จริง หรือ หลอก???
Find Other Sides of Thai Politic. Update you on the political turmoil in Thailand.
Upcoming
Tuesday, July 7, 2009
คลิป เงาหน้าไมเคิล แจ็คสัน โผล่ออก CNN หลังเสียชีวิต Michael Jackson's Ghost Haunts CNN
จริง หรือ หลอก???
Labels: CNN, Michael Jackson, YouTube
คลิปผีไมเคิล แจ็คสัน ที่เนเวอร์แลนด์ Michael Jackson Ghost? During CNN Larry King Interview with Jermaine Jackson
คลิปผี (??) ไมเคิล แจ็คสัน ระหว่าง CNN Larry King สัมภาษณ์ Jermaine Jackson ที่เนเวอร์แลนด์
Labels: CNN, Michael Jackson, YouTube
Monday, July 6, 2009
กษิตเลี่ยงตอบประเด็นร้อน
โพสต์ ทูเดย์ - กษิตเลี่ยงตอบประเด็นร้อน
กษิตถึงไทยเลี่ยงสื่อรอถามลาออกหรือไม่ตร.ออกหมายเรียกคดีปิดสนามบิน
นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เลี่ยงที่จะให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน ภายหลังเดินทางกลับจากการปฏิบัติภารกิจที่กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ โดยเที่ยวบิน QR-0612 เมื่อเวลา 07.24 น. ซึ่งนายกษิต ไม่ได้เดินออกมาทางอาคารห้องรับรองพิเศษ แต่คาดว่า จะเดินออกมาที่ชั้น 2 ของอาคารดังกล่าวแทน
ทั้งนี้ นายกษิต เป็น 1 ใน 36 แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ถูกหมายเรียกของพนักงานสอบสวนในข้อหาการก่อการร้าย กรณีการชุมนุมที่สนามบินดอนเมือง และท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 16 กรกฎาคมนี้ เวลา 09.00 น. นายกษิต จะเดินทางไปรายงานตัวต่อพนักงานสอบสวนที่สโมสรตำรวจ
Labels: Kasit Piromya, Suvarnabhumi case
เปิดผลสอบสัญญาทาสช่อง 3 (ตอนที่ 5) : แฉลูกเล่นบีอีซีใช้อุปกรณ์-เช่าที่ดิน
Business - Manager Online
ความถูกต้องโปร่งใสในการปฏิบัติตามสัญญาด้านการโอนทรัพย์สินให้เป็นกรรมสิทธิ์ของ อสมท
เงื่อนไขในสัญญาร่วมดำเนินกิจการระหว่าง อสมท กับ บีอีซี ระบุว่า “บรรดาสิ่งก่อสร้างทุกอย่างที่ได้ก่อสร้างขึ้นบนที่ดิน อีกทั้งทรัพย์สินทุกอย่างยกเว้นเงินทุนที่ “บางกอกเอ็นเตอร์เทนเม้นต์” ได้กระทำขึ้นหรือได้จัดหามาสำหรับใช้สอยในการดำเนินงานตามสัญญานี้ทุกๆอย่าง ไม่ว่าได้มาตามสัญญาข้างต้นนี้ หรือได้กระทำขึ้นหรือได้จัดหามาในระหว่างการดำเนินการตามสัญญานี้ก็ดี ให้ตกเป็นทรัพย์สินของ อสมท ทั้งสิ้น นับแต่วันที่ได้กระทำขึ้นหรือได้จัดหา”
จากการตรวจสอบทรัพย์สินที่ อสมท รับโอนจากบีอีซี พบทรัพย์สินที่ควรกล่าวถึง 3 รายการ ดังนี้
(1) รายการที่ 1 สถานีวิทยุโทรทัศน์ระบบ UHF ออกอากาศรายการช่อง 3 ณ อาคารใบหยก 2 กรุงเทพมหานคร
(2) รายการที่ 2 สถานีวิทยุโทรทัศน์ระบบ UHF ช่อง 41 ตำบลบ้านใหม่ อำเภอเมือง นครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา
(3) รายการที่ 3 อุปกรณ์ดำเนินงานโทรทัศน์ให้เช่าที่ปรากฏในงบการเงินของบีอีซีแอสเซท ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2548
การตรวจสอบแต่ละรายการพบว่า รายการที่ 1 เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2546 บีอีซีได้มีจดหมายถึงผู้อำนวยการ อสมท เรื่องขออนุญาตตั้งสถานีวิทยุโทรทัศน์ระบบ UHF ออกอากาศรายการช่อง 3 ณ อาคารใบหยก 2 กรุงเทพมหานคร โดยได้ใช้เสาส่งโทรทัศน์ และระบบสายอากาศโทรทัศน์ร่วมกับสถานีโทรทัศน์ของไอทีวี ณ อาคารใบหยก เนื่องจากจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงสัญญาณจากระบบ VHF Band 1 เป็น UHF
