Find Other Sides of Thai Politic. Update you on the political turmoil in Thailand.
Upcoming
Sunday, April 19, 2009
Saturday, April 18, 2009
เปลว สีเงิน - ลับแลอำนาจ"ฆ่าสนธิ"ปั่นเหลือง-แดงฆ่ากัน
เปลว สีเงิน ไทยโพสต์: 18-04-2009
เลือดสดฉาดฉานแดงสาดโชกเสื้อเชิ้ตสีขาวของ "สนธิ ลิ้มทองกุล" จากห่ากระสุนสงคราม ทั้งเอ็ม ๑๖ เอ็ม ๗๙ ที่กราดใส่เมื่อเช้ามืดวานนี้ (๑๗ เม.ย.๕๒) ที่หน้าวัดเอี่ยมวรนุช ย่านบางขุนพรหม นั่น....เลือดสื่อ-หนังสือพิมพ์ ครับ คุณสนธิเจ็บครั้งนี้ จะมีใครเจ็บด้วยหรือไม่ผมไม่ทราบ แต่ผม-ในฐานะสื่อ-หนังสือพิมพ์ด้วยกัน บอกได้คำเดียวว่า "เจ็บ" แต่เจ็บนี้ไม่ตายหรอกเพื่อนเอ๋ย ฉะนั้น ในหัวเลี้ยว-หัวต่อที่บ้านเมืองกำลังเดินสู่ "เส้นทางเปลี่ยน" เลือดที่แดงฉาดฉาน นั่นคือสิ่งที่ฟ้า-ดินส่งสัญญาณเตือนผ่านคุณสนธิถึง สื่อ-หนังสือพิมพ์ทั้งหลายให้ "ใช้เลือด" แทนหมึก ผนึกหน้าที่ "ผลิตข่าวสารคุณธรรม" นำทางสังคมชาติกันเถิด
ทุกคนเห็นสภาพรถที่พรุนแหลกทั้งคันจากหัวยันท้าย ต่างลงความเห็นตรงกันว่า "ไม่รอด" แต่คุณสนธิก็รอด แถมเดิมยิ้มร่าออกมาจากซากรถ ทั้งที่ร่างอาบเลือด และกระสุนเจาะกะโหลกเข้าไปฝังในอยู่ในเนื้อสมอง
ไม่จำเป็นต้องบอกว่าปาฏิหาริย์ หรือเป็นมนุษย์ ๑ ใน ๑,๐๐๐,๐๐๐ ที่รอดได้ในสภาพเช่นนี้ และผมก็ไม่คิดแม้กระทั่งจะแอบคิดว่านั่นมาจาก "ปาฏิหาริย์" ที่ไร้คำอธิบาย ในขณะที่เพื่อนนักข่าวบนกอง บก.และใครๆ ก็ออกปากกันอย่างนั้น บางคนถึงขนาดสรุปลงไปด้วยความมั่นใจว่า
"แบบนี้ คุณสนธิต้องมีพระดีแน่ๆ"!
จะปาฏิหาริย์ หรือพระดี ก็ช่างเถอะ แต่ที่แน่ๆ ในความเป็นมนุษย์คนหนึ่งอันมีทั้ง ชั่ว-ดี-ถี่-ห่าง เป็นส่วนผสมอยู่ในร่าง ผมยอมรับว่าการทำหน้าที่สื่อของคุณสนธิในรอบ ๔-๕ ปีนี้ ทำด้วยจิตวิญญาณอุทิศ พร้อมสละทุกสิ่ง-ทุกอย่าง ด้วยหวังอย่างเดียวให้อยู่รอด
คือ สถาบันพระมหากษัตริย์ สถาบันชาติบ้านเมือง!
คนภักดีชาติ-ซื่อสัตย์สถาบัน จะตายได้อย่างไร ผีบ้าน-ผีเมืองไม่ยอมปล่อยให้หลีกไปสบายคนเดียวอยู่นอกภพ-นอกชาติในชั่วโมง นี้-ยามนี้หรอก
คุณสนธินั้น ล้านรัก-หมื่นชัง เมื่อชั่งน้ำหนักแห่งเนื้อ-น้ำแล้ว สังคมชาติบ้านเมืองต้องมีคนอย่างนี้ ผมยังคิดอยู่ในใจเสมอว่า ในความสุขสบายของพี่น้องร่วมชาติบ้านเมืองอันจะมีในอนาคตข้างหน้ายาวนาน นั้น เมื่อถึงวันตรุษ-สารทจะต้องมีคนรู้คุณออกมาเซ่นไหว้ เอ่ยนามคารวะนรชน "สนธิ ลิ้มทองกุล"
คนหนังสือพิมพ์ "พลี" เพื่อพิทักษ์ชาติ!
หลักฐานทุกอย่าง เห็นกันอยู่ แล้วต้องโวยวาย พูดจาให้บรรดา "อสัตย์แผ่นดิน" ผู้ยิ่งยศมันแอบยิ้มหัวทำไม "เป็นฝีมือพวกไหน" บอกได้ชัดตามคติโบราณที่ว่า "ร้อยปากว่า ไม่เท่าหนึ่งหลักฐานที่ทิ้งไว้"
บ้านเมืองอยู่ในภาวะฉุกเฉิน ทหารควบคุม-ตรวจตรา แต่ปรากฏว่ามีกลุ่มคนขน "อาวุธสงคราม" ชนิดร้ายแรง กราดยิงหวังฆ่าคนกลางเมืองหลวง แถมกล้องวงจรปิดที่ติดไว้ตามจุดต่างๆ บริเวณนั้นมีอันขัดข้อง-ใช้ไม่ได้ในเวลาเดียวกันทั้งหมด
แถม "พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา" ผบ.ทบ.เอ่ยวาจาให้ชาวบ้านได้ยินเสียงเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่วันที่ ๘ เมษายน ๒๕๕๒ ที่ทัพแดงทักษิณบุกยึดกรุงแล้วเผาบ้าน-เผาเมืองว่า "เรื่องเอาอาวุธสงครามมาถล่มหวังฆ่าสนธิเป็นคดีอาชญากรรมธรรมดา ย่อมเกิดได้ไม่ว่าจะเป็นภาวะฉุกเฉิน หรือไม่ฉุกเฉิน"
ผมอยากจะบอกกับคุณสนธิ มิตรสหาย และพันธมิตรฯ ทั้งหลายว่า สิ่งที่จำเป็นต้องใช้มากที่สุดในเวลานี้ "สติตรองก่อนพูด-ก่อนทำ" ทุกอย่าง อย่าวู่วาม อย่าใจร้อน อย่าใช้อารมณ์ตอบสนองสิ่งที่เกิดแบบฉับพลันผลันผลุน นอกจากไม่เกิดประโยชน์แล้ว ยังจะเสียการ เสียประโยชน์ และเหตุที่เกิดวานนี้
อย่าโทษใครเปะปะไปเด็ดขาด สิ่งที่รู้อยู่กับใจ อย่าเอามาใช้เป็นคำพูด!
พี่น้องเสื้อแดงนั้น ต่อให้โกรธ-เกลียดเข้ากระดูกดำกันขนาดไหน พี่น้องไทยใต้ฝ่าพระบาท "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" พระองค์เดียวกัน ผมเชื่อสนิทใจ โกรธกันขนาดไหน ก็ไม่ถึงขั้นต้องลากอาวุธสงครามมาไล่ฆ่ากันอย่างนี้แน่นอน
ถ้าอย่างนั้นแล้วใครล่ะที่ทำ?
ก็ใครล่ะที่จะได้ประโยชน์จากการสร้างสถานการณ์ปั่นหัว "เสื้อเหลือง-เสื้อแดง" ให้โกรธกันถึงขั้นอยู่ร่วมโลกเดียวกันไม่ได้ แล้วทำสงคราม "ประชาชน-ประชาชน" ฆ่ากัน แล้วมันจะสอดกลางหยิบชิ้นปลามัน ในเมื่อทั้งเหลือง-ทั้งแดง "ตายหมด" หรือไม่ก็อ่อนล้า-ราบคาบ
แล้วใครล่ะ อยู่ในฐานะ "ซ้าย-ขวา" กินเรียบ!?
คนเอ่ยสัตย์ปฏิญาณว่าภักดี-มีเยอะ แต่กับเงิน และอำนาจที่จัดสรรลงตัวในวันข้างหน้า คนยุคนี้-สมัยนี้-เวลานี้ จะให้น้ำหนักในการภักดีกับอะไรมากกว่า
"หน้ากาก" มันค่อยๆ เผยอให้เห็นสีหน้าและแววตากันแล้วมิใช่หรือ?
ผมเข้าใจ-ด้วยเป็นห่วงสุดขีด คือบ้านเมืองขณะนี้ ด้วย "ความนิ่ง" ของบางอำนาจทางการบริหาร เป็นตัวช่วยเร่ง ด้วยหลอกให้พี่น้องประชาชนร่วมชาติสวมกระบังตา แดงกับเหลือง ดาหน้าเข้าเข่นฆ่าประหัต-ประหารกัน ซึ่งในข้อเท็จจริง ระดับพี่น้องประชาชนด้วยกัน ไม่มีอะไรต้องแบ่งแยก-เกลียดชังกันถึงขั้นนั้น
แต่นี่..เมื่อสร้างความรู้สึกให้เกิดว่า "แดงพ่าย" เป็นแค้นที่แดงต้องชำระขึ้นแล้ว.......
ในขณะที่แดงแค้นอาฆาต "มือที่มองเห็น" ก็กราดยิงหมายสังหารคุณสนธิ เพื่อปั่นสีเหลืองให้แค้นอาฆาตสีแดงด้วยเข้าใจว่า อาก้า-เอ็ม ๑๖ เอ็ม ๗๙ ที่กราดยิงนั้น มันพวกสีแดง!
ฉะนั้น ตรงนี้ ผมอยากให้พ่อ-แม่พี่น้องในความเป็นประชาชนด้วยกัน ทั้งสีเหลือง และสีแดงใจเย็นๆ มีสติกันให้มากเข้าไว้ และค่อยๆ ลำดับความก็จะเข้าใจว่า เราทั้งหลายเวลานี้ กำลังมี "มือที่มองเห็น" มอมหน้า-ปั่นหัวหวังให้ฆ่ากัน เพื่อพวกมันจะได้ฉกฉวยเป็น "ตาอยู่" อ้างกู้สถานการณ์-ปกบ้าน ป้องเมือง
แล้วสถาปนาอำนาจ "ผูกขาด" ในชาติบ้านเมืองเสียเอง!?
ทักษิณไม่เกี่ยวในงานหมายสังหารสนธิ แต่เกมบ้าน-เกมเมืองของทักษิณครั้งนี้ เหมือนการเล่นเผ มวลชนเสื้อเป็นแค่ไพ่ที่หงายลอยหน้า ๔ ใบ แต่ "ไต๋" ใบสำคัญที่คว่ำไว้ ก่อนหน้านี้เพียงเห็นหลังไวๆ ยังปักใจชัดไม่ได้ว่ามันใครกันแน่
แต่ดูลีลาเรียกไพ่ และการใส่เงินของทักษิณจาก ๘-๑๔ เม.ย. ไต๋ทักษิณคือตัวอะไร ถึงมั่นใจใส่เงินไม่ยั้งอย่างนั้น ระดับขั้นหมื่นล้านด้วยซ้ำ ท่านทั้งหลายดูโทรทัศน์รายการ "รวมการเฉพาะกิจ" ที่นายกฯ อภิสิทธิ์ออกมาพูดจากับประชาชนแต่ละครั้ง "จิตวิญญูชน" ย่อมบอกกับ "จิตใต้สำนึก" ของแต่ละท่านที่รักชาติ-บ้านเมืองได้มิใช่หรือ
"แววตาคือต่างหน้าต่างใจ" ครั้นมองสำรวจไป ก็คล้ายมีหนามปักคา?
