skip to main |
skip to sidebar
Business - Manager Onlineประเด็นที่ 5 – การบอกเลิกกรณีผิดสัญญาทำได้ยากขึ้น
การแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาครั้งที่ 3 ได้เปลี่ยนแปลงเงื่อนไขในการบอกเลิกสัญญากรณีที่ บีอีซี ไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดที่ตกลงกัน โดยเพิ่มขั้นตอนที่ อสมท ต้องแจ้งให้ บีอีซี ทราบเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อให้ บีอีซี ปฏิบัติตามข้อสัญญาในเวลาอันควร หากบีอีซีไม่ยอมปฏิบัติให้ถูกต้องตามสัญญา บีอีซีต้องแจ้งเหตุผลให้ อสมท ทราบเป็นลายลักษณ์อักษร เมื่อ อสมท พิจารณาคำชี้แจงแล้ว อสมท จึงสามารถแจ้งให้บีอีซีปฏิบัติให้ถูกต้องภายในเวลาอันควรครั้งหนึ่ง หากบีอีซียังไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องในครั้งหลัง อสมท จึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญา การแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาลักษณะนี้เท่ากับเป็นการยื้อเวลาที่บีอีซีจะไม่ปฏิบัติตามสัญญาและลดทอนอำนาจของ อสมท ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ
ประเด็นที่ 6 – การบอกเลิกกรณีไม่ผิดสัญญาไม่อยู่ในอำนาจ
ในการแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาครั้งที่ 2 อสมท ในฐานะคู่สัญญาที่เป็นเจ้าของสัมปทานเคยมีสิทธิบอกเลิกสัญญาแต่เพียงฝ่ายเดียวโดยไม่ต้องรอให้บีอีซีผิดสัญญา แต่การแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาครั้งที่ 3 ได้ลดทอนอำนาจของ อสมท โดยกำหนดให้ อสมท มีสิทธิบอกเลิกสัญญาเฉพาะเมื่อมติคณะรัฐมนตรีเห็นว่ามีความจำเป็นเพื่อความมั่นคงของรัฐ
ประเด็นที่ 7 – คงไว้ซึ่งการโอนทรัพย์สินเมื่อได้กระทำขึ้นหรือจัดหา
การแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาครั้งที่ 3 ไม่ได้เปลี่ยนแปลงเงื่อนไขที่กำหนดให้ บรรดาสิ่งก่อสร้างทุกอย่างที่ได้ก่อสร้างขึ้นบนที่ดิน อีกทั้งทรัพย์สินทุกอย่างที่ได้กระทำขึ้นหรือจัดหามาไว้สำหรับใช้สอยในการดำเนินงานต้องตกเป็นทรัพย์สินของ อสมท ทั้งสิ้น นับจากวันที่ได้กระทำขึ้นหรือได้จัดหา
ประเด็นที่ 8 – เปลี่ยนโครงสร้างการถือหุ้นโดยไม่ต้องขอความเห็นชอบ
การแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาครั้งที่ 3 กำหนดให้การลดทุนเป็นกรณีเดียวที่บีอีซีต้องขอความเห็นชอบจาก อสมท ส่วนการเปลี่ยนแปลงการถือหุ้น การเพิ่มทุน และการเปลี่ยนแปลงข้อบังคับของบริษัท บีอีซีเพียงแต่ต้องแจ้งให้ อสมท ทราบภายใน 15 วัน หลังจากที่การดำเนินการแล้วเสร็จ การเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขนี้มีผลกระทบเป็นอย่างมากต่อ อสมท ในการกำกับดูแลการดำเนินงานของ บีอีซี
ตัวอย่างเช่น การเพิ่มทุนของบีอีซีอาจเกี่ยวพันกับกลุ่มการเมืองหรือกลุ่มคนที่ไม่เหมาะสมซึ่งอาจทำให้เกิดความขัดแย้ง กับความรับผิดของ อสมท หรือการจัดโครงสร้างผู้ถือหุ้นในลักษณะของกลุ่มบริษัท (บริษัทใหญ่-บริษัทย่อย-บริษัทในเครือ) สามารถทำให้บีอีซีกระจายการดำเนินงานออกไปให้บริษัทในกลุ่มที่ไม่ได้เป็นคู่สัญญากับ อสมท และทำให้ อสมท