กรณีที่บีอีซีตั้งสถานีวิทยุโทรทัศน์ระบบ UHF โดยใช้เสาส่งโทรทัศน์และระบบสายอากาศส่งโทรทัศน์ร่วมกับสถานีโทรทัศน์ของไอทีวีทำให้บีอีซีไม่สามารถโอนเสาส่งโทรทัศน์และระบบสายอากาศส่งโทรทัศน์ให้เป็นทรัพย์สินของ อสมท ได้เมื่อจัดหา เนื่องจากเสาส่งโทรทัศน์และระบบสายอากาศส่งโทรทัศน์ดังกล่าวไม่ได้เป็นทรัพย์สินของบีอีซี แต่เป็นกรรมสิทธิ์ของสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี การกระทำดังกล่าวอาจถือเป็นการผิดสัญญาที่ทำไว้กับ อสมท แม้ว่าบีอีซี จะได้ทำหนังสือแจ้งต่อผู้อำนวยการ อสมท แล้วก็ตาม
รายการที่ 2 สืบเนื่องจากการตั้งสถานีวิทยุโทรทัศน์ระบบ UHF บีอีซีได้ทำการสรางสถานีวิทยุโทรทัศน์ จากที่ตั้งเดิมคือ เขายายเที่ยง อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา ไปที่ตำบลบ้านใหม่อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา แต่ในการย้ายครั้งนี้ บีอีซี ได้ส่งสถานีส่งวิทยุโทรทัศน์ระบบ UHF บนที่ดินเช่า ดังนั้น ในการโอนสถานีส่งวิทยุโทรทัศน์ระบบ UHFและทรัพย์สินอื่นที่จัดหาให้แก่ อสมท บีอีซีซึ่งไม่สามารถโอนที่ดิน 1 แปลง ( จำนวนเนื้อที่ดิน 749 ส่วนจากเนื้อที่ดินจำนวน 1,208 ส่วนตามโฉนดที่ดินเลขที่ 128086 หน้าสำรวจ 14606 ตั้งอยู่ที่ตำบลบ้านใหม่ อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ) ที่เป็นที่ตั้งของสถานีส่งให้ อสมท แม้ว่าในหนังสือลงวันที่ 3 สิงหาคม 2548 บีอีซี จะยืนยันว่า บรรดาทรัพย์สินต่างๆ ที่จัดหาเพื่อตั้งสถานีวิทยุโทรทัศน์ระบบ UHF ช่อง 41 ตำบลบ้านใหม่ อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา บีอีซียินดียกให้เป็นทรัพย์สินของ อสมท ก็ตาม
จากการตรวจสอบเอกสารการเช่าที่ดินของ บีอีซี พบว่า บีอีซี ( โดยประสาร มาลีนนท์ และนางอัมพร มาลีนนท์ ) ได้ทำการเช่าที่ดินจากบริษัท บีอีซี แอสเซท จำกัด (“บีอีซีแอสเซท”) ซึ่งเป็นบริษัทที่เกี่ยวข้อง ( โดยนางรัตนา มาลีนนท์และประชา มาลีนนท์ / ทั้งนี้บริษัท บางกอกเอ็นเตอร์เทนเม้นต์ จำกัด และบริษัท บีอีซี แอสเซท จำกัด เป็นบริษัทที่ บริษัท บีอีซี เวิลด์ จำกัด (มหาชน) ถือหุ้นอยู่ร้อยละ99.99 และทั้ง 2 บริษัทนี้มีนายประสาร มาลีนนท์ นางอัมพร มาลีนนท์ นางรัตนา มาลีนนท์ นายประชุม มาลีนนท์ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามผูกพัน )
โดยสัญญาเช่าระบุว่า บีอีซีแอสเซท จำกัด ( “บีอีซีแอสเซท”) ตกลงให้บีอีซีเช่าที่ดินเป็นระยะเวลา 15 ปีนับตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2548 ถึงวันที่ 25 มีนาคม 2563 โดยผู้เช่าต้องชำระค่าเช่าล่วงหน้าเป็นรายเดือน (อัตราค่าเช่า ปีที่ 1 – 5 เดือนละ 10,000 บาท ปีที่ 6 - 10 เดือนละ 12,000 บาท ปีที่ 11 - 15 เดือนละ 14,000 บาท หลังจากหมดสัญญา บีอีซีต้องแสดงความประสงค์ในการต่ออายุสัญญาเช่าไม่น้อยกว่า 60 วัน
นอกจากนั้นสัญญาเช่ายังระบุเงื่อนไขในการรื้อถอนว่า ก่อนสิ้นสุดระยะเวลาตามสัญญาเช่าหรือเมื่อผู้เช่าใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาก่อนครบกำหนดระยะเวลาเช่า ผู้เช่ามีสิทธิแจ้งให้บีอีซีแอสเซททราบเป็นลายลักษณ์อักษรล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 90 วัน ว่าผู้เช่าประสงค์จะให้อาคาร สิ่งปลูกสร้าง และการปรับปรุงใดๆ บนที่ดินเช่า ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของบีอีซีแอสเซท หรือประสงค์จะดำเนินการรื้อถอนอาคาร สิ่งปลูกสร้าง และการปรับปรุงใดๆ ด้วยค่าใช้จ่ายของผู้เช่า และส่งมอบที่ดินเช่าโดยไม่มีสิ่งสร้างหรืออาคารเหนือพื้นดินในสภาพที่เรียบร้อย