พี่น้องร่วมชาติทุกคนไม่วิกฤติ แต่บ้านเมืองขณะนี้วิกฤติ และวิกฤตินี้จะคลี่คลายได้ โดยพี่น้องเสื้อเหลือง-เสื้อแดง ต้องเข้าใจว่าพวกเราทั้ง ๒ ฝ่าย กำลังตกเป็นเครื่องมือของคนบางคนจ้องฉกฉวยโอกาสหลอกล่อให้ "เหลือง-แดง" ฆ่ากันตายไปทั้งสองฝ่าย ผมเห็นท้ายสงกรานต์ พี่น้องออกมาเล่นสาดน้ำกันสนุกสนาน ไม่มีเหลือง ไม่มีแดง มีแต่รักสมัครสมานสามัคคีดีต่อกัน ก็อยากให้วันอย่างนี้มีกับพี่น้องไทยเหมือนเดิม
ขณะนี้ สีเหลืองก็เหมือนพ่าย เพราะคุณสนธิ "เกือบตาย" และฝ่ายแดงก็เหมือนพ่าย ชาวบ้านอย่างเราไม่ได้อะไร ต้องกระจัดกระจายกลับบ้านใคร-บ้านมัน
ก็ด้วยตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน พวกเรา-ในระดับพี่น้องประชาชนด้วยกัน ทำอย่างไรจะให้ทั้งสองสี-สองฝ่ายหันมาพูดจาทำความเข้าใจกัน สมัครสมานให้บรรยากาศเล่นสาดน้ำสงกรานต์กลับคืนมา "โชกสุขสนุกสนาน" โดยไม่มีสี!?
จากที่คุณสนธิเจ็บถึงตายได้ครั้งนี้ โดยพื้นฐานใจพี่น้องพันธมิตรฯ ย่อมเดือดกว่าน้ำร้อนบนเตาไฟ แต่การเอาไฟไปดับไฟ หรือเอาน้ำร้อนไปเติมน้ำร้อน ไฟก็ไม่ดับ น้ำก็ไม่เย็น ด้วยวุฒิภาวะแห่งเจตนาเพื่อบ้านเมือง หาทางลอกสีเหลือง-สีแดง แล้วนำความเป็นพี่น้องไทยเนื้อแท้ไปต่อสาย-ต่อขั้ว รวมเป็นกอไผ่-ไทยด้วยกันจะดีไหม
ที่ผมพูดเช่นนี้ เพราะจากที่สดับตรับฟังมาหลายๆ ด้าน ถ้าไม่หาทางให้ทุกคนมีสติยับยั้งชั่งใจ วันนี้-พรุ่งนี้ อาจมีสถานการณ์อุบาทว์เมืองเกิดขึ้นได้ เพราะใจแยกฝ่าย-แยกแค้น!?
นายกฯ อภิสิทธิ์ก็เช่นกัน ณ วันนี้ ตัวท่าน-อำนาจท่าน ผมสังเกตว่าเหมือนท่านนั่งอยู่บนกองหนาม รอบข้างท่าน ๑๐ คน ๑๐๐ คน มีถึง ๒ ถึง ๑๐ คนไหมที่ท่านมั่นใจว่าเนื้อแท้ในใจจะไม่เป็นบรูตุส?
ข้าวเหนียวหน้าเนื้อน่ะ กินอร่อย แต่คนหน้าเนื้อ ต้องระวัง...เพราะมันใจเสือจะกินท่าน เหตุที่เกิดกับคุณสนธิ ไม่มีอะไรรับประกันว่ามันจะเกิดกับท่าน ครอบครัวท่านไม่ได้ ที่พัทยา ที่มหาดไทยนั่นคือตัวอย่างสอนใจ อย่าลืมว่าอำนาจสูงสุดในการบริหารประเทศอยู่ที่ท่าน ผมเชื่อแล้วว่าท่านใจแข็ง-ใจถึง แต่ท่านอย่าตายใจกับใครง่ายๆ
ด้วยอำนาจของท่านอันมีผลต่อสถานการณ์บ้านเมือง ต้องฆ่ามันก่อนที่มันจะรวมหัวฆ่าท่าน!
ไม่ต้องดูอื่นไกล นำเหตุการณ์ที่เกิดในกระทรวงมหาดไทยมาทบทวน-ไล่เรียงดู เรื่องราวเป็นยังไงทำให้ต้องไปแถลงข่าวที่มหาดไทย มีใครไปบ้าง การไปมีใครรู้บ้าง ตอนเกิดเหตุมีใครถูกเสื้อแดงทุบ มีใครไม่ถูกทุบ และหน่วยรักษาความปลอดภัยเป็นหน่วยไหน ใครจัดมาให้ท่าน ต่างๆ นานามันเป็นปริศนาที่ต้องหาคำตอบทั้งนั้นว่า
เรื่องบัดสี-หยาบช้านี้เกิดขึ้นกับ "ผู้นำประเทศ" ได้อย่างไร?
ทั้งที่มหาดไทยกับที่พัทยา ไล่เรียงดูก็ได้ว่า มันมาจาก "คนหน้าเดิม" ใช่หรือไม่?
ผมบอกได้ว่า เวลานี้มีคนต้องการฆ่าสนธิ พอๆ กับมีคนใช้แผนแยบยลเพื่อแซะก้นท่านให้พ้นเก้าอี้ "นิพนธ์ พร้อมพันธ์" นั้น นับว่าเป็น ๑ ใน ๑๐๐ ที่ท่านไว้ใจได้ในยามนี้ ท่านใช้วิสัยทัศน์และความเก่งบนความเป็น "เด็กนอก" เพื่อการบริหารงานเถอะ แต่การบริหารอำนาจนั้น ต้องใช้วิสัยทัศน์และบรรจุแผ่นดิสก์สมองโปรแกรมไทยลงไป ไม่อย่างนั้นจาก ๒๐ เม.ย.ถึงกลางมิถุนายนเป็นอย่างช้า ท่านจะ "พลาดท่า-เสียทาง".

เลือดสดฉาดฉานแดงสาดโชกเสื้อเชิ้ตสีขาวของ "สนธิ ลิ้มทองกุล" จากห่ากระสุนสงคราม ทั้งเอ็ม ๑๖ เอ็ม ๗๙ ที่กราดใส่เมื่อเช้ามืดวานนี้ (๑๗ เม.ย.๕๒) ที่หน้าวัดเอี่ยมวรนุช ย่านบางขุนพรหม นั่น....เลือดสื่อ-หนังสือพิมพ์ ครับ คุณสนธิเจ็บครั้งนี้ จะมีใครเจ็บด้วยหรือไม่ผมไม่ทราบ แต่ผม-ในฐานะสื่อ-หนังสือพิมพ์ด้วยกัน บอกได้คำเดียวว่า "เจ็บ" แต่เจ็บนี้ไม่ตายหรอกเพื่อนเอ๋ย ฉะนั้น ในหัวเลี้ยว-หัวต่อที่บ้านเมืองกำลังเดินสู่ "เส้นทางเปลี่ยน" เลือดที่แดงฉาดฉาน นั่นคือสิ่งที่ฟ้า-ดินส่งสัญญาณเตือนผ่านคุณสนธิถึง สื่อ-หนังสือพิมพ์ทั้งหลายให้ "ใช้เลือด" แทนหมึก ผนึกหน้าที่ "ผลิตข่าวสารคุณธรรม" นำทางสังคมชาติกันเถิด
ทุกคนเห็นสภาพรถที่พรุนแหลกทั้งคันจากหัวยันท้าย ต่างลงความเห็นตรงกันว่า "ไม่รอด" แต่คุณสนธิก็รอด แถมเดิมยิ้มร่าออกมาจากซากรถ ทั้งที่ร่างอาบเลือด และกระสุนเจาะกะโหลกเข้าไปฝังในอยู่ในเนื้อสมอง
ไม่จำเป็นต้องบอกว่าปาฏิหาริย์ หรือเป็นมนุษย์ ๑ ใน ๑,๐๐๐,๐๐๐ ที่รอดได้ในสภาพเช่นนี้ และผมก็ไม่คิดแม้กระทั่งจะแอบคิดว่านั่นมาจาก "ปาฏิหาริย์" ที่ไร้คำอธิบาย ในขณะที่เพื่อนนักข่าวบนกอง บก.และใครๆ ก็ออกปากกันอย่างนั้น บางคนถึงขนาดสรุปลงไปด้วยความมั่นใจว่า
"แบบนี้ คุณสนธิต้องมีพระดีแน่ๆ"!
จะปาฏิหาริย์ หรือพระดี ก็ช่างเถอะ แต่ที่แน่ๆ ในความเป็นมนุษย์คนหนึ่งอันมีทั้ง ชั่ว-ดี-ถี่-ห่าง เป็นส่วนผสมอยู่ในร่าง ผมยอมรับว่าการทำหน้าที่สื่อของคุณสนธิในรอบ ๔-๕ ปีนี้ ทำด้วยจิตวิญญาณอุทิศ พร้อมสละทุกสิ่ง-ทุกอย่าง ด้วยหวังอย่างเดียวให้อยู่รอด
คือ สถาบันพระมหากษัตริย์ สถาบันชาติบ้านเมือง!
คนภักดีชาติ-ซื่อสัตย์สถาบัน จะตายได้อย่างไร ผีบ้าน-ผีเมืองไม่ยอมปล่อยให้หลีกไปสบายคนเดียวอยู่นอกภพ-นอกชาติในชั่วโมง นี้-ยามนี้หรอก
คุณสนธินั้น ล้านรัก-หมื่นชัง เมื่อชั่งน้ำหนักแห่งเนื้อ-น้ำแล้ว สังคมชาติบ้านเมืองต้องมีคนอย่างนี้ ผมยังคิดอยู่ในใจเสมอว่า ในความสุขสบายของพี่น้องร่วมชาติบ้านเมืองอันจะมีในอนาคตข้างหน้ายาวนาน นั้น เมื่อถึงวันตรุษ-สารทจะต้องมีคนรู้คุณออกมาเซ่นไหว้ เอ่ยนามคารวะนรชน "สนธิ ลิ้มทองกุล"
คนหนังสือพิมพ์ "พลี" เพื่อพิทักษ์ชาติ!