ไม่อาจควบคุมการดำเนินงานที่เคยเป็นของบีอีซีได้ นอกจากนั้น การจัดโครงสร้างผู้ถือหุ้นในลักษณะของกลุ่มบริษัทยังทำให้รายได้รายการเดียวกันสามารถกระจายรายงานในงบการเงินของหลายบริษัท และทำให้การพิจารณาเปรียบเทียบผลตอบแทนที่ อสมท ได้รับไม่โปร่งใสชัดเจน
ประเด็นที่ 9 – ไม่ยกเลิกอำนาจในการควบคุมการดำเนินกิจการ
การแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาครั้งที่ 3 ไม่ได้ยกเลิกอำนาจหน้าที่ของ ผู้อำนวยการ อสมท ที่จะควบคุมการดำเนินกิจการของบีอีซีตามสัญญาฉบับที่ 1 ซึ่งกำหนดให้ ผู้อำนวยการ อสมท หรือผู้แทนทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 และสามารถควบคุมการดำเนินงานกิจการของบีอีซีให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล กฎหมาย มติคณะรัฐมนตรี กฎ ข้อบังคับ และระเบียบต่างๆของทางราชการ ทั้งในด้านการจัดรายการ ด้านธุรกิจ และด้านเทคนิค ดังนั้น อสมท จึงมีสิทธิและหน้าที่ในการควบคุมกิจการของบีอีซี (เว้นเป็นการลดทอนอำนาจตามที่กล่าวไว้ในประเด็นที่ 6 และ 8) นอกจากนั้นเงื่อนไขในสัญญายังกำหนดว่า บีอีซียินยอมจ่ายค่าตอบแทนตามที่จะตกลงกับ อสมท ให้แก่ผู้อำนวยการ อสมท หรือ ผู้แทนที่ทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3
Business - Manager Onlineจากการติดตามข่าวสัญญาสัมปทานช่อง 3 มาอย่างต่อเนื่อง ของ ASTVผู้จัดการรายวัน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการ อสมท
ASTVผู้จัดการรายวัน ขอนำเสนอในอีกมุมหนึ่งของผลการศึกษาและผลสรุป ในการสอบเกี่ยวกับสัญญาสัมปทานช่อง 3 ที่ทำกันมาในอดีต ซึ่งถือเป็นสัญญาที่เอกชน คือ บริษัท บางกอกเอ็นเตอร์เทนเม้นต์ จำกัด หรือบีอีซี ได้เปรียบเจ้าของสัมปทาน คือบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ซึ่งหากไม่มีการแก้ไขสัญญากันใหม่ จะส่งผลให้ อสมท ต้องตกเป็นเบี้ยล่าง บีอีซี ต่อไปอีก 10 ปี จนถึงปี 2563 ตามการต่อสัญญาสัมปทาน ทั้งๆที่ ที่ผ่านมาเกือบ 30 ปี อสมท ก็ถูก บีอีซีสูบเลือดมาตลอด
สิ่งเดียวที่ต้องเกิดขึ้น คือ การปรับตัวเลขให้บีอีซีต้องจ่ายค่าสัมปทานใหม่ไม่ให้เหมาะสมไม่น้อยกว่าเดิม พร้อมกับการปรับเงื่อนไขสัญญาใหม่ เพื่อไม่ให้ อสมท ต้องตกเป็นเบี้ยล่างอีก
ที่สำคัญ อย่าให้ประวัติศาสตร์ต้องซ้ำรอยเดิมเหมือนกับการแก้ไขสัญญาถึง 3 ครั้งที่ผ่านมา
การศึกษาสัญญาร่วมดำเนินกิจการส่งโทรทัศน์สี ระหว่างบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) หรือ อสมท กับบริษัท บางกอกเอ็นเตอร์เทนเม้นต์ จำกัด หรือบีอีซี
สืบเนื่องมาจากอดีต อสมท (เดิมคือ บริษัท ไทยโทรทัศน์ จำกัด ต่อมาเปลี่ยนเป็นองค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย และได้เปลี่ยนมาเป็น บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ) ตามลำดับ ได้ทำสัญญาร่วมดำเนินกิจการกับ บริษัท บางกอกเอ็นเตอร์เทนเม้นต์ จำกัด หรือบีอีซี ซึ่งปัจจุบันมีบริษัท บีอีซี เวิลด์ จำกัด (มหาชน) เข้ามาเกี่ยวข้องแทน) โดยเนื้อหาของสัญญาเป็นการให้สัมปทานประเภท BTO หรือ Build-Transfer-Operate โดยกำหนดให้บีอีซีทำการจัดสร้างสถานีส่งสัญญาณโทรทัศน์สีทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคและดำเนินการบริหารสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ในขณะที่ อสมท ได้รับรายได้ในรูปของค่าตอบแทนในการร่วมดำเนินกิจการนั้น
เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2550 นายพงษ์ศักดิ์ พยัฆวิเชียร รักษาการในตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ อสมท ได้แต่งตั้งคณะทำงานขึ้นหลายชุดเพื่อช่วยในการดำเนินงานของ คณะกรรมการพิจารณาด้านสัญญาและกฎหมาย ซึ่งมีนายจรัญ ภักดีธนากุล เป็นประธาน และจากนั้นก็มีคณะทำงานอีกหลายชุดเข้ามาทำงาน
โดยสัญญาร่วมดำเนินกิจการส่งโทรทัศน์สีระหว่าง อสมท กับ บีอีซี ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษานี้ มีด้วยกัน 4 ฉบับ คือ สัญญาฉบับแรกทำขึ้นในปี 2521 ต่อมาได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมอีก 3 ครั้ง ในปี 2525 และปี 2530 และปี 2535 ตามลำดับ ซึ่งสัญญาณส่งโทรทัศน์สีฉบับแรกมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2523 ถึงปี 2533 แต่การแก้ไขเพิ่มเติมที่ตามมาทำให้อายุของสัญญาขยายมาจนถึงปัจจุบัน และมีผูกพันไปถึงปี 2563
อย่างไรก็ตาม ในการแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาทั้ง 3 ครั้ง เป็นที่น่าสังเกตว่า การแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาครั้งที่ 3 มีผลทำให้เงื่อนไขของสัญญาแตกต่างไปจากเดิมอย่างเห็นได้ชัด ข้อสังเกตด้านกฎหมายเกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาครั้งที่ 3 สามารถระบุได้เป็น 9 ประเด็นดังนี้
ประเด็นที่ 1 สิทธิประโยชน์ลดลง
การแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาครั้งที่ 3 มีผลทำให้สิทธิประโยชน์ที่ อสมท ได้รับ มีจำนวนลดน้อยลง ทั้งที่มี บีอีซี (บริษัท บีอีซี เวิลด์ จำกัด (มหาชน) ได้รับสิทธิในการขยายเครือข่ายการให้บริการในภูมิภาคเพิ่มขึ้นอีก 9 แห่ง ทั้งนี้เนื่องจากการแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาได้ยกเลิกการคำนวณค่าตอบแทนร้อยละ 6.5 จากรายได้ (การแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาข้อนี้ บีอีซีอ้างว่าเพื่อให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2532 ในขณะที่พลเอกชาติชาย ชุณหวัณ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และร้อยตำรวจเอกเฉลิม อยู่บำรุง ดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กำกับดูแล อ.ส.ม.ท. ในเวลานั้น ) และกำหนดให้ บีอีซีจ่ายค่าตอบแทนให้ อสมท ในลักษณะตายตัวเป็นรายปี รวมเป็นเงินทั้งสิ้น จำนวน 1,205 ล้านบาท (กับค่าตอบแทนขั้นต่ำที่ต้องจ่ายจตมที่ระบุไว้ในการแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาครั้งที่ 2 ) ซึ่งเมื่อคำนึงถึงมูลค่าของเงินตามเวลา (Time Value of Money) ที่อัตราคิดลดร้อยละ 8 แล้ว มูลค่าปัจจุบันของค่าตอบแทนดังกล่าวจะมีจำนวนเพียง 458 ล้านบาท หรือเฉลี่ยประมาณปีละ 23 ล้านบาท
ประเด็นที่ 2 – ไม่ปรับค่าตอบแทนตามภาวะเงินเฟ้อในช่วง 20 ปีแรก
การแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาครั้งที่ 3 ไม่กำหนดให้ อสมท สามารถปรับค่าตอบแทนให้สูงขึ้นตามภาวะเงินเฟ้อในช่วง 20 ปีแรก (2533-2553) ทั้งที่ได้มีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการจ่ายค่าตอบแทนจากจำนวนร้อยละของรายได้ไปเป็นค่าตอบแทนแบบตายตัว ซึ่งทำให้ค่าตอบแทนไม่สามารถปรับขึ้นตามสภาวะเงินเฟ้อ ดังนั้น ในช่วง 20 ปีแรกของสัญญา อสมท จึงสูญเสียประโยชน์จากการที่ค่าตอบแทนสามารถปรับขึ้นได้
ประเด็นที่ 3 – คงไว้ซึ่งความรับผิดชอบในค่าใช้จ่ายฝ่ายละกึ่งหนึ่ง
ตามเงื่อนไขเดิม อสมท ไม่ต้องรับผิดชอบในค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการใช้เสาอากาศและเครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่ใช้ร่วมกับบีอีซี เนื่องจากค่าใช้จ่ายดังกล่าวถือเป็นความรับผิดชอบของบีอีซี แต่การแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาครั้งที่ 3 ได้กำหนดให้ อสมท และ บีอีซี ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายฝ่ายละกึ่งหนึ่งสำหรับเสาอากาศและเครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่ใช้ร่วมกัน จึงเป็นที่น่าสังเกตว่า การแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาครั้งที่ 3 นี้นอกจากจะทำให้ อสมท มีสิทธิที่จะได้รับค่าตอบแทนน้อยลงแล้ว ยังทำให้ อสมท ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นด้วย
ประเด็นที่ 4 – การต่ออายุสัญญาเป็นไปโดยอัติโนมัติ
การแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาครั้งที่ 3 กำหนดว่า เมื่อสัญญาหมดอายุลงในปี 2553 และบีอีซี ไม่ได้ทำผิดสัญญา บีอีซี จะได้รับการขยายอายุสัญญาต่อไปโดยอัติโนมัติอีก 10 ปี ทั้งที่เงื่อนไขเดิมกำหนดเพียงว่า บีอีซี มีสิทธิที่จะได้รับการพิจารณาเป็นรายแรกหากเป็นไปตามเงื่อนไข 5 ข้อ (ประกอบด้วย 1. อสมท ยังมีนโยบายที่จะให้เอกชนร่วมดำเนินการออกอากาศของสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคต่อไป, 2.การดำเนินการของบีอีซีตามสัญญาที่ผ่านมาเป็นไปโดยเรียบร้อย, 3.อสมท จะพิจารณาให้สิทธิแก่บีอีซีเป็นรายแรก โดยบีอีซีจะต้องแจ้งความประสงค์พร้อมด้วยข้อเสนอเป็นลายลักษณ์อักษรมายัง อสมท ก่อนครบกำหนดสัญญาไม่น้อยกว่า 2 ปี, 4.ค่าตอบแทนทั้งสิ้นสำหรับการขยายระยะเวลาต้องไม่น้อยกว่า 2,002 ล้านบาท และ 5. คู่สัญญาได้ทำความตกลงเรื่องการปรับปรุงเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ และเงื่อนไขอื่นๆ ที่จำเป็น )
การแก้ไขสัญญาข้อนี้ทำให้ผลประโยชน์ที่ อสมท จะได้รับเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างมาก เพราะเงื่อนไขในสัญญานอกจากจะกำหนดให้ อสมท ต้องต่อสัญญาให้บีอีซีโดยอัติโนมัติแล้ว ยังกำหนดให้ อสมท ได้รับค่าตอบแทนแบบตายตัวตลอดระยะเวลา 10 ปี จำนวน 2,002 ล้านบาท (เท่ากับค่าตอบแทนขั้นต่ำตามการแก้ไขสัญญาครั้งที่ 2 ) ซึ่งเมื่อคำนึงถึงมูลค่าของเงินตามเวลา ที่อัตราคิดละร้อยละ 8 แล้ว มูลค่าปัจจุบันของค่าตอบแทนดังกล่าวจะมีจำนวนเพียง 297 ล้านบาท หรือเฉลี่ยประมาณ ปีละ 30 ล้านบาท