เงื่อนไขในสัญญาเช่าทำให้เห็นว่า การเช่าที่ดินระหว่างบีอีซีและบีอีซีแอสเซทนั้น ทำขึ้นเพื่อให้สิ้นสุดวันเดียวกับการที่ต่อสัญญาอัตโนมัติตามการแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาครั้งที่ 3 จะสิ้นสุดลงในวันที่ 25 มีนาคม 2563 นั่นหมายความว่า เมื่อสัญญาระหว่าง อสมท กับ บีอีซี สิ้นสุดลง อสมท จะตกอยู่ในฐานะที่ต้องดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ตั้งอยู่บนที่ดินเช่าตามเงื่อนไขในสัญญาเช่า อสมท มีทางเลือกที่จะส่งมอบทรัพย์สินให้เป็นกรรมสิทธิ์ของบีอีซีแอสเซท หรือรื้อถอนทรัพย์สินนั้นออกจากที่ดินด้วยค่าใช้จ่ายของ อสมท เนื่องจาก อสมท เป็นเจ้าของทรัพย์สิน
การจัดหาที่ดินของบีอีซีโดยใช้วิธีเช่าจากบีอีซีแอสเซทแทนการจัดหาโดยวิธีซื้อเสร็จเด็ดขาด ทำให้บีอีซีไม่สามารถโอนที่ดินที่เช่าให้เป็นทรัพย์สินของ อสมท การกระทำดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความพยายามของบีอีซีที่จะหลีกเลี่ยงการส่งมอบที่ดินให้ อสมท ตามสัญญา พฤติกรรมดังกล่าวส่อให้เห็นถึงความไม่ถูกต้องโปร่งใส
(โดยเฉพาะเมื่อที่ดินนั้นเป็นทรัพย์สินของบีอีซีแอสเซท ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบีอีซีเวิลด์และบริหารงานโดยกลุ่มมาลีนนท์ผู้รับสัญญาจาก อสมท ) และอาจส่งผลให้ อสมทได้รับความเสียหายในอนาคตจากการที่จะต้องรื้อถอนทรัพย์สินออกที่ดินเช่า หรือจากการที่จะต้องสร้างสถานีส่งโทรทัศน์สีขึ้นใหม่ หรือจากการดำเนินงานที่อาจจะต้องหยุดชะงักลง
รายการที่ 3 จากการสอบทานงบการเงินของบีอีซีแอสเซทพบว่า ในงบดุลสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2548 บีอีซีแอสเซทแสดงอุปกรณ์ดำเนินงานโทรทัศน์ให้เช่าจำนวน 222 ล้านบาท (ก่อนหักค่าเสื่อมราคาสะสม ) จึงได้ตั้งข้อสังเกตว่า ทรัพย์สินดังกล่าวอาจจะเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการดำเนินกิจการโทรทัศน์สีช่อง 3 ซึ่งบีอีซีต้องโอนให้ อสมท เมื่อจัดซื้อหรือจัดหา แต่บีอีซีอาจหลีกเลี่ยงการโอนกรรมสิทธิ์ให้ อสมท โดยการเช่าทรัพย์สินนั้นจากบีอีซีแอสเซท ( เช่นเดียวกับกรณีที่ดินเช่าที่กล่าวไว้ก่อนหน้านี้)
อย่างไรก็ตามคณะทำงานไม่สามารถหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่า อุปกรณ์ดำเนินงานโทรทัศน์ให้เช่าประกอบด้วยรายการใดบ้างรายการใดบ้าง เนื่องจากไม่สามารถตรวจสอบข้อมูลของบีอีซีแอสเซทได้
Labels: Abhisit government, Channel 3
เปิดผลสอบสัญญาทาสช่อง 3 (ตอนที่ 4) รายได้ก้าวกระโดดแต่จ่ายคงที่
Business - Manager Online
ในการบริหารรายได้ กลุ่มมาลีนนท์สามารถกำหนดจำนวนรายได้ที่จะแสดงในงบการเงินของบริษัทที่เกี่ยวข้องภายในกลุ่มโดยอาศัยการซื้อขายระหว่างกัน ในทำนองเดียวกัน ในการบริหารทรัพย์สิน กลุ่มมาลีนนท์สามารถกำหนดให้บริษัทย่อยบริษัทหนึ่งได้รับกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน ขณะที่บริษัทที่เกี่ยวข้องอื่นสามารถใช้ทรัพย์สินนั้นในการดำเนินงานโดยการเช่าระหว่างกัน
จากงบการเงินของบีอีซีนับจากปี 2530 ถึงปี 2548 เทียบกับเหตุการณ์ทางธุรกิจที่เกิดขึ้นจริง ข้อมูลที่เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง จำนวนรายได้ และอัตราการเติบโตของรายได้ของบีอีซี ในช่วงปี 2530 ถึง 2548 สามารถสรุปได้ดังนี้