หลักฐานทุกอย่าง เห็นกันอยู่ แล้วต้องโวยวาย พูดจาให้บรรดา "อสัตย์แผ่นดิน" ผู้ยิ่งยศมันแอบยิ้มหัวทำไม "เป็นฝีมือพวกไหน" บอกได้ชัดตามคติโบราณที่ว่า "ร้อยปากว่า ไม่เท่าหนึ่งหลักฐานที่ทิ้งไว้"
บ้านเมืองอยู่ในภาวะฉุกเฉิน ทหารควบคุม-ตรวจตรา แต่ปรากฏว่ามีกลุ่มคนขน "อาวุธสงคราม" ชนิดร้ายแรง กราดยิงหวังฆ่าคนกลางเมืองหลวง แถมกล้องวงจรปิดที่ติดไว้ตามจุดต่างๆ บริเวณนั้นมีอันขัดข้อง-ใช้ไม่ได้ในเวลาเดียวกันทั้งหมด
แถม "พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา" ผบ.ทบ.เอ่ยวาจาให้ชาวบ้านได้ยินเสียงเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่วันที่ ๘ เมษายน ๒๕๕๒ ที่ทัพแดงทักษิณบุกยึดกรุงแล้วเผาบ้าน-เผาเมืองว่า "เรื่องเอาอาวุธสงครามมาถล่มหวังฆ่าสนธิเป็นคดีอาชญากรรมธรรมดา ย่อมเกิดได้ไม่ว่าจะเป็นภาวะฉุกเฉิน หรือไม่ฉุกเฉิน"
ผมอยากจะบอกกับคุณสนธิ มิตรสหาย และพันธมิตรฯ ทั้งหลายว่า สิ่งที่จำเป็นต้องใช้มากที่สุดในเวลานี้ "สติตรองก่อนพูด-ก่อนทำ" ทุกอย่าง อย่าวู่วาม อย่าใจร้อน อย่าใช้อารมณ์ตอบสนองสิ่งที่เกิดแบบฉับพลันผลันผลุน นอกจากไม่เกิดประโยชน์แล้ว ยังจะเสียการ เสียประโยชน์ และเหตุที่เกิดวานนี้
อย่าโทษใครเปะปะไปเด็ดขาด สิ่งที่รู้อยู่กับใจ อย่าเอามาใช้เป็นคำพูด!
พี่น้องเสื้อแดงนั้น ต่อให้โกรธ-เกลียดเข้ากระดูกดำกันขนาดไหน พี่น้องไทยใต้ฝ่าพระบาท "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" พระองค์เดียวกัน ผมเชื่อสนิทใจ โกรธกันขนาดไหน ก็ไม่ถึงขั้นต้องลากอาวุธสงครามมาไล่ฆ่ากันอย่างนี้แน่นอน
ถ้าอย่างนั้นแล้วใครล่ะที่ทำ?
ก็ใครล่ะที่จะได้ประโยชน์จากการสร้างสถานการณ์ปั่นหัว "เสื้อเหลือง-เสื้อแดง" ให้โกรธกันถึงขั้นอยู่ร่วมโลกเดียวกันไม่ได้ แล้วทำสงคราม "ประชาชน-ประชาชน" ฆ่ากัน แล้วมันจะสอดกลางหยิบชิ้นปลามัน ในเมื่อทั้งเหลือง-ทั้งแดง "ตายหมด" หรือไม่ก็อ่อนล้า-ราบคาบ
แล้วใครล่ะ อยู่ในฐานะ "ซ้าย-ขวา" กินเรียบ!?
คนเอ่ยสัตย์ปฏิญาณว่าภักดี-มีเยอะ แต่กับเงิน และอำนาจที่จัดสรรลงตัวในวันข้างหน้า คนยุคนี้-สมัยนี้-เวลานี้ จะให้น้ำหนักในการภักดีกับอะไรมากกว่า
"หน้ากาก" มันค่อยๆ เผยอให้เห็นสีหน้าและแววตากันแล้วมิใช่หรือ?
ผมเข้าใจ-ด้วยเป็นห่วงสุดขีด คือบ้านเมืองขณะนี้ ด้วย "ความนิ่ง" ของบางอำนาจทางการบริหาร เป็นตัวช่วยเร่ง ด้วยหลอกให้พี่น้องประชาชนร่วมชาติสวมกระบังตา แดงกับเหลือง ดาหน้าเข้าเข่นฆ่าประหัต-ประหารกัน ซึ่งในข้อเท็จจริง ระดับพี่น้องประชาชนด้วยกัน ไม่มีอะไรต้องแบ่งแยก-เกลียดชังกันถึงขั้นนั้น
แต่นี่..เมื่อสร้างความรู้สึกให้เกิดว่า "แดงพ่าย" เป็นแค้นที่แดงต้องชำระขึ้นแล้ว.......
ในขณะที่แดงแค้นอาฆาต "มือที่มองเห็น" ก็กราดยิงหมายสังหารคุณสนธิ เพื่อปั่นสีเหลืองให้แค้นอาฆาตสีแดงด้วยเข้าใจว่า อาก้า-เอ็ม ๑๖ เอ็ม ๗๙ ที่กราดยิงนั้น มันพวกสีแดง!
ฉะนั้น ตรงนี้ ผมอยากให้พ่อ-แม่พี่น้องในความเป็นประชาชนด้วยกัน ทั้งสีเหลือง และสีแดงใจเย็นๆ มีสติกันให้มากเข้าไว้ และค่อยๆ ลำดับความก็จะเข้าใจว่า เราทั้งหลายเวลานี้ กำลังมี "มือที่มองเห็น" มอมหน้า-ปั่นหัวหวังให้ฆ่ากัน เพื่อพวกมันจะได้ฉกฉวยเป็น "ตาอยู่" อ้างกู้สถานการณ์-ปกบ้าน ป้องเมือง
แล้วสถาปนาอำนาจ "ผูกขาด" ในชาติบ้านเมืองเสียเอง!?
ทักษิณไม่เกี่ยวในงานหมายสังหารสนธิ แต่เกมบ้าน-เกมเมืองของทักษิณครั้งนี้ เหมือนการเล่นเผ มวลชนเสื้อเป็นแค่ไพ่ที่หงายลอยหน้า ๔ ใบ แต่ "ไต๋" ใบสำคัญที่คว่ำไว้ ก่อนหน้านี้เพียงเห็นหลังไวๆ ยังปักใจชัดไม่ได้ว่ามันใครกันแน่
แต่ดูลีลาเรียกไพ่ และการใส่เงินของทักษิณจาก ๘-๑๔ เม.ย. ไต๋ทักษิณคือตัวอะไร ถึงมั่นใจใส่เงินไม่ยั้งอย่างนั้น ระดับขั้นหมื่นล้านด้วยซ้ำ ท่านทั้งหลายดูโทรทัศน์รายการ "รวมการเฉพาะกิจ" ที่นายกฯ อภิสิทธิ์ออกมาพูดจากับประชาชนแต่ละครั้ง "จิตวิญญูชน" ย่อมบอกกับ "จิตใต้สำนึก" ของแต่ละท่านที่รักชาติ-บ้านเมืองได้มิใช่หรือ
"แววตาคือต่างหน้าต่างใจ" ครั้นมองสำรวจไป ก็คล้ายมีหนามปักคา?
พี่น้องร่วมชาติทุกคนไม่วิกฤติ แต่บ้านเมืองขณะนี้วิกฤติ และวิกฤตินี้จะคลี่คลายได้ โดยพี่น้องเสื้อเหลือง-เสื้อแดง ต้องเข้าใจว่าพวกเราทั้ง ๒ ฝ่าย กำลังตกเป็นเครื่องมือของคนบางคนจ้องฉกฉวยโอกาสหลอกล่อให้ "เหลือง-แดง" ฆ่ากันตายไปทั้งสองฝ่าย ผมเห็นท้ายสงกรานต์ พี่น้องออกมาเล่นสาดน้ำกันสนุกสนาน ไม่มีเหลือง ไม่มีแดง มีแต่รักสมัครสมานสามัคคีดีต่อกัน ก็อยากให้วันอย่างนี้มีกับพี่น้องไทยเหมือนเดิม
ขณะนี้ สีเหลืองก็เหมือนพ่าย เพราะคุณสนธิ "เกือบตาย" และฝ่ายแดงก็เหมือนพ่าย ชาวบ้านอย่างเราไม่ได้อะไร ต้องกระจัดกระจายกลับบ้านใคร-บ้านมัน
ก็ด้วยตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน พวกเรา-ในระดับพี่น้องประชาชนด้วยกัน ทำอย่างไรจะให้ทั้งสองสี-สองฝ่ายหันมาพูดจาทำความเข้าใจกัน สมัครสมานให้บรรยากาศเล่นสาดน้ำสงกรานต์กลับคืนมา "โชกสุขสนุกสนาน" โดยไม่มีสี!?
จากที่คุณสนธิเจ็บถึงตายได้ครั้งนี้ โดยพื้นฐานใจพี่น้องพันธมิตรฯ ย่อมเดือดกว่าน้ำร้อนบนเตาไฟ แต่การเอาไฟไปดับไฟ หรือเอาน้ำร้อนไปเติมน้ำร้อน ไฟก็ไม่ดับ น้ำก็ไม่เย็น ด้วยวุฒิภาวะแห่งเจตนาเพื่อบ้านเมือง หาทางลอกสีเหลือง-สีแดง แล้วนำความเป็นพี่น้องไทยเนื้อแท้ไปต่อสาย-ต่อขั้ว รวมเป็นกอไผ่-ไทยด้วยกันจะดีไหม
ที่ผมพูดเช่นนี้ เพราะจากที่สดับตรับฟังมาหลายๆ ด้าน ถ้าไม่หาทางให้ทุกคนมีสติยับยั้งชั่งใจ วันนี้-พรุ่งนี้ อาจมีสถานการณ์อุบาทว์เมืองเกิดขึ้นได้ เพราะใจแยกฝ่าย-แยกแค้น!?
นายกฯ อภิสิทธิ์ก็เช่นกัน ณ วันนี้ ตัวท่าน-อำนาจท่าน ผมสังเกตว่าเหมือนท่านนั่งอยู่บนกองหนาม รอบข้างท่าน ๑๐ คน ๑๐๐ คน มีถึง ๒ ถึง ๑๐ คนไหมที่ท่านมั่นใจว่าเนื้อแท้ในใจจะไม่เป็นบรูตุส?
ข้าวเหนียวหน้าเนื้อน่ะ กินอร่อย แต่คนหน้าเนื้อ ต้องระวัง...เพราะมันใจเสือจะกินท่าน เหตุที่เกิดกับคุณสนธิ ไม่มีอะไรรับประกันว่ามันจะเกิดกับท่าน ครอบครัวท่านไม่ได้ ที่พัทยา ที่มหาดไทยนั่นคือตัวอย่างสอนใจ อย่าลืมว่าอำนาจสูงสุดในการบริหารประเทศอยู่ที่ท่าน ผมเชื่อแล้วว่าท่านใจแข็ง-ใจถึง แต่ท่านอย่าตายใจกับใครง่ายๆ
ด้วยอำนาจของท่านอันมีผลต่อสถานการณ์บ้านเมือง ต้องฆ่ามันก่อนที่มันจะรวมหัวฆ่าท่าน!
ไม่ต้องดูอื่นไกล นำเหตุการณ์ที่เกิดในกระทรวงมหาดไทยมาทบทวน-ไล่เรียงดู เรื่องราวเป็นยังไงทำให้ต้องไปแถลงข่าวที่มหาดไทย มีใครไปบ้าง การไปมีใครรู้บ้าง ตอนเกิดเหตุมีใครถูกเสื้อแดงทุบ มีใครไม่ถูกทุบ และหน่วยรักษาความปลอดภัยเป็นหน่วยไหน ใครจัดมาให้ท่าน ต่างๆ นานามันเป็นปริศนาที่ต้องหาคำตอบทั้งนั้นว่า
เรื่องบัดสี-หยาบช้านี้เกิดขึ้นกับ "ผู้นำประเทศ" ได้อย่างไร?
ทั้งที่มหาดไทยกับที่พัทยา ไล่เรียงดูก็ได้ว่า มันมาจาก "คนหน้าเดิม" ใช่หรือไม่?