Business - Manager Online
งานนี้ “ไม่คุ้มค่าทุกนาที ดูทีวีสีช่อง 3” เหมือนสโลแกนของช่อง 3 เสียแล้ว เมื่อ สสส. ชี้ชัด ข่าวเศรษฐกิจปากท้องชาวบ้านเพื่อความอยู่รอดจากวิกฤติเศรษฐกิจมีแค่หยิบมือ แถมการนำเสนอข่าวเศรษฐกิจรวมไม่รอบด้าน ซ้ำร้ายผู้ประกาศข่าววางตัวเป็นนักวิเคราะห์เศรษฐกิจเสียเอง สวนทางช่องอื่นที่มีเพียบ
วันนี้ (2 ก.ค.) โครงการศึกษาและเฝ้าระวังสื่อเพื่อสุขภาวะของสังคม (Media Monitor) โดยการสนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้แสดงผลการศึกษา 2 เรื่อง เกี่ยวกับฟรีทีวี คือ “การรายงานข่าวเศรษฐกิจในภาวะวิกฤติทางเศรษฐกิจ ของสื่อฟรีทีวี” และ “รายการโทรทัศน์เพื่อการอยู่รอด ในภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ” ซึ่งเป็นหัวข้อในการศึกษา ที่เกี่ยวเนื่องกัน
นายธาม เชื้อสถาปนาศิริ ผู้จัดการกลุ่มงานวิชาการ โครงการศึกษาและเฝ้าระวังสื่อเพื่อสุขภาวะของสังคม หรือมีเดียมอนิเตอร์ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เปิดเผยว่า จากการศึกษาในหัวข้อแรก คือ “การรายงานข่าวเศรษฐกิจในภาวะวิกฤติทางเศรษฐกิจ ของสื่อฟรีทีวี” ศึกษาประเด็นเนื้อหาข่าวเศรษฐกิจ บทบาทหน้าที่การเสนอข่าวเศรษฐกิจในภาวะวิกฤติ ว่าเป็นไปในทิศทางอย่างไร ในช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2551 ที่ผ่านมา พบว่า ฟรีทีวีทั้ง 6 ช่อง คือ 3,5,7,9,11 และทีวีไทย มีรายการข่าวเศรษฐกิจรวมกันทั้งสิ้น 11 รายการ รวมเวลาการออกอากาศเพียง 1,525 นาที ต่อสัปดาห์
โดยช่อง 11 มีรายการออกอากาศมากสุด ขณะที่ช่องทีวีไทย มีการนำเสนอรายการข่าวเศรษฐกิจได้รอบด้าน และเจาะลึกมากที่สุดรวมทั้งมีการนำเสนอที่แตกต่าง โดยเฉพาะนำเสนอในมุมมองของชาวบ้านและพ่อค้าแม่ค้าด้วย
ส่วนช่อง 3 นั้น เป็นช่องที่ไม่มีรายการข่าวเศรษฐกิจโดยเฉพาะ เนื้อหาข่าวเศรษฐกิจมักจะแทรกอยู่ในรายการข่าวหลักของทางช่องในรายการหลัก ได้แก่ ข่าววันใหม่, เรื่องเล่าเช้านี้, เรื่องเล่า เสาร์ อาทิตย์, รายการเที่ยงวันทันเหตุการณ์ และรายการเรื่องเด่นเย็นนี้
โดยรูปแบบการรายงานข่าวเศรษฐกิจของทางช่อง 3 นั้น ยังพบอีกด้วยว่า 1.ในแง่ความลึกของข่าว จะไม่ค่อยมีความลึกมากเท่าใด เนื่องจากเน้นรายงานข่าวลักษณะปรากฏการณ์ นำข้อมูลบางส่วนมาจากแหล่งข่าวหนังสือพิมพ์ และสำนักข่าวต่างประเทศ เช่น ซีเอ็นเอ็น, รอยเตอร์ ใช้วิธีเล่า-คุยข่าว ลักษณะการรายงานจะดูเหมือนจะมีความลึก แต่เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริง พบว่า จริงๆแล้วไม่ลึก เมื่อเทียบกับช่องอื่น กล่าวคือ ไม่มีการสืบประเด็นเฉพาะไม่มีรายงานพิเศษด้านเศรษฐกิจ ในลักษณะที่เป็นข่าวพิเศษหรือสกู๊ป ลักษณะการรายงานข่าว เป็นการ “รายงาน” ว่าอะไรเกิดขึ้นที่ไหน-อย่างไร แต่ไม่มีรายงานพิเศษเจาะข้อมูล
2. ในแง่ความกว้างของข่าว พบว่า เน้นแหล่งข่าวทั้งในประเทศและต่างประเทศ (เจ้าหน้าที่รัฐ-พนักงานเอกชน) เป็นหลัก มักมีความคิดเห็นด้านเดียว ส่วนความคิดจากนักวิชาการหรือบุคคลที่สาม หรือชาวบ้าน มักไม่ปรากฏนัก อีกทั้งยังเน้นแต่เศรษฐกิจส่วงกลาง-เมืองหลวง และเน้นดัชนีตัวเลขทางเศรษฐกิจหลักในระดับมหภาค เน้นเสนอข่าวระดับนโยบายและมีผลกระทบในวงกว้าง