ช่วงปี 2530 – 2532 ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาครั้งที่ 3 มีผลบังคับใช้ รายได้เฉลี่ยต่อปีโดยประมาณ 298 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตเฉลีย่ของรายได้ประมาณ 9%
ช่วงปี 2533 - 2536 หลังการแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาครั้งที่ 3 มีผลบังคับใช้และก่อนปรับโครงสร้างใหญ่เพื่อรวมกิจการกับบีอีซีเวิลด์ รายได้เฉลี่ยต่อปีประมาณ 684 ล้านบาท อัตราการเติบโตเฉลี่ยของรายได้ 30%
ช่วงปี 2537 – 2539 ระหว่างการปรับโครงสร้างใหญ่และรวมกิจการกับบีอีซีเวิลด์ (บีอีซีเวิลด์เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เดือน พ.ย. 2538 ) รายได้เฉลี่ยต่อปีประมาณ 1,391 ล้านบาท อัตราการเติบโตเฉลี่ยของรายได้ 22%
ช่วงปี 2540 – 2542 เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ รายได้เฉลี่ยต่อปีประมาณ 1,331 ล้านบาท อัตราการเติบโตเฉลี่ยของรายได้ ติดลบ 10%
ช่วงปี 2543 – 2548 ฟื้นตัวหลังวิกฤตเศรษฐกิจ รายได้เฉลี่ยต่อปีโดยประมาณ 2,167 ล้านบาท อัตราเติบโตเฉลี่ยของรายได้ 15%
จากข้อมูลดังกล่าวเป็น่ที่น่าสังเกตว่า ก่อนปี 2533 (ก่อนที่การแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาครั้งที่ 3 จะมีผลบังคับใช้ ) รายได้ของบีอีซีมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยประมาณร้อยละ 9 แต่ว่านับจากปี 2539 ( หลังจากการแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาครั้งที่ 3 มีผลบังคับใช้จนถึงปีหลังจากที่บีอีซีเวิลด์เข้าจดทะเบียนกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ) รายได้ของบีอีซีเติบโตแบบก้าวกระโดด ( เฉลี่ยประมาณร้อยละ 30 ในช่วงปี 2533 ถึงปี 2536 และร้อยละ 22 ในช่วงปี 2537 – 2539 )
ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ถึง 2542 แม้ว่าอัตราการเติบโตเฉลี่ยของรายได้จะติดลบ หากแต่จำนวนรายได้เฉลี่ยต่อปีของบีอีซียังสูงถึง 1,331 ล้านบาท หลังจากวิกฤตเศรษฐกิจ ( ปี 2543 – 2548 ) รายได้ของบีอีซีมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยประมาณร้อยละ 15 ในขณะที่รายได้เฉลี่ยต่อปีประมาณ 2,167 ล้านบาท
จากข้อมูลนี้ได้ข้อสังเกตุว่า กลุ่มมาลีนนท์ประสบความสำเร็จในการเพิ่มมูลค่าการลงทุนจากการวางกลุยุทธ์ระยะยาวที่ชาญฉลาด กลยุทธ์ดังกล่าวจะประสบความสำเร็จไม่ได้ หากบีอีซีไม่ได้ทำการแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาครั้งที่ 3 กับ อสมท
ในแง่ของธุรกิจ เริ่มต้นจากการเตรียมบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในการทำราคาหุ้นให้เพิ่มสูงขึ้น กลุ่มบริษัทจำเป็นต้องแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการหารายได้ แต่สัญญาเดิมที่ทำไว้กับ อสมท กำหนดให้บีอีซีต้องจ่ายค่าตอบแทนในอัตราร้อยละ 6.5 จากรายได้ทั้งสิ้น ( ซึ่งทำให้ค่าตอบแทนขยายตัวไปพร้อมกับรายได้ ) กลุ่มมาลีนนท์จึงจำเป็นต้องแก้ไขสัญญาเกี่ยวกับวิธีคำนวณค่าตอบแทนที่จ่ายให้ อสมท และเพื่อเป็นการประกันการหารายได้ในระยะยาว กลุ่มมาลีนนท์จำเป็นต้องยืดอายุสัญญาออกไปให้นานที่สุด และทำให้การบอกเลิกสัญญามีโอกาสเป็นไปได้น้อยที่สุด