ผมบอกได้ว่า เวลานี้มีคนต้องการฆ่าสนธิ พอๆ กับมีคนใช้แผนแยบยลเพื่อแซะก้นท่านให้พ้นเก้าอี้ "นิพนธ์ พร้อมพันธ์" นั้น นับว่าเป็น ๑ ใน ๑๐๐ ที่ท่านไว้ใจได้ในยามนี้ ท่านใช้วิสัยทัศน์และความเก่งบนความเป็น "เด็กนอก" เพื่อการบริหารงานเถอะ แต่การบริหารอำนาจนั้น ต้องใช้วิสัยทัศน์และบรรจุแผ่นดิสก์สมองโปรแกรมไทยลงไป ไม่อย่างนั้นจาก ๒๐ เม.ย.ถึงกลางมิถุนายนเป็นอย่างช้า ท่านจะ "พลาดท่า-เสียทาง".

Labels: Analysis, เปลว สีเงิน
เปลว สีเงิน - พรก.ฉุกเฉินทำลายเศรษฐกิจจริงหรือ?
เปลว สีเงิน ไทยโพสต์: 17-04-2009
ถึงตอนนี้ก็ต้องชมว่ายุทธศาสตร์-ยุทธวิธีที่เรียกว่าแผนการที่ "กองอำนวยการแก้ไขสถานการณ์เฉพาะกิจ (กอฉ.)" กำหนดขึ้นเพื่อใช้คลี่คลายเหตุการณ์ "จลาจลเผาบ้าน-เผาเมือง" ที่ทักษิณปลุกปั่น-ยุยงคนเสื้อแดงก่อการกบฏแผ่นดินขึ้น เมื่อ ๘-๑๔ เม.ย.นั้น เป็นแผนที่แสดงถึงความลุ่มลึก ไม่ทำเพียงหวังผลเฉพาะหน้า แต่วางแผนครอบคลุมถึงผลต่อเนื่องที่จะเกิดตามมาด้วย ดังนั้น เราจะเห็นว่า การสลายม็อบจากเช้าถึงเที่ยงวันที่ ๑๔ เม.ย.นั้น กอฉ.ใช้สมองทำงานมากกว่าใช้กำลัง เป็นการปราบกบฏที่โอ่อ่า-เปิดเผย โดยยอมให้ประชาชน และสื่อมวลชนร่วมไปกับทหารที่ปฏิบัติการสลายม็อบ โดยไม่ใช้อาวุธ ไม่ใช้กำลังและ "ไม่ใช้ความรุนแรง" ทุกรูปแบบ
ด้วยการประเมินสถานการณ์ข้างหน้าไม่ผิดพลาดเช่นนี้แหละ รัฐบาล โดย กอฉ.จึงมีพยานเต็มไปหมด ทั้งชาวบ้าน ทั้งสื่อไทยและสื่อเทศต่างยืนยันได้ว่า ที่พรรคเพื่อไทยก็ดี คนเสื้อแดงทักษิณก็ดี ออกมาให้ข่าวขณะนี้ว่า รัฐบาลใช้ความรุนแรงบ้าง ว่าทหารฆ่าประชาชนแล้วเอาศพแอบไปเผาบ้าง นั้น
ไม่เป็นความจริง เป็นการบิดเบือน สร้างข่าวใส่ร้าย-ป้ายสีรัฐบาล และทหารอย่างหน้าด้านที่สุด!
ลำพังสื่อวิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ภาษาไทย คนไทยด้วยกันเองอ่านแล้ว-ฟังแล้วมัน "ด้านใจ" แต่พอสื่อฝรั่งทั้งโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์ตอกย้ำความจริงลงไปอีกทีว่า ทักษิณเป็นจอมปั้นความเท็จลวงโลก ชมนายกฯ อภิสิทธิ์ "เคลียร์ชัด-สะอาด-บริสุทธิ์" ประณามม็อบทักษิณก่อความรุนแรงที่ยอมรับไม่ได้ และยกย่องว่าทหารปฏิบัติการสลายม็อบแดงได้เยี่ยม เพราะไม่ใช้ความรุนแรงใดๆ เลย
ไม่มีคนเสื้อแดงเจ็บ-ตายจากการสลายม็อบของทหาร
มีแต่ชาวบ้าน และทหาร ทั้งเจ็บ-ทั้งตาย ด้วยน้ำมือฝ่ายเผาบ้าน-เผาเมืองของพวกแดงทักษิณ!
สื่อนอกยันเท่านี้ เป็นใบการันตีความบริสุทธิ์โปร่งใสของรัฐบาล-ทหาร กอฉ.ตลอดไปทันที การพูดจาโฆษณาชวนเชื่อใดๆ จากฝ่ายทักษิณต่อจากนี้ ไม่มีใครเชื่อวาจาโจรอีกแล้ว
ฉะนั้น ตอนนี้ ไม่ว่าทักษิณจะซื้อพื้นที่สื่อจากต่างประเทศ พูดจาตลบตะแลงอะไรเข้ามาในเมืองไทย หรือสมุนแดงในเมืองไทย รวมทั้งคนในพรรคเพื่อไทย จะสาดสี-ป้ายโคลนใส่รัฐบาล ใส่ทหารกองกำลัง กอฉ.อย่างใด ก็คล้ายเสียงหมาหอบแดดเยี่ยวรดสังกะสี ไม่มีราคาเลย!
แต่ปฏิบัติการ "กบฏแผ่นดิน" ของทักษิณยังไม่จบ เพียงแต่สะดุด-หยุดชะงักไปชั่วคราวเท่านั้น เหมือนเชื้อโรคแหละครับ ตราบใดที่ร่างกายยังแข็งแรง มันก็สงบรอจังหวะ ถ้าร่างกายอ่อนแอวันไหน มันก็พร้อมจะออกมาโจมตีใหม่วันนั้น
นั่นคือ รัฐบาล โดยนายกฯ อภิสิทธิ์ ถ้าหย่อนในมาตรการ ทหาร-ตำรวจ ไม่ร่วมมืออย่างจริงใจเมื่อไหร่ และศักยภาพในการบริหารของท่านอ่อนแอวันไหน ก็เมื่อนั้นแหละ
กองกำลังกบฏแผ่นดินของทักษิณจะโผล่ขึ้นมา "ผนึกไส้ศึก" ยึดบ้าน-ยึดเมืองอีกทันที!
ในความเห็นผม อย่างเร็วที่สุด-สัปดาห์นี้ทั้งสัปดาห์ จะถือว่าบ้านเมืองเข้าสู่สถานการณ์ปกติยังไม่ได้ ยังจำเป็นต้องใช้มาตรการจาก พ.ร.ก.ฉุกเฉินอยู่ จนกว่าสัปดาห์หน้า คือวันที่ ๒๐ เม.ย.ไปแล้วนั่นแหละ ค่อยนำข้อมูลทั้งลับ-ทั้งแจ้งมาชั่งน้ำหนักสุดท้ายดูอีกทีก่อนตัดสินใจ
คือจะเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หรือจะคงไว้อีกระยะ หลังวันจันทร์จึงค่อยตัดสินใจก็ยังไม่สายหรอก!
เรื่อง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มองดูแล้วก็แปลก เหมือนกรณีโรงไฟฟ้า ถ้าวันไหนไฟตก ไฟดับ ไฟไม่พอ ไฟติดๆ ดับๆ ชาวบ้านจะด่าแม่ กฟผ.เช็ดเลย หาว่าไม่บริหาร-จัดการตระเตรียมพลังงานรองรับการเติบโตของประเทศชาติ ครั้น กฟผ.ตระเตรียมพลังงานรองรับการเติบโต เพื่อให้มีไฟใช้กันไม่ติดๆ ดับๆ โดยสร้างโรงไฟฟ้าจากพลังงานถ่านหินบ้าง พลังงานนิวเคลียร์บ้าง
ชาวบ้านต่อต้าน-คัดค้านหัวชนฝา!
สรุปก็คือ ไฟจะเอา และเอาในราคาถูก แต่ไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหิน โรงไฟฟ้านิวเคลียร์!
ก็เหมือนที่พ่อค้า นักธุรกิจเขาคร่ำครวญเช้า-เย็นอยู่ตอนนี้ ให้ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินในทันที เพราะทำให้คนไม่มาลงทุน ไม่มาเที่ยว ต้นทุนธุรกิจสูง ค้าขายไม่ได้
แต่ตอนมีม็อบแดงยึดบ้าน-ป่วนเมือง ถึงขั้นก่อการกบฏหวังยึดแผ่นดินเพื่อสถาปนาทักษิณเป็นใหญ่ พวกพ่อค้า-นักธุรกิจ ก็ตีอกชกตัว ก่นด่ารัฐบาลว่า นายกฯ ไม่แข็ง ไม่เห็นทำอะไร ปล่อยให้กบฏบ้าน-กบฏเมืองก่อการจนเศรษฐกิจพังแล้ว-พังอีก
พอรัฐบาลทำอะไร และยังไม่ทันไร ออกมาแหกปากร้องอีกแล้ว ให้เลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน!
จะเอาแต่ใจ-เอาแต่ได้ฝ่ายเดียวกันไปถึงไหน ไม่มีใครต้องการให้บ้านเมืองประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินหรอก แต่เพื่อความคล่องตัวในมาตรการที่ทันต่อสถานการณ์ไม่ปกติ มันก็จำเป็นต้องใช้ ก็เห็นอยู่ว่าเป็นการใช้แบบไม่ใช้ด้วยซ้ำ ในเมื่อสถานการณ์ยังไม่สะเด็ดน้ำดี ก็เผื่อเหลือ-เผื่อขาดเอาไว้ ปุบปับจะได้ทันการณ์
ขืนรีบยกเลิกไป ถ้ามีอะไรขึ้นมาก็ด่ารัฐบาล ด่าทหารอีกหละว่าปราบม็อบไม่ได้..ไม่มีน้ำยา!
ก็จะให้เขาปราบแบบมีน้ำยารวดเร็ว-ทันใจได้อย่างไร เพราะกฎหมายในภาวะปกติทุกวันนี้ "ประชาธิปไตยจ๋า" ขนาดเตะหมากลางถนน เผลอๆ จะเจอข้อหา "เหยียบย่ำศักดิ์ศรีความเป็นสุนัข" เอาด้วยซ้ำ แล้วนี่การควบคุมฝูงชนผู้บ้าคลั่ง และตั้งธงมาเผาบ้าน-เอาเมืองโดยตรง ใจคอจะไม่ให้เขาใช้กฎหมายพิเศษชั่วคราวบ้างหรือ?
พ่อค้าก็มีต้นทุน ชาวบ้านก็มีต้นทุน ประเทศชาติก็มีต้นทุน ทุกคน-ทุกฝ่ายล้วนมีต้นทุนต้องบริหารด้วยกันทั้งนั้น ฉะนั้น ถึงคราวจำเป็นก็ต้องชั่งใจ
จะเอาแต่ตัวเองค้าขายได้ชั่วครั้ง-ชั่วครู่ แต่บ้านเมืองภินท์พังยาวนาน หรือว่า จะเอาให้บ้านเมืองสงบร่มเย็นยาวนาน โดยยอมเสียหายด้านการค้าการขายชั่วคราว คิดให้มันยาวๆ หน่อย?