ไม่ค่อยมีในระดับจุลภาค เนื้อข่าวจะเน้นมากโดยเฉพาะเรื่องปัญหาแรงงาน ตกงาน ตลาดหุ้น ราคาน้ำมัน ราคาทองคำ เป็นหลัก ที่ส่งผลต่อความคิดของประชาชนให้รู้สึกว่า เศรษฐกิจในประเทศอยู่ในภาวะวิกฤติจริงๆ
ที่สำคัญ ข่าวเศรษฐกิจของช่อง3 มักใช้พิธีกรข่าวเศรษฐกิจหลัก คือ “บัญชา ชุมชัยเวทย์” ซึ่งถนัดข่าวต่างประเทศมากกว่า ขณะที่ “สรยุทธ์ สุทัศนะจินดา” เน้นข่าวเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ และอธิบายเนื้อหาข่าวได้ละเอียด แต่ขาดการค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม ส่วน “สู่ขวัญ บุญกุล” เน้นรายงานข่าวต่างประเทศ แต่ก็ขาดความกว้างของข้อมูล เพราะเน้นข้อมูลจากสำนักข่าวไม่กี่สำนัก และมีลักษณะที่อ่านข่าวเศรษฐกิจต่างประเทศมากกว่า แต่ไม่สามารถเชื่อมโยงข่าวต่างประเทศได้ว่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจประเทศไทยได้อย่างไร
“โดยรวมแล้ว ช่อง3 เป็นช่องที่มีวิธีการนำเสนอข่าวเศรษฐกิจไม่รอบด้านและไม่เจาะลึก ผู้ประกาศข่าวหรือพิธีกร หรือรูปแบบการนำเสนอ จะเน้นสีสัน ตื่นเต้น เร้าใจ ข้อดี คือ ผู้ชมย่อยข่าวได้ง่าย แต่ยังขาดการเชื่อโยงของข่าว เน้นคุยข่าวเป็นหลัก อีกทั้งผู้ประกาศข่าวยังดูเหมือนจะทำหน้าที่เป็นนักวิเคราะห์เศรษฐกิจเสียเอง เพราะแทบจะไม่ให้เครดิต หรือบอกแหล่งที่มาของผู้วิเคราะห์เศรษฐกิจเหล่านั้น ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเรื่องของเวลาในการนำเสนอก็เป็นได้”
นายธาม กล่าวต่อว่า สำหรับหัวข้อที่สองที่มีการศึกษาต่อเนื่องจากหัวข้อแรก คือ “รายการโทรทัศน์เพื่อการอยู่รอด ในภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ” ซึ่งสำรวจในช่วงเดือนมี.ค.-เม.ย. 252 ที่ผ่านมา พบอีกว่า ช่อง3 เป็นช่องเดียวที่ไม่มีรายการข่าวเศรษฐกิจโดยเฉพาะ
ทั้งนี้จากฟรีทีวีทั้ง 6 ช่องพบว่า มีรายการที่มีเนื้อหาเพื่อการอยู่รอดในภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ ทั้งสิ้น 34 รายการ มากกว่าปีก่อนประมาณ 1.7 เท่า รวมเวลาการออกอากาศที่ 1,850 นาทีต่อสัปดาห์ หรือประมาณ 32 ชั่วโมง 12 นาทีต่อสัปดาห์
โดยช่องทีวีไทย เป็นช่องที่มีรายการประเภทนี้มากสุด ถึง 9 รายการ คือ รายการงานเข้า, ชั่วโมงทำกิน, แผ่นดินไทย, ทั่วถิ่นดินไทย, ชาววิทย์ชิดชาวบ้าน, ชุมชนต้นแบบ, สหเฮ็ด, สถานีประชาชน และรายการทุกทิศทั่วไทย
ส่วนทางช่อง3 นั้น เป็นช่องลำดับสุดท้ายที่พบว่ามี 2 รายการ ที่มีบางส่วนของรายการนำเสนอเนื้อหารายการในรูปแบบของ การอยู่รอดในภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ คือ รายการผู้หญิงถึงผู้หญิง และรายการ 30 ยังแจ๋ว รวมเวลาการออกอากาศของทั้งสองรายการ คือ 80 นาที หรือ 1 ชั่วโมง 20 นาทีต่อสัปดาห์ คิดเป็น 0.8%ของเวลาการออกอากาศทั้งหมด
Politics - Manager Online“อภิสิทธิ์” ยันจุดยืนไทยกรณีปราสาทพระวิหารไม่มีเปลี่ยนรักษาสิทธิของประเทศ รับมติศาลโลก ลั่นต้องสงวนสิทธิตามธรรม ศาลโลกเช่นเดียวกัน เผยคุย “ฮุนเซน” เข้าใจร่วมกันมองอนาคตมากกว่าอดีตของสองประเทศ ซัดฝ่ายตรงข้ามบิดเบือนสร้างประเด็นความขัดแย้ง
