ล่วงหน้าเลยครับ ว่าจะต้องมีคนกลุ่มหนึ่งและน่าจะเป็นกลุ่มใหญ่ด้วย ที่จะต้องคิดและรู้สึกว่าทำไมยังไปจองล้างจองผลาญอีก พอแล้วได้ไหม สมานฉันท์กันได้หรือยัง

เหมือนยังไม่ยอมรับถึง”หน้าที่” และยังเอาอารมณ์เป็นที่ตั้ง

ส่วนตัวผมทำหน้าที่ต่อไปแน่นอนครับ และ ผมยอมรับ เลยว่าเหตุผลส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะทักษิณยังไม่สำนึกในความผิดที่ตนเองได้ทำไป ยังไม่ยอมรับถึงความเสียหายที่ได้ทำไว้กับประเทศชาติ และที่สำคัญยังไม่ยอมรับว่าทั้งหมดนั้นเขาทำตัวเขาเอง แต่ยังกลับคิดว่าตนเป็นผู้ถูกกระทำ และเมื่อเขายังขู่อยู่ว่าจะสู้ต่อไปจะเอาคืนกับทุกอย่าง ผมก็ต้องขอบอกครับว่าผมคนหนึ่งก็จะไม่ยอม และไม่ใช่เพราะผมไม่ชอบทักษิณอย่างเดียว แต่เป็นเพราะผมเป็น ส.ส. ผมเป็นรมต.คลังและผมมีหน้าที่ที่ต้องทำ

และที่สำคัญประสบการณ์ 4-5 ปี ที่ผ่านมาที่ต่อสู้เรื่องนี้มาทำให้ผมรู้ด้วยครับว่า เราไม่มีสิทธิ และไม่สามารถ และไม่ควร ปล่อยให้เป็นภาระหน้าที่ของคนอื่น

ผมเขียนมายาวมากแล้ว จริงๆก็คือเขียนให้กับตัวเองไปด้วยครับ และอยากจะบอกว่าสุดท้ายแล้วผมไม่ได้รู้สึกดีกับคำพิพากษาเลย ไม่ใช่เพราะผมไม่เห็นด้วย อย่างที่ว่าผมคิดว่าเป็นคำพิพากษาที่อมตะมากและผมเคารพและน้อมรับด้วยความรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่น่าเคารพอย่างมาก

แต่ผมเศร้าซึมเล็กๆ เพราะผมไม่แน่ใจว่าพวกเราชาวไทยได้เรียนรู้ในเชิงลึกจากเรื่องราวทั้งหมดนี้หรือไม่

จริงๆแล้วเราให้ความสำคัญกับความยุติธรรมและความถูกต้องแค่ไหน และเราพร้อมจะเสียสละเพื่อช่วยกันรักษาความถูกต้องในสังคมหรือไม่

ผมคิดเองตอบเองได้ครับ แต่ไม่ค่อยชอบคำตอบเท่าไรนัก แต่ยังไงก็ไม่ท้อครับ

คลิ๊กอ่านเนื้อหาที่กรณ์เขียนในเฟซบุ๊กได้ที่นี่ http://www.facebook.com/note.php?note_id=339730144729&id=71254499739&ref=nf

Tuesday, March 2, 2010

รองผบช.น.เผยเหตุบึ้ม 4 จุดเป็น "เอ็ม67" เชื่อผู้ก่อเหตุเป็นทีมเดียวกัน ยังไม่โยงยึดทรัพย์

Matichon Online: หนังสือพิมพ์มติชนออนไลน์ : หนังสือพิมพ์คุณภาพ เพื่อคุณภาพของประเทศ
รองผบช.น.เผยเหตุบึ้ม 4 จุดเป็น "เอ็ม67" เชื่อผู้ก่อเหตุเป็นทีมเดียวกัน ยังไม่โยงยึดทรัพย์ สเก็ตช์ภาพคนร้ายแล้ว

ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 28 ก.พ. พล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์ ผบช.น.กล่าวก่อนประชุม ว่า ตนได้เรียกประชุมนายตำรวจตั้งแต่ รอง ผบช.น.ถึง ผกก.และรองผกก.ป.ในสังกัดเพื่อกำชับให้การปฏิบัติหน้าที่ให้มีความเข้มงวดมากยิ่งขี้นตั้งแต่เกิดเหตุคนร้ายปาระเบิดใส่ธนาคารกรุงเทพที่ถนนสีลม และที่สาขาพระราม 2 เนื่องจากคนร้ายลงมือก่อเหตุเพื่อสร้างความวุ่นวาย และมีการก่อเหตุในเชิงสัญลักษณ์ โดยจะจัดกำลังตำรวจเฝ้าดูแลสถานที่สำคัญต่างๆ เพิ่มมากขึ้น

พล.ต.ท.สัณฐาน กล่าวต่อว่า ในส่วนของการติดตามคนร้ายที่ก่อเหตุทั้ง 2 จุดนั้น ขณะนี้ได้มีการเร่งรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ มีการประชุมผู้ที่เกี่ยวข้องและประสานเร่งตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดในบริเวณโดยรอบแต่เนื่องจากเป็นวันหยุดก็ตรวจสอบได้เพียงบางจุด และได้เร่งสอบปากคำพยานแวดล้อมที่อยู่ใกล้กับที่เกิดเหตุ อย่างไรก็ดี ขณะนี้ได้เร่งให้ฝ่ายสืบสวนสอบสวนนำพยานไปออกภาพสเก็ตช์คนร้ายแล้วแต่ยังไม่ได้พิจารณาขออนุมัติศาลออกหมายจับ

ผบช.น.กล่าวถึงตัวคนร้ายที่ก่อเหตุหน้าธนาคารกรุงเทพ ถนนสีลม ว่า จากการตรวจสอบพบในเบื้องต้นพบว่าเป็นชายซึ่งพอทราบแล้วว่าเป็นกลุ่มใดแต่ยังไม่สามารถระบุได้ว่าเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุในจุดอื่นด้วยหรือไม่...


รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับภาพสเก็ตช์คนร้ายที่ก่อเหตุบนนถนนสีลม นั้น เนื่องจากชุดสืบสวนได้นำกล้องวงจรปิดมาตรวจสอบและประชุมร่วมกันก่อนการ ประชุมใหญ่ โดยคนร้ายเป็นคนที่ซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์คันที่มีพยานยืนยันว่าเป็นผู้ก่อ เหตุซึ่งใส่เสื้อวอล์มสีดำ มีความชัดเจนประมาณ 70%

“วัตถุระเบิดทั้ง 4 แห่ง เป็นระเบิดชนิด M 67 เหมือนกัน น่าเชื่อว่าคนร้ายที่มาก่อเหตุนั้นมาเป็นทีมก่อเหตุเหมือนกัน แต่ต้องดูหลักฐานเพื่อประกอบการยืนยัน พล.ต.ต.อนันต์ กล่าว”

ข่าวแจ้งว่าสำหรับวัตถุระเบิดที่คนร้ายนำมาก่อ เหตุทั้งสองแห่งในพื้นที่กรุงเทพมหานคร นั้นพบว่าเป็นระเบิดเก่าที่มีเก็บไว้นานอยู่แล้ว ใช้แบบขว้าง เพื่อต้องการป่วนเมือง

อ่านเต็ม

Label Cloud