ตอนได้-ค้าขายรวย ไม่เห็นเอามาแบ่งให้สังคมเลย เงียบกริบ แต่ตอนเสีย-สารพัดบ่น สารพัดเคลมกับสังคม พ่อค้าในหอการค้า หรือในสภาอุตสาหกรรม ไม่เคยตายจากโจรกบฏเมือง ซ้ำตอนดีๆ สวมเสื้อนอก ดื่มไวน์กับไอ้พวกกบฏเมืองหน้าระรื่น แต่ชาวบ้านสิ เป็นฝ่ายเผชิญหน้า ถูกเผา ถูกฆ่า ถูกคุกคามสารพัด ไม่เคยต่อว่าซักคำ แถมยังต้องซื้อข้าว-ซื้อน้ำเลี้ยงตำรวจ-ทหารเป็นการแบ่งปันน้ำใจ
ฉะนั้น อย่าสร้างเงื่อนไขอ้าง "ส่งออก-ส่งเข้า" ไปผูกไว้กับ พ.ร.ก.ฉุกเฉินมากนัก ชาวบ้านเขาจะหมั่นไส้ ถ้ามี พ.ร.ก.ฉุกเฉินแล้วไม่มีใครมาค้าขายด้วย ประเทศชาติจะเจ๊ง....
แล้วทำไมจึงแย่งกันไปค้าขายกับจีน กับเวียดนาม กับพม่า กับประชาธิปไตยปลอมๆ อย่างในกัมพูชา ในสิงคโปร์ล่ะ ประเทศเหล่านั้น ระบบปกครองบ้านเมืองเขาไม่ยิ่งกว่ามี พ.ร.ก.ฉุกเฉินอีกหรือ?
ให้โอกาส ให้เวลากับรัฐบาล และเจ้าหน้าที่ตำรวจ-ทหารเขาได้ทำงานต่อเนื่องอย่างสบายใจบ้างเถอะ อย่าให้เขาต้องเผชิญศึกหลายด้าน ลำพังกวาดล้าง-แก้เกมพวกกบฏแดงที่กระจายไปทั่วประเทศก็ยุ่งยาก-ลำบากพออยู่ แล้ว แล้วนี่...พวกผู้ดีเสื้อนอกยังจะมาหลับหู-หลับตาแง้วๆ เอาแต่ได้ เอะอะก็จะให้เลิก..เลิก
ลืมตาดูโลก โดยเฉพาะตลาดใหญ่ที่สหรัฐอเมริกาซะบ้าง จะได้รู้คิดปรับทิศทางธุรกิจประเทศตัวเอง นี่ยังจะหวังส่งออกลมๆ แล้งๆ อยู่อีก ตลาดผู้บริโภคใหญ่ในสหรัฐ เดี๋ยวนี้ชาวอเมริกันหันไป "ปลูกผัก-ทำสวนครัว" หน้าบ้านใคร-หน้าบ้านมัน ที่รกร้างว่างเปล่ามีตรงไหน ก็ไปจับจองทำแปลงผักกันตรงนั้น กำลังเป็นแฟชั่นฮิตมาก
เรียกว่า ปรับวิถี ปรับทัศนคติ การอยู่-การกิน-การดำรงชีวิต เพื่อรับสภาพเศรษฐกิจที่ตายซากยาวนานของสหรัฐ อันทุกคนลงความเห็นตรงกันว่าจากยุคโลกาภิวัตน์ มันมาถึงยุคโลกาวิบัติแน่แล้ว!
แล้วไทยเราซึ่ง ๖๐-๗๐% มีรายได้มาจากการส่งออก และการท่องเที่ยว ยังจะหลับหู-หลับตา งมโข่งอยู่กับการเป่าตูดกระตุ้นการลงทุนเพื่อการส่งออกอยู่อีก ผลิตสินค้าแล้วไม่รู้จะส่งไปขายใคร ง่ายๆ อย่างนี้ แล้วจะยังจะตะบี้ตะบันการค้า-การลงทุน-การส่งออก ชนิดไม่ดูเหนือ-ดูใต้ มันก็น่าสมควรปล่อยให้เจ๊งอยู่หรอก?
ที่ผ่านมา จีดีพี-มันคือตัวสะท้อนความสุขจากการค้าขายกำไรของพ่อค้า-กลุ่มทุน เราทุ่มทั้งประเทศเพื่อเลี้ยงตัวเลขของสังคมกลุ่มนี้ แล้วเคลมว่าเป็นตัวเลขความเติบโตผลิตภัณฑ์มวลรวม
ต่อจากนี้ จีดีพีของประเทศไทย มันควรต้องเป็นตัวสะท้อน "ความสุขมวลรวมในการดำรงชีวิตของประชาชนในชาติ"
สุขนั้นมาจากไหน สุขนั้นจะมาจาก "เศรษฐกิจพอเพียง" เพื่อรอการต่อยอดในอนาคต ไม่ควรจะเป็นจีดีพีสะท้อนสุขของพ่อค้า-กลุ่มทุนส่งออกประเภท "ใครใหญ่-กูไปซบตีน" แล้วพอมีอะไร เอาทุกข์มายัดใส่บ่าชาวบ้าน แต่ยามสุข...เสพกันเงียบอยู่พวกเดียว!
ให้ประเทศมันรอดซะก่อน แล้วการค้า-การส่งออกมันก็รอด ไม่ต้องห่วงหรอก พวกคุณได้รวยกันแน่ ปลายปีนี้ รอฟังข่าวดี ประเทศไทยอาจมี "บ่อน้ำมันใหญ่" ให้ได้เฮกันทั้งชาติ
แต่ถ้าประเทศไม่รอด ต่อให้เศรษฐกิจโลกดีขนาดไหน พวกคุณจะไปค้าขายได้อย่างไร และอีกอย่าง ผมก็ไม่แน่ใจว่าพวกคุณจะอยู่ "ร่วมทุกข์" กันครบหน้ากับชาวประชาในประเทศหรือไม่?
อย่าพูดกันเรื่องนี้ดีกว่า เดี๋ยวจะเหม็นหน้ากันไปเปล่าๆ ระวังเสาร์-อาทิตย์ "ส่งท้ายสัปดาห์" อาฟเตอร์ช็อกอาจเกิดขึ้นได้ การบีบวงล้อมทั้งตัวทักษิณ และบริวารแดงจากฝ่ายรัฐบาล อาจจะมีปฏิบัติการตอบโต้-ต่อต้านให้เห็น นายกฯ อภิสิทธิ์ยังไม่พ้นวิบาก ยิ่งทีมการเมืองร่วมรัฐบาลทำตัวเหมือน "ธุระไม่ใช่" ซ้ำภายในประชาธิปัตย์สะบัดร้อน-สะบัดหนาว ก็ต้องขอบอกว่านายกฯ อภิสิทธิ์ยังไม่มีสิทธิ์นอนชนิด "หัวติดหมอน" ได้หรอกครับ.

ถึงตอนนี้ก็ต้องชมว่ายุทธศาสตร์-ยุทธวิธีที่เรียกว่าแผนการที่ "กองอำนวยการแก้ไขสถานการณ์เฉพาะกิจ (กอฉ.)" กำหนดขึ้นเพื่อใช้คลี่คลายเหตุการณ์ "จลาจลเผาบ้าน-เผาเมือง" ที่ทักษิณปลุกปั่น-ยุยงคนเสื้อแดงก่อการกบฏแผ่นดินขึ้น เมื่อ ๘-๑๔ เม.ย.นั้น เป็นแผนที่แสดงถึงความลุ่มลึก ไม่ทำเพียงหวังผลเฉพาะหน้า แต่วางแผนครอบคลุมถึงผลต่อเนื่องที่จะเกิดตามมาด้วย ดังนั้น เราจะเห็นว่า การสลายม็อบจากเช้าถึงเที่ยงวันที่ ๑๔ เม.ย.นั้น กอฉ.ใช้สมองทำงานมากกว่าใช้กำลัง เป็นการปราบกบฏที่โอ่อ่า-เปิดเผย โดยยอมให้ประชาชน และสื่อมวลชนร่วมไปกับทหารที่ปฏิบัติการสลายม็อบ โดยไม่ใช้อาวุธ ไม่ใช้กำลังและ "ไม่ใช้ความรุนแรง" ทุกรูปแบบ
ด้วยการประเมินสถานการณ์ข้างหน้าไม่ผิดพลาดเช่นนี้แหละ รัฐบาล โดย กอฉ.จึงมีพยานเต็มไปหมด ทั้งชาวบ้าน ทั้งสื่อไทยและสื่อเทศต่างยืนยันได้ว่า ที่พรรคเพื่อไทยก็ดี คนเสื้อแดงทักษิณก็ดี ออกมาให้ข่าวขณะนี้ว่า รัฐบาลใช้ความรุนแรงบ้าง ว่าทหารฆ่าประชาชนแล้วเอาศพแอบไปเผาบ้าง นั้น
ไม่เป็นความจริง เป็นการบิดเบือน สร้างข่าวใส่ร้าย-ป้ายสีรัฐบาล และทหารอย่างหน้าด้านที่สุด!
ลำพังสื่อวิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ภาษาไทย คนไทยด้วยกันเองอ่านแล้ว-ฟังแล้วมัน "ด้านใจ" แต่พอสื่อฝรั่งทั้งโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์ตอกย้ำความจริงลงไปอีกทีว่า ทักษิณเป็นจอมปั้นความเท็จลวงโลก ชมนายกฯ อภิสิทธิ์ "เคลียร์ชัด-สะอาด-บริสุทธิ์" ประณามม็อบทักษิณก่อความรุนแรงที่ยอมรับไม่ได้ และยกย่องว่าทหารปฏิบัติการสลายม็อบแดงได้เยี่ยม เพราะไม่ใช้ความรุนแรงใดๆ เลย
ไม่มีคนเสื้อแดงเจ็บ-ตายจากการสลายม็อบของทหาร
มีแต่ชาวบ้าน และทหาร ทั้งเจ็บ-ทั้งตาย ด้วยน้ำมือฝ่ายเผาบ้าน-เผาเมืองของพวกแดงทักษิณ!
สื่อนอกยันเท่านี้ เป็นใบการันตีความบริสุทธิ์โปร่งใสของรัฐบาล-ทหาร กอฉ.ตลอดไปทันที การพูดจาโฆษณาชวนเชื่อใดๆ จากฝ่ายทักษิณต่อจากนี้ ไม่มีใครเชื่อวาจาโจรอีกแล้ว
ฉะนั้น ตอนนี้ ไม่ว่าทักษิณจะซื้อพื้นที่สื่อจากต่างประเทศ พูดจาตลบตะแลงอะไรเข้ามาในเมืองไทย หรือสมุนแดงในเมืองไทย รวมทั้งคนในพรรคเพื่อไทย จะสาดสี-ป้ายโคลนใส่รัฐบาล ใส่ทหารกองกำลัง กอฉ.อย่างใด ก็คล้ายเสียงหมาหอบแดดเยี่ยวรดสังกะสี ไม่มีราคาเลย!
แต่ปฏิบัติการ "กบฏแผ่นดิน" ของทักษิณยังไม่จบ เพียงแต่สะดุด-หยุดชะงักไปชั่วคราวเท่านั้น เหมือนเชื้อโรคแหละครับ ตราบใดที่ร่างกายยังแข็งแรง มันก็สงบรอจังหวะ ถ้าร่างกายอ่อนแอวันไหน มันก็พร้อมจะออกมาโจมตีใหม่วันนั้น
นั่นคือ รัฐบาล โดยนายกฯ อภิสิทธิ์ ถ้าหย่อนในมาตรการ ทหาร-ตำรวจ ไม่ร่วมมืออย่างจริงใจเมื่อไหร่ และศักยภาพในการบริหารของท่านอ่อนแอวันไหน ก็เมื่อนั้นแหละ
กองกำลังกบฏแผ่นดินของทักษิณจะโผล่ขึ้นมา "ผนึกไส้ศึก" ยึดบ้าน-ยึดเมืองอีกทันที!