กลยุทธ์สำคัญอีกประการหนึ่งคือ การจัดโครงสร้างกลุ่มบริษัท โดยกำหนดให้บีอีซีเวิลด์ ทำหน้าที่บริษัทใหญ่ควบคุมบริษัทที่เกี่ยวข้องทุกบริษัท รวมถึงบีอีซี ทั้งนี้เพื่อความคล่องตัวในการดำเนินงานและการบริหารทรัพย์สิน เนื่องจากบีอีซีมีข้อตกลงที่จะโอนทรัพย์สินดำเนินงานให้ อสมท ดังนั้น กลุ่มมาลีนนท์จึงจำเป็นต้องแก้ไขสัญญาให้บีอีซีสามารถเปลี่ยนโครงสร้างผู้ถือหุ้นหรือทำการเพิ่มทุนได้โดยไม่ต้องขอความเห็นชอบจาก อสมท เพื่อที่บีอีซีเวิลด์จะสามารถซื้อหุ้นบีอีซีในอัตราร้อยละ 99.99 ก่อนแปลงสภาพเป็นบริษัทจดทะเบียน ในขณะที่บีอีซียังคงสภาพเป็นบริษัทจำกัดต่อ่ไป
ความถูกต้องโปร่งใสในการปฎิบัติตามสัญญาด้านค่าตอบแทน
จากข้อมูลที่แสดงให้เห็นถึงการเติบโตแบบก้าวกระโดดของรายได้ของบีอีซีภายหลังการแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาครั้งที่ 3 ( จากร้อยละ 9 ไปเป็น ร้อยละ 30 ) อาจทำให้ตั้งข้อสังเกตุได้ว่า การอนุมัติให้แก้ไขสัญญาน่าจะเกิดขึ้นอย่างไม่สมเหตุสมผล เนื่องจากธุรกิจการส่งโทรทัศน์สีเป็นธุรกิจที่ให้ผลตอบแทนสูง โดยเฉพาะเมื่อดำเนินการภายใต้ตลาดผูกขาดที่กำลังขยายตัว อย่างไรก็ตาม การพิจารณาย้อนกลับไปในอดีตอาจไม่สามารถอธิบายถึงเหตุผลในการตัดสินใจแก้ไขสัญญาในขณะนั้น ดังนั้นคณะทำงานจึงได้ทำการค้นคว้าถึงที่มาของการแก้ไขสัญญาในปี 2532
โดยในปี 2532 ร้อยตำรวจเอกเฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาทำการศึกษาข้อเสนอของบีอีซีเพื่อให้คำเสนอแนะถึงความเหมาะสมในการแก้ไขสัญญาตามข้อเสนอนั้น โดยมีนายสงวน ตียะไพบูลย์สิน กรรมการ อสมท เป็นประธานคณะทำงาน หลังจากที่ได้รับคำเสนอแนะจากคณะกรรมการ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้นำเรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเมื่อวนที่ 18 เมษายน 2532 และได้รับการอนุมัติให้แก้ไขเพิ่มเติมสัญญาในวันที่ 2 พฤษภาคม 2532
เหตุผลหนึ่งที่คณะกรรมการพิจารณาข้อเสนอของบีอีซี ให้ความสนับสนุนในการแก้ไขการจ่ายค่าตอบแทนจากอัตราร้อยละไปเป็นจำนวนตายตัวตามค่าตอบแทนขั้นต่ำที่ต้องจ่าย ( ตามที่ระบุไว้ในการแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาครั้งที่ 2 ) เนื่องจากนับตังแต่ ปี 2521 เป็นต้นมา บีอีซีไม่เคยมีรายได้มากพอที่จะต้องจ่ายค่าตอบแทนให้ อสมท เกินกว่าจำนวนค่าตอบแทนขั้นต่ำที่ตอ้งจ่าย
คณะทำงานได้ทำการคำนวณค่าตอบแทนที่บีอีซีจ่ายให้ อสมท ในระหว่างปี 2530 – 2532 ( ทุกปีที่สามารถเก็บข้อมูลได้ ) และนำมาเปรียบเทียบกับค่าตอบแทนขั้นต่ำที่ต้องจ่ายตามที่ระบุไว้ในการแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาครั้งที่ 2 ที่ทำขึ้นในปี 2525 ซึ่งผลที่ได้จากการคำนวณสามารถสรุปได้ดังนี้
ปี 2530 รายได้ทั้งสิ้น 272,476,982 บาท โดย 6.55 ของรายได้ทั้งสิ้นจะเท่ากับ 17,711,003 ล้านบาท โดยค่าตอบแทนขั้นต่ำตามสัญญาเท่ากับ 17,715,610 บาท
ปี 2531 รายได้ทั้งสิ้น 299,055,950 บาท โดย 6.55% ของรายได้ทั้งสิ้นจะเท่ากับ 19,438,636 บาท โดยค่าตอบแทนขั้นต่ำตามสัญญาเท่ากับ 19,487,171 บาท
ปี 2532 รายได้ทั้งสิ้น 321,616,573 บาท โดย 6.5% ของรายได้ทั้งสิ้นจะเท่ากับ 20,905,077 บาท โดยค่าตอบแทนขั้นต่ำตามสัญญากับ 21,435,888 บาท
ข้อมูลที่คำนวณออกมานี้ ยืนยันได้ว่า ค่าตอบแทนที่คำนวณจากร้อยละ 6.5 ของรายได้ทั้งสิ้น มีจำนวนน้อยกว่าค่าตอบแทนขั้นต่ำที่ต้องจ่ายในทุกปีที่ทำการเปรียบเทียบ ด้วยสาเหตุนี้ บีอีซี จึงไม่เคยจ่ายค่าตอบแทนให้ อสมท เกินกว่าจำนวนขั้นต่ำที่ต้องจ่ายยตามที่ระบุไว้ในสัญญา แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า ค่าตอบแทนที่คำนวณได้ ( ร้อยละ 6.5 ของรายได้ ) มีจำนวนใกล้เคียงกับค่าตอบแทนขั้นต่ำที่ต้องจ่ายอย่างน่าสงสัย ( 17.7-17.7 ล้านบาท ในปี 2530 , 19.4-19.4 ล้านบาท ในปี 2531 และ 20.9 – 21.4 ล้านบาท ในปี 2532 ) โดยเฉพาะเมื่อจำนวนค่าตอบแทนขั้นต่ำเหล่าน้นัได้กำหนดขึ้นตั้งแต่ปี 2525 ห้าปีก่อนที่รายได้จะเกิดขึ้นจริง