วันนี้ (29 มิ.ย.) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงคำพูดของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ที่ระบุว่ากรณีเขาพระวิหารให้เป็นเรื่องอดีตและฝันร้ายไปว่า ไม่ใช่ว่าเรายอมให้เป็นอดีตหรือฝันร้าย แต่คำพูดนายสุเทพหมายความว่าที่ได้ไปพูดคุยกับสมเด็จฯ ฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้ยืนยันตรงกันว่าปัญหานี้จะต้องไม่เป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อความร่วมมือในปัจจุบันและอนาคต ซึ่งมีหลายเรื่องที่จะทำ และปัญหานี้เรามีกลไกข้อตกลงอยู่แล้ว แนวปฏิบัติมีจุดยืนของแต่ละฝ่าย ซึ่งเป็นผลพวงจากอดีต ไม่ได้หมายความว่าเป็นเรื่องที่ไม่ดูแลผลประโยชน์ของชาติตัวเอง ความหมายคือว่าอย่าเอาประเด็นนี้มาเป็นปัญหากับความร่วมมือในด้านอื่น และในประเด็นนี้ขณะได้มีวิธีการแก้ปัญหาอยู่
เมื่อถามว่า รัฐบาลไทยยินยอมรัฐบาลกัมพูชา นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ไม่มี อะไรเปลี่ยนแปลง ต้องระวังเพราะมีคนเอาคำพูดไปอ้างและพยายามไปพูดให้เกิดปัญหาระหว่าง 2 ประเทศอีก แต่ความเข้าใจเหมือนเดิมทุกอย่าง ไม่มีอะไรผิด มีแต่การบิดเบือนคำพูด ย้อนกลับไปดูคำพูดได้ กรณีปราสาทตนได้บอกว่าประเทศไทยจะต้องปฏิบัติตามมติศาลโลก แต่เราสงวนสิทธิไว้ ซึ่งเป็นตามธรรมนูญศาลโลก คำว่าสงวนสิทธิไว้หมายความว่า อาจมีข้อมูล ข้อเท็จจริงปรากฏขึ้นมาที่จะสามารถทำให้มีการทบทวนเรื่องคดีได้ เราก็จะดำเนินการนี่คือคำพูดที่พูดมาตลอด ไม่ใช่ที่มีคนไปอ้างว่าจะเข้าไปบุกทวงหรืออะไร เราไม่ได้พูดอะไร ต้องระวังบางฝ่ายที่พยายามทำให้เกิดปัญหาชายแดนขึ้นมา
“ผมยืนยันว่า รัฐบาลไทยรักษาสิทธิของประเทศไว้เหมือนเดิมทุกประการในขณะนี้ และคนที่พูดก็แปลกเพราะคนที่พูดก็ไปสร้างปัญหาไว้ยังไม่ทราบอีกว่าเราได้ไล่ตามแก้ปัญหาให้ท่าน เรื่องนี้เป็นผลมาจากอดีต ผมได้พบสมเด็จฯ ฮุนเซน 3-4 ครั้ง ทุกครั้งท่านจะพูดมาเองว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาที่เรารับมาจากอดีต ขอให้เราคุยกันในปัจจุบันและอนาคต ส่วนเรื่องนั้นมีกลไกหรืออะไรก็ดำเนินการไป ขอให้เราพูดเรื่องปัจจุบันและอนาคต ส่วนเรื่องนั้นเรามีกลไกไม่ว่าจะเป็นเจบีซี เอ็มโอยู ที่จะดำเนินการและขอให้แก้โดยสันติวิธี ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง อย่าตกเป็นเหยื่อของคนที่จะสร้างประเด็นนี้ขึ้นมา” นายกรัฐมนตรีกล่าว
เมื่อถามว่าการบิดเบือนจะทำให้ประชาชนสับสนหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เขาก็พยายามทำให้เป็นอย่างนั้น ตนก็ยืนยันว่าตนเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้านก็จุดยืนเหมือนเดิม ไปดูคำพูดตนได้ จริงๆ ไม่อยากที่จะทำความเข้าใจคำพูด ส่วนที่มีการยื่นเรื่องไปยังยูเนสโกนั้น ขณะนี้กำลังรอรายละเอียดจากนายสุวิทย์ คุณกิตติ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ได้ยื่นประเด็นความเห็นของไทยไปแล้ว