ในความเห็นผม อย่างเร็วที่สุด-สัปดาห์นี้ทั้งสัปดาห์ จะถือว่าบ้านเมืองเข้าสู่สถานการณ์ปกติยังไม่ได้ ยังจำเป็นต้องใช้มาตรการจาก พ.ร.ก.ฉุกเฉินอยู่ จนกว่าสัปดาห์หน้า คือวันที่ ๒๐ เม.ย.ไปแล้วนั่นแหละ ค่อยนำข้อมูลทั้งลับ-ทั้งแจ้งมาชั่งน้ำหนักสุดท้ายดูอีกทีก่อนตัดสินใจ
คือจะเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หรือจะคงไว้อีกระยะ หลังวันจันทร์จึงค่อยตัดสินใจก็ยังไม่สายหรอก!
เรื่อง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มองดูแล้วก็แปลก เหมือนกรณีโรงไฟฟ้า ถ้าวันไหนไฟตก ไฟดับ ไฟไม่พอ ไฟติดๆ ดับๆ ชาวบ้านจะด่าแม่ กฟผ.เช็ดเลย หาว่าไม่บริหาร-จัดการตระเตรียมพลังงานรองรับการเติบโตของประเทศชาติ ครั้น กฟผ.ตระเตรียมพลังงานรองรับการเติบโต เพื่อให้มีไฟใช้กันไม่ติดๆ ดับๆ โดยสร้างโรงไฟฟ้าจากพลังงานถ่านหินบ้าง พลังงานนิวเคลียร์บ้าง
ชาวบ้านต่อต้าน-คัดค้านหัวชนฝา!
สรุปก็คือ ไฟจะเอา และเอาในราคาถูก แต่ไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหิน โรงไฟฟ้านิวเคลียร์!
ก็เหมือนที่พ่อค้า นักธุรกิจเขาคร่ำครวญเช้า-เย็นอยู่ตอนนี้ ให้ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินในทันที เพราะทำให้คนไม่มาลงทุน ไม่มาเที่ยว ต้นทุนธุรกิจสูง ค้าขายไม่ได้
แต่ตอนมีม็อบแดงยึดบ้าน-ป่วนเมือง ถึงขั้นก่อการกบฏหวังยึดแผ่นดินเพื่อสถาปนาทักษิณเป็นใหญ่ พวกพ่อค้า-นักธุรกิจ ก็ตีอกชกตัว ก่นด่ารัฐบาลว่า นายกฯ ไม่แข็ง ไม่เห็นทำอะไร ปล่อยให้กบฏบ้าน-กบฏเมืองก่อการจนเศรษฐกิจพังแล้ว-พังอีก
พอรัฐบาลทำอะไร และยังไม่ทันไร ออกมาแหกปากร้องอีกแล้ว ให้เลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน!
จะเอาแต่ใจ-เอาแต่ได้ฝ่ายเดียวกันไปถึงไหน ไม่มีใครต้องการให้บ้านเมืองประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินหรอก แต่เพื่อความคล่องตัวในมาตรการที่ทันต่อสถานการณ์ไม่ปกติ มันก็จำเป็นต้องใช้ ก็เห็นอยู่ว่าเป็นการใช้แบบไม่ใช้ด้วยซ้ำ ในเมื่อสถานการณ์ยังไม่สะเด็ดน้ำดี ก็เผื่อเหลือ-เผื่อขาดเอาไว้ ปุบปับจะได้ทันการณ์
ขืนรีบยกเลิกไป ถ้ามีอะไรขึ้นมาก็ด่ารัฐบาล ด่าทหารอีกหละว่าปราบม็อบไม่ได้..ไม่มีน้ำยา!
ก็จะให้เขาปราบแบบมีน้ำยารวดเร็ว-ทันใจได้อย่างไร เพราะกฎหมายในภาวะปกติทุกวันนี้ "ประชาธิปไตยจ๋า" ขนาดเตะหมากลางถนน เผลอๆ จะเจอข้อหา "เหยียบย่ำศักดิ์ศรีความเป็นสุนัข" เอาด้วยซ้ำ แล้วนี่การควบคุมฝูงชนผู้บ้าคลั่ง และตั้งธงมาเผาบ้าน-เอาเมืองโดยตรง ใจคอจะไม่ให้เขาใช้กฎหมายพิเศษชั่วคราวบ้างหรือ?
พ่อค้าก็มีต้นทุน ชาวบ้านก็มีต้นทุน ประเทศชาติก็มีต้นทุน ทุกคน-ทุกฝ่ายล้วนมีต้นทุนต้องบริหารด้วยกันทั้งนั้น ฉะนั้น ถึงคราวจำเป็นก็ต้องชั่งใจ
จะเอาแต่ตัวเองค้าขายได้ชั่วครั้ง-ชั่วครู่ แต่บ้านเมืองภินท์พังยาวนาน หรือว่า จะเอาให้บ้านเมืองสงบร่มเย็นยาวนาน โดยยอมเสียหายด้านการค้าการขายชั่วคราว คิดให้มันยาวๆ หน่อย?
ตอนได้-ค้าขายรวย ไม่เห็นเอามาแบ่งให้สังคมเลย เงียบกริบ แต่ตอนเสีย-สารพัดบ่น สารพัดเคลมกับสังคม พ่อค้าในหอการค้า หรือในสภาอุตสาหกรรม ไม่เคยตายจากโจรกบฏเมือง ซ้ำตอนดีๆ สวมเสื้อนอก ดื่มไวน์กับไอ้พวกกบฏเมืองหน้าระรื่น แต่ชาวบ้านสิ เป็นฝ่ายเผชิญหน้า ถูกเผา ถูกฆ่า ถูกคุกคามสารพัด ไม่เคยต่อว่าซักคำ แถมยังต้องซื้อข้าว-ซื้อน้ำเลี้ยงตำรวจ-ทหารเป็นการแบ่งปันน้ำใจ
ฉะนั้น อย่าสร้างเงื่อนไขอ้าง "ส่งออก-ส่งเข้า" ไปผูกไว้กับ พ.ร.ก.ฉุกเฉินมากนัก ชาวบ้านเขาจะหมั่นไส้ ถ้ามี พ.ร.ก.ฉุกเฉินแล้วไม่มีใครมาค้าขายด้วย ประเทศชาติจะเจ๊ง....
แล้วทำไมจึงแย่งกันไปค้าขายกับจีน กับเวียดนาม กับพม่า กับประชาธิปไตยปลอมๆ อย่างในกัมพูชา ในสิงคโปร์ล่ะ ประเทศเหล่านั้น ระบบปกครองบ้านเมืองเขาไม่ยิ่งกว่ามี พ.ร.ก.ฉุกเฉินอีกหรือ?
ให้โอกาส ให้เวลากับรัฐบาล และเจ้าหน้าที่ตำรวจ-ทหารเขาได้ทำงานต่อเนื่องอย่างสบายใจบ้างเถอะ อย่าให้เขาต้องเผชิญศึกหลายด้าน ลำพังกวาดล้าง-แก้เกมพวกกบฏแดงที่กระจายไปทั่วประเทศก็ยุ่งยาก-ลำบากพออยู่ แล้ว แล้วนี่...พวกผู้ดีเสื้อนอกยังจะมาหลับหู-หลับตาแง้วๆ เอาแต่ได้ เอะอะก็จะให้เลิก..เลิก
ลืมตาดูโลก โดยเฉพาะตลาดใหญ่ที่สหรัฐอเมริกาซะบ้าง จะได้รู้คิดปรับทิศทางธุรกิจประเทศตัวเอง นี่ยังจะหวังส่งออกลมๆ แล้งๆ อยู่อีก ตลาดผู้บริโภคใหญ่ในสหรัฐ เดี๋ยวนี้ชาวอเมริกันหันไป "ปลูกผัก-ทำสวนครัว" หน้าบ้านใคร-หน้าบ้านมัน ที่รกร้างว่างเปล่ามีตรงไหน ก็ไปจับจองทำแปลงผักกันตรงนั้น กำลังเป็นแฟชั่นฮิตมาก
เรียกว่า ปรับวิถี ปรับทัศนคติ การอยู่-การกิน-การดำรงชีวิต เพื่อรับสภาพเศรษฐกิจที่ตายซากยาวนานของสหรัฐ อันทุกคนลงความเห็นตรงกันว่าจากยุคโลกาภิวัตน์ มันมาถึงยุคโลกาวิบัติแน่แล้ว!
แล้วไทยเราซึ่ง ๖๐-๗๐% มีรายได้มาจากการส่งออก และการท่องเที่ยว ยังจะหลับหู-หลับตา งมโข่งอยู่กับการเป่าตูดกระตุ้นการลงทุนเพื่อการส่งออกอยู่อีก ผลิตสินค้าแล้วไม่รู้จะส่งไปขายใคร ง่ายๆ อย่างนี้ แล้วจะยังจะตะบี้ตะบันการค้า-การลงทุน-การส่งออก ชนิดไม่ดูเหนือ-ดูใต้ มันก็น่าสมควรปล่อยให้เจ๊งอยู่หรอก?
ที่ผ่านมา จีดีพี-มันคือตัวสะท้อนความสุขจากการค้าขายกำไรของพ่อค้า-กลุ่มทุน เราทุ่มทั้งประเทศเพื่อเลี้ยงตัวเลขของสังคมกลุ่มนี้ แล้วเคลมว่าเป็นตัวเลขความเติบโตผลิตภัณฑ์มวลรวม
ต่อจากนี้ จีดีพีของประเทศไทย มันควรต้องเป็นตัวสะท้อน "ความสุขมวลรวมในการดำรงชีวิตของประชาชนในชาติ"
สุขนั้นมาจากไหน สุขนั้นจะมาจาก "เศรษฐกิจพอเพียง" เพื่อรอการต่อยอดในอนาคต ไม่ควรจะเป็นจีดีพีสะท้อนสุขของพ่อค้า-กลุ่มทุนส่งออกประเภท "ใครใหญ่-กูไปซบตีน" แล้วพอมีอะไร เอาทุกข์มายัดใส่บ่าชาวบ้าน แต่ยามสุข...เสพกันเงียบอยู่พวกเดียว!
ให้ประเทศมันรอดซะก่อน แล้วการค้า-การส่งออกมันก็รอด ไม่ต้องห่วงหรอก พวกคุณได้รวยกันแน่ ปลายปีนี้ รอฟังข่าวดี ประเทศไทยอาจมี "บ่อน้ำมันใหญ่" ให้ได้เฮกันทั้งชาติ
แต่ถ้าประเทศไม่รอด ต่อให้เศรษฐกิจโลกดีขนาดไหน พวกคุณจะไปค้าขายได้อย่างไร และอีกอย่าง ผมก็ไม่แน่ใจว่าพวกคุณจะอยู่ "ร่วมทุกข์" กันครบหน้ากับชาวประชาในประเทศหรือไม่?