นอกจากนั้นแล้วข้อมูลรายได้ของบีอีซีเก็บจากงบการเงินที่ตรวจสอบโดยนายโชติศักดิ์ โชติกวณิก เลขทะเบียน 562 ซึ่งคณะทำงานได้ทำการค้นคว้าพบว่า นายโชติศักดิ์ทำการตรวจสอบงบการเงินของบีอีซีตั้งแต่ปี 2530 ถึงปี 2537 ยกเว้นปี 2534 ที่นายโชติศักดิ์ถูกพักใบอนุญาตการเป็นผู้สอบบัญชีรับอนุญาตตั้งแต่วันที่ 6 กันยายน 2534 ถึงวันที่ 5 กันยายน 2535 การที่นายโชติศักดิ์ถูกสั่งพักใบอนุญาตเริ่มต้นปี 2534 ทำให้สันนิษฐานได้ว่า การพักใบอนุญาตของนายโชติศักดิ์เกิดจากการกระทำผิดในระหว่างปี 2530 – 2532 หรือไม่
ตามปรกติแล้วการสั่งพักใบอนุญาตของผู้สอบบัญชีนั้นมักมีสาเหตุมาจากการที่ผู้สอบบัญชีไม่ได้กระทำการตรวจสอบงบการเงินที่ตนลงลายมือชื่อรับรองหรือไม่ได้กระทำการตรวจสอบงบการเงินที่ตนลงลายมือชื่อรับรองตามมาตรฐานวิชาชีพอย่างครบถ้วนทำให้งบการเงินที่ได้รับการตรวจสอบนั้นขาดความน่าเชื่อถือ
Labels: Abhisit government, Channel 3
เปิดผลสอบสัญญาทาสช่อง 3 (ตอนที่ 3) บีอีซีหัวใสปรับโครงสร้างถือหุ้น
Business - Manager Online
ขณะที่สัญญาสัมปทานบริหารช่อง 3 ต่ออีก 10 ปี (2553-2563) ของ บริษัท บีอีซี เวิลด์ จำกัด (มหาชน) อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการฯที่แต่งตั้งโดย บอร์ดบมจ.อสมท “ASTVผู้จัดการรายวัน” ขอนำเสนอ ผลสอบสัญญาเดิมที่ไม่เป็นธรรม ให้สาธารณชนได้รับรู้
จากประเด็นต่างๆที่ได้รายงานมาก่อนหน้านี้ และการศึกษาข้อมูลด้านการเงินของบีอีซีและบริษัทที่คาดว่าจะมีความสัมพันธ์กับบีอีซี (“บริษัทที่เกี่ยวข้อง”) เพื่อให้เข้าใจถึงสถานการณ์เชิงธุรกิจที่เกิดขึ้น การศึกษาครอบคลุมด้านต่างๆดังต่อไปนี้
1) โครงสร้างทางธุรกิจของบีอีซีและบริษัทที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เข้าใจรูปแบบการดำเนินธุรกิจและการกระจายทรัพย์สินและรายได้
2) ความถูกต้องโปร่งใสในการปฎิบัติตามสัญญาของบีอีซีด้านค่าตอบแทน
3) ความถูกต้องโปร่งใสในการปฎิบัติตามสัญญาของบีอีซีด้านการโอน ทรัพย์สินให้เป็นกรรมสิทธิ์ของ อสมท
4) จำนวนผลกระทบที่เป็นตัวเงินของการแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาครั้งที่ 3
5) อัตราผลตอบแทนที่ อสมท ได้รับภายหลังการแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาครั้งที่ 3
6) การเปรียบเทียบอัตราผลตอบแทนที่คู่สัญญาได้รับ
โครงสร้างทางธุรกิจของบีอีซีและบริษัทที่เกี่ยวข้อง
ในปี 2510 ตระกูลมาลีนนท์และผู้เกี่ยวข้อง (ต่อไปรวมเรียกว่า “กลุ่มมาลีนนท์” ) ได้จัดจัดตั้งบริษัท บางกอกเอ็นเตอร์เทนเมนต์ จำกัด (“บีอีซี”) เพื่อรับสัมปทานการส่งโทรทัศน์สีช่อง 3 กับ บริษัท ไทยโทรทัศน์ จำกัด การดำเนินกิจการเริ่มต้นตั้งแต่ปี 2511 มาจนถึงปัจจุบันนับเป็นเวลาเกือบ 40 ปี (อายุสัญญายังเหลืออยู่อีกกว่า 10 ปี นับจากปีปัจจุบัน)
ในช่วงเวลาดังกล่าว กลุ่มมาลีนนท์ได้ขยายเครือข่ายการทำธุรกิจโดยจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทขึ้นหลายบริษัท (รวมเรียกว่า “บริษัทที่เกี่ยวข้อง”) เพื่อประกอบกิจการที่เกี่ยวเนื่องกับการดำเนินกิจการโทรทัศน์สีช่อง 3 เป็นต้นว่า การจัดหา การผลิตรายการ การขายเวลาโฆษณา ทางโทรทัศน์ การถือครองและให้เช่าทรัพย์สิน และการให้บริการ ดำเนินการออกอากาศ ฯลฯ