และเขาเองต้องไปพิจารณาในส่วนของขั้นตอนที่กัมพูชาจะดำเนินการ ตามความเข้าใจของตนคือว่าเดิมจะต้องดำเนินการในปีนี้ เขาจะขอเลื่อนในเรื่องการพิจารณาการดำเนินการตามขั้นตอนต่างๆ ไปปีหน้า นี่คือสถานะสุดท้ายที่ตนรับทราบ ส่วนที่มีกระแสข่าว่ายูเนสโกไม่รับเรื่องของคนไทยเข้าสู่การพิจารณาอย่าไปมองอย่างนั้น เพราะมีเรื่องที่ว่าจะต้องทำประเด็นนี้เข้าสู่การพิจารณาด้วยหรือไม่ เท่าที่ตนทราบเขาจเลื่อนการพิจารณาไปเป็นปีหน้า
เมื่อถามว่าเรื่องของตัวปราสาทไทยจะมีการรื้อฟื้นใหม่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ต้องมีข้อเท็จจริงใหม่ เป็นเรื่องที่คนทำงานในเรื่องนี้จะติดตามอยู่ตลอดเรียนให้ทราบว่าในแง่ประเด็นทางกฎหมาย ได้มอบนโยบายให้กระทรวงต่างประเทศไว้ ก็มีการดำเนินการกันอยู่ ส่วนที่คณะกรรมการมรดกโลกมีมติให้ขอขยายเวลาขึ้นทะเบียนเขาพระวิหาร ขั้นตอนของไทยจะต้องดำเนินการอะไรต่อไป เข้าใจว่าขั้นตอนต่างๆ เป็นเรื่องที่เขากำหนดให้กัมพูชา ไม่ใช่กำหนดให้ไทย เพียงแต่เราได้แสดงความห่วงใยไปว่าสิ่งที่เขากำลังดำเนินการมันจะกระทบกระเทือนในแง่ของสันติภาพ ความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศ เมื่อเขาเลื่อนออกไป ก็เป็นเรื่องของกัมพูชากับคณะกรรมการมรดกโลก แล้วเราจะยังให้ความเห็นว่าทำอย่างไรไม่ให้กระทบกระทั่งกันอีก
Politics - Manager Onlineอดีต รมว.ต่างประเทศ ได้ทีข่ม “เทพเทือก” จำนนต่อหลักฐาน ต้องฝืนกลืนน้ำลายตัวเอง เหตุปราสาทพระวิหาร เป็นของกัมพูชา โอ้อวดพร้อมยกโทษเรื่องราวในอดีต ทั้งหมด แต่ให้ไปขอโทษ ปชช.ที่สุ่มเสียงต่อการเกิดสงคราม
วันนี้ (28 มิ.ย.) นายนพดล ปัทมะ อดีต รมว.ต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีที่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ด้านความมั่นคง เดินทางไปเจรจากับประเทศกัมพูชา หลังจากที่สถานการณ์ชายแดนเริ่มตึงเครียด ว่า กรณีที่ นายสุเทพ ระบุว่า ปราสาทพระวิหาร ศาลโลกได้ตัดสินไว้หลายสิบปีแล้ว ว่า เป็นกรรมสิทธิ์ของกัมพูชา และจะไม่โต้แย้ง ถือว่าเป็นฝันร้ายในอดีตนั้น ถือเป็นการกลับลำ 360 องศา กลืนน้ำลายตัวเอง แต่ในทางกลับกัน เป็นการยืนยันคำพูดของตน และรัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช ต้องขอบคุณ นายสุเทพ ที่ออกมาจำใจยอมรับความจริง แม้จะช้าไปหน่อย แต่ก็ทำให้คนไทยทราบข้อเท็จจริง ว่า ใครเป็นคนปกป้องดินแดนให้ประเทศไทย สถานการณ์วันนี้สุ่มเสี่ยงที่จะเกิดสงคราม นายสุเทพ จึงต้องจำใจยอมรับความจริง เนื่องจากจำนนด้วยข้อเท็จจริง เมื่อครั้งที่เป็นฝ่ายค้านพูดอย่างหนึ่ง แต่พอมาเป็นรัฐบาลก็กลับพูดอีกอย่างหนึ่ง มุ่งแต่ทำลายล้างทางการเมือง โดยไม่คิดถึงปัญหาของประเทศชาติ พรรคประชาธิปัตย์ ไม่จำเป็นต้องขอโทษตน แต่ให้ไปขอโทษประชาชนแทน
“ผมเป็นคนปกป้องพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร แต่กลับถูกกล่าวหาว่าเป็นคนขายชาติจนประชาชนเข้าใจผิด แต่ผมยกโทษให้ อยากให้ทุกคนพูด และยอมรับความจริง นายกรัฐมนตรีก็เข้าใจผิดอย่างมากในเรื่องนี้ อยากให้ยอมรับความจริงเสียดีกว่า” นายนพดล กล่าว