อย่าพูดกันเรื่องนี้ดีกว่า เดี๋ยวจะเหม็นหน้ากันไปเปล่าๆ ระวังเสาร์-อาทิตย์ "ส่งท้ายสัปดาห์" อาฟเตอร์ช็อกอาจเกิดขึ้นได้ การบีบวงล้อมทั้งตัวทักษิณ และบริวารแดงจากฝ่ายรัฐบาล อาจจะมีปฏิบัติการตอบโต้-ต่อต้านให้เห็น นายกฯ อภิสิทธิ์ยังไม่พ้นวิบาก ยิ่งทีมการเมืองร่วมรัฐบาลทำตัวเหมือน "ธุระไม่ใช่" ซ้ำภายในประชาธิปัตย์สะบัดร้อน-สะบัดหนาว ก็ต้องขอบอกว่านายกฯ อภิสิทธิ์ยังไม่มีสิทธิ์นอนชนิด "หัวติดหมอน" ได้หรอกครับ.

Labels: เปลว สีเงิน
ที่มาที่ไป สนธิ ลิ้มถูกลอบยิง อภิสิทธิ์ ประกาศภาวะฉุกเฉิน - โปรดใช้วิจารณญาน
นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ให้ความเห็นผ่านรายการ “คนในข่าว” คืนวันที่ 14 เม.ย.ที่ผ่านมา ต่อการจัดการกับม็อบเสื้อแดงของรัฐบาลว่า ว่า เราต้องไล่มาตั้งแต่ต้นเลยว่า การตั้งรัฐบาลชุดนี้เป็นการประนีประนอมกับกลุ่มหลายๆ กลุ่ม กลุ่มหนึ่งคือที่เห็นชัดเจน คือกลุ่มของ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.,พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม และ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่ง 3 คนนี้มีความผูกพันกันอย่างแน่นหนา พล.อ.ประวิตร ก็ห่วงน้องชาย (พล.ต.อ.พัชรวาท) ส่วน พล.อ.อนุพงษ์ ก็ต้องการให้ตัวเองอยู่ในสภาพนี้ต่อไปโดยไม่มีการกระทบกระเทือน โดยมีนายเนวิน ชิดชอบ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยที่ถูกตัดสิทธิทางการเมืองเป็นตัวเชื่อม
“นายเนวินก่อนที่จะมาร่วมจัดตั้งรัฐบาลชุดนี้ ก็อยู่ระหว่างกำลังหาที่พึ่งพิงใหม่ และเห็นว่าไม่มีอะไรดีไปกว่า มาพึ่ง พล.อ.อนุพงษ์ ขณะที่ พล.อ.อนุพงษ์ ก็ต้องการใช้นายเนวินในทางการเมือง เหมือนน้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า”
นายสนธิกล่าวต่อว่า การตั้งรัฐบาลนั้น นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ยอมให้นายเนวิน และ พล.อ.อนุพงษ์ มากเกินไป จะเห็นว่า สิ่งแรกที่เขาควรจะเปลี่ยน คือ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นวันนี้ที่ตำรวจไม่ทำงาน พล.ต.อ.พัชรวาทมีส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดขึ้นเกินกว่า 50% นอกจากนี้นายตำรวจที่ควรจะย้ายก็ไม่ย้าย เช่น พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีต ผบช.น. ที่ถูกกล่าวหามีส่วนฆ่าประชาชน แทนที่จะถูกย้ายเข้าประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กลับได้ไปเป็นผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 ตามคำขอร้องของนายเวนิน ขณะที่ พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน ก็ยังอยู่ที่เดิม ให้มาเล่นงานพันธมิตรฯ เหมือนเดิมตามคำขอร้องของนายเนวิน เพราะฉะนั้นจึงถือว่านายสุเทพสอบตกเรื่องนี้อย่างมาก
นายสนธิกล่าวอีกว่า จากที่เฝ้าดูเหตุการณ์อย่างใกล้ชิด เราต้องยอมรับข้อเท็จจริงที่ว่าเหตุการณ์ที่พัทยานั้นไม่ใช่แค่ตำรวจใส่ เกียร์ว่าง ทหารก็ใส่เกียร์ว่างด้วย ทั้งทหารตำรวจทุกคนรวมกันเบ็ดเสร็จแล้วมี 1 หมื่นกว่าคน แต่ตนเห็นคนเสื้อแดงเดินผ่าน ด้านซ้ายตำรวจตั้งแถว ด้านขวาทหารตั้งแถว แล้วคนเสื้อแดงเดินตรงกลาง แต่ก็ยืนดูอยู่เฉยๆ ปล่อยให้เสื้อแดงเดินขึ้นไปหน้าตาเฉย
“ผมคิดว่ามีการวางยากันที่พัทยา เพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของคุณอภิสิทธิ เวชชาชีวะ ถ้าผมจะฟันธงไปเลยก็คือว่า จริงๆ แล้ว ถ้าเสื้อเหลืองออกไปวันนั้นมีปฏิวัติเกิดขึ้นแล้ว และคนที่จะปฏิวัติวันนั้นจะเป็นคุณอนุพงษ์ เผ่าจินดา เผอิญผมไม่ได้ตกหลุมพรางอันนั้น และแกนนำพันธมิตรฯ ก็ไม่ได้ตกหลุมพรางด้วย มันก็เลยเกิดกระบวนการเสื้อน้ำเงินตีเสื้อแดง แต่ถ้าเราพิจารณาให้ชัด จะเห็นว่าเขาตีกันประเดี๋ยวเดียว พอขึ้นไปข้างบนแล้ว ต่างฝ่ายต่างก็จับมือกัน ให้สังเกตดูดีๆ ไม่ได้ตีกันจริง นี่คือกระบวนการสร้างสาถนการณ์เพื่อต้อนนายอภิสิทธิ์ให้จนมุม”
นายสนธิกล่าวต่อว่า หลังจากนั้น เชื่อว่านายอภิสิทธิ์คงจะได้ยาดี อาจได้ปรึกษาหารือกับผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมืองบางคน จึงตัดสินใจประกาศภาวะฉุกเฉิน หลังจากนั้นอำนาจการสั่งการ โยกย้ายข้าราชการก็มาอยู่ในมือนายกฯ ทันที ตนเข้าใจว่า ถ้ายังไม่ประกาศภาวะฉุกเฉิน พวกที่พัทยาก็ยังสร้างเรื่องอยู่ พวกที่กรุงเทพฯ ก็เริ่มอาละวาด เราจะได้เห็นรถถังออกมาทันที เผอิญการแก้เกมทำได้ทันควัน
นายสนธิกล่าวต่อว่า ไม่ทราบว่านายสุเทพโง่ หรือแกล้งโง่ หรือว่าแอบให้ความร่วมมือกับเขา (คนเสื้อแดง) แต่ว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งหมดเพราะว่าตำรวจให้ความร่วมมือ(กับคนเสื้อแดง)หมด ทุกอย่าง ในเมื่อนายสุเทพคุมตำรวจแต่ไม่สามารถสั่งตำรวจได้ นายสุเทพต้องละอายใจตัวเอง นายสุเทพเป็นตัวการทำให้ นายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ (เลขาธิการนายกฯ – พี่ภรรยา) ต้องเจ็บตัว นายสุเทพต้องรับผิดชอบไปเต็มๆ
นอกจากนี้ พล.ต.อ.พัชรวาทต้องไปทันที พล.อ.อนุพงษ์ ก็ต้องไป ผู้บัญชาการทหารเรือก็ต้องไป เพราะว่าเขตขลบุรีเป็นเขตทหารเรือ กองบัญชาการหนาวิกโยธินก็อยู่ที่นั่น แต่ไม่ทำอะไร แค่มายืนดันไปดันมา ข้อสุดท้าย พล.อ.ประวิตร ก็ควรจะไปเช่นกัน
“ถ้าเปลี่ยน 4 คนนี้ได้ ก็จะสงบทันที ผมไม่เชื่อว่า พล.อนุพงษ์จะกล้าหาญทำอะไร เพราะไม่กล้ามาแต่ต้นแล้ว ถ้าคุณอภิสิทธิ์จะกล้าทำอะไร ผมเชื่อว่าเหตุการณ์ทุกอย่างจะสงบ ตำรวจก็จะเปลี่ยนแปลงเยอะมาก ถ้าตำรวจเปลี่ยนปั๊บ ทหารอยู่ในแถว ไม่แอบไปจับมือกับนักการเมืองบางคน ผมเชื่อว่าเราจะเห็นการเมืองดีขึ้น” นายสนธิ กล่าว
ู^
^
เน้นย้ำอีกประเด็นหนึ่งที่ทักษิน ออกมาพูดตอนหนึ่งว่า รุนแรงขนาดนี้แล้ว ทำไมทหารไม่ออกมาปฏิวัติสักที

“นายเนวินก่อนที่จะมาร่วมจัดตั้งรัฐบาลชุดนี้ ก็อยู่ระหว่างกำลังหาที่พึ่งพิงใหม่ และเห็นว่าไม่มีอะไรดีไปกว่า มาพึ่ง พล.อ.อนุพงษ์ ขณะที่ พล.อ.อนุพงษ์ ก็ต้องการใช้นายเนวินในทางการเมือง เหมือนน้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า”
นายสนธิกล่าวต่อว่า การตั้งรัฐบาลนั้น นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ยอมให้นายเนวิน และ พล.อ.อนุพงษ์ มากเกินไป จะเห็นว่า สิ่งแรกที่เขาควรจะเปลี่ยน คือ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นวันนี้ที่ตำรวจไม่ทำงาน พล.ต.อ.พัชรวาทมีส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดขึ้นเกินกว่า 50% นอกจากนี้นายตำรวจที่ควรจะย้ายก็ไม่ย้าย เช่น พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีต ผบช.น. ที่ถูกกล่าวหามีส่วนฆ่าประชาชน แทนที่จะถูกย้ายเข้าประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กลับได้ไปเป็นผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 ตามคำขอร้องของนายเวนิน ขณะที่ พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน ก็ยังอยู่ที่เดิม ให้มาเล่นงานพันธมิตรฯ เหมือนเดิมตามคำขอร้องของนายเนวิน เพราะฉะนั้นจึงถือว่านายสุเทพสอบตกเรื่องนี้อย่างมาก
นายสนธิกล่าวอีกว่า จากที่เฝ้าดูเหตุการณ์อย่างใกล้ชิด เราต้องยอมรับข้อเท็จจริงที่ว่าเหตุการณ์ที่พัทยานั้นไม่ใช่แค่ตำรวจใส่ เกียร์ว่าง ทหารก็ใส่เกียร์ว่างด้วย ทั้งทหารตำรวจทุกคนรวมกันเบ็ดเสร็จแล้วมี 1 หมื่นกว่าคน แต่ตนเห็นคนเสื้อแดงเดินผ่าน ด้านซ้ายตำรวจตั้งแถว ด้านขวาทหารตั้งแถว แล้วคนเสื้อแดงเดินตรงกลาง แต่ก็ยืนดูอยู่เฉยๆ ปล่อยให้เสื้อแดงเดินขึ้นไปหน้าตาเฉย
“ผมคิดว่ามีการวางยากันที่พัทยา เพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของคุณอภิสิทธิ เวชชาชีวะ ถ้าผมจะฟันธงไปเลยก็คือว่า จริงๆ แล้ว ถ้าเสื้อเหลืองออกไปวันนั้นมีปฏิวัติเกิดขึ้นแล้ว และคนที่จะปฏิวัติวันนั้นจะเป็นคุณอนุพงษ์ เผ่าจินดา เผอิญผมไม่ได้ตกหลุมพรางอันนั้น และแกนนำพันธมิตรฯ ก็ไม่ได้ตกหลุมพรางด้วย มันก็เลยเกิดกระบวนการเสื้อน้ำเงินตีเสื้อแดง แต่ถ้าเราพิจารณาให้ชัด จะเห็นว่าเขาตีกันประเดี๋ยวเดียว พอขึ้นไปข้างบนแล้ว ต่างฝ่ายต่างก็จับมือกัน ให้สังเกตดูดีๆ ไม่ได้ตีกันจริง นี่คือกระบวนการสร้างสาถนการณ์เพื่อต้อนนายอภิสิทธิ์ให้จนมุม”