ทั้งนี้ รายชื่อบริษัทที่เกี่ยวข้องและลักษณะผลิตภัณฑ์หรือบริการ (ข้อมูล วันที่ 31 ธันวาคม 2548) ประกอบด้วย บริษัทย่อยที่มีการดำเนินงานแล้ว
1.บมจบีอีซี เวิลด์ จัดหา ผลิตรายการ ขายเวลาโฆษณาทางโทรทัศน์ และลงทุนในธุรกิจใหม่ที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจสื่อโฆษณาและธุรกิจใหม่อื่นๆ
2.บจก.บางกอกเอ็นเตอร์เทนเม้นต์ ดำเนินธุรกิจสถานีโทรทัศน์และวิทยุ
3.บจก.รังสิโรตม์วนิช จัดหา ผลิตรายการ และขายเวลาโฆษณาทางโทรทัศน์
4. บจก.นิวเวิลด์ โปรดักชั่น จัดหา ผลิตรายการ และขายเวลาโฆษณาทางโทรทัศน์
5.บจก.บางกอกเทเลวิชั่น จัดหา ผลิตรายการ และขายเวลาโฆษณาทางโทรทัศน์
6.บจก.ยูแอนด์ไอ คอร์โปเรชั่น จัดหา ผลิตรายการ และขายเวลาโฆษณาทางโทรทัศน์
7.บจก.บีอีซี แอสเซท ดำเนินการถือครองและให้เช่าทรัพย์สิน
8.บจก.บีอีซี บรอดคาสติ้ง เซ็นเตอร์ ดำเนินการให้บริการในการดำเนินการออกอากาศ
9.บจก.บีอีซี อินเตอร์เนชั่นแนล ดิสทริบิวชั่น จัดหาและผลิตรายการโทรทัศน์
10.บจก.ทีวีบี ทรี เน็ตเวอร์ค จัดหา ผลิตรายการ และขายเวลาโฆษณาทางโทรทัศน์
11.บมจ.บีอีซี-เทโร เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จัดหา ผลิตรายการ และขายเวลาโฆษณาทางโทรทัศน์ ผลิตและส่งเสริมการจำหน่ายและจัดแสดงคอนเสิร์ต ผลิตภาพยนตร์ ละคร
12.บจก.ไทยทิคเก็ตมาสเตอร์.คอม ให้บริการทำโฆษณา บริการรับจองและขายบัตรเข้าชมการแสดง
13.บจก.บีอีซี ไอที โซลูชั่น ให้บริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและขายปลีกอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และให้บริการดูแลรักษา
14.บจก.บีอีซี มัลติมีเดีย ลงทุนในธุรกิจมัลติมีเดีย
15.บจก.บีอีซีไอคอร์ปอเรชั่น ลงทุนในธุรกิจอินเทอร์เน็ตและให้บริการอื่นที่เกี่ยวเนื่องกัน
16.บจก.โมบิ(ไทย) ให้บริการโมบายเอ็นเตอร์เทนเม้นต์
17.บจก.ดิจิตัล แฟคทอรี่ ให้บริการโมบายเอ็นเตอร์เทนเม้นต์
18.บจก.ไทยออดิโอเท็กซ์เซอร์วิส ให้บริการ ข้อมูลด้วยเสียงทางโทรศัพท์
19.บจก.บีอีซี สตูดิโอ ผลิตรายการและให้บริการอุปกรณ์ห้องสตูดิโอ
20.บจก.สำนักข่าว บีอีซี ผลิตรายการข่าว
21.บจก.บางกอก แซทเทิลไลท์ แอนด์ เทเลคอมมิวนิเคชั่น ให้บริการรับ-ส่งสัญญาณผ่านดาวเทียม
22.บจก.แซทเทิลไลท์ทีวี บรอดคาสติ้ง ให้บริการโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม
23.บจก.บีอีซี-เทโร เอ็กซ์ซิบิชั่น จัดการแสดงสินค้าและธุรกิจอื่นที่เกี่ยวเนื่อง
24.บจก.บีอีซี-เทโร อาร์เซนอล บริหารจัดการทีมฟุตบอลและธุรกิจอื่นที่เกี่ยวเนื่องกับฟุตบอล
25.บริษัทร่วม บมจ.ซีวีดี เอ็นเตอร์เทนเม้นต์ จัดจำหน่ายและให้เช่าวิดีโอเทป วีซีดี ดีวีดี
26.บจก.โซนี่ มิวสิค บีอีซี เทโร เอนเทอร์เทนเมนต์ ผลิต ซื้อ ขายแผ่นเสียง สิ่งบันทึกภาพและสิ่งบันทึกเสียง
27.บจก. เอสเอ็มบีที พับลิชชิ่ง (ประเทศไทย) ถือครอง ดูแลและจัดการลิขสิทธิ์เนื้อร้องและทำนองเพลง
28.บจก.เวอร์จิ้น บีอีซี-เทโร เรดิโอ (ประเทศไทย) ขายเวลาโฆษณาทางสื่อวิทยุ
29.บจก.ธีมสตาร์ พัฒนา สร้าง และจัดการแสดงทั่วโลก
ในปี 2533 กลุ่มมาลีนนท์ได้ก่อตั้งบริษัท อินฟอร์เมชั่น ซีสเท็มส์ แอนด์ เซอร์วิส จำกัด ขึ้นมาเพื่อรองรับการปรับแผนธุรกิจและปรับโครงสร้างการลงทุนครั้งใหญ่ ห้าปีต่อมาในปี 2538 บริษัท อินฟอร์เมชั่น ซีสเทมส์ แอนด์ เซอร์วิส จำกัด เปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท บีอีซี เวิลด์ จำกัด (“บีอีซีเวิลด์”) และได้เข้าทำการซื้อหุ้นของบริษัทที่เกี่ยวข้องของกลุ่มมาลีนนท์หลายบริษัท รวมทั้งหุ้นของบีอีซี ในปีเดียวกัน (2538) บีอีซีเวิลด์ได้ดำเนินการแปลงสภาพเป็นบริษัทมหาชนและเข้าจดทะเบียนกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในการเปลี่ยนโครงสร้างการลงทุนครั้งใหญ่นี้ บีอีซีซึ่งเป็นคู่สัญญากับ อสมท ได้กลายสภาพจากบริษัทที่ถือหุ้นโดยกลุ่มมาลีนนท์ ไปเป็นบริษัทที่ถือหุ้นร้อยละ 99.99 โดยบีอีซีเวิลด์ (ทำให้บีอีซี เวิลด์มีฐานะเป็น “บริษัทใหญ่” และ บีอีซี เป็น “บริษัทย่อย”)
สาเหตุที่บีอีซีสามารถเปลี่ยนโครงสร้างผู้ถือหุ้นได้ในครั้งนั้น เนื่องจากว่าบีอีซีได้ทำการแก้ไขสัญญาครั้งทื่ 3 กับ อสมท ในปี 2532 ซึ่งสัญญาอนุญาติให้บีอีซีสามารถเปลี่ยนโครงสร้างผู้ถือหุ้นได้โดยไม่ต้องขอความเห็นชอบจาก อสมท
ลักษณะการจัดโครงสร้างทางธุรกิจของบีอีซีเวิลด์ชี้ให้เห็นว่า กลุ่มมาลีนนท์บริหารกิจการโทรทัศน์สีช่อง 3 และกิจการที่เกี่ยวเนื่องผ่านทางบริษัทใหญ่ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
โดยรายชื่อผู้ถือหุ้นอันดับ 1 – 10 ของบริษัทบีอีซี เวิลด์ จำกัด (มหาชน) ณ วันที่ 24 สิงหาคม 2549 คือ
1.กลุ่มมาลีนนท์ สัดส่วน 56.61%
2.NORTRUST NOMINEES LTD สัดส่วน 8.66%
3.THE BANK OF NEW YORK (NOMINEES) LTD สัดส่วน 2.88%
4.STATE STREET BANK AND TRUST COMPANY สัดส่วน 2.85%
5.CHASE NOMINEES LTD 42 สัดส่วน 2.79%
6. บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด สัดส่วน 2.63%
7. CHASE NOMINEES LTD 1 สัดส่วน 1.30%
8. LITTLEDOWN NOMINEES LTD 7 สัดส่วน 1.23%
9. HSBC (SINGAPORE) NOMINEES PTE LTD สัดส่วน 0.97%
10. CHASE NOMINEES LTD 46 สัดส่วน 0.93%
สำหรับ กลุ่มมาลีนนท์นั้นประกอบด้วย
1. นายประวิทย์ มาลีนนฺท์ ถือหุ้นสัดส่วน 11.42%
2. นางสาวอัมพร มาลีนนท์ ถือหุ้นสัดส่วน 7.86%
3. นายประชุม มาลีนนท์ ถือหุ้นสัดส่วน 7.86%
4. นายประสาร มาลีนนท์ ถือหุ้นสัดส่วน 7.86%
5. นางสาวรัตนา มาลีนนท์ ถือหุ้นสัดส่วน 7.86%
6. นางสาวนิภา มาลีนนท์ ถือหุ้นสัดส่วน 5.89%
7. นางสาวแคทลีน มาลีนนทื ถือหุ้นสัดส่วน 3.93%
8. นางสาวเทรซิแอนน์ มาลีนนท์ ถือหุ้นสัดส่วน 3.93%
ทั้งนี้ด้วยโครงสร้างดังกล่าวนี้ทำให้กลุ่มมาลีนนท์สามารถควบคุมบริษัทที่เกี่ยวข้องที่เป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากกันตามกฎหมาย (แต่ว่าไม่ได้แยกกันจริงในทางบริหาร) ผ่านทางบีอีซีเวิลด์ และสามารถกำหนดให้บริษัทที่เกี่ยวข้องแต่ละบริษัทแสดงรายได้และทรัพย์สินด้วยจำนวนที่ กำหนดขึ้นตามกลยุทธ์ที่วางไว้ ซึ่งสามารถให้ประโยชน์แก่บีอีซีเวิลด์ได้ทั้งในด้านการบริหาร การวางแผนภาษี การทำสัญญา และการแสดงผลการดำเนินงาน ในงบการเงิน เพราะว่า บริษัทที่เกี่ยวข้องแต่ละบริษัทจะแสดงรายได้หรือทรัพย์สินด้วยจำนวนเท่าใด รายได้และทรัพย์สินเหล่านั้นจะถูกนำกลับไปแสดงรวมในงบการเงินของบีอีซีเวิลด์ โครงสร้างทางธุรกิจนี้ทำให้บีอีซีเวิลด์สามารถนำรายได้และทรัพย์สินของบริษัทที่เกี่ยวข้องมาเพิ่มราคาหุ้น โดยไม่ต้องกังวลกับข้อกำหนดอันเข้มงวดของตลาดหลักทรัพย์ฯ (เพราะบริษัทที่เกี่ยวข้องไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ)
Labels: Abhisit government, Channel 3
Subscribe to:
Posts (Atom)