นายสนธิกล่าวต่อว่า หลังจากนั้น เชื่อว่านายอภิสิทธิ์คงจะได้ยาดี อาจได้ปรึกษาหารือกับผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมืองบางคน จึงตัดสินใจประกาศภาวะฉุกเฉิน หลังจากนั้นอำนาจการสั่งการ โยกย้ายข้าราชการก็มาอยู่ในมือนายกฯ ทันที ตนเข้าใจว่า ถ้ายังไม่ประกาศภาวะฉุกเฉิน พวกที่พัทยาก็ยังสร้างเรื่องอยู่ พวกที่กรุงเทพฯ ก็เริ่มอาละวาด เราจะได้เห็นรถถังออกมาทันที เผอิญการแก้เกมทำได้ทันควัน
“สังเกตว่าในการแถลงข่าวของนายกฯ นั้นทหารบางคนหน้าตาดูไม่ดีเลย อย่าลืมว่าหน้าตาเป็นหน้าต่างของหัวใจ แสดงว่า มันพลาดไปแค่ดีดนิ้วเท่านั้นเอง ฉะนั้นวันนี้เราจึงยังต้องให้กำลังใจนายอภิสิทธิ์ อย่างเต็มที่ ถ้านายอภิสิทธิ์มีความกล้าหาญจริง อย่างที่พันธมิตรฯ เคยพูดไว้แล้วว่า จะต้องเปลี่ยนนายสุเทพซะ”
นายสนธิกล่าวต่อว่า ไม่ทราบว่านายสุเทพโง่ หรือแกล้งโง่ หรือว่าแอบให้ความร่วมมือกับเขา (คนเสื้อแดง) แต่ว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งหมดเพราะว่าตำรวจให้ความร่วมมือ(กับคนเสื้อแดง)หมด ทุกอย่าง ในเมื่อนายสุเทพคุมตำรวจแต่ไม่สามารถสั่งตำรวจได้ นายสุเทพต้องละอายใจตัวเอง นายสุเทพเป็นตัวการทำให้ นายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ (เลขาธิการนายกฯ – พี่ภรรยา) ต้องเจ็บตัว นายสุเทพต้องรับผิดชอบไปเต็มๆ
นอกจากนี้ พล.ต.อ.พัชรวาทต้องไปทันที พล.อ.อนุพงษ์ ก็ต้องไป ผู้บัญชาการทหารเรือก็ต้องไป เพราะว่าเขตขลบุรีเป็นเขตทหารเรือ กองบัญชาการหนาวิกโยธินก็อยู่ที่นั่น แต่ไม่ทำอะไร แค่มายืนดันไปดันมา ข้อสุดท้าย พล.อ.ประวิตร ก็ควรจะไปเช่นกัน
“ถ้าเปลี่ยน 4 คนนี้ได้ ก็จะสงบทันที ผมไม่เชื่อว่า พล.อนุพงษ์จะกล้าหาญทำอะไร เพราะไม่กล้ามาแต่ต้นแล้ว ถ้าคุณอภิสิทธิ์จะกล้าทำอะไร ผมเชื่อว่าเหตุการณ์ทุกอย่างจะสงบ ตำรวจก็จะเปลี่ยนแปลงเยอะมาก ถ้าตำรวจเปลี่ยนปั๊บ ทหารอยู่ในแถว ไม่แอบไปจับมือกับนักการเมืองบางคน ผมเชื่อว่าเราจะเห็นการเมืองดีขึ้น” นายสนธิ กล่าว
ู^
^
เน้นย้ำอีกประเด็นหนึ่งที่ทักษิน ออกมาพูดตอนหนึ่งว่า รุนแรงขนาดนี้แล้ว ทำไมทหารไม่ออกมาปฏิวัติสักที

Labels: Abhisit, Analysis, Gen. Anupong, Newin, Patcharawat W., Prawit W., Sondhi, Violence
Friday, April 17, 2009
ผบ.ทบ.เอาชีวิตเดิมพันสลายม็อบไม่มีคนตาย
posttoday: ผบ.ทบ. ยอมรับ ในสังคมไทยยังมีผู้ใช้อาวุธสงครามนอกเหนือจากทหาร ระบุ ปัญหาอาชญากรรมสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ แม้อยู่ในช่วง ประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. กล่าว ถึงกรณีมีกระแสข่าวกลุ่มเสื้อแดงเสียชีวิตระหว่างถูกผลักดันว่า พร้อมเอาชีวิตตัวเองเป็นเดิมพัน ว่าไม่มีเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้น ยืนยันทหารไม่ได้ใช้ความรุนแรง หรืออาวุธ ส่วนสถานการณ์ขณะนี้ประเมินว่าอยู่ในสภาพเรียบร้อยดี ส่วนการยังคง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เป็นเรื่องของรัฐบาลพิจารณา แต่ยืนยันไม่กระทบกับประชาชน โดยทหารจะประจำตามจุดต่าง ๆ 102 จุด ทั่วกรุงเทพฯ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย และป้องกันการรวมตัวสร้างสถานการณ์ขึ้นอีก
พล.อ.อนุพงษ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่ นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ถูกลอบทำร้ายด้วยอาวุธสงครามว่า การลอบยิงเป็นเรื่องอาชญากรรมที่เกิดขึ้นเมื่อใดก็ได้เป็นหน้าที่ของเจ้า หน้าที่ตำรวจที่ต้องสืบสวนสอบสวน ยอมรับว่าอาวุธสงครามยังคงมีใช้อยู่ในสังคมไทยซึ่งฝ่ายทหารก็พยายามแก้ปัญหา นี้อยู่ แต่ไม่ขอแสดงความเห็นว่าเกี่ยวกับทหารหรือไม่ ซึ่งขณะนี้มีกำลังนายทหารตรึงกำลังอยู่เวรยาม เขตละ 2 จุดทั่วกรุงเทพมหานคร เพื่อรักษาความปลอดภัย ทั้งนี้ฝ่ายทหารได้รับคำสั่งและได้สั่งการเด็ดขาดว่าหลังคืนวันที่ 13 เมษายน 2552 ห้ามทหารใช้อาวุธโดยเด็ดขาด แม้เห็นตัวผู้ร้าย หรือ มีเหตุป่วนเมือง เช่น โยนระเบิดปิงปอง ระเบิดเพลิงขนาดเล็ก ส่วนเหตุการณ์ลอบยิงจะเป็นการป่วนเมืองหรือไม่ มองว่าการป่วนเมืองในขณะนี้ไม่ใช่ยุทธศาสตร์ที่ถูกต้องเพราะจะทำให้สังคมไม่ ยอมรับ
ผู้บัญชาการทหารบก ยังกล่าวถึงสถานการณ์ในกรุงเทพมหานครขณะนี้ว่า มีความเรียบร้อยระดับหนึ่งส่วนจะยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เมื่อใดนั้นขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรี แต่หากทุกคนใช้ชีวิตตามปกติก็จะไม่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน แต่ไม่ขอประเมินภาพรวมความมั่นคงภายใน ซึ่งเท่าที่ประเมินจากความรู้สึกของประชาชนทั้งประเทศและสื่อไทย-ต่างชาติ ก็เห็นว่าเรียบร้อยดียังมีปัญหาที่คงประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินอยู่ ทั้งนี้ ผู้บัญชาการทหารบก ยืนยันหนักแน่นว่า การปฏิบัติหน้าที่ทหารเข้าสลายการชุมนุมไม่ได้รุนแรงจนกระทั่งให้มีผู้ชีวิต ดังเช่นที่มีกระแสข่าว

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. กล่าว ถึงกรณีมีกระแสข่าวกลุ่มเสื้อแดงเสียชีวิตระหว่างถูกผลักดันว่า พร้อมเอาชีวิตตัวเองเป็นเดิมพัน ว่าไม่มีเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้น ยืนยันทหารไม่ได้ใช้ความรุนแรง หรืออาวุธ ส่วนสถานการณ์ขณะนี้ประเมินว่าอยู่ในสภาพเรียบร้อยดี ส่วนการยังคง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เป็นเรื่องของรัฐบาลพิจารณา แต่ยืนยันไม่กระทบกับประชาชน โดยทหารจะประจำตามจุดต่าง ๆ 102 จุด ทั่วกรุงเทพฯ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย และป้องกันการรวมตัวสร้างสถานการณ์ขึ้นอีก
พล.อ.อนุพงษ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่ นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ถูกลอบทำร้ายด้วยอาวุธสงครามว่า การลอบยิงเป็นเรื่องอาชญากรรมที่เกิดขึ้นเมื่อใดก็ได้เป็นหน้าที่ของเจ้า หน้าที่ตำรวจที่ต้องสืบสวนสอบสวน ยอมรับว่าอาวุธสงครามยังคงมีใช้อยู่ในสังคมไทยซึ่งฝ่ายทหารก็พยายามแก้ปัญหา นี้อยู่ แต่ไม่ขอแสดงความเห็นว่าเกี่ยวกับทหารหรือไม่ ซึ่งขณะนี้มีกำลังนายทหารตรึงกำลังอยู่เวรยาม เขตละ 2 จุดทั่วกรุงเทพมหานคร เพื่อรักษาความปลอดภัย ทั้งนี้ฝ่ายทหารได้รับคำสั่งและได้สั่งการเด็ดขาดว่าหลังคืนวันที่ 13 เมษายน 2552 ห้ามทหารใช้อาวุธโดยเด็ดขาด แม้เห็นตัวผู้ร้าย หรือ มีเหตุป่วนเมือง เช่น โยนระเบิดปิงปอง ระเบิดเพลิงขนาดเล็ก ส่วนเหตุการณ์ลอบยิงจะเป็นการป่วนเมืองหรือไม่ มองว่าการป่วนเมืองในขณะนี้ไม่ใช่ยุทธศาสตร์ที่ถูกต้องเพราะจะทำให้สังคมไม่ ยอมรับ
ผู้บัญชาการทหารบก ยังกล่าวถึงสถานการณ์ในกรุงเทพมหานครขณะนี้ว่า มีความเรียบร้อยระดับหนึ่งส่วนจะยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เมื่อใดนั้นขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรี แต่หากทุกคนใช้ชีวิตตามปกติก็จะไม่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน แต่ไม่ขอประเมินภาพรวมความมั่นคงภายใน ซึ่งเท่าที่ประเมินจากความรู้สึกของประชาชนทั้งประเทศและสื่อไทย-ต่างชาติ ก็เห็นว่าเรียบร้อยดียังมีปัญหาที่คงประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินอยู่ ทั้งนี้ ผู้บัญชาการทหารบก ยืนยันหนักแน่นว่า การปฏิบัติหน้าที่ทหารเข้าสลายการชุมนุมไม่ได้รุนแรงจนกระทั่งให้มีผู้ชีวิต ดังเช่นที่มีกระแสข่าว

Labels: Aftermath, Army chief, Gen. Anupong
Subscribe to:
Posts (Atom)








![Reblog this post [with Zemanta]](http://img.zemanta.com/reblog_e.png?x-id=07b0e657-336c-892b-bd5f-dbe1f1e6ee9d)

